News
-
วิวาห์สีเลือด: รอยแค้นอาภรณ์วิวาห์ และหายนะแห่งตระกูลหยิ่งยโส
สองคืนก่อนวิวาห์ เสียงผ้าลูกไม้เนื้อดีที่ถูกกระชากจนขาดวิ่นดังก้องไปทั่วห้องนอนของฉัน มันไม่ใช่แค่ผ้าธรรมดา แต่เป็นชุดแต่งงานวินเทจที่คุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้วตั้งใจเย็บปักไว้ให้ฉันใส่ในวันสำคัญที่สุดของชีวิต “แคว่ก!!” เศษผ้าสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นพรมราวกับซากศพของความหวัง ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ‘ชัชชัย’ ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงระยับยืนหอบหายใจด้วยความโกรธจัด ในขณะที่ด้านหลังของเขามี ‘รดา’ ภรรยาใหม่ผู้แสนเย่อหยิ่ง และ ‘ณิชา’ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอยืนเหยียดยิ้มอย่างสะใจ “แกจะแต่งงานกับไอ้กระจอกนั่นไม่ได้ ลลิน!” พ่อตวาดลั่น ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทา “ฉันไม่ยอมให้ลูกสาวคนโตของตระกูล ‘เกียรติบวร’ ต้องไปกัดก้อนเกลือกินกับไอ้สถาปนิกบ้านนอกนั่นให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะหรอกนะ!” “แต่ธีร์เป็นคนดี และเราก็รักกันค่ะพ่อ” ฉันเถียงเสียงเรียบ พยายามข่มความเจ็บปวดที่จุกอยู่เต็มอก “รักมันกินไม่ได้!” พ่อประกาศกร้าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่มืดบอด “มะรืนนี้แกต้องไปงานกาล่าดินเนอร์กับฉัน เราต้องไปต้อนรับท่านประธานกรรมการของ ‘ที.ซี. กรุ๊ป’ มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ ถ้าแกทำให้ท่านประธานถูกใจได้ บริษัทของเราที่กำลังจะล้มละลายก็จะมีคนมาอุ้มชู!” ฉันแค่นยิ้ม สมเพชในความเห็นแก่ตัวของผู้ชายตรงหน้า “พ่อก็เลยฉีกชุดแต่งงานของแม่ทิ้ง เพื่อจะบังคับให้ลลินไปเป็นของเล่นของเศรษฐีแก่ๆ เพื่อล้างหนี้ให้พ่อเหรอคะ?” “เพียะ!” ฝ่ามือหนาตบลงบนใบหน้าฉันอย่างจังจนเลือดซิบมุมปาก รดาแสร้งทำเป็นยกมือทาบอก แต่สายตากลับเปี่ยมไปด้วยความสะใจ ณิชาหัวเราะในลำคอพลางปรายตามองเศษชุดแต่งงานบนพื้น “จำเอาไว้นะลลิน…” พ่อเหยียบย่ำลงบนลูกไม้สีขาวที่แม่ตั้งใจทำให้อย่างไร้เยื่อใย “ไม่มีชุด ก็ไม่มีงานแต่ง! และถ้าแกไม่ไปงานกาล่ามะรืนนี้ ฉันจะตัดหางปล่อยวัดแก!” พ่อและครอบครัวใหม่ของเขาเดินสะบัดก้นออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉันทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางเศษซากของชุดแต่งงาน ฉันหยิบเศษผ้าขึ้นมากำไว้แน่น น้ำตาที่ควรจะไหลกลับเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบที่เกาะกุมขั้วหัวใจ… สองคืนก่อนวิวาห์…
-
วิวาห์สายฟ้าแลบ: บทลงทัณฑ์จากภรรยา(ที่เคย)แสนดี
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกรูดซิปปิดอย่างแรง เสียงของมันดังก้องไปทั่วห้องนอนที่เคยเต็มไปด้วยความทรงจำ ผม ‘ภคิน’ หันไปมอง ‘นลิน’ ผู้หญิงที่ผมแต่งงานด้วยมาห้าปี เธอคือภรรยาที่แสนดี ทำอาหารเก่ง ดูแลบ้านไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่ในสายตาของผมตอนนี้… เธอช่างจืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีอะไรเชิดหน้าชูตาผมในวงสังคมนักธุรกิจที่ผมกำลังก้าวเข้าไปได้เลย “เซ็นใบหย่าซะ นลิน ผมทิ้งเงินไว้ให้คุณก้อนหนึ่ง คงพอให้คุณตั้งตัวได้” ผมโยนซองเอกสารลงบนเตียง “รตีรอผมอยู่ข้างล่าง ผมไม่อยากให้เธอรอนาน” นลินมองซองเอกสารนั้นนิ่งๆ แววตาของเธอว่างเปล่าจนผมเดาไม่ออกว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่มีน้ำตา ไม่มีการฟูมฟายเหนี่ยวรั้งอย่างที่ผมคาดคิด เธอเพียงแค่หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว แล้วเงยหน้ามองผม “ขอให้โชคดีกับสิ่งที่เลือกนะคะ ภคิน” น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยจนผมรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ แต่ผมก็สะบัดความคิดนั้นทิ้ง หิ้วกระเป๋าเดินออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่หรูหราและเร้าใจกับ ‘รตี’ เลขาสาวสุดแซ่บที่อายุน้อยกว่าผมถึงเจ็ดปี การ์ดเชิญสีทองและคำหัวเราะเยาะ สองวันต่อมา ขณะที่ผมกำลังนอนจิบไวน์อยู่ริมสระน้ำในเพนต์เฮาส์หรูที่ผมเพิ่งซื้อเพื่อเป็นรังรักกับรตี เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น พนักงานคอนโดนำซองจดหมายสีดำประทับตราครั่งสีทองหรูหรามาส่งให้ ผมเปิดซองออกดู ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นจนรตีที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำต้องขมวดคิ้วสงสัย “มีอะไรน่าขำเหรอคะพี่คิน?” รตีเดินเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง “ก็ดูนี่สิรตี การ์ดแต่งงาน… จากนลิน!” ผมโยนการ์ดใบนั้นลงบนโต๊ะกระจก “เพิ่งเลิกกับพี่ไปแค่สองวัน ส่งการ์ดแต่งงานมาซะแล้ว สงสัยจะจ้างผู้ชายที่ไหนมาจัดฉากแต่งงานเพื่อประชดพี่แน่ๆ ดูสิ พิมพ์ชื่อเจ้าบ่าวว่า ‘เตชินท์’… ตลกสิ้นดี คนอย่างนลิน วันๆ เดินตลาดสดกับซักผ้า จะไปรู้จักใครได้ ยิ่งชื่อเดียวกับคุณเตชินท์ มหาเศรษฐีเจ้าของทีซีเอสกรุ๊ปที่พี่กำลังจะไปขอร่วมทุนด้วย…
-
รอยด่างในงานวิวาห์ กับ ยศถาแห่งคนสวน
บรรยากาศภายในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาวควรจะอบอวลไปด้วยความรัก แต่บัดนี้มันกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แขกเหรื่อระดับวีไอพีกว่า 120 ชีวิตในชุดราตรีหรูหราต่างเบิกตากว้าง พลางยกมือป้องปากซุบซิบนินทากันอย่างออกรส ตรงกลางเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นดอก ‘มุกลดา’ ยืนนิ่งงันอยู่ในชุดเจ้าสาวที่บัดนี้ดูไร้ค่าราวกับเศษผ้า สายตาของเธอจับจ้องไปยังแผ่นหลังของ ‘กวินทร์’ นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกล ทายาทตระกูลอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน… ผู้ชายที่เพิ่งสวมแหวนให้เธอเมื่อห้านาทีก่อน แต่กลับกระชากไมโครโฟนจากพิธีกรเพื่อประกาศถ้อยคำที่กรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ “ผมขอประกาศยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้… ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา แต่ผมทบทวนดูแล้วว่า ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างผม… ไม่มีวันลดตัวลงไปแต่งงานกับลูกสาวคนสวนหรอก!” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันและเย็นชา กวินทร์ปรายตามองมุกลดาและ ‘ลุงชุ่ม’ พ่อของเธอที่ยืนอยู่ข้างเวทีด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะโยนช่อดอกไม้ติดหน้าอกทิ้งลงบนพื้น ใช้รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำมันอย่างไร้เยื่อใย แล้วหันหลังเดินลงจากเวทีไป โดยมี ‘คุณหญิงพรรณราย’ ผู้เป็นมารดา เดินเชิดหน้าตามลูกชายออกไปอย่างผู้ชนะ เธอเป็นคนยุยงให้ลูกชายฉีกหน้าเจ้าสาวกลางงาน เพราะเพิ่งตกลงจับคู่กวินทร์กับลูกสาวรัฐมนตรีได้สำเร็จเมื่อคืนก่อน “โธ่เอ๊ย… พ่อขอโทษนะลูก พ่อทำให้มุกต้องอับอาย พ่อมันแค่คนสวนต่ำต้อย พ่อขอโทษ… ขอโทษแขกผู้มีเกียรติทุกท่านด้วยนะครับที่ต้องมาเสียเวลา ขอโทษครับ…” เสียงแหบพร่าของลุงชุ่มดังขึ้น ชายชราในชุดสูทเช่าที่หลวมโคร่งทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรม ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนไหล่สั่นไหว พลางพนมมือไหว้ขอโทษแขกเหรื่อรอบทิศทาง น้ำตาของคนเป็นพ่อที่เห็นลูกสาวถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกมีดนับร้อยเล่มทิ่มแทง มุกลดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ เธอไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่วิ่งตามผู้ชายจอมปลอมคนนั้น หญิงสาวถลกรุ่มล่ามของชุดเจ้าสาว ก้าวลงจากเวทีและทรุดตัวลงสวมกอดผู้เป็นพ่อไว้แน่น “พ่อไม่ต้องขอโทษใคร พ่อไม่ได้ทำอะไรผิด” มุกลดากระซิบเสียงสั่นแต่หนักแน่น “มุกต่างหากที่ตาบอด พ่อของมุกคือผู้ชายที่ประเสริฐที่สุดในโลก ต่อให้พ่อจะเป็นแค่คนสวน มุกก็ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อค่ะ” ภาพสองพ่อลูกกอดกันร้องไห้กลางงานแต่งงานที่พังทลาย ทำให้แขกหลายคนเวทนา แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองด้วยสายตาสมเพช……
-
หน้ากากไร้เดียงสา: แผนลวงสมบูรณ์แบบของ ‘ซีอีโอ’ ก้นครัว
ฉันหลอกสามีมาตลอดหกปีเต็มว่าฉันเป็นเพียงแม่บ้านที่พูดภาษาต่างประเทศไม่ได้แม้แต่คำเดียว และไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเลยแม้แต่น้อย สมุดทะเบียนสมรสที่ถูกฉีกขาดครึ่งหนึ่งวางทิ้งอยู่บนโต๊ะกินข้าวไม้สักตัวยาวในบ้านพักย่านบางนา ‘ฐิติมา’ เลขานุการสาววัยยี่สิบหกปี ยืนกอดแฟ้มจัดงานแต่งงานพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ข้างตู้โชว์แก้วคริสตัล ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและจองหอง ราวกับว่าบ้านหลังนี้ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว ในวัยสามสิบเอ็ดปี กับการใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ในบ้านเดี่ยวย่านบางนามาตั้งแต่แต่งงาน คนในครอบครัวมั่นคงพาณิชย์รู้จักฉันในชื่อ ‘ดวงกมล ศรีวิไลรัตน์’ ผู้หญิงที่วันๆ ทำได้แค่งานบ้าน กวาดถูพื้น และดูแลอาหารสามมื้อ ฉากสุดท้ายของละครฉากโง่เขลา “เซ็นซะสิกมล จะมัวรออะไรอยู่ หรือต้องให้ผมแปลเอกสารหย่าเป็นภาษาบ้านนอกให้คุณฟัง?” เสียงทุ้มที่เคยพร่ำบอกรักฉันเมื่อหกปีก่อน บัดนี้เต็มไปด้วยความรำคาญและดูแคลน ‘กฤตย์ มั่นคงพาณิชย์’ ทายาทบริษัทส่งออกรายใหญ่ยืนกอดอกมองฉันด้วยหางตา เขาอยู่ในชุดสูทอาร์มานีราคาแพงระยับ ซึ่งเป็นชุดที่ฉันเป็นคนรีดให้ด้วยมือของตัวเองเมื่อเช้านี้ “พี่กฤตย์ใจเย็นๆ สิคะ พี่กมลอาจจะกำลังเสียดายบัตรเครดิตใบเสริมที่คุณพี่ให้ใช้ซื้อกับข้าวอยู่ก็ได้” ฐิติมาเดินเข้ามากรีดกรายเกาะแขนกฤตย์ “พี่กมลคะ โลกยุคนี้ผู้บริหารระดับร้อยล้านพันล้านอย่างพี่กฤตย์ เขาต้องการภรรยาที่เชิดหน้าชูตาได้ คุยธุรกิจระดับนานาชาติรู้เรื่อง ไม่ใช่ผู้หญิงที่รู้จักแต่วิธีทำต้มยำกุ้งกับพับผ้าปูที่นอนนะคะ” ฉันปรายตามองผู้หญิงที่กำลังจะมาแทนที่ฉัน ก่อนจะมองหน้าผู้ชายที่ฉันยอมทิ้งชีวิตอิสระมาปรนนิบัติถึงหกปีเต็ม เหตุผลเดียวที่ฉันยอมแต่งงานกับเขาและเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ก็เพื่อทำตามคำขอสุดท้ายของคุณปู่ที่อยากตอบแทนบุญคุณตระกูลมั่นคงพาณิชย์ และฉันแค่อยากรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะรักฉันที่ตัวตน หรือรักที่เปลือกนอก หกปีที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า เขาหูเบา ทะเยอทะยาน และโง่เขลาเกินกว่าจะมองเห็น ‘เพชร’ ที่ซ่อนอยู่ในโคลน “กมลไม่เสียดายหรอกค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งหยาดน้ำตาอย่างที่พวกเขากำลังคาดหวัง มือของฉันหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนกระดาษและเซ็นชื่อ ‘ดวงกมล ศรีวิไลรัตน์’ ลงไปอย่างงดงามและหนักแน่น…
-
หิมะสีเลือด: คำพิพากษาจากก้นเหว
ความหนาวเหน็บของพายุหิมะบนยอดเขาแอลป์ ไม่ได้เย็นยะเยือกไปกว่าแววตาของ ‘กริช’ ชายคนที่ฉันรักสุดหัวใจ ชายที่กำลังจะเป็นพ่อของลูกในท้องฉัน “อากาศข้างบนนี้บริสุทธิ์จังเลยนะคะกริช ลูกของเราคงชอบ” ฉัน ‘นลิน’ ทายาทตระกูลอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน เอามือลูบหน้าท้องที่นูนป่องอายุครรภ์ 9 เดือนด้วยรอยยิ้ม เรามาฮันนีมูนทิ้งทวนก่อนที่ฉันจะคลอด กริชเช่าเหมาลำเฮลิคอปเตอร์พาฉันมาชมวิวบนธารน้ำแข็งที่ห่างไกลผู้คน เขาบอกว่ามันจะเป็นความทรงจำที่พิเศษที่สุดของเรา และมันก็พิเศษจริงๆ… พิเศษจนฉันไม่มีวันลืมไปชั่วกัปชั่วกัลป์ กริชเดินเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่ต้นคอ ก่อนที่คำพูดกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้น “ใช่ นลิน… ลูกคงชอบ และคุณก็คงชอบที่นี่เหมือนกัน ที่พักพิงสุดท้ายของคุณ” ยังไม่ทันที่ฉันจะหันกลับไปถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร ฝ่ามือหนาที่เคยทะนุถนอมฉันมาตลอดห้าปี ก็ออกแรงผลักร่างของฉันอย่างสุดแรง! พื้นน้ำแข็งลื่นปรื๊ดใต้รองเท้าบูทสูญเสียการทรงตัว ร่างของฉันร่วงหล่นลงสู่รอยแยกของหุบเหวน้ำแข็งที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น เสียงกรีดร้องของฉันถูกกลืนหายไปกับเสียงพายุ ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนจะถูกความมืดมิดกลืนกิน คือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของกริชที่ยืนมองร่างของฉันดิ่งลงสู่ความตาย เขาทำเพื่ออะไร? คำตอบนั้นง่ายมาก… กรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 1,500 ล้านบาท (ราว 50 ล้านดอลลาร์) ที่เขายืนกรานให้ฉันทำไว้ก่อนบินมาต่างประเทศ โดยมีเขาเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว … สามสัปดาห์ต่อมา ณ ศาลาวีไอพีของวัดดังใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ดอกลิลลี่สีขาวนับหมื่นดอกถูกประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา แขกเหรื่อระดับไฮโซและนักข่าวแน่นขนัด รูปหน้าศพของฉันตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลา กริชในชุดสูทสีดำสนิท ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจอยู่หน้าโลงศพที่ว่างเปล่า (เพราะพวกเขาอ้างว่าหาร่างฉันไม่พบในพายุหิมะ) ข้างกายเขาคือ ‘รดา’ เลขาส่วนตัวและเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้เขาอย่างเบามือ…
-
คำพิพากษาแห่งความดูถูก: ปาฏิหาริย์รักและหยาดเหงื่อของพ่อเลี้ยงเดี่ยว
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องแข่งกับเสียงกระแทกประตูบานใหญ่ที่ถูกปิดลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากริมถนน ผมยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง สายตายังคงจับจ้องไปที่บานประตูที่เพิ่งปิดลงพร้อมกับการจากไปของผู้หญิงที่ผมเคยเรียกว่า “ภรรยา” “น้ำหน้าอย่างคุณ ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกให้ได้ดีหรอก ภคิน! อนาคตของพวกเขาก็ต้องจมปลักอยู่กับความจนเหมือนคุณนั่นแหละ!” ประโยคสุดท้ายที่ ‘รินลดา’ ตะคอกใส่หน้าผมก่อนที่เธอจะลากกระเป๋าเดินทางใบหรูเดินจากไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเศรษฐีหนุ่ม ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่แค่คำด่าทอ แต่มันคือคำพิพากษาที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของผู้ชายที่กำลังสูญเสียทุกอย่าง ผมทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินอย่างไม่อาจกลั้นได้ จู่ๆ สัมผัสเล็กๆ ที่อบอุ่นก็แตะลงบนบ่าของผม ผมเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตา ‘น้องรุ้ง’ ลูกสาววัย 7 ขวบ กำลังยืนกอด ‘น้องคิน’ ลูกชายวัย 4 ขวบที่กำลังงัวเงีย น้องรุ้งใช้นิ้วเล็กๆ ปาดน้ำตาออกจากแก้มของผมแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “พ่อจ๋า… อย่าร้องไห้นะ รุ้งกับน้องคินจะอยู่ข้างๆ พ่อเอง” ในวินาทีนั้น คำดูถูกของรินลดาที่เคยทำให้ผมรู้สึกไร้ค่า กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดไฟในหัวใจของผมให้ลุกโชน ผมดึงร่างเล็กๆ ทั้งสองเข้ามากอดไว้แน่น กลิ่นแป้งเด็กและอ้อมกอดที่บริสุทธิ์นี้คือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตผม ผมสัญญากับตัวเองอย่างเงียบๆ ในใจว่า ‘พ่อจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเห็น ว่าสองมือหยาบกร้านของพ่อนี่แหละ ที่จะสร้างอนาคตที่สว่างไสวที่สุดให้พวกลูกเอง’ เส้นทางที่ปูด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา ชีวิตของการเป็น “พ่อเลี้ยงเดี่ยว” ไม่ใช่เรื่องง่าย มันคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันหยุดพัก ผมต้องสวมบทบาทเป็นทั้งพ่อที่เข้มแข็งและแม่ที่อ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ทุกเช้าผมต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่อมาเตรียมข้าวกล่อง รีดชุดนักเรียน และปลุกลูกๆ ไปส่งที่โรงเรียนก่อนจะรีบฝ่าการจราจรไปทำงานประจำในตำแหน่งพนักงานบัญชีตัวเล็กๆ เมื่อเลิกงาน แทนที่ผมจะได้กลับมาพักผ่อน ผมต้องถอดเสื้อเชิ้ต…
-
กุญแจทองเหลือง โลงศพไร้ร่าง และคำเตือนมรณะ:
ความลับหน้าหลุมศพที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปะทะเข้ากับร่มสีดำนับร้อยคันที่กางสลอนอยู่กลางสุสานประจำตระกูล ‘วิจิตรธำรงค์’ บรรยากาศอึมครึมและหนาวเหน็บไม่ได้ครึ่งหนึ่งของความปวดร้าวในใจผมเลยแม้แต่น้อย ผมชื่อ ‘กวินทร์’ ลูกชายเพียงคนเดียวของ ‘เจ้าสัวธาดา’ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ พ่อเพิ่งจากผมไปอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันตามที่แพทย์ระบุ ผมต้องบินด่วนกลับมาจากอังกฤษเพื่อร่วมงานศพของท่าน ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อนเรายังวิดีโอคอลคุยกันด้วยรอยยิ้มอยู่เลย เบื้องหน้าของผมคือโลงศพไม้สักทองคำสลักลายวิจิตรตระการตา กำลังค่อยๆ ถูกหย่อนลงสู่หลุมศพที่ขุดเตรียมไว้ ข้างกายผมคือ ‘รศิกา’ ภรรยาใหม่ของพ่อที่อายุห่างจากท่านถึงยี่สิบปี เธอสวมชุดดำสนิท ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ซบหน้าลงกับผ้าเช็ดหน้าผืนหรู ท่ามกลางการประคองของทนายความประจำตระกูล ใครต่อใครต่างมองว่าเธอคือภรรยาที่แสนประเสริฐและน่าสงสาร… แต่สัญชาตญาณลึกๆ ของผมกลับร้องเตือนมาตลอดว่า ภายใต้น้ำตาจระเข้นั้นมีความดำมืดบางอย่างซ่อนอยู่ เมื่อพิธีฝังเสร็จสิ้น แขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับ รศิกาหันมาแตะแขนผมเบาๆ “กวินทร์… กลับบ้านเราเถอะลูก แม่สั่งให้แม่บ้านเตรียมอาหารโปรดของกวินทร์ไว้เต็มโต๊ะเลยนะ คืนนี้เราต้องคุยกันเรื่องพินัยกรรมและอนาคตของบริษัท” นัยน์ตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาของเธอจ้องมองผม แต่มันกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น “คุณน้ากลับไปก่อนเถอะครับ ผมขออยู่เป็นเพื่อนพ่ออีกสักพัก” ผมตอบเสียงเรียบ ถอยห่างจากการสัมผัสของเธอ รศิกาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “อย่าอยู่ดึกนักนะจ๊ะ ฝนตกหนักเดี๋ยวจะไข้กลับ แม่… รออยู่ที่บ้านนะ” เธอเน้นคำว่า ‘บ้าน’ ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ก่อนจะเดินกางร่มจากไปพร้อมกับทนายความ เมื่อแผ่นหลังของทุกคนกลืนหายไปกับสายฝน สุสานก็เหลือเพียงความเงียบงันและเสียงฟ้าร้อง ผมทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าป้ายหลุมศพ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมา ผมก้มหน้าร้องไห้อย่างไม่อายใคร แต่แล้ว… เสียงย่ำเท้าลงบนแอ่งน้ำก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายชราร่างผอมเกร็งในชุดกันฝนสีมอๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาฝ้าฟางนั้นคุ้นตาผมเป็นอย่างดี…
-
บทเรียน 250 บาท: เมื่อ ‘ปลิง’ ที่เขาดูถูก คือผู้กุมชะตาชีวิตที่แท้จริง!
“นี่มันอะไรกันคะพี่ภพ? เงินค่ากับข้าวและค่าของใช้ในบ้านอาทิตย์นี้ ทำไมมีแค่นี้?” ‘ณิชา’ หญิงสาววัย 24 ปี เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะมองธนบัตรใบละหนึ่งร้อยสองใบและใบละห้าสิบหนึ่งใบที่ปลิวลงมาตกบนพื้นพรมตรงหน้า เธอเงยหน้าขึ้นมอง ‘ภพ’ ผู้เป็นสามีวัย 32 ปี ที่กำลังยืนจัดเนคไทหน้ากระจกด้วยท่าทีไม่ยี่หระ ภพปรายตามองภรรยาที่สวมชุดอยู่บ้านสีซีดด้วยสายตาเหยียดหยาม มุมปากของเขากระตุกยิ้มเยาะเย้ย “250 บาทนั่นแหละ ถูกแล้ว สำหรับคนที่เอาแต่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ออกไปทำงานหาเงินอย่างเธอ แค่นี้ก็หรูแล้วณิชา หรืองานบ้านก๊อกๆ แก๊ปๆ ของเธอ มันมีมูลค่ามากกว่านี้งั้นเหรอ?” “แต่ค่าไฟเดือนนี้ก็ยังไม่ได้จ่ายนะคะพี่ภพ แล้วไหนจะค่าของใช้ในบ้านอีก…” “เธอก็หัดประหยัดบ้างสิ!” ภพตวาดลั่นจนณิชาสะดุ้ง “วันๆ เอาแต่แบมือขอเงินฉัน เป็นแค่ ‘ปลิง’ เกาะสามีกินไปวันๆ ไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรให้ชีวิตฉันเลย รู้เอาไว้ด้วยนะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอใช้ มันมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของฉัน!” เขาคว้ากระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ณิชาเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ขึ้นมาถือ “ฉันต้องไปดูงานที่ภูเก็ต 5 วัน ระหว่างที่ฉันไม่อยู่ ก็หัดใช้สมองคิดบ้างนะว่าจะเอาเงิน 250 บาทนั่นใช้ยังไงให้รอดไปถึงวันที่ฉันกลับมา อย่าให้ฉันกลับมาแล้วต้องเห็นว่าบ้านช่องสกปรก หรือไม่มีข้าวเย็นตั้งรอไว้บนโต๊ะ!” พูดจบ ภพก็เดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้านไป ทิ้งให้ณิชายืนมองตามหลังจนกระทั่งรถยุโรปคันหรูของเขาแล่นพ้นรั้วบ้านไป เสียงเครื่องยนต์เงียบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในบ้านหลังใหญ่ ณิชาไม่ได้ทรุดตัวลงร้องไห้ฟูมฟายเหมือนนางเอกในละคร เธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น หญิงสาวค่อยๆ ย่อตัวลงเก็บธนบัตร 250 บาทขึ้นมาจากพื้นพรม…
-
สัมผัสลวง ซ่อนเงื่อนมรณะ: ความลับใต้ผ้าเช็ดหน้าสีเทา
เสียงเครื่องยนต์ของรถโดยสารปรับอากาศวีไอพีที่วิ่งฝ่าความมืดบนถนนสายเอเชีย ไม่ได้ช่วยกลบความรุ่มร้อนในใจของ ‘ณิชา’ ลงได้เลยแม้แต่น้อย แอร์ที่เย็นเฉียบจนฝ้าเกาะกระจกขัดแย้งกับอุณหภูมิเดือดพล่านในอกของเธออย่างสิ้นเชิง บนเบาะที่นั่งคู่ ณิชากระชับผ้าห่มผืนบางคลุมร่างของ ‘น้องนะโม’ ลูกชายวัยเจ็ดขวบที่กำลังหลับสนิทซบไหล่เธออยู่ เด็กน้อยเดินทางมาไกลเพื่อไปเยี่ยม ‘เจ้าสัวธนทัต’ ผู้เป็นปู่แท้ๆ ซึ่งกำลังนอนรอความตายอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ณิชาประสาทเสียจนแทบจะทนไม่ไหว ไม่ใช่ความกังวลเรื่องอาการป่วยของพ่อผัว ทว่าเป็น ‘สัมผัส’ น่ารังเกียจจากผู้ชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่เบาะเดี่ยวฝั่งตรงข้ามทางเดินต่างหาก เกือบสามชั่วโมงแล้ว… สามชั่วโมงเต็มที่ผู้ชายรูปร่างผอมสูง สวมหมวกแก๊ปดึงปีกต่ำปิดบังใบหน้า และสวมหน้ากากอนามัยสีดำสนิทคนนั้น จงใจทิ้งท่อนแขนลงมาพาดตรงที่วางแขนฝั่งทางเดิน และทุกครั้งที่รถตกหลุมหรือเข้าโค้ง หลังมือสากกร้านของเขาจะปัดป่ายมาโดน ‘ต้นขา’ ของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนแรกณิชาคิดว่ามันคืออุบัติเหตุ เธอขยับตัวหนีจนชิดกระจกหน้าต่าง แต่ช่องว่างทางเดินบนรถวีไอพีก็ไม่ได้กว้างนัก และมือของไอ้โรคจิตคนนั้นก็ยังคงขยับตามมาเบียดสีข้างเธอราวกับจงใจ ความโกรธแล่นริ้วขึ้นเป็นริ้วๆ ณิชาสูดลมหายใจลึก เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ สัญชาตญาณความเป็นแม่และสัญชาตญาณการป้องกันตัวสั่งให้เธอหันไปด่าทอ หรือไม่ก็ตะโกนเรียกเด็กรถให้มาจัดการผู้ชายคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด เธอเตรียมจะอ้าปากบริภาษเขาแล้ว จังหวะที่รถทัวร์กำลังหักเลี้ยวเข้าสู่สถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่ แต่แล้ว… ในเสี้ยววินาทีที่รถกำลังจะเบรกจนจอดสนิท ผู้ชายคนนั้นกลับโน้มตัวพรวดเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว! ณิชาเบิกตากว้าง เตรียมจะกรีดร้อง ทว่ามือหนาของเขากลับไม่ได้ลวนลามเธอ เขายัดของบางอย่างที่มีสัมผัสนุ่มลื่นเข้ามาในกำมือที่กำแน่นของเธอ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบขาด บาดลึกทะลุเสียงเครื่องยนต์… “ทำเป็นหน้ามืดซะ… และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเซ็นเอกสารอะไรเด็ดขาด” พูดจบ ร่างสูงนั้นก็คว้ากระเป๋าเป้ใบเก่าๆ ลุกขึ้นยืน และเดินปะปนไปกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่กำลังทยอยลงจากรถ หายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็วราวกับไร้ตัวตน ทิ้งให้ณิชานั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอค่อยๆ แบมือออกด้วยมือที่สั่นเทา สิ่งที่ผู้ชายโรคจิตคนนั้นทิ้งไว้ให้…
-
วิมานซ่อนพิษ: เมื่อรูมเมทคิดว่าฉันฟัง ‘ภาษาถิ่น’ ไม่รู้เรื่อง…
วันตรวจหอพักจึงกลายเป็นลานประหารพวกเธอ! “สวัสดีจ้ะ นลินใช่ไหม? พวกเราดีใจมากๆ เลยนะที่ได้นลินมาเป็นรูมเมท ห้องเราจะได้อบอุ่นขึ้น” นั่นคือประโยคแรกที่ ‘พิมพา’ เอ่ยทักทายฉันด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยและภาษากลางที่ชัดถ้อยชัดคำ ข้างๆ เธอมี ‘วารี’ และ ‘จรรยา’ รูมเมทอีกสองคนที่พยักหน้าหงึกหงักพร้อมส่งยิ้มที่ดูเป็นมิตรมาให้ ฉันชื่อ ‘นลิน’ เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาในหอพักวีไอพีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง รูปลักษณ์ภายนอกของฉันดูเหมือนคุณหนูชาวกรุง ผิวขาวจัด พูดจาเรียบร้อย และดูบอบบางไร้ทางสู้ ซึ่งนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเธอทั้งสามคนประเมินฉันต่ำไป… ต่ำไปมากทีเดียว ทันทีที่ฉันหันหลังกลับไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นจากเตียงฝั่งตรงข้าม มันไม่ใช่ภาษากลางอีกต่อไป แต่เป็น ‘ภาษาใต้’ สำเนียงทองแดงที่เร็วและรัวจนคนภาคอื่นไม่มีทางฟังออก “ดูหน้ามันต๊ะ ลูกคุณหนูจังฮู้ เห็นแล้วหมั่นไส้อย่างแรง แหลงก็ช้าเหมือนเต่าคลาน” (ดูหน้ามันสิ ลูกคุณหนูจัง เห็นแล้วหมั่นไส้มาก พูดก็ช้าเหมือนเต่าคลาน) วารีเบ้ปากพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน “นั่นแหละ ไซร์ถึงต้องมาอยู่ห้องเราว๊ะ ฉันกะจะให้ส้มโอเพื่อนเราย้ายมาอยู่แท้ๆ เอาพรือดี แกล้งให้มันทนไม่ได้แล้วย้ายออกไปเองดีหวา” (นั่นสิ ทำไมต้องมาอยู่ห้องเรา ฉันกะจะให้ส้มโอเพื่อนเราย้ายมาอยู่แท้ๆ เอายังไงดี แกล้งให้มันทนไม่ได้แล้วย้ายออกไปเองดีกว่า) พิมพา ผู้ที่เพิ่งส่งยิ้มหวานให้ฉันเมื่อครู่ เสนอไอเดียด้วยสายตามาดร้าย “เอาแบบนั้นเลย แกล้งให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับกรุงเทพฯ ไปเลย!” จรรยาสมทบ ก่อนที่ทั้งสามคนจะหัวเราะคิกคักอย่างสะใจ พวกเธอคงคิดว่าฉันเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ฟังภาษาใต้ไม่ออกแม้แต่คำเดียว… แต่สิ่งที่พวกเธอไม่รู้คือ…