News

  • เงารักซ่อนพิษ: เมื่อสามีซุกชู้รักชาย

    และการลุกขึ้นสู้เพื่อกระชากหน้ากาก “รักแรก” จอมปลอมที่หวังฮุบทุกสิ่ง! ชีวิตแต่งงานสามปีของฉันกับ ‘กฤตย์’ ถูกคนในแวดวงสังคมชั้นสูงมองว่าสมบูรณ์แบบราวกับเทพนิยาย เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มหล่อ อบอุ่น สุภาพ และดูแลฉันในฐานะภรรยาอย่างไม่มีที่ติ ฉันเคยมอบหัวใจและทรัพย์สินที่สร้างมาด้วยกันให้เขาดูแลทั้งหมด จนกระทั่งบ่ายวันศุกร์ที่ฝนตกหนัก ความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรมก็ถูกเปิดเผย วันนั้นฉันกลับจากดูงานที่ต่างประเทศก่อนกำหนด ด้วยความหวังที่จะทำเซอร์ไพรส์วันครบรอบแต่งงาน ฉันแวะไปที่คอนโดส่วนตัวที่กฤตย์อ้างว่าซื้อไว้เพื่อ ‘ใช้เป็นออฟฟิศทำงานเงียบๆ’ แต่เมื่อฉันไขกุญแจเข้าไป สิ่งที่ฉันพบไม่ใช่เอกสารหรือกองงาน แต่เป็นภาพของสามีที่ฉันรักหมดหัวใจ กำลังกอดจูบและร่วมรักอย่างเร่าร้อนกับผู้ชายคนหนึ่ง! โลกทั้งใบของฉันพังทลาย ฉันรีบวิ่งหนีออกมาจากที่นั่นด้วยหัวใจที่แตกสลาย น้ำตาไหลอาบแก้มพร้อมกับความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจ ฉันกลัวการหย่าร้าง กลัวสายตาของสังคม กลัวว่าความรักที่ฉันทุ่มเทมาตลอดจะกลายเป็นเพียงเรื่องตลก ฉันขับรถกลับมาที่บ้านหลังใหญ่ของเราด้วยร่างกายที่สั่นเทา พยายามคิดหาทางออกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงข้อนี้อย่างไร แต่ทว่า… เมื่อฉันก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เรื่องช็อกโลกเรื่องที่สองก็รอฉันอยู่ ที่ห้องรับแขก มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งรอฉันอยู่ เธอชื่อ ‘ริน’ ผู้หญิงที่มีใบหน้าสะสวย แววตาเย่อหยิ่ง และที่สำคัญ… เธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ รินลูบท้องของตัวเองเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มและพูดประโยคที่ทำให้ฉันต้องหยุดหายใจ “คุณคงเป็นพิมพ์สินะคะ… ฉันคือริน ‘รักแรก’ ของกฤตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราสองคนรักกันมาก แต่ครอบครัวของเขาบังคับให้แต่งงานกับคุณเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ตอนนี้ฉันท้องลูกของเขาแล้ว กฤตย์กำลังจะขอคุณหย่า เพื่อมาสร้างครอบครัวที่แท้จริงกับฉัน… คุณควรจะรู้ตัวและถอยออกไปซะ ดีกว่าต้องโดนฟ้องหย่าให้เป็นข่าวฉาวนะคะ” ฉันยืนนิ่งงัน ความเศร้าและความกลัวเมื่อครู่นี้ปลิวหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความสับสนขั้นสุด… เดี๋ยวนะ! ฉันเพิ่งเห็นสามีตัวเองนอนกับผู้ชายเมื่อชั่วโมงที่แล้ว! แล้วผู้หญิงคนนี้โผล่มาจากไหน? ท้องกับกฤตย์งั้นเหรอ?…

  • รอยยิ้มอาบยาพิษในวันวิวาห์: เมื่อเสียงกระซิบของน้องชายกระชากหน้ากากฆาตกร…

    และตัวตนสุดสะพรึงของชายที่ฉันเพิ่งเข้าพิธีแต่งงาน! แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับ กระทบกับชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ที่ประดับด้วยลูกไม้ฝรั่งเศสและเพชรแท้ เสียงเพลงวอลทซ์บรรเลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกและสมบูรณ์แบบ แขกเหรื่อระดับวีไอพีนับพันคนในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูต่างปรบมือเกรียวกราว เมื่อฉันและ ‘กวินทร์’ เจ้าบ่าวผู้เพียบพร้อม กำลังจับมือกันเพื่อเตรียมตัดเค้กแต่งงานเจ็ดชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเวที กวินทร์คือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาของฉันและทุกคน เขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มหล่อ อบอุ่น และแสนดี เขาคือคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตฉันในช่วงเวลาที่ฉันมืดมนที่สุด… เมื่อแปดเดือนก่อน พ่อและแม่ของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทิ้งให้ฉันและ ‘นนท์’ น้องชายวัยสิบเก้าปี ต้องเผชิญกับความสูญเสียและภาระในการบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน กวินทร์คือคนที่คอยซับน้ำตา จัดการงานศพ และช่วยประคับประคองธุรกิจจนผ่านวิกฤตมาได้ ฉันหลงรักเขาหมดหัวใจ และเชื่อว่าเขาคือของขวัญจากฟ้าที่ส่งมาทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป มือหนาและอบอุ่นของกวินทร์กุมทับมือของฉันที่จับด้ามมีดตัดเค้กสีเงินวาววับ เขาก้มลงมากระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงทุ้มละมุน “ผมรักคุณนะ มีนา… เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” ฉันยิ้มกว้างจนน้ำตาแทบจะเอ่อล้นออกมาด้วยความสุข แต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะสัมผัสลงบนเนื้อเค้กนั้นเอง… “เดี๋ยวครับ!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นขัดจังหวะ นนท์ น้องชายของฉันก้าวขึ้นมาบนเวทีด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มกรอบหน้า แววตาของเขาเบิกกว้างและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด แขกในงานเริ่มส่งเสียงซุบซิบ กวินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มอันแสนสุภาพเอาไว้ “มีอะไรหรือเปล่านนท์? พี่กำลังจะตัดเค้กนะ” ฉันถามด้วยความประหลาดใจ นนท์ไม่ตอบ เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาหาฉันแล้วดึงร่างของฉันเข้าไปกอดไว้แน่น… แน่นจนฉันรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากตัวเขา มันไม่ใช่การกอดเพื่อแสดงความยินดีในวันแต่งงาน แต่มันคือการกอดของคนที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด และในวินาทีนั้นเอง นนท์ก็กระซิบที่ข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและสั่นเครือที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา… “ผลักเขาออกไปเดี๋ยวนี้! ผลักมันออกไป พี่มีนา!” ฉันตัวแข็งทื่อ หัวใจหล่นวูบ “นนท์… พูดเรื่องอะไร…” “ดูนี่!” นนท์ผละออกจากตัวฉันอย่างรวดเร็ว…

  • ลูกชายคืออนาคต ลูกสาวคือความว่างเปล่า:

    บทสรุปของแม่และน้องชายที่ไล่ฉันออกจากบ้านเพื่อขายล้างหนี้พนันสิบล้านดอลลาร์ ก่อนต้องเผชิญกับความจริงที่พลิกชะตาสู่ความพินาศตลอดกาล! “ลูกชายคืออนาคตของตระกูล ส่วนลูกสาวแต่งงานออกไปก็เป็นแค่คนอื่น” นั่นคือประโยคที่ฉัน ‘นลิน’ ได้ยินจากปากของ ‘คุณหญิงพิมพา’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ มาตั้งแต่จำความได้ ในสายตาของแม่ ‘นนท์’ น้องชายของฉันคือสายเลือดผู้สืบทอด คือทองคำล้ำค่าที่ต้องประคบประหงม ส่วนฉันเป็นเพียงคนรับใช้ที่ถูกคาดหวังให้ทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวเพียงเท่านั้น หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน ภาระทุกอย่างในบ้านก็ตกเป็นของฉัน ฉันต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดเพื่อรักษาสถานะทางสังคมของครอบครัวเอาไว้ ในขณะที่นนท์เอาแต่ผลาญเงินไปกับการเที่ยวเตร่ ซื้อรถสปอร์ต และเล่นการพนัน โดยมีแม่คอยให้ท้ายและแอบเอาเงินเก็บของครอบครัวไปปรนเปรอเขาเสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง พายุลูกใหญ่ที่ฉันคาดเอาไว้ก็พัดเข้ามาทำลายทุกสิ่ง นนท์วิ่งหน้าตื่นกลับมาที่บ้านด้วยสภาพสะบักสะบอม เขาร้องไห้ฟูมฟายและสารภาพกับแม่ว่า เขาแอบไปเล่นการพนันในกาสิโนใต้ดินที่มาเก๊า และไปกู้เงินจากมาเฟียมาเล่นจนเสียพนันหมดตัว… หนี้ทั้งหมดรวมดอกเบี้ยคือ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ราวๆ 350 ล้านบาท) มาเฟียขู่ว่าหากไม่มีเงินมาคืนภายในสามวัน พวกมันจะตามมาเก็บชีวิตเขาทิ้งเสีย คุณหญิงพิมพากรีดร้องแทบสิ้นสติ เธอหันมามองฉันด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและออกคำสั่งอย่างเลือดเย็น “นลิน! แกต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้ไปซะ คืนนี้เลย! ฉันจะประกาศขายคฤหาสน์หลังนี้ให้คุณเฉิน เจ้าหนี้ของนนท์เพื่อล้างหนี้ทั้งหมด!” ฉันมองหน้าแม่ด้วยความตกตะลึง “แม่คะ! แต่คฤหาสน์หลังนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้พวกเรานะคะ ถ้าขายไปแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน! แล้วหนี้ที่นนท์ก่อ ทำไมหนูต้องเป็นคนรับกรรมถูกไล่ออกจากบ้านด้วย!” “ก็เพราะแกมันเป็นลูกสาวไงนลิน! แกมันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว! บ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉัน ฉันมีสิทธิ์ขาดทุกอย่าง! นนท์คือคนที่จะสืบทอดตระกูล ฉันยอมให้เขาเป็นอะไรไปไม่ได้ ส่วนแก… จะไปตายที่ไหนก็ไป แค่เก็บเสื้อผ้าแล้วไสหัวออกไปซะ ก่อนที่ฉันจะให้ยามมาลากตัวแกออกไป!” นนท์ที่ยืนอยู่ข้างๆ…

  • อ้อมกอดแห่งหัวใจที่ไร้ท่อนแขน: ชายจรจัดผู้สูญเสีย

    กับคำสัญญาที่จะไม่ทอดทิ้งเด็กหญิงกำพร้าไปจนลมหายใจสุดท้าย ในมุมมืดของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและความวุ่นวาย มีชีวิตเล็กๆ ที่ถูกสังคมหลงลืมซุกซ่อนอยู่ใต้สะพานลอยเก่าๆ ที่นั่นคือโลกทั้งใบของ ‘หมื่น’ ชายเร่ร่อนวัยสี่สิบปีที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่งกว่าคนจรจัดทั่วไป เพราะเขาเป็นคนพิการ… แขนทั้งสองข้างของเขาขาดหายไปตั้งแต่หัวไหล่จากอุบัติเหตุไฟไหม้โรงงานเมื่อหลายปีก่อน เขาหมดเนื้อหมดตัว ไร้ญาติขาดมิตร และต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวโดยอาศัยเพียงสองเท้าในการหาเศษอาหารประทังชีวิต จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาวที่ลมพัดบาดลึกถึงกระดูก เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาก็ดังมาจากกองขยะหลังตลาดสด หมื่นใช้เท้าเขี่ยแผ่นสังกะสีเก่าๆ ออก และพบกับร่างของ ‘มะลิ’ เด็กหญิงวัยเพียงห้าขวบ สภาพมอมแมม กำลังนอนกอดร่างอันไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่ที่ป่วยหนักจนสิ้นใจอยู่ข้างถนน เด็กน้อยตัวสั่นเทา ร้องเรียกหาแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้เลยว่าคนที่เธอรักที่สุดได้จากโลกนี้ไปแล้วตลอดกาล เมื่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิมาเก็บศพแม่ของมะลิไป เด็กน้อยตกใจกลัวและวิ่งหนีเตลิดไปซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำ ไม่มีใครสนใจออกตามหาเด็กกำพร้าสกปรกๆ คนหนึ่ง ยกเว้นหมื่น… ชายไร้แขนเดินตามหาเธอทั้งคืนจนพบ เขาย่อตัวลงนั่งข้างๆ เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จนหมดแรง หมื่นไม่มีมือที่จะเอื้อมไปลูบหัว หรือเช็ดน้ำตาให้เธอ เขาทำได้เพียงใช้คางเกยลงบนไหล่เล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา “แม่หนูไปสวรรค์แล้วลูก… ต่อไปนี้หนูมาอยู่กับลุงนะ” หมื่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มะลิเงยหน้าขึ้นมองชายประหลาดที่ไม่มีแขน แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยสัมผัส เด็กน้อยพยักหน้าช้าๆ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสายใยแห่งความผูกพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่โหดร้ายใบนี้ ชีวิตของทั้งสองเต็มไปด้วยความยากลำบาก มะลิไม่มีแม่ให้เรียกหา และทั้งคู่ไม่มีบ้านให้กลับไป มีเพียงแผ่นกระดาษลังเก่าๆ ใต้สะพานลอยเป็นที่ซุกหัวนอน แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็เติมเต็มซึ่งกันและกัน มะลิกลายเป็น ‘สองมือ’ ให้กับหมื่น เธอคอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ และสวมเสื้อผ้าให้เขา ในขณะที่หมื่นก็กลายเป็น ‘พ่อและผู้ปกป้อง’ ของเธอ เขาใช้สองเท้าที่แข็งแรงเตะสุนัขจรจัดที่พยายามจะมากัดมะลิ และยอมอดข้าวเพื่อให้เด็กน้อยได้กินอิ่ม…

  • “ต่อให้พี่จะเป็นแค่ขอทาน… ฉันก็จะรัก” คำสัญญาแสนหวานของภรรยาแสนดี

    สู่ความลับสุดสะพรึงที่กระชากหน้ากากในวันที่ 5 ของการแต่งงาน! “ฉันรักพี่ที่หัวใจ ไม่ใช่เงินทอง ต่อให้พี่จะเป็นแค่ขอทาน ฉันก็จะแต่งงานกับพี่ค่ะ” คำพูดแสนหวานและหยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งของ ‘รินลดา’ หญิงสาวผู้เปรียบดั่งนางฟ้าประจำคลินิกชุมชน ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของ ‘ภคิน’ ชายหนุ่มผู้สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อและทำงานเป็นเพียงกรรมกรก่อสร้างหาเช้ากินค่ำ งานแต่งงานของทั้งคู่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุดในลานวัดเล็กๆ ไม่มีสินสอดเงินแสนเงินล้าน มีเพียงแหวนเงินราคาไม่กี่ร้อยบาทที่ภคินสวมให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ รินลดายิ้มรับมันด้วยความเต็มใจและสวมกอดเขาแน่น ท่ามกลางคำนินทาของชาวบ้านที่ว่า ‘ดอกฟ้ายอมลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับสุนัขวัด’ แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้… แม้กระทั่งตัวรินลดาเอง คือความจริงที่ว่า ‘ภคิน’ ไม่ใช่กรรมกรยาจกอย่างที่ทุกคนเห็น เขาคือ ‘ภคิน อัครมหาศาล’ ทายาทเพียงคนเดียวของเครือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน! ที่เขาต้องปลอมตัวมาใช้ชีวิตคลุกฝุ่น ก็เพื่อตามหา ‘รักแท้’ ผู้หญิงที่ไม่หน้าเงินและพร้อมจะเคียงข้างเขาในวันที่เขาไม่มีอะไรเลย และในที่สุดเขาก็คิดว่าเขาได้พบผู้หญิงคนนั้นแล้ว… รินลดาคือเพชรเม็ดงามที่เขาพร้อมจะยกย่องให้เป็นนายหญิงแห่งอัครมหาศาล วันเวลาผ่านไปอย่างหอมหวาน จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 5 หลังการแต่งงาน เช้าวันนั้น ภคินตัดสินใจว่าบททดสอบนี้เพียงพอแล้ว เขาเตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่ไว้ให้ภรรยาสุดที่รัก โฉนดคฤหาสน์หรูริมทะเลสาบมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท และแหวนเพชรน้ำงามขนาด 10 กะรัต ถูกซ่อนไว้อย่างดีในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตเก่าๆ ของเขา ภคินลางานและรีบกลับมาที่ห้องเช่ารูหนูในตอนสาย หวังจะทำเซอร์ไพรส์รินลดาที่บอกว่าวันนี้เธอลาหยุดพักผ่อน แต่เมื่อเขาเดินมาถึงหน้าประตูห้องที่แง้มอยู่เล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ต้องค่อยๆ จางหายไป… เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของผู้ชายและผู้หญิงดังลอดออกมาจากด้านใน “เมื่อไหร่รินจะเลิกทนอยู่กับไอ้ขอทานนั่นสักทีล่ะจ๊ะ กลิ่นตัวมันไม่ทำให้รินอ้วกเอาเหรอ” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ภคินใจเต้นระรัว เขาค่อยๆ ขยับตัวไปแอบดูทางช่องประตู ภาพที่เห็นคือ…

  • งานเลี้ยงรุ่น 10 ปีแห่งการชำระแค้น: คำเชิญเพื่อเหยียดหยาม

    ‘ไอ้โง่’ ประจำห้อง และการปรากฏตัวบนเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่สยบทุกคนแทบเท้า! แชทกลุ่มไลน์ของอดีตนักเรียนมัธยมปลายห้อง 6/1 กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันครบรอบ 10 ปีที่จบการศึกษา ‘แม็ค’ อดีตหัวหน้าห้องผู้เย่อหยิ่งและปัจจุบันอ้างตัวว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ที่คลับเฮาส์สุดหรูของสนามกอล์ฟระดับห้าดาวชานเมือง รายชื่อแขกถูกส่งเข้าไปในกลุ่ม แต่มีชื่อหนึ่งที่สะดุดตาและเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากทุกคนได้ทันที… ‘กรณ์’ ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน กรณ์คือเด็กชายหลังห้องที่ทุกคนตราหน้าว่าเป็น “ไอ้โง่ที่สุดในรุ่น” เขาเป็นเด็กบ้านจน พูดติดอ่าง เรียนไม่เก่ง สอบตกแทบทุกวิชา และมักจะเป็นเหยื่อให้แม็คและกลุ่มเพื่อนลูกคนรวยกลั่นแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะโดนเทข้าวราดหัว โดนเอาสมุดการบ้านไปทิ้งถังขยะ หรือโดนด่าทอด้วยถ้อยคำดูถูกสารพัด กรณ์ก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบๆ ไม่เคยตอบโต้ “เฮ้ย ไอมาร์ค มึงไปตามไอ้กรณ์มาให้ได้นะเว้ย” แม็คพิมพ์ข้อความลงในกลุ่ม “กูอยากรู้จริงๆ ว่าป่านนี้มันไปเป็นกรรมกรก่อสร้างหรือขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ไหน งานนี้ขาดตัวตลกประจำห้องไป กร่อยแย่เลยว่ะ ฮ่าๆๆ” ทุกคนในกลุ่มต่างส่งสติกเกอร์หัวเราะและผสมโรงดูถูก ไม่มีใครเชิญกรณ์มาเพราะความคิดถึง แต่พวกเขาเชิญมาเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือชูความสำเร็จของตัวเองและใช้เหยียบย่ำให้รู้สึกเหนือกว่าเท่านั้น และผิดคาด… กรณ์ตอบตกลงที่จะมาร่วมงาน เมื่อค่ำคืนแห่งงานเลี้ยงรุ่นมาถึง บรรยากาศบนดาดฟ้าแบบโอเพ่นแอร์ของคลับเฮาส์เต็มไปด้วยความหรูหราจอมปลอม อดีตเพื่อนร่วมชั้นต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม (ที่บางคนก็รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน) และขับรถยุโรปมาจอดอวดโฉมกัน แม็คยืนถือแก้วไวน์ คุยโวถึงตำแหน่งหน้าที่การงานและรถสปอร์ตที่เขาเพิ่งถอยมาใหม่ด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “นี่ก็ทุ่มครึ่งแล้วนะ ไอ้กรณ์มันยังไม่มาอีกเหรอวะ หรือว่ามันหลงทาง นั่งรถเมล์ผิดสายแน่ๆ เลย” แม็คพูดขึ้นพลางหัวเราะร่วน “หรือมันอาจจะกำลังปั่นจักรยานพับเก่าๆ ของมันอยู่ก็ได้นะพี่แม็ค” เพื่อนในกลุ่มรีบเสริม แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานนั้นเอง… เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ทรงพลังก็ดังกึกก้องมาจากบนท้องฟ้า ลมพายุขนาดย่อมพัดกระหน่ำจนแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะสั่นสะเทือน…

  • เด็กชายที่ถูกลืมใต้ร่มไม้ใหญ่: ปาฏิหาริย์แห่งนาฬิกาพกสีเงิน

    และการคุกเข่าของมหาเศรษฐีที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ‘บ้านแสงตะวัน’ ที่ตั้งอยู่ชานเมืองอันเงียบเหงา มีเด็กชายวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งชื่อ ‘พายุ’ เขาไม่ใช่เด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของผู้ใหญ่ และไม่ใช่เพื่อนเล่นที่สนุกสนานในสายตาของเด็กคนอื่นๆ พายุมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว รูปร่างผอมโซ และมักจะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยพูดจากับใคร สิ่งเดียวที่เขามักจะทำคือการนั่งขดตัวอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หลังสนามเด็กเล่น ในมือเล็กๆ ที่กร้านแดดนั้นมักจะกำ ‘นาฬิกาพกสีเงินเก่าๆ’ ที่หน้าปัดแตกร้าวไว้แน่น “เฮ้ย! ไอ้พายุมันเอาเศษเหล็กนั่นมานั่งขัดอีกแล้วว่ะ!” เด็กชายตัวโตประจำบ้านกำพร้าตะโกนล้อเลียน “ไม่มีใครอยากเล่นกับแกหรอก ไอ้เด็กประหลาด! วันๆ เอาแต่นั่งคุยกับนาฬิกาพังๆ” เด็กอีกคนผสมโรง ก่อนจะปาลูกบอลพลาสติกอัดใส่ไหล่ของพายุจนเขาเซถลา พายุไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแค่ก้มหน้า ใช้แขนเสื้อที่ขาดวิ่นเช็ดฝุ่นออกจากนาฬิกาพกเรือนนั้น มันเป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ตอนที่ถูกพบเป็นเด็กหลงทางเมื่อห้าปีก่อน นาฬิกาเรือนนี้เปิดไม่ออก เข็มของมันหยุดเดินไปนานแล้ว แต่มันสลักลวดลาย ‘นกอินทรีสยายปีก’ เอาไว้อย่างประณีต สำหรับพายุ… มันคือสิ่งเดียวที่บอกว่าเขายังมีอดีต แม้เขาจะจำมันไม่ได้เลยก็ตาม ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นด้วย ไม่มีครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวไหนอยากรับเด็กที่เอาแต่เงียบขรึมและมีแผลเป็นไปเลี้ยงดู พายุถูกลืมทิ้งไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่นั้นวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง… วันที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กชายไร้ค่าไปตลอดกาล เช้าวันนั้น สถานสงเคราะห์วุ่นวายตั้งแต่ไก่โห่ ครูใหญ่วิ่งวุ่นสั่งให้เด็กทุกคนอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่สะอาดและดูดีที่สุด “วันนี้จะมีมหาเศรษฐีใหญ่ระดับประเทศมาบริจาคเงินและเลี้ยงอาหารกลางวัน พวกเธอต้องทำตัวให้ดีที่สุด เข้าใจไหม! เผื่อท่านเมตตารับใครไปอุปถัมภ์!” ครูใหญ่ประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อถึงเวลาพายุถูกจัดให้อยู่แถวหลังสุด ครูพี่เลี้ยงคนหนึ่งดึงแขนเขาอย่างแรงแล้วกระซิบเสียงดุว่า “เธอหลบอยู่เงียบๆ ตรงนี้นะพายุ อย่าเสนอหน้าออกไปทำให้แขกผู้ใหญ่รำคาญใจล่ะ” พายุพยักหน้าช้าๆ แล้วก้มมองนาฬิกาพกในมือตามความเคยชิน…

  • เงาลวงในรอยรัก: เมื่อหัวใจวัย 74 หลงกลกุหลาบอาบยาพิษ

    เงาลวงในรอยรัก: เมื่อหัวใจวัย 74 หลงกลกุหลาบอาบยาพิษ และความลับจากแม่บ้านที่ช่วยชีวิตผมจากความตาย ชีวิตในวัย 74 ปีของผม ‘เจ้าสัวธนินทร์’ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและสงบสุข หลังจากที่ภรรยาคู่ชีวิตจากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เงียบเหงาราวกับสุสาน แม้จะมีเงินทองมากมายมหาศาล แต่มันก็ไม่สามารถซื้อรอยยิ้มหรือความอบอุ่นในหัวใจกลับคืนมาได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง แสงสว่างจอมปลอมก็สาดส่องเข้ามาในชีวิตผม… เธอชื่อ ‘รสลิน’ รสลินเป็นภัณฑารักษ์สาวสวยในแกลเลอรีศิลปะที่ผมไปร่วมงานประมูลเพื่อการกุศล เธออายุเพียง 36 ปี อ่อนกว่าผมถึง 38 ปี! แต่ความเยาว์วัย รอยยิ้มที่สดใส และความเอาใจใส่ของเธอ ทำให้หัวใจที่แห้งผากของผมกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เข้าหาผมเพราะเงิน (หรืออย่างน้อยผมก็เชื่อเช่นนั้นในตอนแรก) เธอชอบฟังผมเล่าเรื่องราวในอดีต ดูแลเรื่องอาหารการกิน และทำให้คฤหาสน์ที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวา เพียงหกเดือนที่เราคบหาและเธอย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ผมตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนสมรสกับรสลิน และให้ทนายความร่างพินัยกรรมฉบับใหม่ เพื่อยกทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งให้เธอเป็นหลักประกันในชีวิต แต่ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองอ่อนแอลงอย่างประหลาด ผมมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้ง หายใจติดขัด และเจ็บแปลบที่หน้าอก หมอประจำตัวบอกว่ามันเป็นเพียงอาการของโรคชราและโรคหัวใจที่กำเริบตามวัย รสลินยิ่งแสดงความห่วงใย เธอเป็นคนชง ‘ชาสมุนไพรบำรุงหัวใจ’ ให้ผมดื่มด้วยตัวเองทุกคืนก่อนนอน ซึ่งผมก็ดื่มมันจนหมดแก้วด้วยความซาบซึ้งใจ จนกระทั่งคืนหนึ่ง… คืนพายุฝนฟ้าคะนองที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล เวลาประมาณตีสอง ขณะที่รสลินบอกว่าเธอจะลงไปอุ่นนมอุ่นๆ ที่ห้องครัว เสียงเคาะประตูห้องทำงานของผมก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ร้อนรน เมื่อผมเปิดประตูออกไป ก็พบกับ ‘ป้าชื่น’ หัวหน้าแม่บ้านวัย…

  • 18 สายที่ถูกทิ้งขว้าง กับเสียงกระซิบสุดท้ายของดวงใจ:

    เมื่ออ้อมกอดชู้รัก สำคัญกว่าลมหายใจของลูกชายวัย 5 ขวบ “แม่ครับ… คุณพ่อจะมาหาภูผาไหม ภูผาเจ็บจังเลย…” เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าและสั่นเครือของ ‘น้องภูผา’ เด็กชายวัย 5 ขวบที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียู กรีดลึกลงไปในหัวใจของ ‘นลิน’ ผู้เป็นแม่จนแหลกสลายเป็นชิ้นๆ สายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจระโยงระยางเต็มร่างเล็กที่บอบช้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงเตือนเป็นจังหวะที่ช้าลงทุกที บ่งบอกว่าเวลาของเทวดาตัวน้อยกำลังจะหมดลง นลินกุมมือที่เย็นเฉียบของลูกชายไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มจนไม่มีที่จะให้ไหลอีกแล้ว มืออีกข้างของเธอกำโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแสดงค้างอยู่ที่เบอร์ของ ‘ปภพ’ สามีและพ่อของลูก… เบอร์ที่เธอโทรออกไปแล้วถึง 17 ครั้ง แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติ “พ่อกำลังรีบมาลูก พ่อรักภูผามากนะ ภูผารอพ่ออีกนิดเดียวนะลูกคนเก่ง” นลินพยายามกลั้นสะอื้น โกหกคำโตเพื่อต่อลมหายใจให้ลูกชายที่พยายามเบิกตาที่หนักอึ้งมองหาประตูห้องผู้ป่วยตลอดเวลา แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ… ปภพไม่ได้กำลังรีบมา เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงกิเลสและอ้อมกอดของ ‘รสา’ เลขาสาวและชู้รักวัยกระเตาะ ในห้องสวีทของโรงแรมหรูใจกลางเมือง เพื่อฉลองวันเกิดให้กับผู้หญิงที่ทำลายครอบครัวของเขา หน้าจอโทรศัพท์ของปภพสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 18 พร้อมชื่อ ‘นลิน ภรรยา’ ที่ปรากฏขึ้น ปภพขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขากำลังจะเอื้อมมือไปกดรับ แต่รสาที่สวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำบางเบาก็คว้าโทรศัพท์ไปจากมือของเขาเสียก่อน “พี่ภพคะ! นี่มันคืนวันเกิดรดานะคะ คุณตกลงแล้วไงว่าจะปิดเครื่อง ไม่สนใจยัยเมียจอมจู้จี้ของคุณหนึ่งคืน! หรือพี่ภพไม่ได้รักรดาแล้ว?” รสาทำหน้างอแง พลางกอดรัดออดอ้อน “รักสิครับรดา… พี่ก็แค่กลัวว่าที่บ้านจะมีธุระด่วน” ปภพละล่ำละลักตอบ “ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าเวลาของเราคะ…

  • บาดแผลในซองของขวัญ: ความลำเอียงของป้าจอมหยิ่งยโส

    และจุดจบแห่งความพินาศที่ต้องจดจำไปจนวันตาย คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล ‘วิจิตรธรรมรงค์’ อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นอายของความหรูหรา งานรวมญาติประจำปีที่ทุกคนรอคอยถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางญาติพี่น้องที่แต่งตัวประชันกันด้วยเครื่องเพชรและแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ศูนย์กลางของงานในวันนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘คุณป้าศรีอนงค์’ พี่สาวคนโตของตระกูล ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นนางพญาและคอยกดหัวญาติคนอื่นๆ ที่มีฐานะด้อยกว่า เธอสวมสร้อยเพชรเม็ดเป้ง นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ราวกับราชินีที่กำลังรอรับการสวามิภักดิ์ ฉัน ‘พิมพ์ดาว’ นั่งอยู่มุมเงียบๆ ของห้องพร้อมกับ ‘น้องพีท’ ลูกชายวัยเจ็ดขวบของฉันที่สวมชุดสูทตัวเก่งที่ฉันรีดให้อย่างตั้งใจ ฉันเป็นหลานสาวที่ศรีอนงค์เกลียดชังที่สุด เพียงเพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันปฏิเสธการคลุมถุงชนกับลูกชายรัฐมนตรีที่เธอหามาให้ และเลือกที่จะแต่งงานกับ ‘กฤตย์’ ผู้ชายธรรมดาที่เธอตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้กระจอก’ “มาๆ เด็กๆ มารับของขวัญจากป้าเร็วเข้า!” เสียงแหลมปรี๊ดของศรีอนงค์ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง เด็กๆ ลูกหลานของญาติสายรวยต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหา ศรีอนงค์หยิบซองสีทองปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าแอร์เมส เธอแจกซองเหล่านั้นให้เด็กๆ ทีละคนด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “นี่ของหนูจ้ะลูก เอาไปซื้อของเล่นนะ ซองละสองหมื่นบาท ป้าให้พิเศษเลย” เสียงฮือฮาและเสียงขอบคุณเจื้อยแจ้วดังขึ้น ญาติๆ ต่างพากันประจบสอพลอและสรรเสริญความใจป้ำของศรีอนงค์ น้องพีทมองเพื่อนๆ พี่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันแกะซองเห็นแบงก์พันปึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น เด็กน้อยหันมามองหน้าฉัน ฉันจึงพยักหน้าให้ลูกเดินเข้าไปต่อแถวเพื่อรับพรจากผู้ใหญ่ตามมารยาท แต่เมื่อน้องพีทเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคุณป้าศรีอนงค์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับหุบลงทันที เธอปรายตามองหลานชายตัวเล็กๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม มือที่สวมแหวนเพชรล้วงเข้าไปในกระเป๋า แต่แทนที่จะหยิบซองสีทอง เธอกลับหยิบ ‘เหรียญสิบบาท’ สองเหรียญออกมา แล้วโยนแหมะลงบนฝ่ามือเล็กๆ ของน้องพีท…

Back to top button
error: Content is protected !!