News

  • เช็คบิลแม่ผัวจอมปลิงและสามีทรยศ: เมื่อผู้บริหารหญิงวัย 46

    ขอทวงคืนอาณาจักร และฟาดใบหย่าใส่หน้าพวกเนรคุณให้สิ้นซาก! “พรุ่งนี้เช้าพออรัญญาตื่นลงมา แม่จะสั่งให้มันโอนเงินเดือนทั้งหมดและมอบสมุดบัญชีมาให้แม่เก็บไว้ ถ้ามันไม่ยอม แกต้องขู่ว่าจะหย่ากับมันทันทีนะธีรเดช!” ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงมุมมืดริมบันไดไม้สักหน้าห้องนอนชั้นสองในเรือนหอหลังใหญ่ใจกลางเมืองอยุธยา แก้วน้ำอุ่นในมือของฉันถูกบีบแน่นจนข้อนิ้วขึ้นรอยขาว เสียงนับธนบัตรและเสียงหัวเราะเบาๆ ของแม่สามีจากด้านในห้องรับแขกชั้นล่างดังก้องสะท้อนความเงียบสงัด มันเป็นเสียงที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่ฉันเพียรพยายามสร้างมาตลอดสิบปีของชีวิตคู่ ในวัยสี่สิบหกปี กับการทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงและผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรกลหนักในจังหวัดอยุธยา ฉันชื่อ อรัญญา เจริญรุ่งโรจน์ หญิงสาวที่สู้ชีวิตมาจากติดลบ ก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นนักธุรกิจหญิงแนวหน้าของจังหวัด อาณาจักร ‘เจริญรุ่งโรจน์ ทรัค แอนด์ แมชชีนเนอรี่’ ที่มีมูลค่านับพันล้าน เกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อและสมองของฉันแทบทั้งสิ้น ส่วน ‘ธีรเดช’ สามีของฉัน เขาเป็นเพียงผู้ชายหน้าตาดีจากตระกูลผู้ดีเก่าที่เหลือแต่เปลือก ฉันแต่งงานกับเขาเพราะหลงรักในความเอาใจใส่และความอ่อนโยนในวันวาน โดยไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มแสนดีของเขาและ ‘คุณหญิงมณี’ แม่สามีผู้จองหอง ซ่อนความตะกละตะกลามและความอิจฉาริษยาเอาไว้มากมายเพียงใด “แม่แน่ใจเหรอครับว่าอรจะยอม?” เสียงของธีรเดชดังลอดขึ้นมา แฝงความกังวลเล็กน้อย “อรเขาหัวแข็งนะแม่ แถมสมบัติทุกอย่างก็เป็นชื่อเขา บริษัทนั่นเขาก็สร้างมาเอง” “โอย! แกจะไปกลัวอะไรไอ้เดช!” คุณหญิงมณีแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “นังอรมันอายุสี่สิบหกแล้วนะ! ผู้หญิงแก่ๆ บ้างานแบบมัน ถ้าโดนผัวหนุ่มๆ หล่อๆ อย่างแกขู่ว่าจะทิ้ง มันก็ต้องกลัวจนหัวหด กลัวไม่มีใครเอา กลัวชาวบ้านนินทาว่าผัวทิ้ง เชื่อแม่เถอะ… พอมันกลัว มันก็จะยอมยกทุกอย่างให้เราบริหารจัดการเอง ทีนี้แหละ เงินปันผลบริษัทเดือนละหลายสิบล้านก็จะตกมาอยู่ในมือเราเต็มๆ แกจะได้เอาเงินไปเปย์หนูนิดา เมียน้อยของแกได้เต็มที่ไงล่ะ!”…

  • วิวาห์ลวงกลางไลฟ์สด: เมื่อฉันตื่นจากเตียงผ่าตัดเพื่อดูสามีจูบชู้รักในชุดเจ้าสาว…

    สู่การแก้แค้นเงียบด้วยรถบรรทุก 8 คันที่พรากทุกสิ่งในชีวิตเขาไปตลอดกาล! กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คือสิ่งแรกที่ดึงสติของฉันกลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ร่างกายของฉันหนักอึ้งและเจ็บแปลบไปทั่วบริเวณหน้าท้องจากการผ่าตัดเนื้องอกที่กินเวลายาวนานกว่าหกชั่วโมง ฉันพยายามปรือตาขึ้นในห้องพักฟื้นวีไอพีที่สว่างไสว หวังเพียงจะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของ ‘นภัทร’ สามีที่ฉันรักสุดหัวใจนั่งกุมมือฉันอยู่ข้างเตียง แต่สิ่งที่พบ… กลับมีเพียงความว่างเปล่าและพยาบาลพิเศษที่ยืนอยู่มุมห้อง ฉันเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนนับร้อยข้อความจากเพื่อนสนิทและสายที่ไม่ได้รับ ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะกดเปิดหน้าต่างแชทของ ‘แอน’ เพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ข้อความล่าสุดที่เธอส่งมาไม่ใช่คำถามไถ่อาการป่วย แต่เป็นคลิปวิดีโอจาก ‘ไลฟ์สด’ ของงานอีเวนต์แฟชั่นโชว์เครื่องเพชรระดับไฮเอนด์ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโซเชียลมีเดีย ฉันกดเล่นวิดีโอนั้น… และวินาทีต่อมา โลกทั้งใบของฉันก็พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา ในคลิปวิดีโอที่กำลังถ่ายทอดสด มีร่างสูงโปร่งของนภัทร สามีที่บอกฉันก่อนเข้าห้องผ่าตัดว่าเขาต้องไปคุยธุรกิจสำคัญ เขากำลังยืนอยู่กลางเวที แต่เขาไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างกายเขามี ‘มีนา’ นางแบบสาวดาวรุ่งที่เขาอ้างว่าเป็นแค่ ‘พรีเซนเตอร์ของบริษัท’ ยืนอยู่ เธอกำลังสวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ที่มีดีไซน์หรูหราฟูฟ่อง… มองดูเผินๆ เหมือน ‘ชุดเจ้าสาว’ ไม่มีผิดเพี้ยน ท่ามกลางเสียงเชียร์และแสงแฟลช นภัทรโอบเอวมีนาเข้ามาแนบชิด ก่อนจะประทับริมฝีปากจูบเธออย่างดูดดื่มเนิ่นนานกลางไลฟ์สดที่มีคนดูนับแสนคน! และเมื่อเขาถอนริมฝีปากออก ไมโครโฟนบนเวทีก็จับเสียงทุ้มต่ำของเขาที่กระซิบข้างหูเธอได้อย่างชัดเจน… “นี่แหละครับ… ผู้หญิงที่ผมต้องการจะใช้ชีวิตด้วยจริงๆ” ประโยคนั้นเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลึกลงกลางขั้วหัวใจของฉัน มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าแผลผ่าตัดที่หน้าท้องเป็นร้อยเป็นพันเท่า นัยน์ตาของฉันร้อนผ่าว แต่น่าแปลก… ที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ตลอดเวลาสามปีที่แต่งงานกันมา ฉันคือคนที่ผลักดันนภัทรจากพนักงานธรรมดาๆ ให้กลายเป็นผู้บริหาร ฉันใช้เงินทุนของตระกูลฉันสร้างบริษัทให้เขา ซื้อคฤหาสน์หรูราคาหลักร้อยล้านให้อยู่ ซื้อรถซูเปอร์คาร์ให้เขาขับ เพียงเพราะคำว่า ‘รัก’…

  • รอยจูบเย้ยฟ้าของเลขาหน้าด้าน: เมื่อสามีตวาดให้ฉัน

    “เจียมตัว” ในวันรับตำแหน่ง CEO… โดยไม่รู้เลยว่าประธานกรรมการใหญ่ที่แท้จริงคือพ่อของฉันเอง! แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับไปทั่วห้องบอลรูมของโรงแรมระดับห้าดาว บรรยากาศอบอวลไปด้วยเสียงดนตรีคลาสสิกและกลิ่นอายของความสำเร็จ ค่ำคืนนี้คืองานเลี้ยงฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ‘เอ็มไพร์กรุ๊ป’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ เพื่อประกาศแต่งตั้ง ‘กันต์ธร’ ขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO คนใหม่อย่างเป็นทางการ พนักงานระดับหัวกะทิกว่า 500 ชีวิต รวมไปถึงนักข่าวและแขกวีไอพีต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน ฉัน… ‘นลิน’ ยืนหลบมุมอยู่ข้างเวทีในชุดราตรีสีครีมเรียบหรู มองดูสามีที่ฉันแต่งงานร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยมาถึง 5 ปีเต็มกำลังยืนยิ้มรับเสียงปรบมืออยู่บนเวที ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันทำหน้าที่เป็นภรรยาที่แสนดี คอยดูแลงานบ้าน เป็นที่ปรึกษา และคอยผลักดันเขาอยู่เบื้องหลัง โดยที่เขาไม่เคยรู้ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉันเลย… ความลับที่ว่า ฉันคือทายาทเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งเอ็มไพร์กรุ๊ป! ฉันปิดบังฐานะที่แท้จริงและใช้ชีวิตอย่างผู้หญิงธรรมดาๆ เพียงเพราะอยากได้ความรักที่บริสุทธิ์ใจ ไม่อยากให้ใครเข้าหาเพราะเงินทอง และกันต์ธรก็คือผู้ชายที่ฉันเลือก ฉันขอร้องให้คุณพ่อช่วยสนับสนุนเขาในหน้าที่การงานอย่างลับๆ จนเขาก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า… อำนาจและเงินทองจะเผยสันดานดิบของคนได้ชัดเจนที่สุด บนเวทีนั้น หลังจากที่กันต์ธรกล่าวสピーชจบ ‘ลิตา’ เลขาสาวสวยวัยใสที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี ก็เดินถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่ขึ้นไปมอบให้เขาบนเวที รอยยิ้มของลิตาเต็มไปด้วยความยั่วยวน และแทนที่เธอจะโค้งคำนับหรือสวมกอดแสดงความยินดีตามมารยาท… เธอกลับเอื้อมมือไปคล้องคอกันต์ธร และ ประทับริมฝีปากจูบเขาอย่างดูดดื่มต่อหน้าพนักงานเกือบ 500 คน! เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วห้องบอลรูม แฟลชจากกล้องนักข่าวสาดส่องวูบวาบ พนักงานบางคนเบิกตากว้าง บางคนยกมือป้องปากซุบซิบนินทา แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแหลกสลายที่สุดคือ… กันต์ธรไม่ได้ผลักลิตาออก เขากลับหลับตาและตอบรับจูบนั้นชั่วครู่…

  • รอยประทับบนใบหน้าแลกกับความพินาศ:

    เมื่อสามีตบหน้าและไล่ฉันออกจาก “บ้านของเขา” โดยไม่รู้เลยว่าคฤหาสน์หรูเป็นชื่อฉัน… และเงินห้าแสนที่แม่ผัวผลาญเล่นทุกเดือนก็คือเงินของฉัน! เพียะ!!! ฝ่ามือหนักๆ ของ ‘ภาคิน’ สามีที่ฉันแต่งงานกินอยู่ด้วยมาสามปีเต็ม ฟาดลงบนแก้มซ้ายของฉันอย่างแรงจนหน้าหัน รสคาวเลือดฝาดเฝื่อนคลุ้งอยู่ในปากพร้อมกับอาการหูอื้อไปชั่วขณะ ฉันค่อยๆ หันหน้ากลับมามองผู้ชายที่เพิ่งลงไม้ลงมือกับฉันด้วยสายตาที่เย็นชาจนจับขั้วหัวใจ ภาคินยืนชี้หน้าฉันด้วยความโกรธเกรี้ยว โดยมี ‘คุณหญิงสิรี’ แม่ผัวจอมจองหองยืนกอดอกแสยะยิ้มสมเพชอยู่ด้านหลัง และที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดคือ ‘แอนนา’ เลขาสาวทรงโตที่กำลังยืนหลบอยู่หลังแผ่นหลังของเขา ทำทีเป็นบีบน้ำตาหวาดกลัวทั้งที่เพิ่งจะจงใจสาดกาแฟร้อนๆ ใส่เสื้อของฉันเมื่อห้านาทีก่อน “อย่ามาก้าวร้าวกับแม่และแอนนาในบ้านของผมนะรินทร์!” ภาคินตวาดลั่นคฤหาสน์ “คุณมันก็แค่ผู้หญิงจืดชืดที่ผมสงสารเลยแต่งงานด้วย หน้าที่ของคุณคือกวาดบ้านถูบ้าน ไม่ใช่มาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เที่ยวสั่งคนนู้นคนนี้!” “ใช่! นังกาฝาก!” คุณหญิงสิรีเสริมทัพทันที “ลูกชายฉันทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบตายกว่าจะซื้อคฤหาสน์หรูราคาหลายร้อยล้านหลังนี้มาได้ กว่าจะสร้างบริษัทจนใหญ่โต แกมีหน้าที่แค่แบมือขอเงินลูกชายฉันกินไปวันๆ ยังจะมีหน้ามาหึงหวงและทำตัวกร่างอีกเหรอ? ออกไปเลยนะ! เก็บเสื้อผ้าเน่าๆ ของแกแล้วไสหัวออกไปจาก ‘บ้านของพวกเรา’ เดี๋ยวนี้!” ฉันยืนนิ่ง นัยน์ตาของฉันไม่มีหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความสมเพชที่เอ่อล้นออกมาจนแทบจะทะลัก ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันยอมสวมบทบาทเป็น ‘ภรรยาแสนดี’ ที่ดูธรรมดาและไร้ปากเสียง ฉันยอมทิ้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาใส่ชุดแม่บ้าน ยอมทำอาหารให้พวกเขากินทุกมื้อ เพียงเพราะอยากให้ภาคินรู้สึกเป็น ‘ผู้นำครอบครัว’ และรักษาอีโก้ความเป็นผู้ชายของเขาไว้ แต่สิ่งที่ฉันได้รับตอบแทน คือการถูกหักหลังและถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี “บ้านของพวกคุณงั้นเหรอ?” ฉันแค่นหัวเราะเบาๆ พลางยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก “ได้… ในเมื่อไล่กันขนาดนี้ ฉันก็จะไป”…

  • รหัสลับพลิกชะตา: ฉันเปลี่ยนรหัสผ่านธนาคารหลังหย่าร้าง…

    และงานฉลอง 50 ล้านของอดีตสามีก็พังพินาศ เมื่อเขารู้ว่าใครคือผู้สร้างอาณาจักรตัวจริง! “เซ็นใบหย่าซะนลิน แล้วรับเงินก้อนนี้ไปตั้งตัว… บริษัท ‘โกลบอลเทค’ เป็นของผม ผมเป็นคนสร้างมันมาด้วยสองมือ ส่วนคุณก็เป็นแค่แม่บ้านที่บังเอิญอยู่ด้วยกันตอนที่ผมกำลังลำบากเท่านั้น” นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่ ‘กวินทร์’ อดีตสามีของฉันทิ้งไว้ พร้อมกับโยนเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งล้านบาทลงบนโต๊ะตรงหน้าฉัน ข้างกายเขามี ‘อลิส’ ดาราสาวดาวรุ่งที่เขากำลังควงอยู่นั่งเกาะแขนและเหยียดยิ้มเยาะเย้ยมาให้ฉัน กวินทร์หลงระเริงในอำนาจและเงินทองจนลืมตัวตนไปหมดสิ้น เขาคิดว่าความสำเร็จระดับหมื่นล้านที่เขายืนอยู่นั้น เกิดจากความอัจฉริยะและวิสัยทัศน์ของเขาเพียงคนเดียว ฉันก้มลงมองเช็คใบนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่มีการร้องไห้ฟูมฟาย ไม่มีการสาดน้ำหรือตบตี ฉันเพียงแค่หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อลงในใบหย่าอย่างเงียบๆ ก่อนจะผลักกระดาษแผ่นนั้นกลับไปให้เขา “จำคำพูดของคุณในวันนี้ไว้ให้ดีนะกวินทร์” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ที่ฉันเป็นคนออกแบบและเลือกเฟอร์นิเจอร์เองทุกชิ้น กวินทร์ไม่เคยรู้เลยว่า ภายใต้ฉากหน้าของการเป็น ‘แม่บ้านแสนดี’ ที่คอยชงกาแฟและเตรียมเสื้อผ้าให้เขา ฉันคือวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับหัวกะทิที่อยู่เบื้องหลังสถาปัตยกรรมระบบทั้งหมดของบริษัท โค้ดทุกบรรทัดที่เป็นรากฐานของแอปพลิเคชัน อัลกอริทึมที่ทำเงินมหาศาล และที่สำคัญที่สุด… บัญชีธนาคารหลัก เซิร์ฟเวอร์ และใบอนุญาตสิทธิบัตรทั้งหมด ถูกจดทะเบียนภายใต้ชื่อและรหัสผ่านส่วนตัวของฉัน! เพราะในตอนเริ่มตั้งบริษัท กวินทร์มีประวัติเครดิตเสียจนไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้ ฉันจึงเป็นคนออกหน้าและจัดการทุกอย่างให้ด้วยชื่อของฉันเอง เมื่อกลับมาถึงคอนโดส่วนตัว ฉันเปิดแล็ปท็อปขึ้นมา หน้าจอสีดำที่เต็มไปด้วยบรรทัดคำสั่ง (Command Line) ปรากฏขึ้น ฉันพิมพ์รหัสผ่านระดับมาสเตอร์เข้าไปในระบบ นิ้วของฉันรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีธนาคารหลัก… เสร็จสิ้น เปลี่ยนรหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์… เสร็จสิ้น ยกเลิกสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ (Admin) ของนายกวินทร์……

  • รัตติกาลสีเลือดในห้องหอ: เมื่อแสงไฟดับลง

    และบานประตูที่เปิดออกได้กระชากหน้ากากฆาตกร… เผยกับดักมรณะในคืนฮันนีมูนที่เปลี่ยนเทพนิยายให้กลายเป็นขุมนรก! ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งแว่วมาจากหน้าต่างบานใหญ่ของวิลล่าหรูส่วนตัวบนเกาะส่วนตัวที่มัลดีฟส์ ฉันเพิ่งเอื้อมมือไปกดสวิตช์ปิดไฟที่หัวเตียง ร่างกายของฉันจมดิ่งลงบนฟูกหนานุ่ม อาการปวดเมื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู หลังจากที่ต้องยืนยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อนับพันคนในงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดแห่งปี ฉันคือ ‘ลลิตา’ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ และผู้ชายที่นอนอยู่เคียงข้างฉันในความมืดนี้คือ ‘กวิน’ สามีที่ฉันเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์ด้วยเมื่อสิบสองชั่วโมงก่อน เขาคือชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ อบอุ่น แสนดี และเป็นคนที่เข้ามาเยียวยาหัวใจของฉันหลังจากที่ฉันต้องสูญเสียคุณพ่อคุณแม่ไปในอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน สำหรับฉัน กวินคือแสงสว่างเดียวในชีวิตที่เหลืออยู่ ก่อนที่ไฟจะดับลง กวินเพิ่งยื่นแชมเปญแก้วสุดท้ายให้ฉันดื่มฉลองความรักของเรา รสชาติของมันฝาดเฝื่อนนิดๆ แต่ฉันก็ดื่มจนหมดแก้วด้วยความสุขที่เปี่ยมล้น ฉันหลับตาลง เตรียมตัวที่จะเข้าสู่ห้วงนิทราในอ้อมกอดของผู้ชายที่ฉันรักที่สุดในโลก แต่แล้ว… สันติสุขนั้นก็ถูกทำลายลงในเสี้ยววินาที! ปัง!!! เสียงกระแทกประตูห้องสวีทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า บานประตูไม้สักหนาหนักถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรงจนไปกระแทกกับผนัง แสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามาในห้องที่เคยมืดมิด เผยให้เห็นเงาดำของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนกรูอยู่หน้าประตู หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความหวาดกลัวแล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ฉันพยายามจะเบิกตากว้างและอ้าปากกรีดร้องเรียกให้กวินตื่นขึ้นมาปกป้อง แต่ทว่า… ร่างกายของฉันกลับหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยก้อนหินนับตัน ลำคอของฉันตีบตันจนไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา แขนและขาชาหนึบจนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงขยับตัวไม่ได้! ฉันกรีดร้องอยู่ในใจด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ในขณะที่ฉันกำลังสับสนและหวาดกลัวอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของรองเท้าส้นสูงก็ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงหวานใสที่คุ้นหู… เสียงของ ‘นิตา’ ลูกพี่ลูกน้องสาวของกวินที่แสนจะเรียบร้อยและอ่อนหวาน คนที่คอยช่วยฉันจัดงานแต่งงานมาตลอดหลายเดือน แต่น้ำเสียงของนิตาในตอนนี้ กลับเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน “หลับสนิทหรือยังกวิน? ยาคลายกล้ามเนื้อชนิดรุนแรงที่ผสมในแชมเปญน่าจะออกฤทธิ์เต็มที่แล้วนะ… รีบจัดการเถอะ ทีมแพทย์ผ่าตัดเถื่อนของลูกค้าวีไอพีรออยู่ข้างล่างแล้ว พวกเขามีเวลาแค่สองชั่วโมงในการชำแหละเอาหัวใจกับตับของนังโง่นี่ใส่กล่องเก็บอุณหภูมิ!” ประโยคนั้นเปรียบเสมือนคมมีดนับพันเล่มที่กรีดลงบนโสตประสาทของฉัน! หัวใจ? ตับ?…

  • รอยร้าวใต้ชุดเก่า: เมื่อสามีทรยศควงชู้รักไปงานหรูและทิ้งฉันไว้ก้นครัว…

    สู่การแก้แค้นที่ทำให้เขาต้องคุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้า เมื่อรู้ว่า ‘ท่านประธานใหญ่’ ตัวจริงคือใคร! “ชุดย้วยๆ สีซีดๆ แบบนั้นน่ะ ถอดทิ้งไปเป็นผ้าขี้ริ้วได้แล้วนะรินทร์ เห็นแล้วมันเจริญหูเจริญตาตรงไหน” เสียงทุ้มที่เคยพร่ำบอกรักฉันเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรำคาญและเหยียดหยาม ‘กวินทร์’ สามีที่ฉันร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยมาตั้งแต่เขายังเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดา กำลังยืนผูกเนกไทแบรนด์เนมราคาแพงอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เขาสวมสูทสั่งตัดที่เข้ารูปพอดีตัว ดูหล่อเหลาและภูมิฐานสมกับตำแหน่ง ‘ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด’ ที่เขาเพิ่งได้รับโปรโมทมาหมาดๆ ฉันก้มลงมองชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีมอๆ ของตัวเอง มันอาจจะเก่าและไร้ราคาในสายตาเขา แต่เขาคงลืมไปแล้วว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาเอาไปซื้อเสื้อผ้าหรูหรา รถสปอร์ตยุโรป หรือแม้แต่คอนโดใจกลางเมือง ล้วนมาจากการที่ฉันยอมประหยัดอดออม ทำงานบ้านงกๆ และแอบใช้ ‘เส้นสาย’ ดันหลังเขาอย่างเงียบๆ เพื่อให้เขาไปถึงฝั่งฝัน “วันนี้คุณกวินทร์จะไปงานเลี้ยงของบริษัทไม่ใช่เหรอคะ ให้รินทร์ไปด้วยไหม รินทร์เตรียมชุดไว้แล้ว…” ฉันเอ่ยถามเสียงเบา พยายามระงับความเจ็บปวดในอก “จะบ้าเหรอ!” กวินทร์หันมาตวาด “งานคืนนี้คืองานกาล่าระดับวีไอพีของ ‘ทีแอนด์เค กรุ๊ป’ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งเข้ามาเทกโอเวอร์บริษัทเรานะ! ขืนฉันพาเมียที่แต่งตัวเป็นป้าเพิงหมาแหงนแบบเธอไป คนเขาก็ได้หัวเราะเยาะฉันตายพอดี! เธออยู่เฝ้าบ้าน ล้างจาน ซักผ้าไปนั่นแหละ งานระดับนี้มันไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอ” ปี๊น! ปี๊น! เสียงแตรรถยุโรปคันหรูดังขึ้นที่หน้าบ้าน ฉันมองออกไปทางหน้าต่างและเห็น ‘นิตยา’ เลขาสาวทรงโตของกวินทร์ นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะหลัง เธอสวมชุดราตรีเกาะอกสีแดงเพลิงผ่าลึกจนเห็นสัดส่วน ปากที่เคลือบลิปสติกสีสดแสยะยิ้มเยาะเย้ยมาทางหน้าต่างบ้านที่ฉันยืนอยู่ “นิตยาเขามารับฉันแล้ว วันนี้ฉันจะควงเขาไปในฐานะพาร์ทเนอร์ เธออย่าเรื่องมากและอย่าโทรตามฉันเด็ดขาด…

  • เสียงกระซิบจากโลงศพ: เมื่อฉันตื่นขึ้นมากลางงานศพของตัวเอง

    เพื่อฟังแผนฆาตกรรมฮุบเงินประกันจากสามีและน้องสาวทรยศ! ความเย็นเยียบคือสิ่งแรกที่ฉันสัมผัสได้ กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นและควันธูปลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัด ฉันพยายามจะขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายของตัวเองหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหินผา เปลือกตาของฉันปิดสนิท แต่โสตประสาทกลับเริ่มทำงานอย่างชัดเจน เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์เพิ่งจบลงไป ตามมาด้วยเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ฉันอยู่ที่ไหน? คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่ความทรงจำสุดท้ายจะไหลย้อนกลับมา ฉันจำได้ว่าตัวเองปวดท้องอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก และล้มลงในห้องครัว จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป… และตอนนี้ ฉันกำลังนอนอยู่บนเบาะซาตินที่คับแคบ ในสถานที่ที่ฉันตระหนักได้ในเวลาต่อมาว่ามันคือ ‘โลงศพ’ ของฉันเอง! พวกเขาจัดงานศพให้ฉันมาตั้งแต่เช้า หมอคงลงความเห็นว่าฉันหัวใจวายและเสียชีวิตไปแล้ว แต่ความจริงคือฉันยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของฉันอาจจะอยู่ในสภาวะช็อกจนชีพจรเต้นอ่อนถึงขีดสุด หรือไม่ก็เป็นผลจาก ‘บางสิ่ง’ ที่ทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพเหมือนคนตาย ฉันกำลังจะรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อกรีดร้องและผลักฝาโลงที่เปิดแง้มไว้ออกไป แต่แล้ว… เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างโลงศพของฉัน “พี่กฤต… งานสวดคืนแรกผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ ไม่มีใครสงสัยอะไรเลย” เสียงหวานใสที่คุ้นหูดังขึ้น มันคือเสียงของ ‘เมย์’ น้องสาวแท้ๆ ของฉันเอง น้องสาวที่ฉันรักและส่งเสียให้เรียนจนจบ “ใช่… ทุกอย่างราบรื่นมาก” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา หัวใจที่เพิ่งกลับมาเต้นของฉันกระตุกวูบ นั่นคือ ‘กฤต’ สามีที่ฉันรักหมดหัวใจ ผู้ชายที่สาบานว่าจะดูแลฉันไปจนแก่เฒ่า ฉันสัมผัสได้ถึงมือที่คุ้นเคยของกฤตเอื้อมลงมาในโลงศพ นิ้วของเขาสัมผัสที่ลำคอของฉัน มันไม่ใช่สัมผัสแห่งความอาลัยอาวรณ์ แต่เขากำลังปลดตะขอ ‘สร้อยคอทองคำ’ เส้นโปรดที่ฉันใส่ติดตัวไว้เสมอ สร้อยเส้นนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน ฉันรู้สึกถึงสายสร้อยที่ถูกดึงออกไปจากคออย่างเลือดเย็น ก่อนจะได้ยินเสียงกฤตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “รินเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้วล่ะ… เมย์เอาไปใส่เถอะนะ มันเหมาะกับเมย์มากกว่า”…

  • วิวาห์แก้เคล็ดของเจ้าสาวสวมรอย: เมื่อพ่อแท้ๆ ขายฉันให้มหาเศรษฐีเจ้าชายนิทรา

    แต่เพียงแค่เอ่ยคำว่า “สามี”… ปาฏิหาริย์แห่งรักก็พลิกชะตากรรม! เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำลายความเงียบงันภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ตระกูล ‘อัครมหาศาล’ อากาศในห้องเย็นเฉียบพอๆ กับหัวใจของฉัน ‘นลิน’ หญิงสาววัย 24 ปี ที่กำลังสวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ฟูฟ่อง ราคาเหยียบหลักล้าน แต่มันกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ฉันก้มมอง ‘ทะเบียนสมรส’ ในมือที่มีลายเซ็นของฉันประทับอยู่เคียงข้างกับรอยพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ชายที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงผู้ป่วยขนาดใหญ่… ‘กวินทร์ อัครมหาศาล’ ทายาทอันดับหนึ่งของเครือธุรกิจหมื่นล้าน ชายหนุ่มรูปงามที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างมีเงื่อนงำจนกลายเป็น ‘เจ้าชายนิทรา’ มานานถึง 9 เดือนเต็ม “แกจำเอาไว้นะนลิน หน้าที่ของแกคือเป็นเมียแก้เคล็ดให้คุณกวินทร์! ถ้าแกทำให้ท่านประธานใหญ่พอใจได้ หนี้พนัน 50 ล้านของฉันก็จะถูกยกเลิกทั้งหมด… อ้อ แล้วถ้ามันตาย แกก็แค่เสวยสุขกับมรดก อย่าทำตัวมีปัญหาให้ฉันต้องเดือดร้อนล่ะ!” คำพูดอันแสนเย็นชาของ ‘พ่อแท้ๆ’ ที่ทิ้งไว้ก่อนจะเดินออกจากห้องนี้ไป ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ฉันถูกพ่อแท้ๆ บังคับเซ็นสัญญาขายตัวเพื่อล้างหนี้พนันก้อนโตให้กับตระกูลนี้ ท่านประธานใหญ่ หรือปู่ของกวินทร์ เชื่อเรื่องดวงชาตาอย่างหนัก หมอดูชื่อดังทักว่ากวินทร์กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติต้องหา ‘เจ้าสาวดวงแข็ง’ มาแต่งงานแก้เคล็ดเพื่อดึงวิญญาณเขากลับมา และดวงของฉันก็บังเอิญตรงตามตำราทุกอย่าง ฉันจึงถูกซื้อมาด้วยราคา 50 ล้านบาท ในฐานะเครื่องรางมีชีวิต… และว่าที่แม่ม่ายในอนาคต ฉันค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้เตียงผู้ป่วย แสงไฟสลัวส่องให้เห็นใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่หลับใหล แม้จะซูบผอมลงไปบ้างและมีสายยางระโยงระยาง แต่ความหล่อเหลาและสง่างามของเขาก็ยังคงเด่นชัด คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน…

  • เสียงเรียกแห่งโชคชะตา: 5 ปีหลังการหย่าร้าง เมื่อคำว่า “หม่ามี้”

    กระชากความเย่อหยิ่งของอดีตสามีและชู้รักให้พังทลายลงแทบเท้า! แชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับส่องประกายสะท้อนกับแก้วแชมเปญในมือของฉัน เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศหรูหราให้กับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสของทายาทตระกูลดัง ฉันยืนมองภาพความงดงามนั้นด้วยความรู้สึกสงบและอิ่มเอมใจในชุดราตรีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่เรียบหรูและขับผิวให้ดูโดดเด่น ห้าปีแล้ว… ห้าปีเต็มนับตั้งแต่วันที่ฉันเซ็นใบหย่าและเดินออกมาจากขุมนรกที่เรียกว่า “ชีวิตคู่” ในตอนนั้น ‘กฤต’ อดีตสามีของฉัน เลือกที่จะหันหลังให้กับความรักสิบปีของเรา เพื่อไปคว้าเอา ‘ลิตา’ เลขาสาวสวยวัยใสที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี วันที่เขาเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน เขาโยนคำพูดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของฉันว่า “เธอมันจืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีวันทำให้ชีวิตฉันก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ ผู้หญิงที่ถูกทิ้งอย่างเธอ คงต้องจมอยู่กับความสมเพชไปตลอดชีวิตนั่นแหละ” ฉันใช้เวลาเยียวยาตัวเอง รวบรวมเศษซากความรู้สึกที่แตกสลาย และทุ่มเทให้กับสิ่งที่ฉันรักจนประสบความสำเร็จ ฉันในวันนี้ ไม่ใช่อารยาคนเดิมที่เคยนอนร้องไห้กอดหมอนอีกต่อไปแล้ว แต่โลกใบนี้ก็มักจะเล่นตลกเสมอ เพราะในขณะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินไปทักทายเจ้าภาพ น้ำเสียงคุ้นเคยที่แสนจะน่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “อารยา…? ไม่คิดเลยนะว่าจะเจอเธอที่งานระดับนี้ได้” ฉันชะงักเท้า ค่อยๆ หันกลับไปมอง ก็พบกับกฤตในชุดสูทแบรนด์เนมที่ดูพยายามจะหรูหราจนเกินพอดี และข้างกายเขาคือลิตา หญิงสาวที่แย่งเขาไปจากฉัน เธอกำลังควงแขนเขาแน่นราวกับปลิงที่เกาะติดเหยื่อ “สวัสดีค่ะกฤต” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้าโดยไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ลิตามองเหยียดฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก “แหม บังเอิญจังเลยนะคะคุณพี่ ไม่เจอกันตั้งนาน ดู… เอ่อ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะคะ วันนี้มาคนเดียวเหรอคะ? น่าสงสารจัง งานออกจะโรแมนติกขนาดนี้ แต่กลับต้องมายืนดื่มแชมเปญเหงาๆ อยู่คนเดียว” กฤตหัวเราะในลำคอ สายตาของเขามองฉันด้วยความเวทนาที่เสแสร้ง “ปล่อยเขาไปเถอะลิตา คนเคยมีแผลใจก็คงเข็ดขวางความรักเป็นธรรมดา……

Back to top button
error: Content is protected !!