รอยประทับบนใบหน้าแลกกับความพินาศ:

เมื่อสามีตบหน้าและไล่ฉันออกจาก “บ้านของเขา” โดยไม่รู้เลยว่าคฤหาสน์หรูเป็นชื่อฉัน… และเงินห้าแสนที่แม่ผัวผลาญเล่นทุกเดือนก็คือเงินของฉัน!
เพียะ!!!
ฝ่ามือหนักๆ ของ ‘ภาคิน’ สามีที่ฉันแต่งงานกินอยู่ด้วยมาสามปีเต็ม ฟาดลงบนแก้มซ้ายของฉันอย่างแรงจนหน้าหัน รสคาวเลือดฝาดเฝื่อนคลุ้งอยู่ในปากพร้อมกับอาการหูอื้อไปชั่วขณะ
ฉันค่อยๆ หันหน้ากลับมามองผู้ชายที่เพิ่งลงไม้ลงมือกับฉันด้วยสายตาที่เย็นชาจนจับขั้วหัวใจ ภาคินยืนชี้หน้าฉันด้วยความโกรธเกรี้ยว โดยมี ‘คุณหญิงสิรี’ แม่ผัวจอมจองหองยืนกอดอกแสยะยิ้มสมเพชอยู่ด้านหลัง และที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดคือ ‘แอนนา’ เลขาสาวทรงโตที่กำลังยืนหลบอยู่หลังแผ่นหลังของเขา ทำทีเป็นบีบน้ำตาหวาดกลัวทั้งที่เพิ่งจะจงใจสาดกาแฟร้อนๆ ใส่เสื้อของฉันเมื่อห้านาทีก่อน
“อย่ามาก้าวร้าวกับแม่และแอนนาในบ้านของผมนะรินทร์!” ภาคินตวาดลั่นคฤหาสน์ “คุณมันก็แค่ผู้หญิงจืดชืดที่ผมสงสารเลยแต่งงานด้วย หน้าที่ของคุณคือกวาดบ้านถูบ้าน ไม่ใช่มาทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เที่ยวสั่งคนนู้นคนนี้!”
“ใช่! นังกาฝาก!” คุณหญิงสิรีเสริมทัพทันที “ลูกชายฉันทำงานเหน็ดเหนื่อยแทบตายกว่าจะซื้อคฤหาสน์หรูราคาหลายร้อยล้านหลังนี้มาได้ กว่าจะสร้างบริษัทจนใหญ่โต แกมีหน้าที่แค่แบมือขอเงินลูกชายฉันกินไปวันๆ ยังจะมีหน้ามาหึงหวงและทำตัวกร่างอีกเหรอ? ออกไปเลยนะ! เก็บเสื้อผ้าเน่าๆ ของแกแล้วไสหัวออกไปจาก ‘บ้านของพวกเรา’ เดี๋ยวนี้!”
ฉันยืนนิ่ง นัยน์ตาของฉันไม่มีหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความสมเพชที่เอ่อล้นออกมาจนแทบจะทะลัก ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันยอมสวมบทบาทเป็น ‘ภรรยาแสนดี’ ที่ดูธรรมดาและไร้ปากเสียง ฉันยอมทิ้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาใส่ชุดแม่บ้าน ยอมทำอาหารให้พวกเขากินทุกมื้อ เพียงเพราะอยากให้ภาคินรู้สึกเป็น ‘ผู้นำครอบครัว’ และรักษาอีโก้ความเป็นผู้ชายของเขาไว้
แต่สิ่งที่ฉันได้รับตอบแทน คือการถูกหักหลังและถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
“บ้านของพวกคุณงั้นเหรอ?” ฉันแค่นหัวเราะเบาๆ พลางยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก “ได้… ในเมื่อไล่กันขนาดนี้ ฉันก็จะไป”
ฉันไม่เดินขึ้นไปเก็บเสื้อผ้า ไม่หยิบข้าวของใดๆ ทั้งสิ้น ฉันเดินตัวเปล่าไปหยิบเพียงกระเป๋าสะพายใบเล็กและกุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก ก่อนจะหันกลับมามองหน้าพวกเขาทีละคนเป็นครั้งสุดท้าย
“จำคำพูดและการกระทำของพวกคุณในวันนี้ไว้ให้ดีนะ… เพราะพรุ่งนี้ พวกคุณจะไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากฉัน”
พูดจบฉันก็หันหลังเดินออกจากคฤหาสน์มาอย่างสง่างาม ทิ้งให้ภาคินและแม่ของเขาหัวเราะไล่หลังอย่างผู้ชนะ โดยหารู้ไม่ว่า… พวกเขากำลังก้าวเท้าเข้าสู่ลานประหารที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้น
เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดซุ่มรออยู่ห่างจากรั้วคฤหาสน์ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดต่อสายตรงหาเลขาธิการส่วนตัวทันที
“คุณเฉิน… ระงับบัตรเครดิตทุกใบของนายภาคินและคุณหญิงสิรีเดี๋ยวนี้ ตัดสิทธิ์การเข้าถึงบัญชีบริษัททั้งหมด และที่สำคัญ… ระงับเงินรายเดือนจำนวน 500,000 เปโซ ที่โอนเข้าบัญชีคุณหญิงสิรีทุกวันที่หนึ่งของเดือนด้วย”
“รับทราบครับคุณผู้หญิง” ปลายสายตอบรับอย่างรวดเร็ว “แล้วเรื่องคฤหาสน์ล่ะครับ?”
ฉันแสยะยิ้มเย็นชา “เตรียมทีมทนายและบอดี้การ์ดให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง… เราจะไปฟ้องขับไล่ ‘ผู้บุกรุก’ ออกจากบ้านของฉันกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น… งานฉลองที่กลายเป็นขุมนรก
คุณหญิงสิรีตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์เบิกบาน เธอควงแขนแอนนา ว่าที่ลูกสะใภ้คนใหม่ไปช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางเมือง เพื่อฉลองที่ไล่ ‘นังกาฝาก’ ออกจากบ้านได้สำเร็จ เธอหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันสองใบและเครื่องเพชรอีกหนึ่งเซ็ต โยนไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์อย่างเย่อหยิ่ง
“รูดบัตรแบล็กการ์ดใบนี้เลยจ้ะหนู วันนี้ฉันอารมณ์ดี จะซื้อรับขวัญว่าที่ลูกสะใภ้สักหน่อย” คุณหญิงสิรียืดอก
พนักงานรับบัตรไปรูดด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วหน้าจอกลับขึ้นสีแดงกะพริบรัวๆ พนักงานลองรูดอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม
“เอ่อ… ขอประทานโทษค่ะคุณผู้หญิง บัตรใบนี้ถูกปฏิเสธค่ะ ระบบแจ้งว่าบัญชีถูกอายัดถาวร”
“เป็นไปได้ยังไง! รูดใหม่เดี๋ยวนี้ บัตรวงเงินไม่จำกัดของลูกชายฉันจะถูกระงับได้ยังไง!” คุณหญิงสิรีโวยวายลั่นห้าง รีบควักโทรศัพท์โทรหาภาคินด้วยความหงุดหงิด
ในขณะเดียวกันที่บริษัท… ภาคินกำลังยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่ประตูห้องผู้บริหาร เขาไม่สามารถเข้าห้องทำงานตัวเองได้ บัตรพนักงานถูกระงับ และเมื่อเขาบุกไปที่ฝ่ายการเงินเพื่อโวยวาย เขากลับได้รับซองขาวซองใหญ่ที่มีตราประทับของ ‘สำนักงานใหญ่’
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร! ทำไมบัญชีของผมถึงโดนอายัด! ใครสั่งปลดผมจากตำแหน่งประธานบริษัท!” ภาคินตะคอกใส่ผู้จัดการฝ่ายบุคคล
“ท่านประธานกรรมการใหญ่ ผู้ถือหุ้น 90% ของบริษัทเป็นคนสั่งการลงมาโดยตรงครับ… และท่านกำลังรอคุณอยู่ที่คฤหาสน์ของคุณในตอนนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ภาคินก็ใจหายวาบ เขารีบขับรถกลับไปที่คฤหาสน์ทันที โดยมีคุณหญิงสิรีและแอนนาที่เพิ่งถูกเชิญตัวออกจากห้างนั่งแท็กซี่ตามมาสมทบที่หน้าประตูรั้วพอดี
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเอาทั้งสามคนแทบหยุดหายใจ!
เสื้อผ้าแบรนด์เนม กระเป๋าหรู นาฬิกาเรือนล้าน และข้าวของเครื่องใช้ของภาคินและคุณหญิงสิรี ถูกกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำโยนออกมาสุมกองกันอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้านราวกับกองขยะ!
“พวกแกทำบ้าอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ นี่มันบ้านของฉัน!” ภาคินตะโกนลั่น วิ่งหน้าตั้งเข้าไปหมายจะเอาเรื่องบอดี้การ์ด แต่ก็ถูกชายฉกรรจ์สองคนรวบตัวและกดเข่าลงกับพื้นอย่างง่ายดาย คุณหญิงสิรีและแอนนากรี๊ดร้องด้วยความตกใจ
“ใครหน้าไหนกล้ามาบุกรุกบ้านของลูกชายฉัน!” คุณหญิงสิรีแผดเสียง
“บุกรุกงั้นเหรอคะ?”
เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นดังก้องขึ้นจากโถงประตูหลัก ร่างระหงของหญิงสาวก้าวออกมาจากเงาร่มของคฤหาสน์ ฉันไม่ได้สวมชุดแม่บ้านสีซีดๆ อีกต่อไป แต่มาในชุดสูทโอต์กูตูร์สีแดงเพลิงที่ตัดเย็บอย่างประณีต สวมรองเท้าส้นสูงแบรนด์ดังที่ส้นของมันกระทบพื้นหินอ่อนดังกึกก้องราวกับเสียงนับถอยหลังสู่ลานประหาร
ฉันถอดแว่นกันแดดราคาแพงออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างโฉบเฉี่ยวและทรงอำนาจ
“ร… รินทร์!?” ภาคินเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า “นี่เธอมาทำบ้าอะไรที่นี่! แล้วชุดพวกนี้ บอดี้การ์ดพวกนี้มันอะไรกัน!”
ฉันไม่ได้ตอบ แต่ส่งสัญญาณให้เลขาเฉินนำแฟ้มเอกสารปึกใหญ่มาโยนแหมะลงตรงหน้าของภาคินและคุณหญิงสิรีที่ล้มลงไปนั่งกองกับพื้น
“เปิดดูสิภาคิน…” ฉันสั่งเสียงเรียบ “ดูให้เต็มตาว่าโฉนดคฤหาสน์มูลค่าสองร้อยล้านหลังนี้ ทะเบียนรถหรูทุกคันที่แกขับ และใบหุ้น 90% ของบริษัทที่แกอวดอ้างนักหนาว่าเป็นคนสร้าง… มันระบุชื่อใครเป็นเจ้าของ!”
ภาคินมือสั่นเทาขณะเปิดแฟ้มเอกสาร ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นชื่อ ‘นางสาวรินลดา อัครมหาศาล’ ประทับอยู่บนเอกสารสิทธิ์ทุกใบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย!
“ม… ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้…” ภาคินครางออกมาเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
“เป็นไปแล้วกวินทร์…” ฉันเหยียดยิ้ม “แกคิดจริงๆ เหรอว่าผู้ชายกระจอกๆ ที่เคยมีคดีล้มละลายติดตัวอย่างแก จะกู้เงินมาตั้งบริษัทและซื้อบ้านหลังนี้ได้? ฉันต่างหากที่เป็นคนเอาเงินทุนส่วนตัวและเส้นสายของตระกูลฉันดันหลังแกเงียบๆ มาตลอด ฉันยอมยกตำแหน่งบังหน้าให้แกเพราะอยากให้แกภูมิใจ แต่แกกลับสันดานเสีย เอาเงินของฉันไปเลี้ยงเมียน้อย!”
ฉันหันไปมองหน้าคุณหญิงสิรีที่ตอนนี้อ้าปากค้าง ตัวสั่นเป็นลูกนก “และคุณหญิงแม่คะ… เงิน 500,000 เปโซที่คุณเบิกไปผลาญเล่น ซื้อกระเป๋า ซื้อเพชร เล่นไพ่ทุกเดือนน่ะ… คุณคิดว่าลูกชายบริหารบริษัทจนเกือบเจ๊งของคุณจะมีปัญญาหามาประเคนให้เหรอ? มันคือเงินจากบัญชีส่วนตัวของฉัน! เงินของ ‘นังกาฝาก’ คนนี้ไงล่ะ!”
“ก… กรี๊ดดดด! ไม่จริง! แกตอแหล!” คุณหญิงสิรีรับความจริงไม่ได้ เธอพุ่งเข้ามาหวังจะตบหน้าฉันอีกรอบ แต่ถูกบอดี้การ์ดตวัดมือตบสวนกลับไปเต็มแรงจนล้มกลิ้งไปกับพื้นหญ้า!
แอนนาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ เมื่อตระหนักได้ว่าภาคินไม่ได้รวยจริง และตอนนี้กำลังจะกลายเป็นคนหมดตัวที่ไม่มีแม้แต่บ้านจะซุกหัวนอน เธอก็รีบสะบัดมือภาคินที่พยายามคว้าชายกระโปรงเธอออกทันที
“แอนนา… ช่วยผมด้วย…” ภาคินร้องขอความช่วยเหลือ
“ปล่อยนะไอ้ 거지 (คนจรจัด)! ฉันไม่ยอมมากัดก้อนเกลือกินกับคนหมดตัวอย่างแกหรอก!” แอนนาด่าทอก่อนจะรีบหันหลังวิ่งหนีออกไปจากรั้วคฤหาสน์อย่างไม่คิดชีวิต
ภาคินนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้าของตัวเอง เขาร้องไห้ฟูมฟายน้ำมูกน้ำตาไหล น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนาและสิ้นหวัง เขาสลัดอีโก้ทิ้งจนหมดสิ้นและคลานเข้ามากอดขาของฉัน
“รินทร์! รินทร์จ๋า ผมขอโทษ! ผมมันโง่เอง ผมตาบอดที่ไปหลงนังแอนนา ให้อภัยผมเถอะนะรินทร์ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะนะ ผมจะกราบเท้าคุณเลยก็ได้!”
ฉันมองผู้ชายที่กอดขาฉันด้วยความขยะแขยง สะบัดขาออกอย่างแรงจนเขาล้มหงายหลัง
“จำที่ฉันบอกเมื่อวานได้ไหมภาคิน? ว่าวันนี้พวกแกจะไม่มีโอกาสได้ร้องขอความเมตตา… รอยตบที่แกฝากไว้บนหน้าฉันเมื่อวาน ฉันขอคืนเป็นความพินาศย่อยยับของชีวิตแกทั้งชีวิตก็แล้วกัน”
ฉันหมุนตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ที่โอ่อ่า ก่อนจะสั่งการทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดที่สุด
“โยนพวกขยะสดนี่ออกไปนอกรั้วซะ และถ้าพวกมันกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก… หักขาพวกมันทิ้งได้เลย!”
ประตูเหล็กดัดบานยักษ์ของคฤหาสน์ค่อยๆ เลื่อนปิดลงอย่างช้าๆ ตัดขาดโลกอันหรูหราออกจากชีวิตของคนทรยศ เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงกรีดร้องของคุณหญิงสิรีดังแว่วอยู่ภายนอก แต่มันไม่สามารถระคายเคืองจิตใจของฉันได้อีกต่อไป หน้ากากของแม่บ้านผู้อ่อนแอถูกฉีกทิ้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงนางพญาที่ทวงบัลลังก์ของตัวเองคืนมาอย่างสมบูรณ์แบบ.



