News
-
น้ำตาเศรษฐีพันล้านกับกระท่อมผุพัง: วันครบรอบรำลึกมารดา
สู่การเปิดโปงพินัยกรรมเลือดที่จะบดขยี้ลูกเนรคุณให้พินาศย่อยยับไปทั้งตระกูล! ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ ‘อัครมหาศาล’ ในช่วงเย็นย่ำถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีทึมเทา สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟากฟ้ากำลังร่ำไห้ รถแท็กซี่คันเก่าสนิมเขรอะแล่นมาจอดที่หน้าประตูเหล็กดัดสีทองอร่าม ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายและกางเกงสแล็กสีดำก้าวลงมาจากรถ เขาปฏิเสธร่มที่คนขับยื่นให้ ปล่อยให้หยาดฝนเย็นเยียบสาดกระทบใบหน้าที่คมคายและหล่อเหลา เขาคือ ‘กวินทร์’ อดีตลูกชายคนเล็กที่ถูกตระกูลขับไล่ไสส่งเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้เขาได้สร้างเนื้อสร้างตัวจนกลายเป็นซีอีโอของ ‘เคดับเบิลยู กรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจการเงินระดับหมื่นล้านในอเมริกา แต่ในวันนี้ ไม่มีใครรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเขา กวินทร์จงใจสวมเสื้อผ้าธรรมดา นั่งรถแท็กซี่ และเดินทางกลับมายังบ้านเกิดโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของเขาคือการนำดอกกุหลาบสีขาวมาวางเคารพรูปถ่ายของมารดาผู้ล่วงลับ เนื่องในวันครบรอบวันตายปีที่ห้าของท่าน เมื่อกวินทร์เดินฝ่าสายฝนเข้ามาในอาณาเขตคฤหาสน์ เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปที่ตึกใหญ่ที่กำลังเปิดไฟสว่างไสวและมีเสียงเพลงคลาสสิกแว่วออกมา เขาเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปทางสวนหลังบ้านเพื่อไปเยี่ยม ‘เจ้าสัวเกรียงไกร’ บิดาบังเกิดเกล้าที่เขาคิดว่าคงกำลังพักผ่อนอย่างสุขสบายในเรือนกระจกที่ท่านรัก แต่ทว่า… ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเมื่อเขาเดินลึกเข้าไปในดงหญ้ารกชัฏท้ายคฤหาสน์ กลับทำให้ก้าวเท้าของมหาเศรษฐีหนุ่มต้องชะงักงัน หัวใจของเขาหล่นวูบลงไปกองกับพื้นโคลน เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าสายฝนที่กำลังกระหน่ำ! แทนที่จะเป็นเรือนกระจกที่สวยงาม สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางดงหญ้าคือ ‘สังกะสีผุพัง’ ที่ถูกนำมาตอกประกอบกันอย่างลวกๆ กลายเป็นเพิงหมาแหงนที่ทรุดโทรมจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัย หลังคารั่วซึมจนน้ำฝนหยดแหมะลงมาเป็นสาย กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าลอยคละคลุ้ง กวินทร์มือสั่นเทาขณะค่อยๆ ผลักเศษไม้ที่ใช้แทนประตูออก ภายใต้แสงสลัวจากหลอดไฟที่กะพริบติดๆ ดับๆ ร่างที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของชายชราคนหนึ่งกำลังนอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูด้วยเสื่อขาดๆ ร่างกายนั้นสวมเพียงเสื้อยืดสีมอๆ ที่เปียกชื้น ในมือที่สั่นเทากำลังพยายามตักข้าวบูดๆ ในชามพลาสติกเก่าๆ เข้าปากเพื่อประทังความหิวโหย “พ… พ่อ…” เสียงของกวินทร์หลุดออกมาอย่างแหบพร่า น้ำตาลูกผู้ชายที่เจ็บปวดที่สุดทะลักล้นออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้ ชายชราค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านดวงตาที่ฝ้าฟาง เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตู ชามพลาสติกในมือก็ร่วงหล่นลงพื้น “กวินทร์… กวินทร์ลูกพ่อ!…
-
บาปในใจผู้กำกับและการกลับมาของลูกเนรคุณ:
เมื่อชายผู้ทิ้งครอบครัวไปคว้าดาว ต้องทรุดเข่าหลั่งน้ำตาแทบเท้า เมื่อเห็น ‘ลูกเลี้ยง’ ที่เคยทอดทิ้ง กำลังป้อนข้าวต้มต่อลมหายใจให้ ‘แม่แท้ๆ’ ของเขาเอง! แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดสาดส่องกระทบใบหน้าของ ‘นที’ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังระดับเอเชีย ผู้เพิ่งคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ทองคำและรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ชีวิตของชายวัยสี่สิบแปดปีคนนี้เต็มไปด้วยเกียรติยศ เงินทอง และชื่อเสียงที่คนค่อนโลกต่างอิจฉา ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ปั้นแต่งอย่างสมบูรณ์แบบบนพรมแดง กลับมีหลุมดำลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ หลุมดำที่เกิดจาก ‘ความเนรคุณ’ ซึ่งเขาก่อขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน สิบห้าปีที่แล้ว นทีเป็นเพียงผู้ช่วยผู้กำกับไส้แห้งที่ทะเยอทะยานอยากจะโด่งดัง เขาเคยรับเด็กชายกำพร้าวัยเจ็ดขวบชื่อ ‘ภูผา’ มาเป็นลูกบุญธรรมตามคำขอร้องของอดีตภรรยาที่เสียชีวิตไป แต่เมื่อโอกาสทองในการไปศึกษาต่อและทำหนังที่ต่างประเทศหล่นทับ นทีกลับเลือกที่จะทิ้งภูผาวัยเจ็ดขวบไว้กับ ‘ยายศรี’ แม่บังเกิดเกล้าของเขาเองที่ต่างจังหวัด พร้อมกับคำสัญญาจอมปลอมว่า ‘รอก่อนนะแม่ อีกแค่ปีเดียว นทีตั้งตัวได้แล้วจะกลับมารับแม่กับภูผาไปอยู่ตึกหลังใหญ่ๆ ด้วยกัน’ แต่เวลาหนึ่งปีกลับกลายเป็นสิบห้าปี… นทีหลงระเริงไปกับแสงสี เสียงเชียร์ และกามารมณ์ในวงการบันเทิง เขาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ย้ายที่อยู่ และลบอดีตทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวที่ยากจนทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาไม่เคยส่งเงินกลับบ้าน ไม่เคยส่งจดหมาย และปล่อยให้แม่แก่ๆ กับลูกเลี้ยงต้องเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม จนกระทั่งวันนี้… วันที่เขาไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ นทีกลับพบว่าความสำเร็จเหล่านั้นมันช่างว่างเปล่า เขาเป็นโรคซึมเศร้าและนอนไม่หลับมาหลายเดือน ภาพของแม่และลูกเลี้ยงมักจะตามมาหลอกหลอนในความฝัน ในที่สุด ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบมานานก็ระเบิดออก นทีตัดสินใจยกเลิกคิวงานทั้งหมด เบิกเงินสดจำนวนสิบล้านบาทใส่กระเป๋าเอกสาร หวังจะใช้ ‘เงิน’ ก้อนใหญ่นี้กลับไปซื้อการให้อภัยและไถ่บาปในอดีต รถยุโรปคันหรูของนทีแล่นฝ่าถนนลูกรังที่ขรุขระเข้าไปในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ สองข้างทางยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปร เมื่อรถแล่นมาจอดที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง…
-
แผนลวงยานอนหลับดับอนาคต: คืนแค้นสลับแก้วของน้องชายสายเลือดปีศาจ
สู่จุดจบหักมุมที่ผู้กะซวกหลังพี่ชายต้องพินาศย่อยยับเสียเอง! ในคฤหาสน์หินอ่อนอันโอ่อ่าของตระกูล ‘เกียรติธำรงค์’ ตระกูลมหาเศรษฐีเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ความหรูหราที่ฉาบเคลือบอยู่ภายนอกไม่อาจปกปิดกลิ่นอายของความอิจฉาริษยาที่เน่าเฟะอยู่ภายในได้เลย โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ค่ำคืนที่ชี้ชะตาว่าใครจะได้ขึ้นเป็นผู้กุมบังเหียนอาณาจักรแสนล้านคนต่อไป ‘นาคินทร์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ยืนมองเงาของตัวเองสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ในห้องน้ำหรู นัยน์ตาของเขาแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยไฟแห่งความริษยาที่ลุกโชนมาตั้งแต่จำความได้ เขาเกิดมาเป็นลูกคนที่สอง เป็นเพียง ‘ตัวสำรอง’ ที่ไร้ตัวตน ในขณะที่ ‘ตะวัน’ พี่ชายต่างมารดาวัยสามสิบสองปี คือลูกรัก คือเพชรเม็ดงาม คือทายาทอันดับหนึ่งที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ตะวันเก่งกาจ สุขุม และเป็นที่รักของบอร์ดบริหารทุกคน พรุ่งนี้เช้าจะมีการประชุมวาระพิเศษเพื่อแต่งตั้งตะวันขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร (CEO) อย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นหมายความว่านาคินทร์จะต้องทนอยู่ในร่มเงาของพี่ชายไปตลอดกาล ‘ไม่มีทาง… ฉันจะไม่ยอมเป็นไอ้ขี้แพ้ให้แกเหยียบหัวไปตลอดชีวิตหรอกตะวัน! พรุ่งนี้คนที่ต้องขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุด จะต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น!’ นาคินทร์คำรามในใจ เขาก้มลงมองซองพลาสติกขนาดเล็กในมือ ภายในบรรจุ ‘ผงยานอนหลับชนิดรุนแรงพิเศษ’ แบบไร้สี ไร้กลิ่น และออกฤทธิ์เฉียบพลันภายในสิบห้านาที มันเป็นยาผิดกฎหมายที่เขาใช้เงินจำนวนมหาศาลลักลอบซื้อมาจากตลาดมืด แผนการของนาคินทร์ถูกวางไว้อย่างแยบยลและอำมหิตที่สุด เขาจ้าง ‘ริซ่า’ นางแบบสาวไซด์ไลน์ระดับวีไอพีให้มาสแตนด์บายรอที่ห้องสวีทของโรงแรมในเครือเกียรติธำรงค์ พร้อมกับจัดฉากนำยาเสพติดจำนวนหนึ่งไปซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางของตะวัน แผนคือ เขาจะผสมยานอนหลับนี้ลงในแก้วไวน์ของตะวันในคืนนี้ เมื่อพี่ชายหมดสติ เขาจะให้ลูกน้องคนสนิทแบกร่างของตะวันไปโยนทิ้งไว้บนเตียงกับริซ่าในสภาพเปลือยเปล่า พร้อมกับยาเสพติดของกลาง จากนั้นในตอนเช้าตรู่ เขาจะปล่อยคลิปหลุดและเรียกกองทัพนักข่าว รวมถึงบอร์ดบริหารให้ไป ‘บุกจับ’ ประธานคนใหม่คาเตียง! ข่าวฉาวโฉ่เรื่องมั่วสุมกามารมณ์และยาเสพติด จะทำลายชื่อเสียงของตะวันจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี บอร์ดบริหารจะโหวตปลดตะวันกลางอากาศ และส้มหล่นก็จะตกลงมาที่เขา… นาคินทร์…
-
น้ำตาแห่งดอยร้างและพินัยกรรมสีเลือด:
เมื่อพ่อแม่วัยชราถูกสายเลือดทรยศทิ้งให้รอความตายในบ้านผุพังบนยอดเขา สู่บทสรุปพลิกชะตากรรมพันล้านที่จะทำให้ลูกเนรคุณต้องคุกเข่าร่ำไห้ไปจนวันตาย! เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูคำรามก้องฝ่าความเงียบสงัดของป่าลึกบนยอดดอยที่ห่างไกลความเจริญ ถนนดินลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและโคลนตมทำให้รถสปอร์ตอเนกประสงค์ราคาแพงต้องแล่นอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่เมฆหมอกเริ่มโรยตัวต่ำลงมาพร้อมกับลมหนาวที่พัดบาดลึกถึงกระดูก รถคันนั้นจอดสนิทลงที่หน้าลานดินแคบๆ เบื้องหน้าคือ ‘กระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่า’ ที่หลังคามุงแฝกผุพังจนแทบจะกันลมและฝนไม่ได้ สภาพของมันไม่ต่างอะไรจากเศษซากปรักหักพังที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับสิบปี ประตูรถถูกกระชากเปิดออก ร่างของ ‘ตาอิน’ วัย 75 ปี และ ‘ยายจันทร์’ วัย 72 ปี ถูกผลักไสให้ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีที่หยาบคาย ชายชราและหญิงชราสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ ที่เก่าจนสีซีดจาง มือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของตากุมมือยายไว้แน่น แววตาของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความงุนงง หวาดกลัว และปวดร้าวอย่างแสนสาหัส “กฤต… นารี… พาลูกพาแม่มาที่นี่ทำไมลูก ที่นี่มันบ้านเก่าตั้งแต่สมัยตายายของพ่อ มันร้างไปตั้งนานแล้วนะลูก…” ตาอินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองหน้า ‘กฤต’ ลูกชายคนโตที่เป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และ ‘นารี’ ลูกสาวคนเล็กที่เป็นเซเลบริตี้ในแวดวงสังคมชั้นสูง กฤตแค่นยิ้มมุมปาก เขาโยนถุงกระสอบพลาสติกสีรุ้งที่บรรจุเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดลงบนพื้นโคลนอย่างไม่ไยดี “ก็พามาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ไงครับพ่อ! พ่อกับแม่แก่ป่านนี้แล้ว จะไปอยู่คฤหาสน์หรูๆ ในกรุงเทพฯ ให้เป็นภาระพวกผมทำไม วันๆ ก็เอาแต่ทำตัวเปิ่นๆ ให้เพื่อนฝูงผมต้องหัวเราะเยาะ!” นารี ลูกสาวที่พ่อแม่เคยขายที่นาส่งเสียให้เรียนจนจบเมืองนอก กอดอกและปรายตาตวัดมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “จริงอย่างที่พี่กฤตพูดนั่นแหละค่ะแม่ ตอนนี้หุ้นส่วนบริษัทของพวกเรากำลังจะมาปาร์ตี้ที่บ้านบ่อยๆ ขืนให้คนอื่นมาเห็นว่าพ่อกับแม่ของพวกเราเป็นแค่ตาแก่ยายแก่บ้านนอกคอกนา พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ! พ่อกับแม่เซ็นโอนบ้านและเงินเก็บทั้งหมดให้พวกเราแล้ว ก็ถือว่าหมดประโยชน์แล้ว…
-
หยาดน้ำตาของกัปตันหนุ่ม: หกเดือนแห่งการรอคอยที่แหลกสลาย
เมื่อเที่ยวบินกลับบ้าน นำพาเขาไปพบภรรยาสุดที่รัก ถูกแม่ผัวใจยักษ์ขังให้ใช้ชีวิตอย่างเวทนาใน ‘เล้าไก่ร้าง’ ท้ายสวน! ล้อของเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 แตะลงบนรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในยามค่ำคืน ‘กัปตันเมฆ’ นักบินหนุ่มอนาคตไกลวัยสามสิบสองปี ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกและเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ ตลอดระยะเวลาหกเดือนเต็มที่เขาต้องไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ บินส่งเสบียงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในเขตตะวันออกกลางที่แสนอันตราย เขาต้องทนต่อความเหงาและความคิดถึงที่มีต่อ ‘ฟ้าลดา’ ภรรยาสาวแสนสวยและอ่อนโยนที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียงหนึ่งปี เมฆส่งเงินเดือนหลักแสนของเขาทุกบาททุกสตางค์กลับมาที่บ้าน โดยโอนเข้าบัญชีของ ‘คุณหญิงจิตรเลขา’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ ของเขา เพื่อให้ดูแลฟ้าลดาอย่างดีที่สุด เพราะฟ้าลดาเป็นเพียงหญิงสาวกำพร้าที่ไม่มีฐานะเทียบเท่าตระกูลของเขา แม่และน้องสาวของเมฆจึงมักจะแสดงท่าทีไม่พอใจนักในตอนที่เขาดึงดันจะแต่งงานด้วย แต่ก่อนไปปฏิบัติภารกิจ แม่ของเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลลูกสะใภ้คนนี้ให้สุขสบายราวกับเจ้าหญิง เมฆจึงยอมก้าวขึ้นเครื่องบินไปทำหน้าที่ด้วยความวางใจ ทันทีที่กัปตันหนุ่มลากกระเป๋าเดินทางก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล เขาส่งยิ้มกว้าง หวังจะได้เห็นใบหน้าหวานๆ และอ้อมกอดที่คุ้นเคยของภรรยาพุ่งเข้ามาต้อนรับ แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับมีเพียงคุณหญิงจิตรเลขาและ ‘รตี’ น้องสาวของเขา ที่กำลังนั่งจิบไวน์ดูทีวีกันอย่างสบายอารมณ์บนโซฟาหนังหรูหรา “อ้าว ตาเมฆ! กลับมาแล้วเหรอลูก ทำไมไม่บอกแม่ล่วงหน้า จะได้ให้คนขับรถไปรับ” คุณหญิงจิตรเลขาแสร้งทำเป็นตกใจ รีบลุกขึ้นมาสวมกอดลูกชาย “ผมอยากทำเซอร์ไพรส์น่ะครับแม่… แล้วนี่ฟ้าระเบียงไปไหนครับ นอนหลับอยู่ข้างบนหรือเปล่า ผมซื้อสร้อยเพชรจากดูไบมาฝากเธอด้วย” เมฆชะเง้อมองขึ้นไปบนบันไดชั้นสองด้วยความตื่นเต้น รตีและแม่หันไปสบตากัน ก่อนที่คุณหญิงจิตรเลขาจะแกล้งบีบน้ำตาและตีหน้าเศร้า “เมฆ… แม่ไม่อยากจะบอกลูกเลย แต่ลูกต้องทำใจดีๆ ไว้นะ… นังฟ้าน่ะ มันทิ้งลูกไปแล้ว! พอลูกไปบินต่างประเทศได้แค่สองเดือน มันก็แอบขโมยเงินทองในตู้เซฟ แล้วหอบเสื้อผ้าหนีตามชู้รักของมันไปแล้วลูก! แม่พยายามปิดเรื่องนี้ไว้เพราะกลัวลูกจะเสียสมาธิเวลาขับเครื่องบิน…”…
-
จุดจบสีกากีนอกแถว: เมื่อด่านเถื่อนรีดไถคนหาเช้ากินค่ำ แต่ดันกระตุกหนวดเสือ
ปะทะ ‘ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่’ ที่ปลอมตัวมาสืบราชการลับ การเช็คบิลล้างบางและบทลงโทษอันเด็ดขาดที่พวกกังฉินจะต้องจดจำไปจนวันตาย! ลมหนาวในช่วงกลางดึกพัดกรรโชกแรงจนใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามถนนสายเปลี่ยวชานเมืองหลวง ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟกะพริบสีส้มจากเสาไฟที่เสียบ้างติดบ้าง รถแท็กซี่เก่าๆ คันหนึ่งกำลังแล่นไปตามทางอย่างเชื่องช้า เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มบ่งบอกถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน ‘ลุงสมหมาย’ โชเฟอร์วัยหกสิบกว่าปี ขยับแว่นสายตาที่รอยร้าว พยายามเพ่งมองถนนข้างหน้าด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้แกขับรถมาตั้งแต่เช้าตรู่ หวังจะได้เงินก้อนเล็กๆ ไปจ่ายค่าหยูกยาให้ภรรยาที่กำลังล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ที่บ้านเช่า ที่เบาะหลังของรถแท็กซี่คันนั้น มีผู้โดยสารเพียงคนเดียวนั่งอยู่เงียบๆ เขาคือชายวัยห้าสิบเศษ สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีมอๆ สวมหมวกแก๊ปดึงลงมาปิดบังใบหน้าครึ่งบน ดูเผินๆ เหมือนชายวัยกลางคนธรรมดาที่เพิ่งเลิกงานกะดึก หรือไม่ก็เป็นชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั่วไป ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้เสื้อผ้าอันแสนธรรมดานี้ เขาคือ ‘พลตำรวจโท ณัฐพล’ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนใหม่ป้ายแดง ที่เพิ่งได้รับคำสั่งสายฟ้าแลบให้มารับตำแหน่งและเตรียมจะเข้าพิธีประดับยศอย่างเป็นทางการในเช้าวันพรุ่งนี้! พล.ต.ท. ณัฐพล ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉิน ซื่อสัตย์ และเกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงสีกากีเข้าไส้ เขาตั้งใจแต่งกายปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา นั่งรถแท็กซี่ตระเวนไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ ในยามวิกาล เพื่อตรวจตราดูการทำงานของลูกน้องในพื้นที่ด้วยตาของตนเอง ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทว่า… รถแท็กซี่เก่าๆ ของลุงสมหมายวิ่งมาได้ไม่ไกลนัก แสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามากระทบกระจกหน้ารถจนลุงสมหมายต้องเบรกตัวโก่ง! ข้างหน้าคือ ‘ด่านตรวจ’ ที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ ไม่มีป้ายไฟแจ้งเตือน ไม่มีกรวยสะท้อนแสงที่ได้มาตรฐาน มีเพียงรถสายตรวจจอดซุ่มอยู่ในมุมมืด และนายตำรวจในเครื่องแบบสองนายที่กำลังยืนจังก้าขวางถนนอยู่ “จอดๆๆ! ปิดไฟหน้า ลดกระจกลงเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดกร้าวและหยาบคายดังก้องมาจากนายตำรวจยศนายดาบที่เดินเข้ามากระบองไฟฉายเคาะกระจกรถอย่างแรง ลุงสมหมายรีบลดกระจกลงด้วยมือที่สั่นเทา “ม… มีอะไรหรือครับคุณตำรวจ ผมเพิ่งรับผู้โดยสาร…
-
คืนข้ามปีสีเลือดและน้ำตา: เมื่อปู่มหาเศรษฐีบุกบ้านในคืนหนาว 12 องศา
เพื่อทวงคืนหลานชายวัย 10 ขวบที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายจับขังนอกรั้วด้วยข้อหา ‘แค่อยากสั่งสอนให้จำ’ ก่อนจะพิพากษาลูกชายเนรคุณให้หมดตัว! ลมหนาวในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พัดกรรโชกแรงจนยอดไม้สั่นไหว อุณหภูมิบนยอดดอยในเขตเขาใหญ่ลดฮวบลงมาเหลือเพียง 12 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าหนาวจัดจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกสำหรับประเทศไทย ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงแสงไฟจากคฤหาสน์หรูหราที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเท่านั้นที่สว่างไสว ‘เจ้าสัวธนา’ มหาเศรษฐีวัยหกสิบแปดปี ผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ กำลังขับรถเอสยูวีคันหรูของตนเองฝ่าความมืดมิดขึ้นเขามาเพียงลำพัง บนเบาะผู้โดยสารด้านข้างมีกล่องของขวัญกล่องใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษสีสันสดใส และหุ่นยนต์ประกอบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ ‘น้องตะวัน’ หลานชายวัย 10 ขวบสุดที่รักบ่นว่าอยากได้มาหลายเดือน เจ้าสัวตั้งใจจะมาทำเซอร์ไพรส์หลานชายสุดที่รักถึงบ้านของลูกชายในคืนข้ามปี โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า บ้านหลังนี้ เจ้าสัวธนาเป็นคนควักเงินสดกว่าห้าสิบล้านบาทซื้อให้ ‘กฤต’ ลูกชายคนเดียวของเขา เพื่อเป็นเรือนหอตอนที่กฤตแต่งงานกับแม่ของตะวัน แต่หลังจากที่ลูกสะใภ้คนโปรดของเจ้าสัวเสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน กฤตก็พา ‘ริสา’ ผู้หญิงที่ทำงานเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าในบริษัทเข้ามาอยู่ในบ้าน ในฐานะ ‘ภรรยาใหม่’ และ ‘แม่เลี้ยง’ ของตะวัน เจ้าสัวธนาไม่เคยไว้ใจริสา แววตาของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความละโมบและเสแสร้ง แต่เพื่อเห็นแก่ความสุขของลูกชาย เขาจึงยอมปิดตาข้างหนึ่งและปล่อยให้กฤตบริหารบริษัทต่อไป โดยมีข้อแม้เดียวคือ ‘ต้องดูแลตะวันให้ดีที่สุด’ แต่สิ่งที่เจ้าสัวธนาได้ค้นพบในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ฉีกกระชากหัวใจของคนเป็นปู่จนแหลกละเอียด! เมื่อรถเอสยูวีคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์อัลลอยด์สีดำสนิทของคฤหาสน์ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานและเสียงหัวเราะเฮฮาปาร์ตี้ดังลอดออกมาจากตัวบ้านที่สว่างไสว ริสาคงจะจัดปาร์ตี้เคานต์ดาวน์เชิญเพื่อนฝูงมาดื่มกินกันอย่างหรูหรา แต่ในขณะที่เจ้าสัวกำลังจะเอื้อมมือไปกดรีโมทเปิดประตูรั้ว สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเงาดำเล็กๆ บางอย่างที่มุมมืดริมกำแพงรั้วด้านใน ภายใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟถนน… ร่างของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังยืนกอดอกแน่น ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับลูกนกตกน้ำ เด็กคนนั้นสวมเพียงเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวที่บางเฉียบและกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ที่สำคัญคือ… เขายืนเท้าเปล่าเหยียบอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง ท่ามกลางอุณหภูมิ…
-
ความลับพันล้านหลังบานประตูผุพัง: เมื่อสะใภ้ใจร้ายอัปเปหิแม่ผัววัย 80
โทษฐานเป็นเศษขยะของบ้าน ก่อนที่กุญแจขึ้นสนิมจะไขเปิดคลังสมบัติที่จะพลิกชะตากรรมและตอกหน้าคนเนรคุณไปจนวันตาย! “แม่เก็บข้าวของอันซอมซ่อของแม่ แล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว! ฉันอดทนเลี้ยงดูคนแก่ไร้ประโยชน์อย่างแม่มาหลายปีแล้วนะ วันๆ เอาแต่นั่งๆ นอนๆ กินข้าวสุกไปวันๆ ทำประโยชน์อะไรให้ครอบครัวเราบ้าง นอกจากเป็นตัวถ่วงความเจริญ!” เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘อรทัย’ ลูกสะใภ้ที่แต่งตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับราคาแพงดังก้องไปทั่วคฤหาสน์หรู ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามเย็น บนพื้นหินอ่อนขัดเงาเบื้องหน้าเธอ มีกระเป๋าผ้ากระสอบเก่าๆ ใบหนึ่งถูกโยนกองไว้ ‘ยายบัว’ หญิงชราวัยแปดสิบปีผู้มีผมสีดอกเลาเต็มศีรษะ นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่สั่นไหวและปวดร้าว ร่างกายที่เหี่ยวย่นและผอมบางของเธอสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของแอร์ในคฤหาสน์ แต่เป็นเพราะความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกลงไปในหัวใจ ยายบัวเงยหน้าขึ้นมอง ‘เคน’ ลูกชายแท้ๆ ของเธอที่ยืนหลบสายตาอยู่ด้านหลังภรรยา เขาคือลูกชายที่เธอทะนุถนอมเลี้ยงดูมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ส่งเสียจนเรียนจบและได้เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต แต่ในวินาทีที่ผู้เป็นแม่กำลังถูกขับไล่ไสส่งเยี่ยงสุนัขข้างถนน เขากลับยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากปกป้องผู้เป็นแม่เลยแม้แต่คำเดียว “เคน… ลูกจะปล่อยให้แม่ไปจริงๆ หรือลูก… แม่แก่ป่านนี้แล้ว แม่จะไปอยู่ที่ไหน” ยายบัวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาใสๆ ร่วงหล่นอาบร่องรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า เคนถอนหายใจยาว แกล้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง “โธ่แม่ครับ… แม่ก็เข้าใจอรเขาหน่อยสิครับ เศรษฐกิจช่วงนี้มันแย่ ธุรกิจเราก็หมุนเงินไม่ค่อยทัน แถมแม่ก็ป่วยออดๆ แอดๆ ต้องเสียค่าหมอค่ายาตั้งเท่าไหร่ อรเขาเครียดน่ะครับ… แม่ไปอยู่บ้านพักคนชราของรัฐเถอะนะครับ ถือว่าช่วยลดภาระให้ลูกให้หลาน” คำว่า ‘ภาระ’ หลุดออกจากปากของลูกชายแท้ๆ เปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่แทงทะลุหัวใจของคนเป็นแม่จนแหลกละเอียด ยายบัวก้มหน้าลงมองมือที่เหี่ยวย่นของตนเอง มือคู่นี้เคยไกวเปล เคยป้อนข้าว…
-
อภิสิทธิ์ชนกับตั๋วเฟิร์สคลาส: เมื่อแม่ลูกในชุดมอซอถูกไล่ตะเพิดไปนั่งหลังเครื่อง
เพื่อหลีกทางให้เศรษฐีจอมหยิ่ง… ก่อนที่ความจริงจะตอกหน้าทุกคนว่าเธอคือ ‘ประธานกรรมการ’ เจ้าของสายการบิน! บรรยากาศภายในเคบินชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินระดับโลกที่กำลังเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เต็มไปด้วยความหรูหราและเงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาสาดส่องกระทบเบาะหนังแท้ที่ปรับนอนได้ราวกับเตียงในโรงแรมห้าดาว ‘มณีรัตน์’ หญิงสาววัยสามสิบห้าปีในชุดเสื้อสเวตเตอร์ถักตัวใหญ่สีครีมและกางเกงยีนส์สีซีด กำลังนั่งส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับ ‘น้องณิชา’ ลูกสาววัยเจ็ดขวบที่กำลังตื่นเต้นกับหน้าจอทีวีส่วนตัวและแก้วน้ำส้มคั้นสดในมือ นี่คือการเดินทางไปพักผ่อนที่ปารีสซึ่งมณีรัตน์สัญญาไว้กับลูกสาวมาแรมปี เธอเลือกจองที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสแถวหน้าสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับณิชา แม้การแต่งกายของพวกเธอจะดูเรียบง่ายจนแทบจะกลืนไปกับผู้โดยสารชั้นประหยัด แต่มณีรัตน์ก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอชอบความสบายและไม่เคยคิดว่าคุณค่าของคนวัดกันที่แบรนด์เนมบนเรือนร่าง ทว่า… ความสุขและรอยยิ้มของสองแม่ลูกกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เมื่อผู้โดยสารคนสุดท้ายก้าวเข้ามาในเคบิน ชายร่างท้วมวัยห้าสิบเศษในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับ นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังเพชรส่องประกายแสบตา เดินกระแทกส้นเท้าเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยส่วนตัว เขาคือ ‘สมศักดิ์’ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความเย่อหยิ่งและอารมณ์ร้าย สมศักดิ์กวาดสายตามองไปรอบๆ เคบิน ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเมื่อพบว่าที่นั่งแถวหน้าสุดที่เขามักจะนั่งประจำ ถูกจับจองโดยแม่ลูกคู่หนึ่งที่ดูราวกับ ‘คนหลงทาง’ เข้ามาในพื้นที่ของอภิสิทธิ์ชน “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” สมศักดิ์ตวาดเสียงดังลั่นจนผู้โดยสารคนอื่นหันมามอง เขาหันไปหา ‘ลิตา’ หัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามารับใช้ด้วยท่าทีประจบประแจง “ทำไมที่นั่งประจำของผมถึงมีพวกบ้านนอกที่ไหนก็ไม่รู้มานั่ง! ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าผมต้องการเบาะ 1A กับ 1B เท่านั้น! ผมเป็นสมาชิกระดับแพลทินัมนะ!” ลิตาหน้าถอดสี เธอรีบก้มหัวปะหลับปะเหลือก “ต… ต้องกราบขออภัยด้วยค่ะคุณสมศักดิ์ คือที่นั่งตรงนั้นถูกผู้โดยสารท่านอื่นจองระบบออนไลน์มาล่วงหน้าแล้วค่ะ ส่วนที่นั่งของคุณสมศักดิ์คือ 2A กับ 2B ที่อยู่แถวหลังถัดไปค่ะ” “ผมไม่นั่งแถวสอง! ผมต้องนั่งแถวหน้าสุดเท่านั้น!” สมศักดิ์ชี้หน้าแอร์โฮสเตสสาว ก่อนจะปรายตาเหยียดหยามมาที่มณีรัตน์และเด็กหญิงณิชา “ไปไล่พวกมันไปนั่งที่อื่นซะ ดูสารรูปแล้วคงจะใช้แต้มแลกไมล์มานั่งล่ะสิ…
-
บททดสอบห้าหมื่นบาท ขนมปังครึ่งก้อน และภาพถ่ายสีจาง:
เมื่อกับดักจับขโมยตัวน้อย กระชากความลับดำมืดที่สายเลือดของผมซ่อนไว้มาตลอดยี่สิบปี! ฝนตกหนักในบ่ายวันอังคาร บรรยากาศภายในร้านขายของเก่าที่ผมเป็นเจ้าของนั้นทั้งมืดสลัวและเงียบสงัด ผม ‘อารัญ’ ชายวัยสี่สิบปีผู้หันหลังให้กับความร่ำรวยและตระกูลมหาเศรษฐีของตัวเอง กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกไม้สักตัวเก่า ผมแกล้งหลับตาลง ปล่อยให้เสียงสายฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีเป็นฉากหลัง ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนของผมกำลังตื่นตัวอย่างเต็มที่ บนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ตรงหน้าผม มีธนบัตรใบละพันบาทจัดเป็นปึกวางทิ้งไว้อย่างล่อตาล่อใจ มูลค่าของมันคือ เงินห้าหมื่นบาทถ้วน นี่ไม่ใช่ความสะเพร่า แต่เป็น ‘กับดัก’ ที่ผมจงใจวางไว้เพื่อทดสอบสันดานของเด็กชายคนหนึ่ง ‘ตะวัน’ คือชื่อของเด็กเร่ร่อนวัยสิบขวบที่มักจะมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าร้านของผมในช่วงเดือนที่ผ่านมา รูปร่างของเขาผอมโซจนเห็นกระดูกสันหลังปูดโปนทะลุเสื้อยืดสีมอๆ ที่ขาดวิ่น ผมมักจะจ้างให้เขาช่วยกวาดหน้าร้านหรือยกของแลกกับเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ช่วงหลังมานี้ ของชิ้นเล็กชิ้นน้อยในร้านเริ่มหายไป ผมที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่สอนให้ระแวงทุกคน จึงปักใจเชื่อทันทีว่าไอ้เด็กขอทานคนนี้คือหัวขโมย ผมจึงตัดสินใจวางเงินก้อนใหญ่ไว้บนโต๊ะ แกล้งทำเป็นนอนหลับลึก เพื่อจับให้มั่นคั้นให้ตาย หากเขากล้าแตะต้องเงินก้อนนี้แม้แต่บาทเดียว ผมจะส่งตัวเขาให้ตำรวจและตัดขาดความสงสารที่เคยมีให้จนหมดสิ้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ ย่ำลงบนพื้นไม้ที่ดังลั่นเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกว่าตะวันได้ก้าวเข้ามาในร้านแล้ว ผมหรี่ตาลงมองผ่านร่องขนตา เห็นร่างเล็กเปียกปอนกำลังยืนสั่นสะท้านอยู่หน้าโต๊ะ สายตาของเด็กน้อยจดจ้องไปที่ปึกเงินห้าหมื่นบาทอย่างไม่วางตา ‘เอาสิ… หยิบมันเลย’ ผมคิดในใจอย่างเย็นชา รอคอยวินาทีที่สัญชาตญาณความโลภของมนุษย์จะทำงาน ตะวันค่อยๆ ยื่นมือที่ดำกร้านและสั่นเทาออกไปหาปึกเงินนั้น ผมเกร็งกล้ามเนื้อเตรียมจะพุ่งตัวลุกขึ้นตวาด แต่แล้ว… สิ่งที่เด็กสิบขวบคนนี้ทำ กลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก ตะวันไม่ได้หยิบเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เขาเพียงแค่หยิบปึกเงินห้าหมื่นบาทนั้นเลื่อนขยับออกไปให้พ้นจากแนวน้ำฝนที่กำลังหยดรั่วลงมาจากหลังคา เพื่อไม่ให้เงินของผมต้องเปียกน้ำ จากนั้น เด็กน้อยก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่ขาดรุ่งริ่ง ดึงเอา ‘ขนมปังเก่าๆ’ ก้อนหนึ่งที่บี้แบนและเสียทรงออกมา ขนมปังก้อนนั้นคงเป็นอาหารมื้อเดียวที่เขามีประทังชีวิตในวันนี้ ตะวันใช้มือเล็กๆ…