News

  • กรงรักเงื่อนไขลวง: สัญญาอุ้มบุญเปลี่ยนชะตาหัวใจ

    ณ คฤหาสน์ตระกูล ‘เตชะพิพัฒน์’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาอันเงียบสงบในเขาใหญ่ ปกคลุมด้วยม่านหมอกและอากาศที่หนาวเหน็บตลอดปี ที่นี่คือสถานที่ที่ ‘พราวฟ้า’ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในฐานะ ‘แม่อุ้มบุญ’ ให้กับ ‘ศิรัณย์’ มหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาราวกับรูปสลักน้ำแข็ง พราวฟ้าเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลีได้สำเร็จ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อผู้อุปการะทุนของเธอเกิดล้มละลายกะทันหัน ความฝันที่กำลังจะเอื้อมถึงพังทลายลงในพริบตา จนกระทั่งทนายความของศิรัณย์ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้… เงินก้อนโตที่มากพอจะจ่ายค่าเทอมและค่าครองชีพในอิตาลีตลอดสามปี แลกกับการตั้งครรภ์ทายาทให้กับศิรัณย์ โดยใช้เชื้อของเขาและไข่ของภรรยาเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ตามสัญญา เมื่อเด็กคลอดออกมา พราวฟ้าจะต้องรับเช็ค บินไปมิลานทันที และห้ามกลับมาพบหน้าเด็กคนนี้อีกตลอดชีวิต ตลอดระยะเวลาเก้าเดือนในคฤหาสน์หลังงาม พราวฟ้าพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างกำแพงในหัวใจ เธอท่องจำเสมอว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของเธอ เธอเป็นเพียง ‘ตู้ฟักไข่’ ที่รอวันหมดหน้าที่ ทว่าความผูกพันกลับก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ทุกครั้งที่ลูกดิ้น ทุกครั้งที่เธอร้องเพลงกล่อม ก้อนเนื้อเล็กๆ ในครรภ์ก็ตอบสนองราวกับรับรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับศิรัณย์ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากผู้ชายที่เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องทำงาน ศิรัณย์เริ่มลงมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเธอ เขาคอยสั่งให้แม่บ้านทำอาหารบำรุงครรภ์ ซื้อหนังสือคู่มือคุณแม่มาวางทิ้งไว้ให้ และในคืนที่พราวฟ้าเป็นตะคริวจนร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ศิรัณย์คือคนที่พังประตูห้องเข้ามา นั่งคุกเข่าลงบนพื้นและบีบนวดขาให้เธออย่างอ่อนโยน แววตาที่เคยเย็นชาของเขาในคืนนั้นมีความอาทรซ่อนอยู่จนพราวฟ้าใจสั่น… แต่เธอก็ต้องรีบดับฝันตัวเองลง เพราะรู้ดีว่าเขาทำไปเพื่อ ‘ลูกของเขา’ เท่านั้น จนกระทั่งวันกำหนดคลอดมาถึง… ความเจ็บปวดจากการบีบตัวของมดลูกทำให้พราวฟ้ารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ภายในห้องคลอดของโรงพยาบาลเอกชนระดับวีไอพี ศิรัณย์ยืนอยู่ข้างเตียง สวมชุดปลอดเชื้อ มือหนาของเขากุมมือเล็กๆ ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของพราวฟ้าไว้แน่น…

  • สัญญาหน้าโรงเรียน: กระเป๋าเป้สีฟ้าของเจ้าโชค

    และหน้าที่ที่ไม่มีวันปลดระวาง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องลงมาอาบไล้ป้ายชื่อ “โรงเรียนสิริมงคลวิทยา” เสียงจอแจของเด็กนักเรียนวัยซุกซนดังประสานกับเสียงเครื่องยนต์ของรถที่สัญจรไปมาบนถนนสายหลัก บรรยากาศที่แสนวุ่นวายนี้อาจเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับ ‘ป้าสม’ หรืออดีต ‘ครูสมหมาย’ วัย 67 ปี มันคือเสียงดนตรีที่ต่อลมหายใจให้กับชีวิตในบั้นปลายของเธอ หลังจากเกษียณอายุราชการ บ้านไม้หลังเก่าที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมที่กักขังความเงียบเหงา ลูกชายเพียงคนเดียวของป้าสมไปทำงานและตั้งรกรากอยู่ต่างประเทศ ทิ้งให้เธอต้องเผชิญกับความอ้างว้างจนแทบจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า แต่เพราะจิตวิญญาณของความเป็นครูที่ฝังรากลึก ป้าสมจึงตัดสินใจทิ้งความเงียบเหงาไว้ที่บ้าน และสวมเสื้อกั๊กสะท้อนแสง กลับมาทำหน้าที่เป็น ‘อาสาสมัครพาน้องข้ามถนน’ 4 วันต่อสัปดาห์ (โดยเว้นวันพุธไว้สำหรับไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล) และที่ข้างกายของป้าสม ไม่เคยไร้เงาของ ‘เจ้าโชค’ โชคเป็นสุนัขพันทางสีน้ำตาลแก่ๆ ที่ป้าสมเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่บั้นเอวของมันยังไม่สูงเท่าหัวเข่า ตอนนี้มันกลายเป็นหมาชราที่เดินเชื่องช้าลงตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าโชคโดดเด่นและเป็นที่รักของทุกคน คือ ‘กระเป๋าเป้สีฟ้า’ ใบจิ๋วที่มันสะพายอยู่บนหลัง กระเป๋าใบนี้ป้าสมเย็บดัดแปลงมาจากกระเป๋านักเรียนอนุบาลที่ถูกทิ้ง ติดแถบสะท้อนแสงไว้ด้านนอก ส่วนด้านในบรรจุกล่องปฐมพยาบาลเล็กๆ ยาดม และลูกอมสำหรับเด็กๆ ที่ร้องไห้งอแงก่อนเข้าโรงเรียน “เอ้าๆ หยุดก่อนลูก รอสัญญาณธงจากยายนะ!” เสียงแหบพร่าแต่อนาทรของป้าสมตะโกนก้อง มือเหี่ยวย่นชูธงสีแดงขึ้นสูง รถยนต์ที่วิ่งมาแต่ไกลค่อยๆ ชะลอความเร็วลง “โฮ่ง! โฮ่ง!” เจ้าโชคที่นั่งรอจังหวะอยู่ริมฟุตบาท ส่งเสียงเห่าดังกังวานพร้อมกับก้าวเดินนำหน้าเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ ข้ามทางม้าลาย มันจะเดินขนาบข้างเด็กๆ เสมอ ราวกับเป็นบอดี้การ์ดสี่ขา เมื่อข้ามพ้นฝั่ง มันจะนั่งลง หางแกว่งไกว…

  • (no title)

    เพื่อพิสูจน์รักแท้ แต่จดหมายที่เธอทิ้งไว้กลับตบหน้าผมอย่างจังว่าใครกันแน่ที่โง่เขลาและน่าสมเพชที่สุด! ผมชื่อ ‘กวิน’ นักธุรกิจหนุ่มวัย 35 ปี ผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จจนมีมูลค่าหลักพันล้าน ชีวิตของผมรายล้อมไปด้วยความหรูหรา คอนโดเพนท์เฮาส์ใจกลางสุขุมวิท รถสปอร์ตยุโรป และสังคมไฮโซที่เต็มไปด้วยผู้คนที่สวมหน้ากากเข้าหากัน ด้วยความที่ผมผ่านโลกมาพอสมควรและเคยถูกผู้หญิงหลายคนปอกลอกเพราะความรวย ผมจึงกลายเป็นคนขี้ระแวง หวาดกลัว และสร้างกำแพงสูงลิ่วเพื่อปกป้องตัวเองจากคำว่า “รักแท้แพ้เงินตรา” จนกระทั่งผมได้พบกับ ‘ณิชา’ ณิชาเป็นเด็กสาววัย 23 ปี เพิ่งเรียนจบและเข้ามาทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ในบริษัทเอเจนซี่เล็กๆ เธอเป็นคนร่าเริง สดใส มีรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสว เราบังเอิญเจอกันในร้านกาแฟธรรมดาๆ แห่งหนึ่งตอนที่ผมแกล้งทำตัวเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป เราเริ่มคบกันโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าผมคือมหาเศรษฐี จนกระทั่งความรักสุกงอม ผมจึงตัดสินใจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แทนที่เธอจะตื่นเต้นกับความรวยของผม ณิชากลับยิ้มบางๆ และพูดแค่ว่า “ไม่ว่าพี่กวินจะเป็นใคร พี่ก็คือพี่กวินของณิชานะคะ” คำพูดนั้นควรจะทำให้ผมสบายใจ แต่เปล่าเลย… ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งผมซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม พาเธอไปกินดินเนอร์หรู หรือพาไปเที่ยวต่างประเทศ ความหวาดระแวงในใจผมก็ยิ่งก่อตัวขึ้นเหมือนเมฆดำทะมึน ‘เธอรักผมจริงๆ หรือเปล่า? หรือเธอแค่กำลังเสพติดชีวิตสุขสบายที่ผมปรนเปรอให้?’ ‘ถ้าวันหนึ่งผมล้มละลาย ไม่เหลืออะไรเลย เด็กสาวอายุ 23 ที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกลอย่างเธอ จะยอมกัดก้อนเกลือกินกับผู้ชายแก่กว่าอย่างผมไหม?’ ความสงสัยนั้นกัดกินหัวใจผมจนทนไม่ไหว ผมจึงตัดสินใจสร้าง “บททดสอบ” ที่ผมคิดเอาเองว่าฉลาดที่สุดในโลกขึ้นมา วันหนึ่ง ผมสวมเสื้อยืดเก่าๆ ยับยู่ยี่ ขับรถญี่ปุ่นบุบๆ…

  • รอยร้าวใต้ชายคาและจดหมายที่ซ่อนเร้น: เมื่อความอดทน 40

    วันสิ้นสุดลงด้วยความไร้เดียงสาของลูกชาย สี่สิบวัน… สี่สิบวันเต็มๆ ที่บ้านเดี่ยวสองชั้นอันแสนสงบสุขของฉันถูกแปรสภาพให้กลายเป็น ‘โรงแรมฟรี’ สำหรับ ‘นิตา’ น้องสาวแท้ๆ ของสามี และลูกวัยกำลังซนของเธออีกสองคน ตั้งแต่พวกเขาย้ายเข้ามาด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘กำลังรอผู้รับเหมาปรับปรุงคอนโด’ ชีวิตของฉันก็เหมือนถูกสูบพลังงานไปจนหมดสิ้น ฉันชื่อ ‘รินรดา’ เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนที่ต้องตื่นแต่เช้าฝ่ารถติดไปทำงาน และต้องกลับมาสวมบทแม่ครัว แม่บ้าน และพี่เลี้ยงเด็กในเวลาเดียวกัน ข้าวของในบ้านถูกรื้อค้น โซฟาตัวโปรดเต็มไปด้วยคราบขนม และบิลค่าน้ำค่าไฟที่พุ่งทะยานจนน่าตกใจ แต่ทุกครั้งที่ฉันพยายามจะพูดเรื่องนี้กับ ‘ภควัต’ สามีของฉัน เขาก็มักจะตัดบทด้วยประโยคคลาสสิกที่ว่า “ทนหน่อยน่าริน นิตาก็แค่น้องสาว ครอบครัวต้องมาก่อนเสมอแหละ” เย็นวันนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำเต็มไปด้วยความวุ่นวายตามปกติ ลูกๆ ของนิตากำลังตักมักกะโรนีอบชีสที่ฉันเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เข้าปากสลับกับส่งเสียงโหวกเหวก นิตานั่งเขี่ยหน้าจอสมาร์ทโฟนด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ส่วนภควัตก็กำลังจิบน้ำเย็นพลางดูข่าวในทีวี มีเพียง ‘น้องต้นไม้’ ลูกชายวัยห้าขวบของฉันที่นั่งกินข้าวอย่างเงียบๆ และเรียบร้อย จู่ๆ นิตาก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเป็นเรื่องที่น่าหนักใจนักหนา “พี่วัตคะ นิตาเพิ่งคุยกับช่างเมื่อกี้ เขาบอกว่าคิวงานรวนไปหมดเลย วัสดุก็ยังส่งมาไม่ครบ…” นิตาเว้นจังหวะ พลางตักมักกะโรนีเข้าปากอย่างรำเพย “นิตากับเด็กๆ คงต้องรบกวนอยู่ที่นี่ต่ออีกสักเดือนนะคะ” คำว่า ‘อีกสักเดือน’ เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางหัวใจของฉัน ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะอ้าปากคัดค้าน เพราะข้อตกลงตอนแรกคือแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่เสียงของฉันจะหลุดออกจากลำคอ ภควัตก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว…

  • เงาคนใต้แสงไฟและหัวใจแม่พระ: เมื่อพยาบาลอุ้มท้องแก่เสี่ยงตายแบกชายชราข้างถนน

    สู่การเปิดโปงความลับสีเลือดที่สั่นสะเทือนทั้งกรุงเทพมหานคร เช้าตรู่วันจันทร์ในกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความวุ่นวายและควันพิษที่ลอยคลุ้ง รถยนต์ติดขัดยาวเหยียดบนถนนสุขุมวิท ทว่าหน้าโรงพยาบาลเอกชนระดับซูเปอร์วีไอพีอย่าง ‘อัครเมดิคอลเซ็นเตอร์’ กลับดูหรูหรา โอ่อ่า และตัดขาดจากโลกแห่งความจริงภายนอกอย่างสิ้นเชิง พื้นหินอ่อนหน้าประตูทางเข้าขัดเงาวับจนสะท้อนเงาของบรรดาเศรษฐีและผู้ดีที่เดินเข้าออก ‘นลิน’ พยาบาลอาสาสมัครวัยสามสิบสองปี ยืนปาดเหงื่ออยู่ริมฟุตบาท หน้าท้องของเธอที่นูนป่องบ่งบอกถึงอายุครรภ์ที่เข้าสู่เดือนที่แปดแล้ว แม้ร่างกายจะอุ้ยอ้ายและเหนื่อยล้าจากการทำงานอาสาสมัครกะดึก แต่จิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้ของเธอยังคงเปี่ยมล้น เธอแวะมาที่นี่เพียงเพื่อส่งเอกสารส่งตัวคนป่วยยากไร้ตามโควตาของมูลนิธิ แต่แล้ว สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งที่นอนคุดคู้กลิ้งอยู่บนพื้นฟุตบาทหน้าทางขึ้นโรงพยาบาล ร่างนั้นคือชายชราที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบโคลนและของเสีย กลิ่นเหม็นสาบสางโชยมาแต่ไกลจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องยกมือขึ้นปิดจมูกและเดินเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น เส้นผมหงอกขาวพันกันยุ่งเหยิง ร่างกายผอมโซนั้นสั่นเทาอย่างรุนแรง เขากำลังหอบหายใจรวยริน มือเหี่ยวย่นพยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าขอความช่วยเหลือ “เฮ้ย! ลุง! ไปนอนตรงอื่นเลยไป! ที่นี่ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะนะเว้ย!” เสียงตะคอกตวาดดังก้องมาจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาล ชายฉกรรจ์สองคนในชุดเครื่องแบบเนี๊ยบกริบเดินตรงรี่เข้ามาพร้อมกระบองยาง พวกเขาใช้เท้าเขี่ยร่างของชายชราอย่างรังเกียจราวกับว่าเขาเป็นเพียงเศษขยะที่ไร้ค่า “อย่าทำเขานะคะ!” นลินตะโกนสุดเสียง เธอรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปขวางหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสองคน สัญชาตญาณความเป็นแม่และสัญชาตญาณพยาบาลของเธอทำงานพร้อมกัน เธอไม่สนว่าผู้ชายคนนี้จะสกปรกแค่ไหน หรือกลิ่นของเขาจะเหม็นสาบเพียงใด เธอทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ ชายชราโดยไม่ห่วงชุดคลุมท้องที่เปื้อนคราบฝุ่น “คุณพยาบาล หลบไปเถอะครับ ปล่อยให้พวกผมจัดการเอง ไอ้นี่มันคนบ้าจรจัด มานอนขวางหน้าโรงพยาบาลแบบนี้ แขกวีไอพีของเราเสียสุขภาพจิตหมด!” ยามคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เขาเป็นมนุษย์นะคะ! ไม่เห็นหรือไงว่าเขากำลังช็อก! ชีพจรเขาอ่อนมาก ถ้าปล่อยไว้เขาตายแน่!” นลินตอกกลับด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว เธอใช้มือที่สั่นเทาจับชีพจรที่ลำคอของชายชรา มันเต้นแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ ร่างกายของเขาเย็นเฉียบ ไม่มีเวลาให้ลังเล นลินตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนรอบข้างต้องเบิกตาค้าง หญิงอุ้มท้องแปดเดือนพยุงร่างที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกของชายชราขึ้นมาพาดบ่า…

  • เช็คหย่า 250 ล้านดอลลาร์กับคำพิพากษาว่า ‘ลูกโง่’:

    สู่การกลับมาของอัจฉริยะเงาที่จะบดขยี้อาณาจักรของพ่อให้ย่อยยับ! บรรยากาศในคฤหาสน์หรูหราของตระกูล ‘ศิริโภคิน’ เงียบงันจนน่าอึดอัด บนโต๊ะกระจกเจียระไนราคาแพงระยับมีกระดาษสองแผ่นวางอยู่… ใบหนึ่งคือหนังสือหย่า และอีกใบคือเช็คเงินสดมูลค่า **250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ** (ราวแปดพันกว่าล้านบาท) “เซ็นซะ พิมพ์ดาว แล้วก็ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสของ **‘กวินทร์’** มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศผู้เป็นสามี เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา ข้างกายของเขามี **‘รดา’** ดาราสาวดาวรุ่งที่กำลังซบไหล่กว้างพลางส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ฉันอย่างไม่ปิดบัง ฉันมองผู้ชายที่ฉันร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างอาณาจักรธุรกิจ ‘เค.วี. คอร์ปอเรชั่น’ มาด้วยกันตั้งแต่เรายังไม่มีอะไร แต่พอเขามีอำนาจล้นฟ้า เขากลับเลือกที่จะถีบหัวส่งฉันเพื่อไปคว้าผู้หญิงที่เด็กกว่า “คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมกวินทร์?” ฉันถามเสียงเรียบ แม้ในใจจะแหลกสลาย แต่ศักดิ์ศรีทำให้ฉันไม่ยอมบีบน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว “แน่ใจยิ่งกว่าแน่! ฉันเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงจืดชืดอย่างเธอ และที่สำคัญ…” กวินทร์ปรายตามองไปที่มุมห้อง เด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังนั่งต่อเลโก้เงียบๆ ไม่สนใจโลกภายนอกคือ **‘พชร’** ลูกชายแท้ๆ ของเรา “ฉันไม่อยากมีทายาทเป็นเด็กออทิสติก ไอคิวต่ำ ที่วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อหรอกนะ! เอาเงินก้อนนี้ไปซะ มันมากพอให้เธอเลี้ยงไอ้เด็กทึ่มนี่ไปได้ทั้งชาติโดยไม่ต้องมากวนใจฉันอีก!” คำว่า ‘เด็กทึ่ม’ และ ‘ไอคิวต่ำ’ เหมือนมีดกรีดลงกลางหัวใจของคนเป็นแม่ พชรไม่ได้โง่ เขาแค่มีโลกส่วนตัวสูงและหมกมุ่นกับตัวเลขและโค้ดดิ่งในแบบที่กวินทร์ไม่มีวันเข้าใจ ฉันหยิบปากกาตวัดลายเซ็นลงบนใบหย่าอย่างไม่ลังเล คว้าเช็ค 250 ล้านดอลลาร์มาเก็บไว้ในกระเป๋า…

  • **วิมานลวงหลังม่านหรู: เมื่อราชินีในฝันของสามี

    ต้องกลายเป็นนางทาสก้นครัวท่ามกลางไฟริษยาของแม่ผัว** แสงไฟระย้าจากแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายวับวาว สะท้อนความโอ่อ่าของ ‘คฤหาสน์ศิริโภคา’ ตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจ สำหรับ **กฤต** นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียว ที่นี่คือวิมานที่เขาตั้งใจสร้างไว้เพื่อต้อนรับ **พลอยใส** หญิงสาวธรรมดาที่มีจิตใจงดงาม ผู้ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาเป็น ‘นายหญิง’ ของบ้านหลังนี้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน “พี่ต้องไปดูงานที่ยุโรปหนึ่งเดือนเต็ม พลอยอยู่ที่นี่ในฐานะราชินีของพี่ ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะครับ ไม่ต้องหยิบจับอะไรทั้งนั้น ให้เด็กใช้มันทำไป” กฤตจุมพิตกระหม่อมภรรยาสาวอย่างแสนรัก ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับ **คุณหญิงรัตนวดี** ผู้เป็นมารดา “ฝากดูแลพลอยด้วยนะครับคุณแม่” “ไม่ต้องห่วงหรอกตากฤต แม่จะดูแลสะใภ้คนนี้… ‘เป็นอย่างดี’ เลยล่ะ” รอยยิ้มละมุนละไมฉาบบนใบหน้าของคุณหญิง ทว่าแววตากลับเยียบเย็นจนน่าขนลุก กฤตเดินทางจากไปพร้อมกับภาพจำที่สวยงาม เขาวาดฝันว่าภรรยาของเขาคงกำลังนั่งจิบชาในสวนกุหลาบ หรือไม่ก็เดินช้อปปิ้งด้วยบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินที่เขาทิ้งไว้ให้ แต่กฤตไม่มีทางรู้เลยว่า ทันทีที่รถยุโรปคันหรูของเขาแล่นพ้นประตูรั้วเหล็กดัดไป หน้ากากแห่งความเมตตาของคุณหญิงรัตนวดีก็ถูกกระชากออกจนหมดสิ้น! “ถอดชุดผ้าไหมราคาแพงนั่นออกซะ นังกาฝาก!” เสียงตวาดกร้าวของคุณหญิงดังลั่นห้องโถง พลอยใสสะดุ้งสุดตัว หันไปมองแม่สามีด้วยความตกตะลึง ข้างกายคุณหญิงคือ **พิมพา** หลานสาวจอมริษยาที่หวังจะจับกฤตมาตลอด พิมพาเดินเข้ามากระชากสร้อยเพชรบนคอของพลอยใสออกอย่างแรงจนรอยแดงเถือกปรากฏขึ้นบนผิวขาวจัด “คนชั้นต่ำอย่างแก ไม่มีสิทธิ์มาเสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูลศิริโภคา จำใส่กะโหลกไว้ว่าที่แกได้แต่งงานกับพี่กฤต ก็เพราะเขาหลงเสน่ห์ยาแฝดของแก แต่ที่นี่… แกมันก็แค่นังคนใช้!” ตั้งแต่วันนั้น วิมานในฝันก็แปรสภาพเป็นขุมนรก พลอยใสถูกยึดโทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต และเสื้อผ้าหรูหราทั้งหมด เธอถูกไล่ให้ไปนอนในห้องเก็บของชื้นแฉะหลังคฤหาสน์ และถูกบังคับให้ทำงานหนักยิ่งกว่าทาส งานที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกส่งตัวไปอยู่ใน ‘ครัวเก่า’…

  • โจ๊กอุ่นรักกับสี่ทายาทไร้บ้าน: เมื่อความเมตตาของพ่อค้าใบ้

    พลิกชะตาชีวิตและนำพาขบวนรถหรูกลับมาตอบแทนพระคุณ! I. โจ๊กชามเก่าและสี่ชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง เสียงล้อรถเข็นคันเก่าฝืดฝืนดังเอี๊ยดอ๊าดฝ่าความมืดมิดของตรอกซอกซอยย่านสลัมใจกลางกรุงเทพฯ “ลุงชิด” ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเสมอ กำลังเข็นรถขายโจ๊กหมูคันเก่งกลับที่พัก ลุงชิดเป็นคนเงียบขรึม… ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากพูด แต่เพราะเขา ‘เป็นใบ้’ มาตั้งแต่กำเนิด โลกของเขาเงียบสงบ แต่หัวใจของเขากลับส่งเสียงดังลั่นไปด้วยความเมตตา ทุกๆ เที่ยงคืน เมื่อหม้อโจ๊กเริ่มงวดลง ลุงชิดจะเข็นรถมาจอดที่ใต้สะพานลอยเก่าๆ ที่นั่นมีดวงตาหิวโหยสี่คู่รอคอยเขาอยู่เสมอ พวกเขาคือเด็กเร่ร่อนสี่คนที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร “ภาม” เด็กชายคนโตวัย 12 ปี ผู้คอยปกป้องน้องๆ “รินทร์” เด็กหญิงวัยมัธยมหน้าตาเอาเรื่องที่ทำตัวห้าวหาญเพื่อความอยู่รอด “นที” เด็กชายสวมแว่นตาแตกๆ ที่ชอบเก็บหนังสือพิมพ์เก่ามานั่งอ่าน และ “มะลิ” เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียง 5 ขวบที่ผอมโซจนเห็นซี่โครง ลุงชิดไม่เคยไล่พวกเขาไปไหน ชายร่างเล็กจะตักโจ๊กเนื้อเนียนนุ่ม ใส่หมูสับชิ้นโตๆ และไข่ลวกจนล้นชาม ยื่นให้เด็กทั้งสี่คนกินจนอิ่มหนำทุกคืน เขาใช้ภาษามือที่พวกเด็กๆ พอจะเดาออกว่า “กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ” พร้อมกับลูบหัวพวกเขาด้วยความรัก แม้ลุงชิดจะยากจน แต่เขาก็เจียดเงินที่ได้จากการขายโจ๊ก ซื้อสมุด ดินสอ และรองเท้าแตะคู่ใหม่ให้เด็กพวกนี้เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าได้ลงพื้นที่และขอรับตัวเด็กทั้งสี่ไปดูแลเพื่อส่งเสียให้เรียนหนังสือในเมืองหลวง ในวันจากลา มะลิกอดขาลุงชิดร้องไห้จ้า ภามจับมือที่หยาบกร้านของลุงชิดไว้แน่นพร้อมให้คำมั่นสัญญา “ลุงชิดครับ… ลุงรอพวกเรานะ สักวันหนึ่ง พวกเราจะกลับมาตอบแทนบุญคุณโจ๊กทุกชามของลุงให้ได้!” ลุงชิดเพียงแค่ยิ้มกว้าง…

  • ตั๋วเฟิร์สคลาสเที่ยวบินสู่ขุมนรก: รอยยิ้มอาบยาพิษ แชมเปญรสขม

    และการแก้แค้นเหนือเมฆของภรรยาหลวงที่ปลายประตูเครื่องบิน แสงไฟสีทองอบอุ่นของเลานจ์ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้ทำให้จิตใจของ ‘ธีรภัทร’ อบอุ่นเท่ากับความตื่นเต้นที่กำลังสูบฉีดอยู่ในสายเลือด นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบห้าผู้เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ กำลังเอนหลังจิบกาแฟอย่างอารมณ์ดี โดยมี ‘รินรดา’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีที่สวยสะพรั่งดั่งดอกไม้แรกแย้ม นั่งคลอเคลียอยู่เคียงข้าง ธีรภัทรเพิ่งบอกลา ‘นลิน’ ภรรยาที่แต่งงานกันมานานกว่าสิบปีเมื่อเช้านี้เอง เขาสวมกอดเธอที่หน้าประตูบ้านในกรุงเทพฯ พร้อมกับปั้นหน้าขึงขัง บอกเล่าถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องบินไปเจรจาธุรกิจระดับพันล้านที่เมืองมอนเตร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก นลินยังคงเป็นภรรยาที่แสนดี เธอจัดกระเป๋าให้เขาอย่างเรียบร้อย รูดซิปเสื้อโค้ท และอวยพรให้เขาเดินทางโดยสวัสดิภาพ เขาหัวเราะเยาะในใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของภรรยาตัวเอง นลินไม่มีทางรู้เลยว่า การประชุมที่มอนเตร์เรย์นั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า แท้จริงแล้วเขากำลังพารินรดา ชู้รักที่ซ่อนเร้นมานานนับปี บินลัดฟ้าไปเสวยสุขที่ปารีสต่างหาก สิบห้าชั่วโมงบนเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส และอีกสัปดาห์เต็มๆ ในโรงแรมหรูริมแม่น้ำแซน… ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างไร้ที่ติ “ตื่นเต้นจังเลยค่ะพี่ภัทร รินไม่เคยนั่งเฟิร์สคลาสไปยุโรปมาก่อนเลย” รินรดากระซิบเสียงหวาน พลางซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา “เพื่อริน พี่จัดให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้วครับ ไปกันเถอะ ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว” ธีรภัทรยิ้มกริ่ม คว้าแขนหญิงสาวเดินตรงไปยังประตูทางออกขึ้นเครื่องด้วยท่วงท่าของผู้ชนะที่กุมหมากทุกตัวไว้ในมือ แต่แล้ว… ความรู้สึกพองโตราวกับลูกโป่งที่ลอยอยู่บนฟ้าของธีรภัทร ก็ถูกเข็มเล่มเล็กๆ เจาะจนแตกดังโพละในเสี้ยววินาที เมื่อทั้งสองเดินผ่านงวงช้างและก้าวเท้าไปถึงหน้าประตูเคบินชั้นเฟิร์สคลาส ผู้โดยสารระดับวีไอพีมักจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสมอ ธีรภัทรเตรียมจะส่งยิ้มทรงเสน่ห์ให้แอร์โฮสเตสเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่า… รอยยิ้มของเขากลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากลำคออย่างแรง ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ตรงหลังเคาน์เตอร์ต้อนรับ รวบผมตึงเป๊ะ สวมริมฝีปากสีแดงสด และอยู่ในชุดยูนิฟอร์มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ตัดเย็บอย่างประณีต ไม่ใช่ใครอื่น……

  • **รอยร้าวบนจานใบเก่ากับหยาดน้ำตา: สิ้นสุดยุคแม่ผัวใจร้าย

    เมื่อทนายเทวดาที่คลานเข่าไปกราบกราน คือพี่ชายแท้ๆ ของสะใภ้ก้นครัว** คฤหาสน์ตระกูล ‘ศิริไพศาล’ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง ความหรูหราโอ่อ่าของมันสะท้อนถึงฐานะและหน้าตาทางสังคมของ **‘คุณหญิงวิไลลักษณ์’** ผู้เป็นนายหญิงแห่งบ้านหลังนี้ ทว่าภายใต้ฉากหน้าอันวิจิตรตระการตา กลับซ่อนความเน่าเฟะทางจิตใจที่กระทำต่อ **‘บัวบูชา’** หญิงสาวชาวดอยจากภาคเหนือ ผู้มีศักดิ์เป็นถึง ‘ลูกสะใภ้’ ของบ้าน บัวบูชาแต่งงานกับ **‘ภาคิน’** ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงวิไลลักษณ์ ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เธอไม่เคยสนใจเรื่องฐานะ แต่สำหรับคุณหญิงวิไลลักษณ์ บัวบูชาคือ ‘กาฝาก’ คือผู้หญิงบ้านนอกคอกนาที่ใช้มนต์ดำหรือยาแฝดทำเสน่ห์ใส่ลูกชายของตนให้หลงใหลจนยอมจดทะเบียนสมรสด้วย แม้ภาคินจะรักบัว แต่เขาก็เป็นผู้ชายหัวอ่อนที่ไม่กล้าขัดใจแม่ เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงมักจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ภรรยาต้องเผชิญกับความโหดร้ายเพียงลำพัง ### **จานบานร้าวและข้าวคลุกน้ำตาข้างถังขยะ** บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนอบอ้าว บัวบูชากำลังง่วนอยู่กับการซักผ้ากองโตด้วยมือตามคำสั่งของแม่ผัว ร่างกายที่ผอมบางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ท้องของเธอร้องประท้วงเพราะยังไม่มีข้าวตกถึงท้องตั้งแต่เช้า “นี่นังบัว! ซักเสร็จหรือยัง มัวแต่อู้ระวังฉันจะไล่แกกลับไปกินดินกินหญ้าที่บ้านนอกของแกนะ!” เสียงแหลมปรี๊ดของคุณหญิงวิไลลักษณ์ดังมาจากระเบียงชั้นสอง “ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณแม่” บัวบูชาตอบเสียงแผ่ว เมื่อซักผ้าเสร็จ หญิงสาวเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาข้าวกิน ทว่ากับข้าวที่เหลือบนโต๊ะกลับถูกเททิ้งลงถังขยะไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษข้าวสวยก้นหม้อที่เริ่มเย็นชืด บัวบูชาถอนหายใจ เธอหยิบจานกระเบื้องใบเก่าที่มีรอยบิ่นและร้าวตรงขอบขึ้นมาตักข้าวใส่ หวังจะกินรองท้องกับน้ำปลา “ใครอนุญาตให้แกใช้จานใบนั้นฮะ!” คุณหญิงวิไลลักษณ์เดินเข้ามาในครัวพร้อมกับสาวใช้คนสนิท หล่อนปรี่เข้ามากระชากจานข้าวในมือของบัวบูชา แล้วปาลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นสองซีก ข้าวสวยหกเกลื่อนกลาดพื้นกระเบื้อง “คุณแม่…” บัวบูชาน้ำตาคลอ “แกมันก็แค่คนชั้นต่ำ นังลูกชาวนา! จานในตู้ของฉันมีแต่ของแพงๆ…

Back to top button
error: Content is protected !!