News
-
วิวาห์ลวงซ่อนทายาทหมื่นล้าน: เมื่อแม่เลี้ยง
ใจร้ายบังคับให้แต่งงานกับชายยาจก สู่การแก้แค้นที่สั่นสะเทือนทั้งตระกูล! “ถ้านังไม่อยากเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปตัวเปล่าๆ โดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่สตางค์แดงเดียว… แกก็ต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นซะ!” เสียงตวาดแหลมปรี๊ดของ ‘คุณหญิงพิมแข’ แม่เลี้ยงใจร้ายผู้สวมสร้อยเพชรเม็ดโตดังก้องไปทั่วห้องรับแขกสุดหรูของคฤหาสน์ตระกูลศิริทรัพย์ เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่นำเข้าจากอิตาลีด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและจองหอง ข้างกายของเธอคือ ‘เจนจิรา’ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังนั่งตะไบเล็บและเหยียดยิ้มเยาะเย้ยอย่างสะใจ เบื้องหน้าของพวกเธอคือ ‘ลลิตา’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ทายาทสายเลือดแท้ๆ เพียงคนเดียวของ ‘เจ้าสัวธนา’ ผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์และธุรกิจส่งออกมูลค่าหลายพันล้านแห่งนี้ ทว่าบัดนี้ ลลิตากลับต้องยืนกำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความโกรธแค้นและไร้หนทางสู้ เพราะตั้งแต่ที่เจ้าสัวธนาผู้เป็นพ่อล้มป่วยกะทันหันจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา อำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างในบ้านและบริษัทก็ตกไปอยู่ในมือของคุณหญิงพิมแข ผู้ซึ่งเผยธาตุแท้ความโหดร้ายออกมาในทันที “คุณป้าทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ! ลิตาเป็นลูกสาวของพ่อ ลิตามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ คุณป้าไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้ลิตาแต่งงานกับใครก็ไม่รู้!” ลลิตาเถียงกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ทำไมฉันจะทำไม่ได้ฮะ นังลิตา!” คุณหญิงพิมแขลุกขึ้นยืนตบโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น “พ่อของแกนอนเป็นผักอยู่โรงพยาบาล ค่ารักษาเดือนละเป็นล้านก็เงินฉัน! หุ้นในบริษัทตอนนี้ฉันก็ถือครองมากกว่าแก ถ้านังไม่อยากให้ฉันถอดสายออกซิเจนพ่อแกทิ้ง แกก็ต้องทำตามที่ฉันสั่ง!” คำขู่เรื่องชีวิตของพ่อเปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่จ่อเข้าที่คอหอยของลลิตา หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก “แล้ว… ผู้ชายที่คุณป้าจะให้ลิตาแต่งงานด้วย… เขาเป็นใครคะ” เจนจิราหัวเราะเสียงแหลม ก่อนจะพยักหน้าให้คนรับใช้เปิดประตูห้องรับแขก “เข้ามาสิยะ ‘ว่าที่ลูกเขย’ ของตระกูลศิริทรัพย์!” ประตูไม้สักบานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินก้าวเข้ามาในห้อง สภาพของเขาทำให้ลลิตาถึงกับเบิกตากว้าง เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีมอๆ ที่มีคราบน้ำมันเครื่องเปื้อนเป็นจุดๆ กางเกงยีนส์ขาดรุ่ย และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยไรหนวดเคราครึ้มและคราบเขม่าควัน เขาดูกระดำกระด่างราวกับกรรมกรก่อสร้างหรือช่างซ่อมรถข้างถนนที่เพิ่งเลิกงาน “นี่ไงล่ะ ว่าที่สามีของแก นังลิตา!”…
-
ถ้วยชามรณะกับความลับใต้คฤหาสน์: คืนที่ฉันแกล้งหลับ
สู่การเปิดโปงขุมนรกของพี่ชายจอมปลอมที่กักขังพ่อแท้ๆ ไว้ในกรงใต้ดิน! กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกคาโมมายล์และสมุนไพรจีนลอยกรุ่นขึ้นมาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวขอบทอง มันเป็นกลิ่นที่ฉันคุ้นเคยมาตลอดสามปีเต็ม นับตั้งแต่เกิด ‘อุบัติเหตุไฟไหม้’ ที่พรากชีวิตพ่อแม่และทำลายความทรงจำบางส่วนของฉันไป ‘ดาริน’ คือชื่อของฉัน และผู้ชายที่มีรอยยิ้มอบอุ่น ผู้ซึ่งกำลังถือถาดชาเดินเข้ามาในห้องนอนที่หรูหราของฉันในค่ำคืนนี้ คือ ‘ชวิน’ พี่ชายบุญธรรมที่แสนดี ผู้รับช่วงต่อบริหารอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านของตระกูล และคอยดูแลฉันที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและหวาดระแวงอย่างทะนุถนอม “ดื่มชาเสียหน่อยนะริน คืนนี้จะได้หลับสนิท ไม่ฝันร้าย” ชวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาลูบหัวฉันเบาๆ อย่างที่เคยทำทุกคืน สายตาของเขาช่างดูห่วงใยและเปี่ยมไปด้วยความรัก ฉันรับถ้วยชามาถือไว้ ส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “ขอบคุณค่ะพี่ชวิน ถ้าไม่ได้พี่ รินก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง” ชวินยืนรอจนกระทั่งฉันยกถ้วยชาขึ้นจิบ เขาถึงได้ยิ้มอย่างพอใจ หมุนตัวเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูลงกลอนให้อย่างแน่นหนา ทันทีที่เสียงฝีเท้าของเขาเงียบหายไป รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันก็จางหายไปเช่นกัน ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ร่างกายของฉันอ่อนเพลียอย่างไร้สาเหตุ ความทรงจำที่ควรจะค่อยๆ ฟื้นคืนกลับถูกบดบังด้วยหมอกควันสีเทา และที่สำคัญ… ต้นไม้ประดับในกระถางริมระเบียงที่ฉันแอบเทชาทิ้งลงไปเมื่อคืนก่อน กลับมีสภาพเหี่ยวเฉาและตายลงอย่างรวดเร็วราวกับถูกยาพิษ! คืนนี้ ฉันตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ฉันไม่ได้กลืนชาลงคอ แต่แอบบ้วนมันทิ้งลงในผ้าเช็ดหน้าและเทส่วนที่เหลือลงในท่อระบายน้ำในห้องน้ำ จากนั้นก็กลับมานอนห่มผ้าบนเตียง แกล้งหลับตาและปรับจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอราวกับคนที่ตกอยู่ในห้วงนิทรา เวลาผ่านไปจนกระทั่งนาฬิกาโบราณที่โถงทางเดินตีบอกเวลาเที่ยงคืนตรง… เสียง ‘แกร๊ก’ เบาๆ ดังขึ้นที่ประตูห้องนอนของฉัน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบา ชวินเดินเข้ามาในห้อง เขายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงฉันเป็นเวลานาน นานจนฉันรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา เขาโน้มหน้าลงมาใกล้จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจ ก่อนที่เขาจะแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ…
-
น้ำตาสายเลือดมังกร: ปริศนาเด็กน้อยหน้าหลุมศพ
สู่การเปิดโปงความลับสีเลือดและการทวงคืนความยุติธรรมที่สะเทือนทั้งตระกูล! บทที่ 1: เงาปริศนาท่ามกลางสายฝน ท้องฟ้าเหนือสุสานประจำตระกูล ‘อัครมหาศาล’ ถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับฟ้ากำลังร่ำไห้ให้กับความสูญเสียที่ไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของ ‘ภาคิน’ มหาเศรษฐีหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ประธานกรรมการบริหารเครือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ วันนี้คือวันครบรอบการจากไปปีที่ห้าของ ‘ณิชา’ ภรรยาผู้เป็นดั่งดวงใจของเขา ณิชาจากไปในอุบัติเหตุรถยนต์ไฟไหม้ที่ต่างจังหวัด ทิ้งให้ภาคินต้องจมอยู่กับความทุกข์ระทมและกลายเป็นคนเย็นชา ไร้หัวใจ เขาเชื่อมาตลอดว่าการตายของเธอคืออุบัติเหตุอันโหดร้าย และที่เจ็บปวดที่สุดคือ พวกเขาไม่มีทายาทสืบสกุลไว้เป็นตัวแทนความรักเลยแม้แต่คนเดียว รถลีมูซีนสีดำจอดสนิทที่หน้าทางเข้าสุสาน ภาคินก้าวลงจากรถพร้อมร่มสีดำในมือ บอดี้การ์ดหลายสิบนายเตรียมจะเดินตาม แต่เขายกมือห้ามไว้ “ฉันอยากอยู่กับเธอตามลำพัง… พวกนายรออยู่นี่” ภาคินเดินย่ำไปบนพื้นหญ้าเปียกชื้น มุ่งหน้าไปยังหลุมศพหินอ่อนสีขาวที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทว่า เมื่อเขาเดินฝ่าม่านฝนเข้าไปใกล้ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลับทำให้สองขาของมหาเศรษฐีหนุ่มต้องหยุดชะงัก ร่างกายกำยำแข็งทื่อราวกับถูกสาป! หน้าป้ายหินอ่อนที่สลักชื่อ ‘ณิชา อัครมหาศาล’… ปรากฏร่างของ เด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝด วัยประมาณเก้าขวบในชุดนักเรียนเก่าๆ ที่เปียกปอน ทั้งสองกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นโคลน มือเล็กๆ พนมไหว้พร้อมกับวางพวงมาลัยดอกมะลิที่บอบช้ำลงหน้าหลุมศพ “แม่จ๋า… วันนี้ตะวันกับฟ้าใสสอบได้ที่หนึ่งอีกแล้วนะจ๊ะ” เสียงเล็กๆ ของเด็กชายที่ชื่อตะวันสั่นเครือแข่งกับเสียงสายฝน “แม่ไม่ต้องห่วงพวกเรานะ ป้าชื่นดูแลเราดีมาก แต่ฟ้าใส… ฟ้าใสคิดถึงแม่เหลือเกินจ้ะ เมื่อไหร่ฟ้าใสจะได้กอดแม่อีก” เด็กหญิงที่ชื่อฟ้าใสสะอื้นไห้ ก่อนจะก้มลงกราบแทบแผ่นหินอ่อน “แม่!” คำเรียกขานนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางหัวใจของภาคิน! ณิชา… ภรรยาของเขามีลูกงั้นหรือ? แถมยังเป็นเด็กแฝดที่หน้าตาถอดแบบมาจากเขาสมัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!…
-
รอยแผลเป็นแห่งความภักดี สู่คำพิพากษาพลิกชะตา:
เมื่อคำขู่ไล่ลงถนนของสามีจอมปลอม ถูกบดขยี้ด้วยรอยกรีดเลือดที่สร้างอาณาจักรหมื่นล้าน! บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในเช้าวันนั้น เต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียดจนแทบจะจับต้องได้ แอร์ที่เย็นเฉียบไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความเดือดดาลที่แฝงอยู่ในความเงียบงันเลยแม้แต่น้อย ที่ฝั่งโจทก์ ‘เตชัส’ นักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรง ซีอีโอแห่ง ‘ออร่า สกินแคร์’ อาณาจักรเครื่องสำอางระดับพันล้าน นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสง่างามและเย่อหยิ่ง สวมสูทอาร์มานีสั่งตัดพอดีตัว ข้างกายเขาคือ ‘ชาช่า’ ดาราสาวดาวรุ่งและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของบริษัท ที่วันนี้มาในฐานะ ‘ชู้รัก’ อย่างเปิดเผย เธอสวมเดรสรัดรูปสีแดงสดราวกับตั้งใจจะเย้ยหยันศาลและกฎหมายศีลธรรม ชาช่านั่งเกาะแขนเตชัส กระซิบกระซาบและส่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับกำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่ ไม่ใช่ศาล ส่วนที่ฝั่งจำเลย… ‘น้ำหนึ่ง’ หญิงสาววัยสามสิบสองปี นั่งนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นหิน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทย เธอกลับสวมเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าแขนยาวทับด้วยเสื้อโค้ทตัวหนาสีทึบ ปิดบังร่างกายมิดชิดตั้งแต่ลำคอจรดข้อเท้า ใบหน้าที่เคยสวยหวานบัดนี้ซูบซีดและไร้เครื่องสำอาง เธอคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเตชัส ผู้หญิงที่ร่วมหัวจมท้ายกับเขามาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเพียงพนักงานขายหนี้สินล้นพ้นตัว วันนี้คือวันพิจารณาคดีฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส “ศาลที่เคารพครับ” ทนายความของเตชัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “ฝ่ายโจทก์ขอเสนอหลักฐานยืนยันว่า ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ออร่า สกินแคร์ คฤหาสน์ย่านสุขุมวิท และรถยนต์หรูอีกสี่คัน ล้วนได้มาจากการบริหารงานและน้ำพักน้ำแรงของคุณเตชัสเพียงผู้เดียว จำเลยเป็นเพียงแม่บ้านที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ ไม่เคยปรากฏตัวในที่ประชุม ไม่เคยมีชื่อในบอร์ดบริหาร การเรียกร้องสินสมรสครึ่งหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งครับ” เตชัสยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ เขาโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้น้ำหนึ่ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจและเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง “ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมน้ำหนึ่ง… บริษัทและบ้านเป็นของฉัน แกเตรียมตัวไปนอนข้างถนนได้เลย!” เตชัสกระซิบลอดไรฟันด้วยความสะใจ ชาช่าที่นั่งอยู่ข้างๆ เหยียดยิ้มเย้ยหยัน “สภาพป้าเฉิ่มๆ แบบพี่เนี่ย…
-
บทเรียนสีเลือดแห่งตระกูลมหาเศรษฐี: เมื่อ ‘ลูกเขยกระจอก
‘ ที่ถูกด่าทอเหยียดหยามทุกวัน กลายเป็นแสงสว่างสุดท้ายในวันที่ครอบครัวล้มละลายและถูกทอดทิ้งอย่างหมาข้างถนน! คฤหาสน์ตระกูล ‘เกียรติธำรงค์’ สว่างไสวไปด้วยแสงไฟระย้าจากแชนเดอเลียร์คริสตัลราคาหลายล้านบาท ค่ำคืนนี้คืองานเลี้ยงฉลองครบรอบหกสิบปีของ ‘เจ้าสัวสมภพ’ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจนำเข้าอะไหล่ยนต์รายใหญ่ของประเทศ แขกเหรื่อในงานล้วนเป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้า สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมและเครื่องประดับเพชรระยิบระยับ ทว่าท่ามกลางความหรูหราฟู่ฟ่านั้น กลับมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูแปลกแยกอย่างสิ้นเชิง ‘เมฆ’ ชายหนุ่มวัยสามสิบปีในชุดสูทเช่าราคาถูกที่ไซส์ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย กำลังยืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง เขากำแก้วน้ำในมือแน่น พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมฆเป็นเพียงช่างซ่อมรถยนต์ในอู่เล็กๆ ซอมซ่อ แต่โชคชะตาหรืออาจจะเรียกว่าความรักที่บริสุทธิ์ ทำให้เขาได้แต่งงานกับ ‘ฟ้าใส’ ลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวสมภพและคุณหญิงรัตนาวดี แน่นอนว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากการขัดใจพ่อแม่ขั้นเด็ดขาดของฟ้าใส และมันแลกมาด้วยการที่เมฆต้องกลายเป็น ‘กระโถนรองรับอารมณ์’ ของพ่อตาแม่ยายทุกวินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ “นี่น่ะเหรอ ลูกเขยของเจ้าสัวสมภพ? เห็นลือกันว่าเป็นแค่ช่างซ่อมรถเปื้อนน้ำมันเครื่อง ไม่คิดเลยนะว่าจะกล้าโผล่หน้ามางานระดับนี้” เสียงซุบซิบนินทาจากกลุ่มคุณหญิงคุณนายดังแว่วมาเข้าหู คุณหญิงรัตนาวดี ผู้เป็นแม่ยาย เดินกรีดกรายเข้ามาหาเมฆด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับมองเห็นกิ้งกือไส้เดือน เธอสวมสร้อยเพชรเม็ดโตที่คอ แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับแหลมคมดุจใบมีด “แกมาทำไมฮะไอ้เมฆ! ใครเชิญแกมา แกคิดว่าสูทเช่าเหม็นสาบของแกมันคู่ควรกับงานของพ่อตาแกงั้นเหรอ? ดูนั่นสิ…” คุณหญิงชี้มือไปทาง ‘เสี่ยตะวัน’ นักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อ ทายาทบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังยืนคุยอย่างออกรสกับเจ้าสัวสมภพ “คุณตะวันเขาซื้อนาฬิกาปาเต๊ะฟิลิปป์เรือนละสามล้านมาเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณพี่ แล้วแกล่ะ? มีอะไรมาให้ฮะ นอกจากมือสากๆ ที่เปื้อนคราบน้ำมัน!” “ผม… ผมมีแค่พวงมาลัยดอกมะลิที่ผมร้อยเองครับคุณแม่ ผมตั้งใจ…” เพียะ!! ยังไม่ทันที่เมฆจะพูดจบ คุณหญิงรัตนาวดีก็ปัดพวงมาลัยในมือเมฆตกลงพื้น แล้วใช้รองเท้าส้นสูงเหยียบขยี้จนดอกมะลิช้ำคาเท้า “อย่ามาเรียกฉันว่าแม่! แกมันก็แค่ปลิงที่เกาะลูกสาวฉันกิน…
-
8 ปีที่สาบสูญกับความทรงจำที่หวนคืน:
วินาทีมหาเศรษฐีนีคุกเข่าร่ำไห้หน้าเล้าหมู สู่การเปิดโปงความลับสีเลือดที่ทำให้คนทรยศทั้งตระกูลต้องเงียบกริบ! ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์ตระกูล ‘วิจิตรธาดา’ ในยามบ่ายถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาหม่น เสียงฟ้าร้องครืนครั่นสลับกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย รถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค (Mercedes-Maybach) สีดำขลับ แล่นฝ่าม่านฝนเข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุขคฤหาสน์หรูหราสไตล์ยุโรป ท่ามกลางความประหลาดใจของเหล่าคนรับใช้ที่กำลังยืนรอต้อนรับแขกของเจ้านายคนปัจจุบัน ประตูรถถูกเปิดออกโดยบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำ รองเท้าส้นสูงสีแดงเลือดนกเหยียบลงบนพื้นหินอ่อนเปียกชื้น ก่อนที่ร่างระหงของหญิงสาววัยสามสิบแปดปีจะก้าวลงมา เธอสวมแว่นตากันแดดแบรนด์เนมสีชา ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยพายุอารมณ์อันซับซ้อน เธอคือ ‘รดา’ อดีตประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน มหาเศรษฐีนีผู้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 8 ปีก่อน! 8 ปีเต็มที่รดาต้องใช้ชีวิตอย่างคนไร้ราก ไร้ชื่อ และไร้ความทรงจำ หลังจากถูกชาวประมงช่วยชีวิตไว้จากการจมน้ำที่หน้าผาสูงชันริมทะเล เธอใช้ชีวิตเป็นเพียงลูกจ้างร้านอาหารริมหาด จนกระทั่งอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามเดือนก่อนได้กระแทกศีรษะของเธออีกครั้ง และปลดล็อก ‘กล่องความทรงจำ’ ที่ถูกปิดตายให้เปิดออก ความจริงทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก และเป้าหมายแรกของการกลับมาในวันนี้ คือการกลับมาสวมกอดพ่อและแม่ที่เธอสร้างคฤหาสน์หลังนี้ไว้ให้พวกท่านได้เสวยสุขในบั้นปลายชีวิต รดาถอดแว่นตากันแดดออก ก้าวเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ที่ประดับประดาด้วยโคมไฟระย้าคริสตัล สิ่งแรกที่เธอเห็นไม่ใช่รอยยิ้มของพ่อแม่ แต่เป็น ‘กริช’ พี่ชายคนโต และ ‘รัญญา’ น้องสาวคนเล็ก ที่กำลังนั่งจิบแชมเปญหัวเราะร่วนอยู่กับกลุ่มเพื่อนไฮโซในปาร์ตี้น้ำชา ทันทีที่กริชและรัญญาหันมาเห็นผู้มาเยือน แก้วแชมเปญในมือของรัญญาถึงกับร่วงหล่นแตกกระจายลงบนพื้นหินอ่อน ใบหน้าของทั้งสองพี่น้องซีดเผือดราวกับเห็นผีสาง ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ “ร… รดา! แก… แกยังไม่ตาย!” กริชเบิกตากว้าง เสียงสั่นเครือราวกับคนเสียสติ “ทำไม? ผิดหวังเหรอที่เห็นฉันยังมีชีวิตเดินเข้ามาในบ้านของตัวเอง” รดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ คฤหาสน์ที่ถูกตกแต่งใหม่จนไม่เหลือเค้าเดิม…
-
ความลับสีเลือดใต้สระมรณะ: วินาทีทายาทมหาเศรษฐีผลักสาว
ใช้ตกน้ำเพื่อความสนุก สู่การเปิดโปงสุสานใต้ดินที่จะบดขยี้อาณาจักร ‘โซเรียโน่’ ให้พังพินาศชั่วข้ามคืน! ปฐมบทแห่งความเย่อหยิ่งและงานเลี้ยงคนบาป คฤหาสน์ ‘ลา คาซ่า เดล โซเรียโน่’ (La Casa del Soriano) ตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่าบนหน้าผาสูงชันริมชายฝั่งทะเล มันคือป้อมปราการแห่งความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากเม็ดเงินมหาศาลของ ‘ดอน อเลฮานโดร โซเรียโน่’ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ชายผู้ซึ่งกฎหมายไม่สามารถเอื้อมถึง และอำนาจเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง คืนนี้ คฤหาสน์ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวรรค์บนดินเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดอายุครบ 25 ปีของ ‘มาร์กอส’ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ผู้ถูกหล่อหลอมมาด้วยความเย่อหยิ่ง จองหอง และความเชื่อที่ว่าชีวิตของคนอื่นเป็นเพียงของเล่นสำหรับเขา เสียงเพลง EDM จังหวะหนักหน่วงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ แสงสปอตไลต์และเลเซอร์สีสันฉูดฉาดสาดส่องตัดกับความมืด แขกเหรื่อในงานล้วนเป็นลูกหลานนักธุรกิจระดับประเทศ ไฮโซ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่พากันแต่งตัวด้วยแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า พวกเขากำลังดื่มด่ำกับแชมเปญขวดละแสนและเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยงริมสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้พูล (Infinity Pool) ขนาดโอลิมปิก ซึ่งมีพื้นก้นสระทำจากกระจกนิรภัยใสหนาพิเศษ ท่ามกลางความหรูหรานั้น ‘ลีน่า’ เด็กสาววัย 18 ปี ในชุดเครื่องแบบสาวใช้ที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ กำลังเดินประคองถาดเงินที่เต็มไปด้วยแก้วคริสตัลอย่างระมัดระวัง ลีน่าต้องทนทำงานที่นี่เพื่อใช้หนี้ก้อนโตที่พ่อของเธอถูกหลอกให้เซ็นสัญญาค้ำประกันกับบริษัทของโซเรียโน่ ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัวต่อสายตาดูถูกที่มองมา เกมมรณะของทายาทปีศาจ มาร์กอสยืนเอนหลังพิงขอบบาร์ เคาะนิ้วตามจังหวะเพลง นัยน์ตาของเขาหรี่มองลีน่าที่กำลังเดินตัวลีบผ่านฝูงชน ความเบื่อหน่ายเริ่มเข้าครอบงำ เขาต้องการสร้างความตื่นเต้นเพื่อเรียกยอดไลก์และยอดวิวให้เพื่อนอินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังไลฟ์สดสตรีมมิ่งอยู่ “เฮ้ย โซเฟีย!…
-
อุ้มท้องหนีตายฝ่าพายุฝน: เมื่ออดีตสามีทรราชไล่ตะเพิดสู่บ้านร้างกลางเขา
สู่การเผชิญหน้ากับ ‘มหาเศรษฐีที่ตายไปแล้ว’ ผู้หวนคืนจากนรกเพื่อทวงแค้น! พายุฝนฟ้าคะนองกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟากฟ้ากำลังพิโรธ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกลบเสียงสะอื้นของ ‘รินรดา’ หญิงสาววัยยี่สิบแปดปีที่กำลังอุ้มท้องแก่เจ็ดเดือน ร่างของเธอเปียกปอน ทรุดตัวลงกองกับพื้นโคลนหน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ของคฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘บ้าน’ ของเธอ “ออกไปให้พ้นหน้าฉัน! นังผู้หญิงไร้ค่า!” เสียงตวาดของ ‘ภคิน’ สามีที่เธอรักและเทิดทูนมาตลอดสามปี ดังก้องฝ่าสายฝน เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่มี ‘อลิซ’ เลขาสาวทรงเสน่ห์ยืนกางร่มให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันมาที่รินรดา “ภคิน… คุณทำแบบนี้กับฉันและลูกได้ยังไง…” รินรดาร้องไห้จนตัวโยน มือสั่นเทาลูบหน้าท้องที่นูนป่อง “นี่คฤหาสน์ของพ่อฉัน สมบัติของตระกูลฉัน! คุณหลอกให้ฉันเซ็นโอนหุ้นทั้งหมดให้ แล้วคุณก็ไล่ฉันออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา!” ภคินแค่นเสียงหัวเราะ แววตาของเขาไม่มีความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความโลภและความสะใจ “สมบัติของตระกูลเธองั้นเหรอ? หึ! ตั้งแต่ ‘เจ้าสัวทรงพล’ พ่อของเธอขับรถตกเหวตายโหงไปเมื่อสองปีก่อน ทุกอย่างมันก็เป็นของฉันมาตลอด! รู้เอาไว้นะรินรดา… อุบัติเหตุรถเบรกแตกนั่น ฉันนี่แหละเป็นคนสั่งลูกน้องไปตัดสายเบรกเอง! ฉันแต่งงานกับเธอ ก็เพื่อฮุบบริษัทและรอเวลาที่พ่อเธอจะตายเท่านั้นแหละ!” คำสารภาพนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของรินรดา โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ชายที่เธอนอนกอดทุกคืน คือฆาตกรที่ฆ่าพ่อแท้ๆ ของเธอ! “ไอ้ฆาตกร! แกฆ่าพ่อฉัน!” รินรดากรีดร้อง พยายามจะตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหาภคิน แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนกลับผลักเธอจนล้มกลิ้งลงไปคลุกกับโคลนอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นแปลบปราบจากหน้าท้อง “ปล่อยมันไว้นอกรั้วนั่นแหละ ป่านนี้ไม่มีเงินติดตัวสักบาท โทรศัพท์ก็ไม่มี ท้องแก่ขนาดนี้เดี๋ยวก็หนาวตายไปเองกลางพายุ ฝังกลบความลับไปพร้อมกับไอ้เจ้าสัวในนรกนั่นแหละ!” ภคินสั่งการอย่างเลือดเย็น…
-
น้ำตาเศรษฐีนี: 15 ปีที่ทิ้งครอบครัวเพื่อความมั่งคั่ง
น้ำตาเศรษฐีนี: 15 ปีที่ทิ้งครอบครัวเพื่อความมั่งคั่ง สู่การคุกเข่าร่ำไห้หน้ากล่องเหล็กขึ้นสนิมในสลัม ที่เงินหมื่นล้านก็ซื้ออดีตกลับคืนมาไม่ได้! รถยนต์โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม (Rolls-Royce Phantom) สีดำขลับ แล่นช้าๆ เข้ามาในซอยแคบๆ ของชุมชนแออัดชานเมืองที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขังและกลิ่นอับชื้น ความหรูหราของตัวรถขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านต่างพากันชะโงกหน้าออกมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบและเย็นฉ่ำ ‘ดาริกา’ อัครมหาเศรษฐีนีด้านอสังหาริมทรัพย์วัยสี่สิบห้าปี กำลังนั่งกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในการเจรจาธุรกิจระดับหมื่นล้าน สิบห้าปีแล้ว… สิบห้าปีเต็มที่ดาริกาไม่ได้กลับมาเหยียบสถานที่แห่งนี้เลย ในอดีต เธอคือผู้หญิงยากจนที่ต้องทนกัดก้อนเกลือกินกับ ‘สันติ’ สามีผู้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และลูกน้อยวัยกำลังน่ารักสองคนคือ ‘ตะวัน’ วัยเจ็ดขวบ และ ‘ฟ้าใส’ วัยห้าขวบ สันติเป็นคนดี เป็นพ่อที่รักลูกและรักเธอสุดหัวใจ แต่ความดีไม่อาจทำให้ท้องอิ่ม ความเหนื่อยล้าจากความยากจนบีบคั้นให้ดาริกาตัดสินใจทำสิ่งที่เด็ดขาดที่สุดในชีวิต เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าในคืนที่ฝนตกหนัก หันหลังให้กับเสียงร้องไห้จ้าของลูกๆ และสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของสามี “ฉันทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วพี่สันติ ฉันจะไปสร้างตัว ฉันจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกจนกว่าฉันจะรวยล้นฟ้า! ดูแลลูกให้ดีก็แล้วกัน!” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ ก่อนจะก้าวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ตลอดสิบห้าปี ดาริกาใช้ความทะเยอทะยาน ความเด็ดขาด และความเลือดเย็นในการกรุยทางสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง เธอแต่งงานใหม่กับนักธุรกิจใหญ่ (และหย่าร้างในเวลาต่อมาเพื่อฮุบสมบัติ) เธอสร้างตึกระฟ้า กว้านซื้อที่ดิน และกลายเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เธอตั้งใจไว้เสมอว่า เมื่อเธอรวยถึงจุดที่ไม่มีใครดูถูกได้ เธอจะกลับมาหาครอบครัว จะเอาเงินฟาดหน้าทุกคนที่เคยหัวเราะเยาะ และจะรับสันติกับลูกๆ ไปอยู่ในคฤหาสน์หรู…
-
ประกาศิตเจ้าของบ้าน: เมื่อแม่ผัวสั่งให้ออกจากบ้านตัวเอง
สู่เช้าวันใหม่ที่ต้องโทรศัพท์มากระหน่ำอ้อนวอนร้องขอชีวิตท่ามกลางนรกไร้แอร์และประตูที่ถูกปิดตาย! ฉันชื่อ ‘นลิน’ เป็นโปรดิวเซอร์และนักสร้างสรรค์วิดีโอที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ฉันหลงใหลในการจัดแสงแฟลชแบบสตูดิโอ การเกลี่ยแสงให้นุ่มนวล และการแต่งภาพถ่ายให้มีกลิ่นอายแบบกล้องโพลารอยด์ที่เต็มไปด้วยความทรงจำและโมชั่นเบลอที่สวยงาม บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นหลังนี้คือหยาดเหงื่อแรงงานของฉัน ฉันซื้อมันด้วยเงินสดทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ด้วยตัวเอง เย็นวันนั้น ฉันขับรถ Toyota Corolla คันโปรดกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าจากการถ่ายทำวิดีโอแนวดราม่าซีเนมาติกมาทั้งวัน สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือการทิ้งตัวลงบนโซฟาและพักผ่อนในบ้านที่เงียบสงบ แต่ทันทีที่ฉันไขกุญแจสมาร์ทดอร์เปิดประตูเข้าไป ภาพตรงหน้ากลับทำให้สติของฉันแทบจะขาดผึง ห้องนั่งเล่นที่ฉันจัดแต่งแสงสตูดิโอไว้อย่างประณีต กลายเป็นสนามเด็กเล่นเละเทะ ‘น้องตั้น’ หลานชายวัยสิบขวบของ ‘กริช’ สามีของฉัน กำลังวิ่งพล่านไปทั่วห้องโดยสวมชุดมาสคอต ‘คุโรมิ’ (Kuromi) ตัวเบ้อเริ่มที่ฉันเตรียมไว้สำหรับถ่ายคลิปวิดีโอโปรโมตงานพรุ่งนี้ ขาของเด็กชายเตะเข้ากับขาตั้งไฟแฟลชจนล้มกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น รูปถ่ายโพลารอยด์ที่ฉันเรียงไว้บนโต๊ะถูกปัดตกลงมากระจัดกระจายเปื้อนคราบขนม และที่โซฟาราคาแพงกลางห้อง ‘แม่มาลัย’ แม่สามีของฉันกำลังนั่งเอนหลังเคี้ยวเมล็ดแตงโมอย่างสบายใจ ทิ้งเปลือกเกลื่อนกลาดบนพรมขนแกะของฉัน “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะกริช!?” ฉันหันไปตวาดถามสามีที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมจานผลไม้ กริชมีสีหน้าเจื่อนๆ เขาหลบสายตาฉันก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “เอ่อ… นลิน พอดีที่บ้านแม่น้ำท่วมน่ะ แถมตั้นก็ปิดเทอมพอดี ผมเลยให้แม่กับหลานย้ายมาอยู่ที่นี่สักพัก… อ้อ ไม่ใช่สักพักหรอก แม่บอกว่าจะย้ายมาอยู่ถาวรเลย จะได้ช่วยดูแลบ้านให้เราไง” “ย้ายมาอยู่ถาวร? โดยที่ไม่ปรึกษาฉันสักคำเนี่ยนะ!” ฉันเสียงแข็ง ความโกรธเริ่มพุ่งปรี๊ด “นี่มันบ้านของฉันนะกริช ฉันใช้ทำงานสตูดิโอ คุณจะพาใครมาอยู่ตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ได้!” ทันใดนั้น แม่มาลัยก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟา ชี้หน้าฉันด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “ทำไมจะอยู่ไม่ได้! กริชมันเป็นผัวแก ของของแกก็เหมือนของของผัวแกนั่นแหละ! ฉันเป็นแม่ผัว…