อุ้มท้องหนีตายฝ่าพายุฝน: เมื่ออดีตสามีทรราชไล่ตะเพิดสู่บ้านร้างกลางเขา

สู่การเผชิญหน้ากับ ‘มหาเศรษฐีที่ตายไปแล้ว’ ผู้หวนคืนจากนรกเพื่อทวงแค้น!
พายุฝนฟ้าคะนองกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟากฟ้ากำลังพิโรธ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกลบเสียงสะอื้นของ ‘รินรดา’ หญิงสาววัยยี่สิบแปดปีที่กำลังอุ้มท้องแก่เจ็ดเดือน ร่างของเธอเปียกปอน ทรุดตัวลงกองกับพื้นโคลนหน้าประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่ของคฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘บ้าน’ ของเธอ
“ออกไปให้พ้นหน้าฉัน! นังผู้หญิงไร้ค่า!” เสียงตวาดของ ‘ภคิน’ สามีที่เธอรักและเทิดทูนมาตลอดสามปี ดังก้องฝ่าสายฝน เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่มี ‘อลิซ’ เลขาสาวทรงเสน่ห์ยืนกางร่มให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันมาที่รินรดา
“ภคิน… คุณทำแบบนี้กับฉันและลูกได้ยังไง…” รินรดาร้องไห้จนตัวโยน มือสั่นเทาลูบหน้าท้องที่นูนป่อง “นี่คฤหาสน์ของพ่อฉัน สมบัติของตระกูลฉัน! คุณหลอกให้ฉันเซ็นโอนหุ้นทั้งหมดให้ แล้วคุณก็ไล่ฉันออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา!”
ภคินแค่นเสียงหัวเราะ แววตาของเขาไม่มีความรักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความโลภและความสะใจ “สมบัติของตระกูลเธองั้นเหรอ? หึ! ตั้งแต่ ‘เจ้าสัวทรงพล’ พ่อของเธอขับรถตกเหวตายโหงไปเมื่อสองปีก่อน ทุกอย่างมันก็เป็นของฉันมาตลอด! รู้เอาไว้นะรินรดา… อุบัติเหตุรถเบรกแตกนั่น ฉันนี่แหละเป็นคนสั่งลูกน้องไปตัดสายเบรกเอง! ฉันแต่งงานกับเธอ ก็เพื่อฮุบบริษัทและรอเวลาที่พ่อเธอจะตายเท่านั้นแหละ!”
คำสารภาพนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของรินรดา โลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ชายที่เธอนอนกอดทุกคืน คือฆาตกรที่ฆ่าพ่อแท้ๆ ของเธอ!
“ไอ้ฆาตกร! แกฆ่าพ่อฉัน!” รินรดากรีดร้อง พยายามจะตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหาภคิน แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนกลับผลักเธอจนล้มกลิ้งลงไปคลุกกับโคลนอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นแปลบปราบจากหน้าท้อง
“ปล่อยมันไว้นอกรั้วนั่นแหละ ป่านนี้ไม่มีเงินติดตัวสักบาท โทรศัพท์ก็ไม่มี ท้องแก่ขนาดนี้เดี๋ยวก็หนาวตายไปเองกลางพายุ ฝังกลบความลับไปพร้อมกับไอ้เจ้าสัวในนรกนั่นแหละ!” ภคินสั่งการอย่างเลือดเย็น ก่อนจะโอบเอวอลิซเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ที่สว่างไสว ทิ้งให้ภรรยาที่กำลังอุ้มท้องสายเลือดของตัวเองต้องเผชิญกับความตายท่ามกลางความมืดมิด
รินรดานอนขดตัวอยู่บนพื้นโคลน น้ำตาผสมกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก ความหนาวเหน็บกัดกินไปถึงกระดูก แต่เมื่อเธอก้มลงมองหน้าท้องของตัวเอง สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ปลุกพลังเฮือกสุดท้ายขึ้นมา
‘ฉันจะตายไม่ได้… ลูกของฉันต้องรอด’
หญิงสาวกัดฟันแน่น ยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เธอจำได้ว่าที่ท้ายคฤหาสน์ มีเส้นทางเดินป่าลัดเลาะขึ้นไปบนภูเขา บนยอดเขานั้นมี ‘บ้านไม้พักตากอากาศหลังเก่า’ ที่พ่อเคยพาเธอไปวิ่งเล่นตอนเด็กๆ แม้ตอนนี้มันจะถูกปล่อยทิ้งร้างไปนานกว่าสิบปี แต่อย่างน้อยมันก็พอจะเป็นที่หลบฝนและซ่อนตัวจากพวกบอดี้การ์ดของภคินได้
รินรดาใช้สองมือประคองหน้าท้อง ก้าวเดินฝ่าพายุฝน โคลนตม และกิ่งไม้ที่บาดผิวหนังจนเลือดออก เธอปีนป่ายขึ้นภูเขาด้วยความยากลำบาก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและลมหายใจที่หอบเหนื่อย ฟ้าผ่าสว่างวาบเป็นระยะ เผยให้เห็นเส้นทางที่แสนอันตราย แต่ความแค้นและความรักลูก ทำให้เธอไม่ยอมแพ้
เกือบสองชั่วโมงแห่งความทรมาน ในที่สุด… โครงสร้างของบ้านไม้ซุงหลังเก่าก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของป่าสน
มันดูทรุดโทรมและวังเวง รินรดาลากสังขารที่แทบจะหมดสติของตัวเองไปที่หน้าประตูบานหนา มือที่สั่นและเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป…
แต่ทว่า… สิ่งที่อยู่หลังประตูนั้น กลับทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น!
แทนที่จะเป็นบ้านร้างที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่ ภายในบ้านกลับมีแสงสว่างจากเตาผิงที่กำลังลุกโชนให้ความอบอุ่น กลิ่นฟืนไม้สนลอยอวลอยู่ในอากาศ และที่เก้าอี้หนังโยกหน้าเตาผิง… ปรากฏร่างของชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เธอ เขาสวมเสื้อโค้ทตัวหนา มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าหัวสิงห์ทองคำที่คุ้นตา
รินรดาก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ขาของเธออ่อนยวบ “ค… ใครคะ! ใครอยู่ที่นั่น!”
ชายคนนั้นหยุดโยกเก้าอี้ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และหมุนตัวหันกลับมามองหญิงสาวที่ยืนเปียกปอนอยู่หน้าประตู แสงไฟจากเตาผิงสาดส่องให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านซีกหน้าขวา แต่เค้าโครงหน้า แววตาที่ดุดันแต่อบอุ่น และรอยยิ้มนั้น… รินรดาไม่มีวันลืม!
“พ… พ่อ…” รินรดาเบิกตากว้าง ขากรรไกรร่วงหล่น ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับเห็นภาพหลอน
“รินรดา… ลูกพ่อ” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจ ดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“พ่อ!! พ่อจริงๆ ด้วย! พ่อยังไม่ตาย!” รินรดาแผดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดทางพังทลายลง เธอวิ่งถลันเข้าไปสวมกอดร่างของชายสูงวัยตรงหน้า กอดแน่นราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไปเป็นเพียงควันไฟ
‘เจ้าสัวทรงพล’ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ใครๆ ต่างคิดว่ากลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วเมื่อสองปีก่อน บัดนี้กำลังกอดตอบลูกสาวสุดที่รัก น้ำตาของชายชาติเสือไหลอาบแก้มเมื่อเห็นสภาพที่บอบช้ำและท้องที่นูนป่องของลูกสาว เขาถอดเสื้อโค้ทตัวหนาของตัวเองมาคลุมร่างที่หนาวสั่นของรินรดาไว้
“พ่อขอโทษ… พ่อขอโทษที่ปล่อยให้ลูกต้องทนทุกข์อยู่กับไอ้สัตว์นรกนั่นมาตั้งนาน” เจ้าสัวทรงพลลูบหัวลูกสาวอย่างทะนุถนอม
“พ่อคะ… นี่มันเรื่องอะไรกันคะ พ่อรอดมาได้ยังไง แล้วทำไมพ่อถึงมาอยู่ที่นี่” รินรดาสะอื้นถาม สับสนไปหมด
เจ้าสัวทรงพลประคองลูกสาวให้นั่งลงบนเก้าอี้หน้าเตาผิง รินน้ำชาอุ่นๆ จากกาน้ำยื่นให้เธอ ก่อนจะเริ่มเล่าความจริงอันน่าตื่นตะลึง
“เมื่อสองปีก่อน ตอนที่รถของพ่อเบรกแตกและพุ่งตกลงไปในเหว… พ่อรอดมาได้เพราะกระโดดหนีออกจากรถได้ทันเสี้ยววินาที แต่ก็บาดเจ็บสาหัสแทบปางตาย บอดี้การ์ดคนสนิทของพ่อเป็นคนลงไปช่วยและพาพ่อไปรักษาตัวอย่างลับๆ ที่ต่างประเทศ…” แววตาของเจ้าสัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น “พ่อรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคนที่อยู่เบื้องหลังคือ ‘ภคิน’ ไอ้ลูกเขยเนรคุณที่พ่อไว้ใจ!”
“แต่ทำไมพ่อไม่กลับมาจัดการเขาล่ะคะ ปล่อยให้มันลอยนวลอยู่ทำไมตั้งสองปี!”
“เพราะตอนนั้นเครือข่ายของมันฝังรากลึกในบริษัทของเราไปหมดแล้ว ถ้าพ่อเผยตัว มันก็จะหาทางฆ่าพ่อและลูกอีก พ่อจึงต้องแกล้งตาย… เพื่อลงไปอยู่ในเงามืด พ่อใช้เวลาสองปีในการรวบรวมหลักฐานการฟอกเงิน การทุจริต และกว้านซื้อหุ้นที่มันแอบขายทิ้งกลับคืนมาทั้งหมดอย่างลับๆ โดยใช้ชื่อบริษัทนอมินีจากต่างชาติ…”
เจ้าสัวทรงพลยิ้มเย็นเยียบ “และที่สำคัญ พ่อกำลังรอให้มัน ‘ย่ามใจ’ ที่สุด… พ่อมาซ่อนตัวอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว เพื่อเตรียมแผนการขั้นสุดท้ายที่จะพาลูกหนีออกมาในคืนนี้ แต่ไม่คิดเลยว่า… ไอ้สวะนั่นมันจะกล้าไล่ลูกและหลานของฉันออกมาเผชิญพายุแบบนี้!”
รินรดากำถ้วยชาแน่น น้ำตาแห่งความเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งความแค้น “มันบอกว่ามันเป็นคนตัดสายเบรกรถพ่อ… มันเอาสมบัติของเราไปหมดแล้วพ่อ”
“สมบัติงั้นเหรอ?” เจ้าสัวทรงพลหัวเราะลั่นในลำคอ “ลูกรัก… สิ่งที่มันครอบครองอยู่ตอนนี้ เป็นแค่ ‘เปลือก’ ที่พ่อจงใจทิ้งไว้ให้มันเสวยสุขต่างหาก! หุ้นเกือบทั้งหมด บัญชีเงินฝากหลัก และที่ดินทุกแปลง ถูกพ่อโยกย้ายกรรมสิทธิ์ไปอยู่ในชื่อของลูกตั้งแต่ก่อนพ่อจะเกิดอุบัติเหตุแล้ว สิ่งที่มันได้ไปคือบริษัทที่มีแต่ตัวเลขหนี้สินกลวงๆ!”
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังขึ้นจากนอกบ้านประตูร้าง บอดี้การ์ดชุดดำติดอาวุธครบมือกว่ายี่สิบคนเดินเข้ามาในบ้านอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับโค้งคำนับเจ้าสัวทรงพล
“ท่านครับ… เราปิดล้อมคฤหาสน์และอายัดทรัพย์สินทุกอย่างของนายภคินตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วครับ ตำรวจกองปราบก็เตรียมหมายจับข้อหาพยายามฆ่าและฉ้อโกงรออยู่ด้านล่างแล้วครับ” หัวหน้าบอดี้การ์ดรายงาน
เจ้าสัวทรงพลพยักหน้า เขาหันมาจับมือลูกสาว “ลุกขึ้นเถอะรินรดา… ถึงเวลาที่พญาอินทรีจะกลับไปทวงรังคืน และเหยียบหัวไอ้พวกหนูโสโครกให้จมดินแล้ว!”
ตัดภาพกลับมาที่คฤหาสน์หรู… ภคินกำลังนั่งจิบไวน์ราคาแพงฉลองชัยชนะกับอลิซบนเตียงนอนคิงไซส์
“ป่านนี้นังรินรดาคงหนาวตายเป็นผีเฝ้าภูเขาไปแล้วล่ะมั้งคะ” อลิซหัวเราะคิกคัก
แต่ยังไม่ทันที่ภคินจะได้ตอบโต้ เสียงระเบิดทำลายประตูรั้วก็ดังสนั่นหวั่นไหว! ไฟสปอตไลต์นับสิบดวงจากรถหุ้มเกราะสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจนสว่างจ้าดุจกลางวัน
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะ!” ภคินคว้าปืนพกวิ่งออกไปที่ระเบียงชั้นสอง
ภาพที่ปรากฏเบื้องล่างทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาหมดเรี่ยวแรง… บอดี้การ์ดชุดดำและกองกำลังตำรวจอาวุธครบมือปิดล้อมคฤหาสน์ไว้ทุกทิศทาง และตรงกลางลานน้ำพุ รถตู้กันกระสุนสีดำค่อยๆ เลื่อนประตูเปิดออก
รินรดาในชุดคลุมตัวหนา ก้าวลงมาจากรถอย่างปลอดภัย โดยมีผู้ชายร่างสูงใหญ่สวมโค้ทเดินถือไม้เท้าลงมาเคียงข้าง…
เมื่อภคินเพ่งมองใบหน้าของผู้ชายคนนั้นชัดๆ หัวใจของเขาก็แทบจะหยุดเต้น ปืนในมือร่วงหล่นกระแทกพื้น!
“จ… เจ้าสัวทรงพล!! เป็นไปไม่ได้!! มึงตายไปแล้วนี่!!” ภคินร้องเสียงหลงราวกับเห็นผี หน้าซีดเผือด
เจ้าสัวทรงพลเงยหน้ามองอดีตลูกเขยด้วยสายตาของมัจจุราช “นรกยังไม่ต้องการตัวกู… เพราะกูต้องกลับมาส่งมึงลงไปแทนไงล่ะ ไอ้สวะ!”
สิ้นเสียงคำราม ตำรวจหน่วยสวาทก็พังประตูห้องนอนเข้าไปรวบตัวภคินและอลิซกดลงกับพื้น ภคินดิ้นพล่าน ร้องโวยวายสติแตก “พวกมึงจับกูไม่ได้! คฤหาสน์นี้เป็นของกู บริษัทเป็นของกู! นังรินรดามันโอนให้กูหมดแล้ว!”
“โง่เง่าสิ้นดี!” รินรดาตะโกนตอบกลับไป แววตาของเธอไม่มีความหลงเหลือเยื่อใยใดๆ อีก “เอกสารที่แกบังคับให้ฉันเซ็น มันเป็นแค่หุ้นบริษัทลูกที่กำลังจะล้มละลาย! ส่วนเงินในบัญชีแกตอนนี้ ถูกอายัดทั้งหมดแล้ว แกไม่เหลืออะไรเลยภคิน… แม้แต่ชีวิตอิสระของแก!”
ภคินถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง ลากตัวลงมาตามบันไดอย่างหมดสภาพ เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปคุกเข่าขอร้องรินรดา “ริน! ผมขอโทษ! ผมอารมณ์ชั่ววูบ! เห็นแก่ลูกของเราเถอะนะริน อย่าทำแบบนี้กับผมเลย!”
รินรดามองชายตรงหน้าด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนจะสะบัดมือฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของภคินอย่างแรงจนเลือดกบปาก!
“ลูกของฉัน ไม่มีพ่อเป็นฆาตกรสันดานหมาแบบแก! เอาตัวมันไปให้พ้นหน้าฉัน!”
บทสรุปของคนเนรคุณจบลงที่ห้องขังแคบๆ ภคินถูกดำเนินคดีหลายข้อหาและต้องชดใช้กรรมในคุกตลอดชีวิต โดยที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ส่วนอลิซก็ถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์จนหมดเนื้อหมดตัว ต้องกลับไปเป็นคนไร้บ้านข้างถนน
สองเดือนต่อมา… เสียงเด็กร้องอุแว้ดังก้องไปทั่วโรงพยาบาลเอกชนระดับวีไอพี รินรดาให้กำเนิดลูกชายที่แข็งแรงและน่ารัก โดยมีคุณตาอย่างเจ้าสัวทรงพลยืนยิ้มกว้างน้ำตาคลออยู่ข้างเตียง
พายุร้ายได้พัดผ่านไปแล้ว เหลือเพียงฟ้าหลังฝนที่สว่างสดใส รินรดาได้เรียนรู้ว่า ความรักจอมปลอมไม่อาจทำลายชีวิตเธอได้ ตราบใดที่เธอยังมีความเข้มแข็ง และมี ‘ครอบครัว’ ที่แท้จริงซึ่งพร้อมจะปกป้องเธอแม้กระทั่งความตายก็ไม่อาจพรากจากกัน!



