วิวาห์ลวงซ่อนทายาทหมื่นล้าน: เมื่อแม่เลี้ยง

ใจร้ายบังคับให้แต่งงานกับชายยาจก สู่การแก้แค้นที่สั่นสะเทือนทั้งตระกูล!
“ถ้านังไม่อยากเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปตัวเปล่าๆ โดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่สตางค์แดงเดียว… แกก็ต้องจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นซะ!”
เสียงตวาดแหลมปรี๊ดของ ‘คุณหญิงพิมแข’ แม่เลี้ยงใจร้ายผู้สวมสร้อยเพชรเม็ดโตดังก้องไปทั่วห้องรับแขกสุดหรูของคฤหาสน์ตระกูลศิริทรัพย์ เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากำมะหยี่นำเข้าจากอิตาลีด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและจองหอง ข้างกายของเธอคือ ‘เจนจิรา’ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังนั่งตะไบเล็บและเหยียดยิ้มเยาะเย้ยอย่างสะใจ
เบื้องหน้าของพวกเธอคือ ‘ลลิตา’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ทายาทสายเลือดแท้ๆ เพียงคนเดียวของ ‘เจ้าสัวธนา’ ผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์และธุรกิจส่งออกมูลค่าหลายพันล้านแห่งนี้ ทว่าบัดนี้ ลลิตากลับต้องยืนกำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความโกรธแค้นและไร้หนทางสู้ เพราะตั้งแต่ที่เจ้าสัวธนาผู้เป็นพ่อล้มป่วยกะทันหันจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา อำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างในบ้านและบริษัทก็ตกไปอยู่ในมือของคุณหญิงพิมแข ผู้ซึ่งเผยธาตุแท้ความโหดร้ายออกมาในทันที
“คุณป้าทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ! ลิตาเป็นลูกสาวของพ่อ ลิตามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ คุณป้าไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้ลิตาแต่งงานกับใครก็ไม่รู้!” ลลิตาเถียงกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ฮะ นังลิตา!” คุณหญิงพิมแขลุกขึ้นยืนตบโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น “พ่อของแกนอนเป็นผักอยู่โรงพยาบาล ค่ารักษาเดือนละเป็นล้านก็เงินฉัน! หุ้นในบริษัทตอนนี้ฉันก็ถือครองมากกว่าแก ถ้านังไม่อยากให้ฉันถอดสายออกซิเจนพ่อแกทิ้ง แกก็ต้องทำตามที่ฉันสั่ง!”
คำขู่เรื่องชีวิตของพ่อเปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่จ่อเข้าที่คอหอยของลลิตา หญิงสาวกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก “แล้ว… ผู้ชายที่คุณป้าจะให้ลิตาแต่งงานด้วย… เขาเป็นใครคะ”
เจนจิราหัวเราะเสียงแหลม ก่อนจะพยักหน้าให้คนรับใช้เปิดประตูห้องรับแขก “เข้ามาสิยะ ‘ว่าที่ลูกเขย’ ของตระกูลศิริทรัพย์!”
ประตูไม้สักบานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินก้าวเข้ามาในห้อง สภาพของเขาทำให้ลลิตาถึงกับเบิกตากว้าง เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีมอๆ ที่มีคราบน้ำมันเครื่องเปื้อนเป็นจุดๆ กางเกงยีนส์ขาดรุ่ย และรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยไรหนวดเคราครึ้มและคราบเขม่าควัน เขาดูกระดำกระด่างราวกับกรรมกรก่อสร้างหรือช่างซ่อมรถข้างถนนที่เพิ่งเลิกงาน
“นี่ไงล่ะ ว่าที่สามีของแก นังลิตา!” เจนจิราลุกขึ้นมาเดินวนรอบตัวชายหนุ่มด้วยสายตาขยะแขยง “เขาชื่อ ‘ภูผา’ เป็นแค่ช่างซ่อมรถกระจอกๆ ที่ฉันไปเจอแถวอู่ซอมซ่อท้ายซอย ฉันจ้างเขามาด้วยเงินห้าหมื่นบาท เพื่อให้มาจดทะเบียนสมรสกับแกโดยเฉพาะ! เหมาะสมกันดีไหมล่ะ คุณหนูตกอับกับไอ้ช่างซ่อมรถยาจก!”
“คุณป้า… นี่มันจะหยามเกียรติกันเกินไปแล้วนะคะ!” ลลิตาร้องไห้โฮ
“หยามเกียรติแล้วยังไง! แกมีสิทธิ์เลือกเหรอ!” คุณหญิงพิมแขกระชากเสียง “ฟังให้ดีนะลิตา ทันทีที่แกเซ็นใบจดทะเบียนสมรสกับไอ้ยาจกนี่ สิทธิ์ในการเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดจะตกเป็นของฉันอย่างสมบูรณ์ และแกจะต้องย้ายออกจากตึกใหญ่ ไปซุกหัวนอนอยู่ในบ้านพักคนใช้ท้ายสวนกับผัวของแก! ถ้าแกไม่ตกลง พรุ่งนี้เตรียมไปรับศพพ่อแกที่โรงพยาบาลได้เลย!”
ลลิตามองหน้าผู้เป็นแม่เลี้ยงสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของชายแปลกหน้าที่ชื่อภูผา ดวงตาของชายหนุ่มไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือประหม่าแม้แต่น้อย เขามองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่ลึกล้ำจนยากจะคาดเดา ในที่สุด เพื่อรักษาชีวิตของผู้เป็นพ่อ ลลิตาจำใจหยิบปากกาขึ้นมาจรดลายเซ็นลงบนเอกสารการจดทะเบียนสมรสที่ทนายความเตรียมไว้ให้ทั้งน้ำตา โดยไม่รู้เลยว่า… ลายเซ็นนี้กำลังจะพลิกชะตาชีวิตของทุกคนไปตลอดกาล
ค่ำคืนนั้น ลลิตาต้องลากกระเป๋าเดินทางใบเดียวออกจากคฤหาสน์หลังงาม เดินย่ำไปตามทางเดินมืดๆ สู่เรือนคนใช้เก่าๆ ท้ายสวน โดยมีภูผาเดินตามมาเงียบๆ บรรยากาศในเรือนไม้หลังเล็กนั้นอุดอู้และเต็มไปด้วยฝุ่น ลลิตาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้แคบๆ ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ความหวังในชีวิตพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
ภูผายืนพิงกรอบประตู มองดูหญิงสาวที่ร้องไห้จนตัวโยนด้วยแววตาที่อ่อนแสงลง เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดเอี่ยมจากกระเป๋ากางเกง—ซึ่งขัดกับสภาพเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนอย่างสิ้นเชิง—ยื่นให้เธอ
“ร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยให้ชีวิตพ่อคุณดีขึ้นหรอกนะ คุณลลิตา” เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของเขาเอ่ยขึ้น มันไม่ใช่เสียงของช่างซ่อมรถผู้ต่ำต้อย แต่เป็นเสียงของคนที่คุ้นเคยกับการออกคำสั่ง
ลลิตาเงยหน้าขึ้นรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา เธอไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจเขาเหมือนที่แม่เลี้ยงและน้องสาวทำ “ฉันรู้ค่ะ… ฉันแค่เจ็บใจที่ปกป้องบริษัทของพ่อเอาไว้ไม่ได้… คุณภูผาคะ ฉันขอโทษนะคะที่ดึงคุณมาลำบากด้วย คุณคงรับเงินห้าหมื่นบาทนั่นมาเพราะความจำเป็น ฉันไม่โกรธคุณหรอกค่ะ เตียงนี้คุณนอนเถอะ เดี๋ยวฉันจะปูผ้านอนที่พื้นเอง”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเมตตาและไม่ถือตัวของลลิตา ทำให้ริมฝีปากของภูผากระตุกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก… ผู้หญิงคนนี้มีจิตใจที่งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ
สิ่งที่ไม่มีใครในคฤหาสน์ศิริทรัพย์ล่วงรู้เลยก็คือ… ‘ภูผา’ ชายยาจกที่พวกเขาจ้างมาเพื่อดูถูกเหยียดหยามนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘ภาคิน อัครเดชโชติ’ มหาเศรษฐีหนุ่มวัยสามสิบสองปี ผู้เป็นประธานบริหารสูงสุดของ ‘ดราก้อน กรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท!
ภาคินปลอมตัวเข้ามาสืบหาหลักฐานการทุจริตอย่างลับๆ เนื่องจากบริษัทของเจ้าสัวธนาเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์รายใหญ่ของดราก้อน กรุ๊ป ทว่าช่วงหลังมานี้ เม็ดเงินมหาศาลกลับถูกยักยอกหายไปอย่างมีเงื่อนงำ ภาคินสงสัยว่าคุณหญิงพิมแขคือผู้อยู่เบื้องหลัง และเขากำลังต้องการจับให้มั่นคั้นให้ตายด้วยตนเอง การที่เจนจิราไปจ้างเขาที่กำลังแฝงตัวเป็นช่างเครื่องเพื่อมาแต่งงานกับลลิตา จึงเป็นความโง่เขลาที่นำมัจจุราชเข้ามาเชือดคอตัวเองถึงในบ้าน!
ตลอดหนึ่งเดือนที่อาศัยอยู่ในเรือนคนใช้ ลลิตาดูแลภาคินอย่างดี เธอตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวราคาถูกๆ อย่างไข่เจียวและผัดผักให้เขากิน ไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยด่าทอ และยังแอบแบ่งเงินเก็บก้อนสุดท้ายของตัวเองให้เขาไว้ใช้จ่าย ภาคินมองดูการกระทำของภรรยาในนามด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากแค่ความสงสาร เริ่มก่อตัวกลายเป็นความประทับใจ และความผูกพันที่ลึกซึ้ง
ในขณะเดียวกัน คุณหญิงพิมแขและเจนจิราก็เสวยสุขบนกองเงินกองทอง พวกเธอปลอมแปลงเอกสาร ยักยอกเงินบริษัทไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมและเครื่องเพชร แถมยังเตรียมแผนการใหญ่ที่จะ ‘ขายทิ้ง’ บริษัทศิริทรัพย์ให้กับกลุ่มทุนปริศนาเพื่อหอบเงินหนีไปต่างประเทศ
และแล้ว… วันแห่งการชำระแค้นก็มาถึง
คุณหญิงพิมแขได้จัดงานเลี้ยงดินเนอร์สุดหรูขึ้นที่โต๊ะอาหารยาวตัวใหญ่กลางคฤหาสน์ เพื่อต้อนรับ ‘ท่านประธานแห่งดราก้อน กรุ๊ป’ ผู้ซึ่งตอบตกลงจะมาเซ็นสัญญากว้านซื้อบริษัทศิริทรัพย์ด้วยเม็ดเงินห้าพันล้านบาท โต๊ะอาหารประดับประดาด้วยดอกไม้ราคาแพง เชิงเทียนทองคำ และแชมเปญขวดละแสน คุณหญิงพิมแขและเจนจิราสวมชุดราตรีหรูหราราวกับราชินี
“ไปตามนังลิตากับผัวยาจกของมันมาเสิร์ฟอาหารเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงพิมแขสั่งคนรับใช้ “ฉันอยากให้มันเห็นเป็นบุญตา ว่าวันนี้บริษัทของพ่อมันกำลังจะกลายเป็นสมบัติของฉัน และมันสองคนจะต้องถูกเตะโด่งออกไปเป็นขอทานข้างถนนจริงๆ เสียที!”
ไม่กี่นาทีต่อมา ลลิตาในชุดเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ก็ถูกบังคับให้เดินเข้ามาในห้องอาหารสุดหรู โดยมีภาคินในชุดช่างซ่อมรถมอๆ เดินตามประกบอยู่ไม่ห่าง
“เห็นไหมนังลิตา โต๊ะอาหารที่แกเคยนั่ง บัดนี้แกมีสิทธิ์แค่เป็นคนคอยรินแชมเปญให้ฉันเท่านั้น!” เจนจิราหัวเราะร่วน โยนผ้ากันเปื้อนใส่หน้าลลิตา “อ้าว ยืนบื้ออยู่ทำไม รินน้ำให้ฉันสิยะ ส่วนไอ้ยาจกนั่น ไปเช็ดรองเท้าให้ฉันไป!”
ลลิตากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ หยดน้ำตาแห่งความอัปยศร่วงหล่น ทว่าก่อนที่เธอจะก้มลงหยิบผ้ากันเปื้อน มือใหญ่ที่อบอุ่นและแข็งแกร่งของภาคินก็เอื้อมมาจับมือเธอไว้แน่น เขาปัดผ้ากันเปื้อนผืนนั้นทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
“คุณทำอะไรน่ะภูผา! เดี๋ยวพวกเขาก็ทำร้ายเราหรอก!” ลลิตากระซิบด้วยความตกใจ
ภาคินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้เธอ ก่อนจะหันไปมองคุณหญิงพิมแขและเจนจิราด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“นี่แกกล้าดีขัดคำสั่งฉันเหรอไอ้ยาจก! รปภ.! เข้ามาลากตัวไอ้สวะนี่ออกไปกระทืบเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงพิมแขกรีดร้องด้วยความโกรธจัด
ทันใดนั้น ประตูห้องอาหารก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง! แต่ผู้ที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ รปภ. กลับเป็นชายในชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบสิบกว่าคน นำโดย ‘เลขาฯ เฉิน’ มือขวาคนสนิทของประธานแห่งดราก้อน กรุ๊ป
คุณหญิงพิมแขเห็นดังนั้นก็รีบปรับสีหน้า เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบสอพลอทันที เธอรีบเดินเข้าไปหาเลขาฯ เฉิน “โอ้โห คุณเฉินคะ ยินดีต้อนรับค่ะ! แล้ว… ท่านประธานแห่งดราก้อน กรุ๊ปล่ะคะ ท่านยังเดินทางมาไม่ถึงหรือคะ อาหารมื้อค่ำระดับมิชลินสตาร์พร้อมเสิร์ฟแล้วนะคะ”
เลขาฯ เฉินไม่ได้ตอบคำถามของคุณหญิงพิมแข เขาเดินผ่านร่างของแม่เลี้ยงใจร้ายไปราวกับเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังชายหนุ่มในชุดช่างซ่อมรถเปื้อนคราบน้ำมันที่ยืนอยู่เคียงข้างลลิตา
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนในห้องอาหาร เลขาฯ เฉินและบอดี้การ์ดชุดดำนับสิบคน ก้มศีรษะโค้งคำนับเก้าสิบองศา ให้กับชายยาจกคนนั้นอย่างพร้อมเพรียง!
“ท่านประธานครับ… เอกสารการอายัดทรัพย์สินและหมายจับของคุณหญิงพิมแข พร้อมแล้วครับ”
เสียงของเลขาฯ เฉินดังก้องกังวานไปทั่วห้องอาหารที่บัดนี้เงียบกริบราวกับป่าช้า!
ลลิตาเบิกตากว้าง หันไปมองผู้ชายข้างกายด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในขณะที่คุณหญิงพิมแขและเจนจิราอ้าปากค้าง ขากรรไกรแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น ใบหน้าที่เคยหยิ่งยโสซีดเผือดลงทันตาเห็น
ภาคินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบเขม่าสีดำที่จงใจแต้มไว้บนใบหน้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติที่เต็มไปด้วยอำนาจบารมี เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตช่างซ่อมรถโยนทิ้งไป เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมราคาแพงระยับที่ซ่อนอยู่ด้านใน บารมีของมหาเศรษฐีผู้กุมบังเหียนธุรกิจระดับโลกแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ
“ป… เป็นไปไม่ได้! แก… แกเป็นแค่ไอ้ช่างซ่อมรถที่ฉันจ้างมาห้าหมื่นบาทนี่! แกจะเป็นประธานดราก้อน กรุ๊ปได้ยังไง!” เจนจิรากรีดร้องเสียงหลง ชี้หน้าภาคินด้วยมือที่สั่นเทา
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ เขาก้าวเดินไปที่โต๊ะอาหารสุดหรู คว้าขวดแชมเปญราคาแสนบาทขึ้นมา ก่อนจะ เทมันราดลงบนหัวของคุณหญิงพิมแข อย่างจัง!
“กรี๊ดดดด! แกทำบ้าอะไร!” คุณหญิงพิมแขร้องลั่น สภาพเปียกปอนดูไม่จืด
“นี่คือการทักทายจาก ‘ไอ้ยาจก’ ที่คุณเคยดูถูกยังไงล่ะครับ คุณหญิง” ภาคินโยนขวดแชมเปญเปล่าทิ้งลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารที่เลขาฯ เฉินเตรียมมา ฟาดลงบนจานอาหารหรูหรานั้นอย่างรุนแรง “จำเอาไว้! ผมคือ ภาคิน อัครเดชโชติ ประธานกรรมการดราก้อน กรุ๊ป และผู้ชายที่คุณบังคับให้แต่งงานด้วยเงินห้าหมื่นบาทคนนี้ คือคนที่ซื้อหนี้ทั้งหมดของบริษัทศิริทรัพย์ไว้เรียบร้อยแล้ว!”
“ม… ไม่จริง! บริษัทนี้เป็นของฉัน! แกไม่มีสิทธิ์!” คุณหญิงพิมแขเข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้น
“เอกสารบนโต๊ะนั่นคือหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวที่คุณยักยอกไปจากบริษัทของพ่อลลิตาตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมมูลค่ากว่าสองพันล้านบาท… ตำรวจรออยู่หน้าคฤหาสน์แล้ว ข้อหาฉ้อโกงและพยายามฆ่าเจ้าสัวธนาด้วยการแอบเปลี่ยนยา โทษของพวกคุณคือติดคุกหัวโตโดยไม่มีสิทธิ์ประกันตัว!”
คำประกาศิตของภาคินเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางคฤหาสน์ ตำรวจหลายนายเดินกรูกันเข้ามาในห้องอาหาร เข้าสวมกุญแจมือคุณหญิงพิมแขและเจนจิราที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายและกรีดร้องอย่างเสียสติ
“ลิตา! ลิตาช่วยป้าด้วย! ป้าผิดไปแล้ว ป้าขอโทษ! ให้ป้ากราบเท้าแกก็ได้ อย่าให้ตำรวจจับป้าไปเลยนะ!” คุณหญิงพิมแขพยายามจะคลานเข้ามากอดขาลลิตา แต่ถูกบอดี้การ์ดของภาคินเตะสกัดเอาไว้เสียก่อน
ลลิตามองภาพสองแม่ลูกที่เคยเหยียบย่ำเธอ บัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุด “วันที่คุณป้าขู่จะถอดสายออกซิเจนคุณพ่อ คุณป้าเคยมีความเมตตาให้ลิตาไหมคะ… ลากตัวพวกเธอออกไปให้พ้นหน้าฉันค่ะ”
เมื่อสองแม่ลูกใจร้ายถูกลากตัวออกไปจนเสียงกรีดร้องเงียบหายไปในความมืด ห้องอาหารก็กลับมาสงบลงอีกครั้ง ภาคินหันกลับมาหาลลิตาที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความสับสนและตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลค่อยๆ คุกเข่าลงตรงหน้าภรรยาในนามของเขา เอื้อมมือไปกอบกุมมือที่เย็นเฉียบของเธอมาแนบแก้มอย่างทะนุถนอม สายตาที่เคยมองศัตรูอย่างเหี้ยมเกรียม บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างหาที่สุดไม่ได้
“ลิตา… ผมขอโทษที่ปิดบังความจริงมาตลอด ผมแค่ต้องการรวบรวมหลักฐานเพื่อลากคอคนที่ทำร้ายพ่อของคุณเข้าคุก… และเพื่อพิสูจน์หัวใจของคุณ” ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ในวันที่ผมไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ยาจกที่น่ารังเกียจ คุณกลับเป็นคนเดียวที่มอบรอยยิ้ม แบ่งปันอาหาร และให้เกียรติผม… วันนี้ผมทวงทุกอย่างคืนให้คุณแล้ว บริษัทเป็นของคุณ คฤหาสน์นี้เป็นของคุณ… และผม… ก็อยากจะเป็นของคุณตลอดไป”
น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้มของลลิตา หญิงสาวโผเข้ากอดร่างหนาของภาคินแน่น สะอื้นไห้อย่างหมดจดในอ้อมกอดที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต “ขอบคุณค่ะ… ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตของลิตา ไม่ว่าคุณจะเป็นยาจกภูผา หรือมหาเศรษฐีภาคิน คุณก็คือผู้ชายที่ลิตารักค่ะ”
ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความอัปยศ ได้ถูกชำระล้างด้วยความรักที่บริสุทธิ์และการแก้แค้นที่สาสมที่สุด คฤหาสน์ศิริทรัพย์กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง เจ้าสัวธนาได้รับการส่งตัวไปรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจนฟื้นคืนสติ ส่วนคุณหญิงพิมแขและเจนจิราต้องชดใช้กรรมในคุกที่มืดมิดไปตลอดชีวิต… วิวาห์ลวงที่เริ่มต้นจากความร้ายกาจของแม่เลี้ยง ได้กลายเป็นพรหมลิขิตที่นำพาลลิตาไปสู่รักแท้และการปกป้องจากทายาทหมื่นล้าน ที่จะไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาทำร้ายเธอได้อีกตราบนานเท่านาน!



