News

รอยยิ้มใต้หน้ากากคนแพ้: บัดดลแห่งการเชือดเฉือน

สู่การพลิกกระดานพิพากษาแม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายให้พินาศใน 24 ชั่วโมง!

แสงเทียนบนโต๊ะอาหารทอประกายริบหรี่ สะท้อนกับแก้วไวน์คริสตัลที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีตในบ้านเดี่ยวสไตล์มินิมอลหลังเล็กๆ ของ ‘รินรดา’ หญิงสาวผู้มีใบหน้าเรียบเฉยและท่าทางเงียบขรึม วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพ่อ เธอจึงตั้งใจทำอาหารมื้อค่ำอย่างสุดฝีมือเพื่อเชิญครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงสองคนมาร่วมรำลึกถึงท่าน แต่ทว่า… บรรยากาศแห่งความทรงจำกลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่เสียดแทงทะลุขั้วหัวใจ

“นี่มันอาหารอะไรกันเนี่ยรินรดา? สเต็กเนื้อเหนียวๆ กับไวน์ราคาถูกๆ ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตปากซอยงั้นเหรอ?”

‘อารยา’ พี่สาวต่างมารดาในชุดเดรสแบรนด์เนมหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า โยนส้อมเงินลงบนจานกระเบื้องเสียงดังลั่น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความขยะแขยงขณะมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะตวัดสายตาเหยียดหยามไปมองน้องสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “ฉันอุตส่าห์สละเวลาอันมีค่าก่อนวันเซ็นสัญญาธุรกิจหมื่นล้านมาทานข้าวบ้านซอมซ่อของเธอ แต่เธอกลับต้อนรับฉันด้วยของขยะพวกนี้เนี่ยนะ? น่าสมเพชจริงๆ”

“นั่นสิลูกอารยา แม่ล่ะปวดหัวกับรสนิยมต่ำตมของน้องสาวลูกจริงๆ” ‘คุณหญิงวิไล’ แม่เลี้ยงผู้เย่อหยิ่ง ยกพัดลูกไม้ขึ้นมาป้องปากพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดออกมา “รินรดา… เธออายุตั้งยี่สิบหกแล้วนะ ยังเป็นแค่พนักงานออฟฟิศต๊อกต๋อย เงินเดือนไม่กี่หมื่น ซุกหัวนอนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ เท่ารูหนู ผิดกับพี่อารยาของเธอลิบลับ… พรุ่งนี้พี่เขากำลังจะไปเซ็นสัญญาร่วมทุนกับ ‘สยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ทันทีที่จรดปากกา ครอบครัวเราจะกลายเป็นมหาเศรษฐีแนวหน้าของเมืองไทย ส่วนเธอก็คงเป็นได้แค่กาฝากที่ไร้ค่าของตระกูลต่อไป”

รินรดานั่งนิ่ง มือบางที่วางอยู่บนตักประสานกันหลวมๆ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโกรธเกรี้ยวแสดงออกมาบนใบหน้า เธอทำเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ที่ดูอ่อนน้อมและยอมจำนนให้กับคนทั้งคู่

“รินขอโทษค่ะที่อาหารมื้อนี้ไม่ถูกปากคุณแม่กับพี่อารยา… รินทำเต็มที่แล้วจริงๆ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา

“ช่างเถอะ! ฉันกินไม่ลงแล้ว!” อารยาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ หยิบกระเป๋าแอร์เมสใบละหลายแสนขึ้นมาคล้องแขน “พรุ่งนี้ฉันต้องเตรียมตัวไปงานแถลงข่าวที่โรงแรมหรู ฉันไม่มีเวลามานั่งดมกลิ่นความจนของเธอหรอกนะรินรดา… อ้อ แล้วจำไว้นะ พรุ่งนี้ไม่ต้องเสนอหน้าไปที่งานล่ะ ฉันอายนักข่าวที่มีน้องสาวกระจอกๆ แบบเธอ!”

คุณหญิงวิไลลุกขึ้นตามและปรายตามองลูกเลี้ยงด้วยความรังเกียจ “จำใส่สมองของเธอไว้นะรินรดา… ชาตินี้ทั้งชาติ เธอก็ไม่มีวันเทียบรัศมีลูกสาวของฉันได้ อยู่เงียบๆ ในที่ต่ำๆ ของเธอไปเถอะ!”

เสียงรองเท้าส้นสูงของแม่เลี้ยงและพี่สาวกระแทกพื้นเดินออกไปจากบ้าน พร้อมกับเสียงปิดประตูดังปัง รินรดายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมจนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูแล่นออกไปไกลลับตา

เมื่อความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบ้าน รอยยิ้มที่เคยดูอ่อนแอและน่าสมเพชบนใบหน้าของรินรดา… ก็ค่อยๆ เลือนหายไป แปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่เยียบเย็นและคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกซ่อนไว้ในความมืดมิด

รินรดาลุกขึ้นยืน เธอเดินไปที่ชั้นหนังสือไม้ติดผนัง กดสวิตช์ลับที่ซ่อนอยู่หลังกรอบรูปของบิดา ชั้นหนังสือเลื่อนออก เผยให้เห็นห้องทำงานลับที่เต็มไปด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์และแผงควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูง หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้หนังสีดำ หยิบสมาร์ทโฟนที่เข้ารหัสพิเศษขึ้นมาแล้วกดโทรออกหา ‘กวิน’ ทนายความและมือขวาคนสนิทของเธอ

“กวิน… ถึงเวลาแล้ว” เสียงของรินรดาราบเรียบแต่ทรงอำนาจอย่างถึงที่สุด “พรุ่งนี้เช้า… ยกเลิกสัญญาการร่วมทุนทั้งหมดของบริษัทตระกูลวิไลวรรณ และเตรียมเอกสารยึดทรัพย์ ฟ้องล้มละลาย รวมทั้งหมายศาลอายัดคฤหาสน์ของพวกมัน… ฉันจะลงมือ ‘เชือด’ พวกมันด้วยตัวเองกลางงานแถลงข่าวพรุ่งนี้”

“รับทราบครับ… ‘มาดามริน’ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วครับ พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าบริษัทของพวกเขาล้มละลายไปตั้งแต่สามปีที่แล้ว และเงินทุกบาทที่พวกเขาผลาญอยู่ทุกวันนี้ คือเงินที่คุณท่านฝากให้คุณรินเป็นคนดูแล และคุณรินคือเจ้าของที่แท้จริงของ สยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป”

“ดี… พวกมันเหยียบย่ำฉันบนโต๊ะอาหารของฉันเอง… พรุ่งนี้ ฉันจะทำให้พวกมันรู้ว่า นรกบนดินที่แท้จริงมันเป็นยังไง” รินรดากดวางสาย นัยน์ตาของเธอสะท้อนแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความเลือดเย็น

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวใจกลางมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความหรูหราอลังการ นักข่าวจากทุกสำนักและบรรดาไฮโซทั่วฟ้าเมืองไทยต่างมารวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยานในการเซ็นสัญญาร่วมทุนครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลวิไลวรรณ และ ‘สยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป’ อาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

อารยาในชุดราตรีผ้าไหมปักเลื่อมสุดอลังการ ยืนฉีกยิ้มกว้างให้กล้องถ่ายรูป เคียงข้างด้วยคุณหญิงวิไลที่สวมเครื่องเพชรชุดใหญ่ระยิบระยับ พวกเธอทำตัวราวกับเป็นราชินีของงาน กวาดสายตามองผู้คนด้วยความเย่อหยิ่งและจองหองขั้นสุด

“คุณอารยาคะ ได้ข่าวว่าวันนี้ ‘มาดาม R’ ประธานกรรมการบริหารผู้ลึกลับของสยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป จะมาลงนามด้วยตัวเองเลยใช่ไหมคะ!” นักข่าวคนหนึ่งตะโกนถาม

“แน่นอนค่ะ!” อารยาเชิดหน้าตอบด้วยความภูมิใจ “ระดับอารยาทำงานทั้งที มาดาม R ท่านต้องให้เกียรติมาด้วยตัวเองอยู่แล้วค่ะ ทางเราเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่สยาม เอ็มไพร์ ขาดไม่ได้เลยล่ะค่ะ”

“เชิญแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนทุกท่านประจำที่ครับ… บัดนี้ ‘มาดาม R’ ประธานกรรมการบริหารแห่ง สยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป ได้เดินทางมาถึงแล้วครับ!” เสียงพิธีกรประกาศก้อง

ประตูไม้บานยักษ์ของห้องบอลรูมถูกผลักออก แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องไปที่ประตู บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทกว่าสิบคนเดินเรียงแถวเข้ามาเพื่อเปิดทาง ก่อนที่ร่างของหญิงสาวผู้กุมอำนาจสูงสุดจะก้าวเข้ามา

รองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมสีแดงเลือดนกกระทบพรมแดงดังกึกก้อง หญิงสาวในชุดสูททักซิโด้สำหรับสตรีสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต ก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ทรงอำนาจ และน่าเกรงขามจนทุกคนในงานต้องกลั้นหายใจ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นสูงและลิปสติกสีแดงสด เผยให้เห็นความงามที่ทั้งเย้ายวนและอันตราย

เมื่อใบหน้าของ ‘มาดาม R’ ปรากฏชัดเจนต่อสายตาของทุกคน… รอยยิ้มของอารยาและคุณหญิงวิไลก็ค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า ดวงตาของพวกเธอเบิกกว้างจนแทบถลน ขากรรไกรร่วงหล่นลงมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ลมหายใจของสองแม่ลูกสะดุดกึกราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางอก!

“ร… รินรดา!?” อารยาครางชื่อน้องสาวออกมาเสียงหลง หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี

“เป็นไปไม่ได้! นังเด็กสลัมนั่นจะมาทำอะไรที่นี่! รปภ.! ใครปล่อยให้นังนี่เข้ามา!” คุณหญิงวิไลแผดเสียงร้องลั่น ลืมรักษาภาพพจน์ผู้ดีไปจนหมดสิ้น

แต่ไม่มีใครสนใจเสียงนกกระจอกเทศของทั้งสองแม่ลูก คณะผู้บริหารระดับสูงของสยาม เอ็มไพร์ กรุ๊ป รีบเดินเข้าไปค้อมศีรษะทำความเคารพรินรดาอย่างพร้อมเพรียง “สวัสดีครับท่านประธาน… เอกสารทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วครับ”

“ขอบใจมาก” รินรดาตอบรับด้วยน้ำเสียงทรงพลัง เธอเดินผ่านหน้าอารยาและคุณหญิงวิไลที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ หญิงสาวก้าวขึ้นไปยืนบนเวที กวาดสายตาเยียบเย็นมองลงมายังสองแม่ลูกที่บัดนี้กลายเป็นเพียงมดปลวกในสายตาของเธอ

“สวัสดีสื่อมวลชนทุกท่าน ดิฉัน รินรดา… หรือที่พวกคุณรู้จักในนาม มาดาม R” เสียงของรินรดาดังกังวานไปทั่วห้องบอลรูม เสียงฮือฮาของนักข่าวดังกระหึ่ม

อารยาแข้งขาอ่อนทรุดลงไปเกาะขอบโพเดียมด้านล่าง “ม… ไม่จริง… แกเป็นแค่พนักงานต๊อกต๋อย… แกจะเป็นประธานบริษัทหมื่นล้านได้ยังไง!”

รินรดาเหยียดยิ้มเย็นชา เธอรับแฟ้มเอกสารจากทนายกวิน แล้วชูขึ้นกลางอากาศ “วันนี้ ดิฉันไม่ได้มาเพื่อ ‘เซ็นสัญญา’ ร่วมทุนกับบริษัทของตระกูลวิไลวรรณค่ะ… แต่ดิฉันมาเพื่อประกาศ ‘ยกเลิก’ สัญญาทุกฉบับ และขอใช้สิทธิ์ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด ประกาศล้มละลายบริษัทของอารยาอย่างเป็นทางการ!”

“กรี๊ดดดด! นังรินรดา! แกพูดบ้าอะไรของแก! บริษัทฉันรวยล้นฟ้า!” คุณหญิงวิไลกรีดร้อง ชี้หน้าด่าทออย่างบ้าคลั่ง

“รวยล้นฟ้าเหรอคะ?” รินรดาหัวเราะในลำคอ “คุณพ่อรู้มาตลอดว่าพวกคุณสองคนแม่ลูกบริหารงานห่วยแตกและผลาญเงินกงสีจนบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัว ท่านจึงโอนหุ้น 80% และเงินทุนทั้งหมดให้ฉันเป็นคนจัดการเงียบๆ มาตลอดสามปี! ที่พวกคุณยังมีคฤหาสน์หรูให้อยู่ มีรถสปอร์ตให้ขับ มีข้าวของแบรนด์เนมให้ใส่ประดับบารมี… มันเป็นเพราะ ‘เงินของฉัน’ ที่คอยอุ้มชูพวกคุณไว้ต่างหาก!”

ความจริงที่ถูกเปิดเผยกลางงานแถลงข่าวเปรียบเสมือนระเบิดปรมาณูที่ถล่มลงกลางวงสังคม อารยาหน้าถอดสี น้ำตาแห่งความอับอายและหวาดกลัวไหลพรากอาบแก้มที่แต่งแต้มมาอย่างดี

รินรดาเดินลงจากเวที ก้าวเข้าไปประจันหน้ากับสองแม่ลูกที่บัดนี้ไร้ซึ่งความหยิ่งยโสเหลือเพียงความสมเพช หญิงสาวโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูอารยาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูกดำ

“เมื่อคืน… พี่กับแม่เหยียดหยามฉันบนโต๊ะอาหารของฉันเอง หัวเราะเยาะฉัน และคิดว่าฉันเป็นแค่ยัยโง่ที่ยอมให้พวกพี่เหยียบย่ำ…”

รินรดาหยิบเอกสารยึดทรัพย์ออกมาจากแฟ้ม แล้วโยนใส่หน้าอารยาจนกระดาษปลิวว่อนไปทั่วพื้น “แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง… พี่กับแม่คงตาสว่างแล้วสินะ ว่าฉันไม่ใช่คนอ่อนแอที่ยอมให้ใครมาจูงจมูกเล่นอย่างที่พวกพี่คิด… และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พวกพี่จะไม่มีบ้านให้อยู่ ไม่มีรถให้ขับ ไม่มีแม้แต่เศษเงินจะซื้อข้าวกิน… เชิญไปเสวยสุขในนรกที่พวกพี่สร้างขึ้นมาเองเถอะค่ะ”

“ม… ไม่นะ! รินรดา! พี่ขอโทษ! พี่ตาบอดเองที่พูดจาไม่ดีกับริน! น้องรินช่วยพี่ด้วยนะ อย่าทำแบบนี้เลยนะลูก!” คุณหญิงวิไลทรุดลงไปกราบแทบเท้าของลูกเลี้ยงที่ตนเองเคยด่าทอ ร้องไห้โหยหวนอย่างหมดสภาพ

อารยาพยายามจะคลานเข้ามากอดขารินรดา “ริน! เราเป็นพี่น้องกันนะ! อย่าทิ้งพี่ไปนะ!”

รินรดาสะบัดขาออกอย่างแรงจนอารยาล้มกลิ้งไปกับพื้น หญิงสาวก้าวถอยหลัง ปรายตามองเศษสวะตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า “ฉันไม่เคยมีครอบครัวที่เห็นแก่ตัวแบบพวกคุณ… รปภ. ลากตัวบุคคลล้มละลายสองคนนี้ออกไปจากงานของฉันเดี๋ยวนี้!”

เสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้ฟูมฟายของอารยาและคุณหญิงวิไลดังระงมไปทั่วโถงทางเดิน ขณะที่พวกเธอถูกการ์ดร่างยักษ์ลากตัวออกไปต่อหน้ากล้องสื่อมวลชนนับร้อยที่กำลังกดชัตเตอร์บันทึกภาพความพินาศของไฮโซจอมปลอม

รินรดาหมุนตัวกลับ ยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางแสงแฟลชที่สาดส่อง รอยยิ้มแห่งผู้ชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ บทเรียนราคาแพงนี้ได้สอนให้คนจองหองรู้ว่า… อย่าประเมินคนที่นิ่งเฉยว่าไร้พิษสง เพราะบางครั้ง รอยยิ้มของผู้ที่ยอมแพ้บนโต๊ะอาหาร อาจเป็นเพียงการนับถอยหลัง สู่การพิพากษาที่จะบดขยี้ชีวิตของผู้ชนะจอมปลอม… ให้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!