คริสต์มาสแห่งการชำระแค้น: เมื่ออดีตสามีเชิญไปเย้ยหยันชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

แต่ฉันตอกกลับด้วยแฝดสี่ที่เขาไม่เคยรู้ ก่อนจดหมายลับในลิ้นชักแม่ผัวจะแฉความจริงที่ทำลายโลกทั้งใบของเขา!
ค่ำคืนวันอีฟของเทศกาลคริสต์มาสควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นและการเฉลิมฉลอง แต่สำหรับ ‘พิมพ์ชนก’ มันคือวันครบรอบแปดปีแห่งความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต แปดปีที่แล้ว ในคืนที่หิมะแรก(หรืออากาศที่หนาวเย็นที่สุดของปี)โปรยปราย เธอเดินเข้าไปหา ‘กวิน’ ชายผู้เป็นสามีพร้อมกับผลตรวจครรภ์เพื่อแจ้งข่าวดีที่สุดในชีวิตคู่ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมามีเพียงแววตาที่เย็นชาและคำพูดที่กรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจ
“พิมพ์… ผมยังไม่พร้อม ผมกำลังจะได้รับโปรโมทเป็นผู้บริหาร ผมต้องการสร้างอาณาจักรของผมให้ยิ่งใหญ่ และการมีเด็กตอนนี้มันคือตัวถ่วงชีวิต ผมขอหย่า”
กวินเดินออกจากบ้านไปในคืนนั้น ทิ้งให้พิมพ์ชนกเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและโลกที่พังทลายลงตรงหน้า เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หรือรอฟังคำอธิบายใดๆ จากเธอเลยแม้แต่น้อย
แปดปีผ่านไป กวินประสบความสำเร็จตามที่เขาใฝ่ฝัน เขากลายเป็นซีอีโอของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ และกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับ ‘ลิตา’ ไฮโซสาวทายาทตระกูลดัง และเพื่อเป็นการตอกย้ำชัยชนะในชีวิตของเขา กวินได้ส่งการ์ดเชิญวีไอพีมาให้พิมพ์ชนก เพื่อเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยงคริสต์มาสดินเนอร์ที่คฤหาสน์หรูของเขา จุดประสงค์ของเขานั้นชัดเจน… เขาต้องการเย้ยหยันเธอ ต้องการโชว์ให้เห็นว่า ‘ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ’ ของเขาที่ไม่มีเธอนั้น มันยิ่งใหญ่และงดงามเพียงใด
ณ คฤหาสน์ตระกูลวรโชติ แสงไฟคริสต์มาสระยิบระยับประดับประดาไปทั่วบริเวณ ต้นสนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถงที่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อระดับแนวหน้าของสังคม กวินในชุดทักซิโด้สุดหรูยืนโอบเอวลิตาที่สวมชุดเดรสสีแดงเพลิงและสร้อยคอเพชรมูลค่าหลายสิบล้านบาท เขากวาดสายตามองไปที่ประตู แสยะยิ้มมุมปากเมื่อจินตนาการถึงภาพอดีตภรรยาที่แต่งตัวซอมซ่อและมองชีวิตของเขาด้วยความอิจฉา
แต่ทว่า… เมื่อบานประตูไม้สักแกะสลักถูกพนักงานเปิดออก เสียงพูดคุยในงานก็ค่อยๆ เงียบลงราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว
พิมพ์ชนกก้าวเข้ามาในงาน เธอไม่ได้สวมชุดราคาถูกหรือมีสภาพทรุดโทรมอย่างที่กวินหวัง หญิงสาวสวมชุดราตรียาวสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตจากแบรนด์ระดับโลก ท่วงท่าของเธอสง่างาม ทรงอำนาจ และเปล่งประกายความมั่นใจจนแขกทุกคนต้องจับจ้อง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรวมถึงกวินต้องเบิกตากว้างจนแทบหยุดหายใจ ไม่ใช่แค่ความงามของเธอ… แต่เป็น ‘เด็กผู้ชายสองคนและเด็กผู้หญิงสองคน’ วัยแปดขวบ ที่เดินตามหลังเธอมาอย่างเป็นระเบียบ!
เด็กทั้งสี่คนสวมชุดสูทและเดรสที่เข้าชุดกัน หน้าตาของพวกเขาหล่อเหลาและน่ารักราวกับตุ๊กตา แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของกวินเย็นเฉียบคือ… ใบหน้าของเด็กทั้งสี่คนนั้น ถอดแบบมาจากเขาประหนึ่งพิมพ์เดียวกัน! เค้าโครงหน้า แววตา หรือแม้แต่รอยยิ้มมุมปาก… ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่านี่คือสายเลือดของเขา!
แก้วแชมเปญในมือของกวินร่วงหล่นแตกกระจายเต็มพื้น ลิตาที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ หลุดออกจากปาก แขกเหรื่อในงานเริ่มซุบซิบนินทากันอย่างอื้ออึง
“พ… พิมพ์…” กวินครางชื่ออดีตภรรยาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้า สายตาจับจ้องไปที่เด็กแฝดสี่สลับกัน “นี่มันเรื่องอะไรกัน… เด็กพวกนี้… ลูกของใคร!”
พิมพ์ชนกหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากวิน เธอเหยียดยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความสมเพช “คุณจำวันที่ฉันบอกคุณว่าฉันท้องเมื่อแปดปีที่แล้วได้ไหมกวิน? คุณเดินหันหลังให้ฉันก่อนที่ฉันจะได้บอกรายละเอียดด้วยซ้ำ… วันนั้นฉันไม่ได้ท้องลูกคนเดียว… แต่ฉันท้อง ‘แฝดสี่’ และเด็กทั้งสี่คนนี้ คือลูกที่เกิดจากฉันเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคุณ”
คำพูดของพิมพ์ชนกเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของกวิน เขาเข่าอ่อนแทบทรุด ลูกสี่คน… เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาที่เขาไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของพวกเขาเลยตลอดแปดปี!
“คุณโกหก!” กวินตวาดลั่นด้วยความโกรธและสับสน “ทำไมคุณถึงปิดบังเรื่องนี้! ทำไมคุณไม่เคยบอกผมว่าผมมีลูกถึงสี่คน! คุณพรากพวกเขาไปจากผมได้ยังไงพิมพ์!”
“ฉันพรากพวกเขาไปงั้นเหรอ?” พิมพ์ชนกหัวเราะในลำคอด้วยความขมขื่น “คุณต่างหากที่ทิ้งพวกเราไป! คุณบอกเองว่าลูกคือตัวถ่วง! และที่สำคัญ… คุณแน่ใจเหรอว่าฉันไม่เคยพยายามจะบอกคุณ?”
ประโยคสุดท้ายของพิมพ์ชนกทำให้บรรยากาศในห้องโถงเย็นยะเยือก กวินขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม เสียงของไม้เท้าที่กระทบพื้นก็ดังขึ้นจากบันไดชั้นสอง
‘คุณหญิงดาริน’ แม่ของกวินเดินลงมาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวและสั่นเทา หญิงชรามองไปที่หลานแฝดทั้งสี่คนด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง น้ำตาของเธอคลอเบ้า ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมาตลอดแปดปี
“แม่ครับ… นี่มันหมายความว่ายังไง พิมพ์บอกว่าเธอเคยพยายามบอกเรา…” กวินหันไปถามมารดาด้วยความสับสน
คุณหญิงดารินไม่ตอบลูกชาย เธอเดินโซซัดโซเซตรงไปที่โต๊ะทำงานไม้โบราณที่มุมห้องโถง หญิงชราล้วงกุญแจดอกเล็กๆ ที่ห้อยติดคอออกมาตลอดเวลา มือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาไขกุญแจลิ้นชักที่ถูกล็อกตายมาตลอดแปดปี ก่อนจะหยิบ ‘ซองจดหมายสีขาว’ ที่เริ่มมีรอยคราบเหลืองตามกาลเวลาออกมา
“แม่ทำเองกวิน…” คุณหญิงดารินสะอื้นไห้ ยื่นจดหมายฉบับนั้นให้ลูกชาย “พิมพ์ไม่ได้ปิดบังลูก… แต่แม่เป็นคนปิดบังมันเอง”
กวินกระชากจดหมายนั้นมาเปิดอ่านทันที ภายในซองมีภาพอัลตราซาวนด์ของทารกแฝดสี่ และกระดาษจดหมายที่มีรอยหยดน้ำตาเปรอะเปื้อน ลายมือของพิมพ์ชนกที่เขียนด้วยความสิ้นหวังจากเตียงโรงพยาบาล
‘กวินคะ พิมพ์กำลังจะคลอดก่อนกำหนด หมอบอกว่าครรภ์แฝดสี่มีความเสี่ยงสูงมาก พิมพ์อาจจะไม่รอดชีวิต พิมพ์ขอร้อง… ได้โปรดมาหาพิมพ์กับลูกเถอะนะคะ ไม่ต้องรับผิดชอบเราก็ได้ แค่มาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย… พิมพ์รักคุณ’
กวินอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบอัดจนแหลกละเอียด เขาเงยหน้ามองมารดาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “แม่… แม่ทำแบบนี้ได้ยังไง! ทำไมแม่ถึงซ่อนจดหมายฉบับนี้ไว้! ทำไมแม่ถึงบอกผมว่าพิมพ์ไปทำแท้งแล้วหนีตามผู้ชายคนอื่นไป!”
“แม่ขอโทษ!” คุณหญิงดารินทรุดลงไปนั่งคุกเข่า ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหมดสภาพ “ตอนนั้นลูกกำลังรุ่งโรจน์ แม่รู้ว่าถ้าลูกรู้เรื่องแฝดสี่ ลูกจะต้องทิ้งอนาคตแล้วกลับไปหาผู้หญิงยากจนอย่างพิมพ์! แม่ต้องการให้ลูกแต่งงานกับคนที่มีฐานะทัดเทียมกัน แม่เลยจ้างพยาบาลให้สกัดจดหมายฉบับนี้ไว้ แล้วโกหกลูก… แม่คิดว่ามันจะดีที่สุดสำหรับอนาคตของลูก…”
ความจริงที่ถูกฝังกลบมาแปดปีได้ระเบิดออกและทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง กวินทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร เขามองไปที่พิมพ์ชนกและเด็กๆ ทั้งสี่คน ชายหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดแปดปีที่เขาเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง อดีตภรรยาของเขาต้องเผชิญกับความเป็นความตายในห้องคลอด และต้องกัดฟันเลี้ยงดูเด็กแฝดสี่คนเพียงลำพังด้วยความยากลำบากแสนสาหัส
“พิมพ์… ผมขอโทษ… ผมมันโง่เอง ผมไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆ…” กวินพยายามจะคลานเข้าไปหาพิมพ์ชนกและเด็กๆ
แต่ลิตา ไฮโซสาวที่เงียบอยู่นาน บัดนี้ทนกับความเน่าเฟะของครอบครัวนี้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอถอดแหวนเพชรเม็ดเป้งมูลค่าหลายสิบล้านออกจากนิ้ว แล้วโยนมันใส่หน้ากวินอย่างแรง!
“ครอบครัวของคุณมันน่าขยะแขยงที่สุดกวิน!” ลิตาตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง “ฉันไม่มีวันแต่งงานกับผู้ชายที่ทิ้งลูกเมียตัวเอง และไม่มีวันใช้นามสกุลร่วมกับแม่ผัวที่อำมหิตขนาดนี้! งานแต่งงานของเรายกเลิก! เชิญพวกคุณจมปลักอยู่กับตราบาปนี้ไปจนตายเถอะ!”
พูดจบ ลิตาก็สะบัดหน้าเดินเชิดออกจากคฤหาสน์ไปทันที แขกเหรื่อในงานต่างพากันส่ายหน้าด้วยความสมเพช และเริ่มทยอยเดินออกจากงานไปทีละคนๆ จนกระทั่งห้องโถงที่เคยหรูหราอลังการ เหลือเพียงความเงียบงันและความพังพินาศ
กวินสูญเสียทุกอย่างภายในชั่วพริบตา ทั้งชื่อเสียง งานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น และศักดิ์ศรีของเขา ชายหนุ่มเงยหน้ามองพิมพ์ชนกด้วยสายตาเว้าวอน อ้อนวอนขอโอกาสครั้งที่สอง
“พิมพ์… ให้ผมได้รับผิดชอบพวกคุณนะ เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเถอะ ผมจะชดเชยเวลาแปดปีที่เสียไปให้คุณกับลูกเอง”
พิมพ์ชนกมองกวินด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความโกรธแค้น ไร้ซึ่งความรัก มีเพียงความเฉยชาที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการด่าทอ เธอเอื้อมมือไปจับมือลูกๆ ของเธอไว้แน่น
“ครอบครัวของเราสมบูรณ์แบบมาตั้งนานแล้วกวิน… โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคุณ” พิมพ์ชนกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้าง “ฉันพาลูกมาวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมาทวงคุณคืน แต่เพื่อมาตอกหน้าคุณและแม่ของคุณ ให้เห็นว่าสิ่งที่คุณเคยโยนทิ้งไปในอดีต วันนี้มันเติบโตและงดงามแค่ไหน… เชิญเสวยสุขกับ ‘ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ’ ของคุณต่อไปเถอะ เพราะชีวิตของฉันและเด็กๆ จะไม่มีวันมีชื่อของคุณเข้ามาเกี่ยวข้องอีกตลอดกาล”
พิมพ์ชนกหมุนตัวเดินหันหลังกลับ ก้าวเดินออกจากคฤหาสน์ไปอย่างสง่างามพร้อมกับลูกแฝดทั้งสี่ ทิ้งให้กวินนั่งคุกเข่าจมกองน้ำตาอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความเห็นแก่ตัว อดีตซีอีโอผู้เย่อหยิ่งต้องชดใช้กรรมด้วยการมีชีวิตอยู่กับความเสียใจและความโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต เป็นการลงทัณฑ์ที่สาสมที่สุดสำหรับคนที่กล้าหันหลังให้กับครอบครัวในวันที่พวกเขาต้องการเขามากที่สุด.



