News

ค่ำคืนบนทางเท้าสู่บัลลังก์อำนาจ: เมื่อนักศึกษาผู้ถูกไล่ตะเพิดในสัปดาห์สอบ

ทวงคืนศักดิ์ศรีด้วยประกาศิตแห่ง ‘ชื่อ’ ที่พลิกชะตากรรมคนจองหองให้ตกนรกทั้งเป็น!

เปรี้ยง!!

เสียงฟ้าผ่าดังกัมปนาท แสงสว่างวาบพาดผ่านท้องฟ้าที่มืดมิดของกรุงเทพมหานคร สายฝนเดือนสิบห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว แต่นั่นยังไม่หนาวเหน็บเท่ากับความโหดร้ายที่ ‘ตะวัน’ นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสุดท้าย กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า

“เสี่ยครับ! ผมกราบล่ะครับ! ขอเวลาผมแค่สามวันเท่านั้น นี่มันสัปดาห์สอบไฟนอล แล้วโปรเจกต์จบของผมก็อยู่ในห้อง ถ้าผมไม่มีที่ซุกหัวนอนเพื่อทำมันให้เสร็จ ผมจะเรียนไม่จบนะครับเสี่ย!”

ร่างของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาที่เปียกปอน ทรุดลงคุกเข่าอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าหอพัก ‘มงคลแมนชั่น’ สองมือของตะวันพนมไหว้และพยายามกอดขาของ ‘เสี่ยมงคล’ เจ้าของหอพักหน้าเลือดวัยห้าสิบปีที่ยืนกางร่มคันใหญ่ โดยมีลูกน้องร่างยักษ์สองคนยืนขนาบข้าง

“ปล่อยขากูไอ้เด็กเหลือขอ!” เสี่ยมงคลสะบัดขาอย่างแรงจนตะวันหงายหลังล้มลงไปคลุกกับแอ่งน้ำขัง “มึงค้างค่าเช่ากูมาสิบห้าวันเต็มๆ! หอพักกูทำธุรกิจ ไม่ใช่สถานสงเคราะห์เด็กอนาถา! กูให้เวลามึงมามากพอแล้ว ในเมื่อไม่มีปัญญาจ่าย ก็ไสหัวไปนอนใต้สะพานลอยนู่น!”

“แต่เสี่ยครับ เงินก้อนสุดท้ายผมเอาไปซื้อวัสดุทำโมเดลบ้านหมดแล้ว ผมขอร้องเถอะครับ แค่สามวัน…”

“โอ๊ย! น่าสมเพชว่ะ!”

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแทรกขึ้นมาพร้อมกับร่างของ ‘เมฆ’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเสี่ยมงคล และเป็นเพื่อนร่วมคณะที่สอบได้ที่โหล่มาตลอด เมฆเดินควงกุญแจรถสปอร์ตเข้ามาใกล้ เขามองตะวันด้วยสายตาเหยียดหยามขั้นสุด ในมือของเขากำลังถือ ‘โมเดลศูนย์พักพิงผู้ยากไร้’ ซึ่งเป็นผลงานโปรเจกต์จบที่ตะวันอดหลับอดนอนทำมาแรมเดือน

“เมฆ! นั่นโมเดลของฉัน เอาคืนมานะ!” ตะวันพยายามจะลุกขึ้นแย่ง แต่ถูกลูกน้องของเสี่ยมงคลเตะอัดเข้าที่หน้าท้องจนทรุดลงไปกองกับพื้น ลมหายใจจุกคาอก

เมฆยกยิ้มมุมปาก “โมเดลขยะๆ แบบนี้เหรอที่จะทำให้แกเรียนจบ? ทำศูนย์พักพิงคนจนงั้นสิ? ช่างเหมาะกับกำพืดของแกจริงๆ เลยว่ะตะวัน แต่รู้ไหม… ขยะ มันก็ควรจะอยู่กับขยะ!”

กร๊อบ!!

“ไม่นะ!!”

ตะวันเบิกตากว้าง กรีดร้องสุดเสียงเมื่อเมฆทุ่มโมเดลที่เปรียบเสมือนอนาคตของเขาลงบนพื้นถนน แล้วใช้รองเท้าผ้าใบแบรนด์เนมราคาเหยียบแสน กระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนโครงสร้างไม้และแผ่นอะคริลิกแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษซากความพยายามนับร้อยชั่วโมงของตะวันถูกบดขยี้จมลงไปในโคลนตมพร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจของสองพ่อลูก

“จำใส่กะโหลกของมึงไว้นะไอ้ตะวัน” เมฆย่อตัวลงมากระชากคอเสื้อตะวัน “คนกระจอกๆ อย่างมึง ต่อให้ดิ้นรนแทบตาย ก็ไม่มีวันเจริญไปกว่ากูได้หรอก วันมะรืนนี้ กูจะเรียนจบและเข้าไปนั่งเก้าอี้ผู้บริหารในบริษัทยักษ์ใหญ่ของพ่อกู ส่วนมึง… ก็เตรียมตัวไปเป็นกรรมกรแบกปูนซะ! โยนเศษขยะของมันออกไปให้หมด แล้วล็อกประตู!”

เสื้อผ้าเก่าๆ และหนังสือเรียนของตะวันถูกโยนโครมออกมากลางพายุฝน ประตูเหล็กดัดของหอพักถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา ทิ้งให้ตะวันนอนขดตัวร้องไห้อยู่ท่ามกลางความมืดมิดและสายฝนที่เหน็บหนาว

คืนแรกบนฟุตปาธริมถนน ตะวันลากสังขารที่ฟกช้ำและหอบข้าวของที่เปียกชุ่ม ไปหลบอยู่ใต้ป้ายรถเมล์เก่าๆ ที่หลังคารั่วเป็นรู แสงริบหรี่จากหลอดไฟนีออนที่กะพริบติดๆ ดับๆ คือแสงสว่างเดียวที่เขามี ชายหนุ่มนั่งตัวสั่นสะท้าน คุ้ยหาเศษโมเดลที่แตกหักออกมาจากถุงพลาสติก น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม แต่ในความสิ้นหวังนั้น แววตาของตะวันกลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความแค้นและการไม่ยอมแพ้ เขาใช้สก็อตเทปที่เปียกน้ำและกาวตราช้างที่เหลืออยู่เพียงก้นหลอด ค่อยๆ ปะติดปะต่ออนาคตของเขาขึ้นมาใหม่ทีละชิ้น ท่ามกลางเสียงรถบรรทุกที่แล่นผ่านและสาดน้ำโคลนใส่เขาครั้งแล้วครั้งเล่า

คืนที่สอง ความหิวโหยและพิษไข้เริ่มเล่นงาน ร่างกายของตะวันร้อนผ่าวราวกับไฟเผา เขาไม่มีข้าวกินแม้แต่เม็ดเดียว ต้องอาศัยรองน้ำฝนที่ตกลงมาจากหลังคาป้ายรถเมล์ดื่มประทังชีวิต ท้องของเขาร้องครวญครางจนปวดร้าวไปหมด มีขอทานชราคนหนึ่งเดินผ่านมาและโยนเศษขนมปังขึ้นราให้เขาครึ่งก้อน ตะวันยกมือไหว้ขอบคุณทั้งน้ำตา เขากินมันอย่างหิวโหยเพื่อแลกกับพลังงานที่จะใช้ทำโมเดลต่อให้เสร็จ สายตาของเขาเหลือบไปมองป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามถนน ป้ายโฆษณาของ ‘อัครมหาเศรษฐี กรุ๊ป’ อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันจ้องมองตึกระฟ้าในป้ายโฆษณานั้นและสาบานกับตัวเอง ‘สักวัน… ฉันจะต้องไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดให้ได้!’

คืนที่สาม คืนสุดท้ายก่อนวันส่งโปรเจกต์และวันรับปริญญา นิ้วมือของตะวันเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือดจากการโดนคัตเตอร์บาดและโดนเศษอะคริลิกทิ่มตำ สภาพของเขาไม่ต่างจากซากศพเดินได้ เสื้อนักศึกษาเปลี่ยนเป็นสีมอๆ กลิ่นตัวเหม็นอับ แต่โมเดลศูนย์พักพิงผู้ยากไร้ของเขา… ถูกซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์ แม้จะมีร่องรอยของการแตกหัก แต่มันกลับดูมีมนต์ขลังและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่มีใครเทียบได้

และแล้ว… เช้าวันแห่งการพิพากษาก็มาถึง

ณ หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังระดับประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและหรูหราอลังการ ดอกไม้นานาพรรณถูกประดับประดาอย่างสวยงาม บรรดานักศึกษาในชุดครุยวิทยฐานะต่างพากันถ่ายรูปกับครอบครัวไฮโซของตนเอง

ท่ามกลางสังคมจอมปลอมเหล่านั้น ตะวันเดินโซซัดโซเซเข้ามาในหอประชุม เขาอยู่ในชุดครุยที่เก่าและสั้นเต่อซึ่งขอยืมมาจากรุ่นพี่ ร่างกายซูบผอม ใบหน้าตอบและมีรอยช้ำที่มุมปาก ทันทีที่เขาปรากฏตัว เสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นรอบทิศทาง

“อี๋… นั่นตะวันนี่ ทำไมสภาพเหมือนขอทานเพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุมขยะแบบนั้นล่ะ”
“ได้ข่าวว่าโดนไล่ออกจากหอพัก ไปนอนกินน้ำข้าวอยู่ข้างถนนตั้งสามคืนนี่ น่าสมเพชจริงๆ”

เมฆในชุดครุยผ้าไหมสั่งตัดพิเศษ เดินควงกุญแจรถปอร์เช่ป้ายแดงเข้ามาหาตะวัน โดยมีเสี่ยมงคลในชุดสูทราคาแพงเดินตามมาด้วยท่าทีโอ่อ่า

“ไงวะไอ้ลูกหมา ตระเวนคุ้ยขยะจนเพลินล่ะสิ ถึงได้มาโผล่เอาป่านนี้” เมฆหัวเราะร่วน “กูจะบอกข่าวดีให้เอาบุญนะ วันนี้กูได้ข่าววงในมาว่า ‘เจ้าสัวธนินทร์’ ประธานใหญ่แห่งอัครมหาเศรษฐี กรุ๊ป จะมาเป็นประธานมอบใบปริญญาบัตรด้วยตัวเอง! พ่อกูบริจาคเงินสร้างตึกให้มหา’ลัยไปร้อยล้าน เพื่อให้ท่านประธานใหญ่ประทับใจ และรับกูเข้าทำงานในฐานะผู้บริหารระดับสูง… ส่วนมึง ก็เตรียมตัวรับปริญญาแล้วเดินไปสมัครเป็นยามหน้าบริษัทกูได้เลย!”

ตะวันเงยหน้ามองเมฆด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทว่าเยือกเย็นจนเมฆชะงักไปครู่หนึ่ง “คนเรา… สูงต่ำไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า หรือเงินที่พ่อแม่ยัดเยียดให้หรอกนะเมฆ แต่มันอยู่ที่ ‘สมอง’ และ ‘สันดาน’ ต่างหาก”

“ไอ้สวะนี่! มึงกล้าด่ากูเหรอ!” เมฆง้างหมัดเตรียมจะชกตะวันกลางหอประชุม

“หยุดเดี๋ยวนี้!! พิธีการกำลังจะเริ่มแล้ว กรุณาไปนั่งประจำที่!” เสียงประกาศจากอาจารย์ฝ่ายระเบียบดังขึ้นขัดจังหวะ เมฆฮึดฮัดลดหมัดลงและชี้หน้าคาดโทษตะวันก่อนจะเดินไปนั่งในโซนวีไอพี

ทุกคนเข้าประจำที่ในหอประชุมที่จุคนได้นับหมื่น เสียงดนตรีมหาฤกษ์บรรเลงขึ้น พร้อมกับการก้าวเดินขึ้นมาบนเวทีของชายชราผู้ทรงบารมีที่สุดในประเทศ ‘เจ้าสัวธนินทร์ อัครมหาเศรษฐี’ ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจกว่าครึ่งประเทศ ชายชราในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท นัยน์ตาดุดันราวกับพญาอินทรี กวาดสายตามองลงมายังเหล่านักศึกษา ทุกสรรพเสียงเงียบกริบราวกับเป่าสาก

เสี่ยมงคลยืดอก นั่งหลังตรงเตรียมพร้อมรับความดีความชอบ ในขณะที่เมฆยิ้มกริ่ม เตรียมตัวขึ้นไปรับรางวัลนักศึกษาดีเด่นที่พ่อของตนใช้เงินซื้อมา

“สวัสดีท่านอธิการบดี คณาจารย์ และบัณฑิตใหม่ทุกท่าน” เสียงของเจ้าสัวธนินทร์ดังกังวานผ่านไมโครโฟน ทรงอำนาจจนทำให้หลายคนขนลุก “วันนี้ นอกจากผมจะมาแสดงความยินดีกับพวกคุณแล้ว… ผมยังมี ‘วาระแห่งชาติ’ ของตระกูลอัครมหาเศรษฐี ที่ต้องการจะประกาศให้โลกได้รับรู้”

เจ้าสัวธนินทร์เว้นจังหวะ เลื่อนสายตาไปยังกลุ่มนักศึกษา “ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา… ผมทุ่มเทงบประมาณนับพันล้าน จ้างนักสืบที่เก่งที่สุดทั่วโลก เพื่อตามหา ‘หลานชายสายเลือดแท้ๆ เพียงคนเดียว’ ของผม ที่พลัดพรากจากครอบครัวไปตั้งแต่อุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อสิบห้าปีก่อน… และเมื่อสามวันก่อน สายลับของผมได้พบตัวเขาแล้ว!”

เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วหอประชุม ทุกคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น ใครกันคือทายาทหมื่นล้านที่โชคดีคนนั้น!

“หลานชายของผม… ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกใบนี้ เขาถูกไล่ออกจากที่พักท่ามกลางพายุฝน ต้องอาศัยฟุตปาธริมถนนเป็นที่ซุกหัวนอนถึงสามคืนเต็มๆ ต้องทนหิว ทนหนาว ทนให้คนเลวทรามเหยียบย่ำศักดิ์ศรี…” น้ำเสียงของเจ้าสัวธนินทร์เริ่มแข็งกร้าว นัยน์ตาแผ่รังสีอำมหิต “แต่เขากลับไม่เคยยอมแพ้ เขาใช้น้ำฝนลูบหน้า ใช้แสงไฟริมถนนส่องสว่างเพื่อซ่อมแซมผลงานของตัวเองจนสำเร็จ… เลือดนักสู้แบบนี้แหละ คือสายเลือดที่แท้จริงของ อัครมหาเศรษฐี!”

เมฆและเสี่ยมงคลชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าของสองพ่อลูกค่อยๆ เลือนหายไป หัวใจของพวกเขากระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำว่า ‘นอนข้างถนนสามคืน’ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม

“และวันนี้… ผมขอประกาศมอบรางวัลผลงานการออกแบบยอดเยี่ยมระดับประเทศ และขอส่งมอบตำแหน่ง ‘ประธานกรรมการบริหารสูงสุด’ ของ อัครมหาเศรษฐี กรุ๊ป รวมถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินทุกแปลงที่บริษัทครอบครอง… ให้กับทายาทเพียงหนึ่งเดียวของผม!”

เจ้าสัวธนินทร์ชูเอกสารผลตรวจ DNA และโฉนดที่ดินนับร้อยฉบับขึ้นกลางเวที ก่อนจะเปล่งเสียงที่ดังที่สุดและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดออกมา

“ขอเชิญ… หลานชายของปู่… ตะวัน อัครมหาเศรษฐี!!”

เปรี้ยง!!!

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหอประชุม! ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มร่างผอมโซในชุดครุยเก่าๆ ที่นั่งอยู่หลังสุดของแถว

“ต… ตะวัน… ไอ้อนารถานั่นน่ะนะ!” เมฆครางเสียงหลง ขากรรไกรร่วงหล่นลงมาจนแทบกระแทกหน้าอก ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า

“บ… เป็นไปไม่ได้! ไอ้เด็กนั่นมันนามสกุลอื่นนี่!” เสี่ยมงคลหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้

แต่ก่อนที่ใครจะได้สติ บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทกว่าสามสิบนาย นำโดยหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยระดับชาติ ก็วิ่งกรูเข้ามาในหอประชุม พวกเขายืนเรียงแถวสองข้างทาง โค้งคำนับให้ตะวันอย่างพร้อมเพรียงและนอบน้อมที่สุด

“เชิญครับ… ท่านประธานตะวัน”

ตะวันลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาปาดน้ำตาที่ไหลรินด้วยความตื้นตัน ปลดเปลื้องความอัปยศที่แบกรับมาตลอดชีวิตทิ้งไป ชายหนุ่มเดินยืดอกอย่างสง่างามไปตามพรมแดง ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนบรรดานักศึกษาที่เคยหัวเราะเยาะต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา

เมื่อตะวันก้าวขึ้นไปบนเวที เจ้าสัวธนินทร์ดึงร่างของหลานชายเข้ามากอดแน่น “ปู่มารับแกแล้วลูก… ต่อไปนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนในโลกนี้กล้าแตะต้องเส้นผมของหลานปู่ได้อีก!”

ตะวันผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นปู่ เขารับไมโครโฟนมาถือไว้ นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนและยอมจำนน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแววตาของพญามัจจุราช เขากวาดสายตามองลงมายังโซนวีไอพี ตรงไปยังเมฆและเสี่ยมงคลที่บัดนี้ทรุดตัวลงไปกองกับพื้น สภาพไม่ต่างจากหมาจนตรอก

“เมฆ… เสี่ยมงคล…” เสียงของตะวันราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้คนฟังหนาวไปถึงกระดูกดำ “จำที่พวกคุณพูดกับผมเมื่อสามคืนก่อนได้ไหม? คุณบอกว่าผมเป็นได้แค่กรรมกร และคุณจะเข้าไปเป็นผู้บริหารในบริษัทของผม…”

ตะวันเหยียดยิ้มเย็นเยียบ “แต่เผอิญว่า… เมื่อเช้านี้ คุณปู่ได้มอบหมายให้ผมเป็นคนเซ็นอนุมัติ ‘กว้านซื้อหนี้สินและเช็คเด้ง’ ทั้งหมดของบริษัทมงคลแมนชั่นมาไว้ในมือผมเรียบร้อยแล้ว!”

คำประกาศของตะวันทำให้เสี่ยมงคลถึงกับช็อกตาตั้ง! บริษัทของเขามีหนี้สินล้นพ้นตัวจากการบริหารงานที่ผิดพลาด และการที่ตะวันกว้านซื้อหนี้ทั้งหมดมา นั่นหมายความว่า…

“ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่และประธานใหญ่แห่งอัครมหาเศรษฐี…” ตะวันประกาศกร้าว “ผมขอสั่ง ‘ยึดทรัพย์’ หอพักมงคลแมนชั่น รถปอร์เช่ป้ายแดง บ้านหรู และเงินในบัญชีทุกบาททุกสตางค์ของพวกคุณสองพ่อลูก! และขอสั่งยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจทั้งหมดของพวกคุณ!”

“ม… ไม่!! ตะวัน! เสี่ยขอโทษ! เสี่ยตาบอดเอง! เสี่ยมันเลว! คุณชายตะวันได้โปรดเมตตาพวกเราด้วย อย่าถึงขั้นยึดทุกอย่างเลยนะ!” เสี่ยมงคลร้องไห้โหยหวน คลานเข่าเข้ามาเกาะขอบเวที ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร

เมฆที่เคยวางก้าม ทรุดลงกราบแนบพื้นหอประชุม ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลย้อย “ตะวันเพื่อนรัก! เราเรียนมาด้วยกันนะเว้ย! ฉันมันเหี้ยเองที่กระทืบโมเดลของแก แกจะให้ฉันกราบตีนแก หรือล้างห้องน้ำให้แก ฉันก็ยอม แต่อย่ายึดรถ ยึดบ้านฉันไปเลยนะ!”

“เพื่อนรักงั้นเหรอ?” ตะวันหัวเราะในลำคอ “ตอนที่พวกแกลากฉันออกไปโยนทิ้งกลางสายฝน ตอนที่แกกระทืบความฝันของฉันจนแหลกละเอียด… พวกแกเคยเห็นฉันเป็นคนไหม!”

ตะวันหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าบอดี้การ์ด “ลากตัวบุคคลล้มละลายสองคนนี้ออกไปจากงานของฉัน! ถอดเสื้อผ้าแบรนด์เนมและเครื่องประดับของพวกมันออกให้หมด เหลือไว้แค่กางเกงในตัวเดียว! แล้วโยนพวกมันไปไว้ที่ป้ายรถเมล์เก่าๆ หน้าหอพักนั่น… ให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติของการเป็น ‘ขยะ’ ที่พวกมันเคยยัดเยียดให้ฉัน!”

“กรี๊ดดด! ไม่นะ! ปล่อยกู! ปล่อยกู!!”

เสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจของเมฆและเสี่ยมงคลดังกังวานไปทั่วหอประชุม ขณะที่พวกมันถูกการ์ดร่างยักษ์นับสิบคนรุมทึ้ง ลากตัวครูดไปกับพื้นและกระชากเสื้อผ้าออกอย่างไม่ปรานี ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องสะใจของบรรดานักศึกษาที่เคยถูกสองพ่อลูกนี้กดขี่ข่มเหงมาตลอด

ชะตากรรมถูกพลิกกลับอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที มหาเศรษฐีจอมปลอมถูกกระชากลงสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด กลายเป็นคนไร้บ้านที่ต้องนอนหนาวเหน็บอยู่ริมถนน ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ผ่านบททดสอบอันแสนสาหัส ได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต ครอบครองบัลลังก์อำนาจหมื่นล้านอย่างภาคภูมิ เป็นตำนานที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน ว่าอย่าได้ริอ่านท้าทายความมุ่งมั่นของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย… เพราะเมื่อเขากลับมา เขาจะบดขยี้คุณให้ไม่เหลือแม้แต่เศษธุลีดิน!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!