ขุมทรัพย์ในซากรถบัส: เมื่อลูกเนรคุณไล่ตะเพิดแม่วัย 75 ไปนอนข้างถนน

สู่การค้นพบความลับที่พลิกชะตาชีวิตและบดขยี้คนจองหองให้ตกนรกทั้งเป็น!
“แม่… เราคงอยู่ด้วยกันแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ แม่เก็บของแล้วออกจากบ้านนี้ไปเถอะนะ”
ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของ ‘ก้อง’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ ‘ยายบัว’ ฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายตั้งแต่อ้อนแต่ออก เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจของหญิงชราวัย 75 ปี ยายบัวยืนตัวสั่นเทา มือเหี่ยวย่นกำชายเสื้อคอกระเช้าของตัวเองแน่น ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ ราวกับหูแว่วไปเอง
“ก… ก้อง… ลูกพูดเล่นใช่ไหมลูก แม่ทำอะไรผิดไปเหรอ แม่กวาดบ้านถูบ้านไม่สะอาด หรือว่าแม่ทำกับข้าวไม่อร่อย…” น้ำเสียงของหญิงชราสั่นเครือ หยาดน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา
“โอ๊ย! เลิกดราม่าสักทีเถอะค่ะคุณแม่!” เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘ลดา’ ลูกสะใภ้หน้าตาสะสวยแต่จิตใจคับแคบ ดังแทรกขึ้นมา เธอกอดอกมองหน้าแม่ผัวด้วยสายตาขยะแขยง “คุณแม่น่ะแก่แล้ว ทำอะไรก็เชื่องช้า แถมยังไอค่อกแค่กทั้งคืน สกปรกก็สกปรก! ก้องเขาเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ เรากำลังจะมีหน้ามีตาในสังคม ลดาจะจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนไฮโซมาบ้าน แต่มีคนแก่สภาพซอมซ่ออย่างคุณแม่เดินเพ่นพ่าน ลดาอายเขานะคะ! อีกอย่าง เราจะทุบห้องนอนของคุณแม่ทิ้งเพื่อทำเป็นห้องสปาส่วนตัวของลดาด้วย… เพราะฉะนั้น คุณแม่รีบไสหัวไปอยู่ที่อื่นเถอะค่ะ ไปอยู่บ้านพักคนชราหรือใต้สะพานลอยที่ไหนก็ไป!”
“ก้อง… ลูกจะไล่แม่ไปจริงๆ เหรอลูก บ้านหลังนี้… แม่กับพ่อบุญเป็นคนเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายดาวน์ให้ลูกนะ…” ยายบัวหันไปอ้อนวอนลูกชาย น้ำตาไหลอาบแก้ม
ก้องเบือนหน้าหนีด้วยความรำคาญ “อดีตก็คืออดีตสิแม่! ตอนนี้ผมเป็นคนผ่อน ผมก็มีสิทธิ์ขาด! แม่มีแต่จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของครอบครัวผม ผมให้เงินแม่ติดตัวไปห้าพันบาท นี่ก็ถือว่าเนรคุณไม่ลงแล้วนะ รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วออกไปซะ ก่อนที่ลดาเขาจะโมโหไปมากกว่านี้!”
พูดจบ ก้องก็โยนกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ ของยายบัวออกมานอกประตูบ้าน พร้อมกับธนบัตรใบละพันห้าใบที่ปลิวว่อนตกลงบนพื้นดิน ก่อนที่ประตูรั้วบ้านเดี่ยวหลังใหญ่จะถูกกระแทกปิดลงอย่างเกรี้ยวกราด ทิ้งให้หญิงชราวัยเจ็ดสิบห้าปีทรุดตัวลงนั่งกอดกระเป๋าร้องไห้โฮอยู่ริมถนนท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่ปรานี
ยายบัวเดินโซซัดโซเซไปตามทางเท้าอย่างไร้จุดหมาย ท้องฟ้ามืดมิดและลมหนาวพัดกระหน่ำ หญิงชราไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว สามีอย่าง ‘ตาบุญ’ ก็ด่วนจากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน เงินห้าพันบาทในกระเป๋าไม่สามารถเช่าห้องพักดีๆ ได้ในเมืองหลวงที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว ยายบัวเดินร้องไห้จนหมดแรง จนกระทั่งหลงเข้ามาในพื้นที่รกร้างชานเมือง ซึ่งเคยเป็นอู่ซ่อมรถเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี
ท่ามกลางซากเหล็กและวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏ สายตาฝ้าฟางของยายบัวก็ปะทะเข้ากับซากรถบัสคันใหญ่ที่สนิมเขรอะไปครึ่งคัน สภาพของมันผุพัง กระจกแตกหลายบาน แต่ทว่า… เมื่อแสงจากไฟถนนสาดส่องไปกระทบกับตัวถังรถ ลวดลายสีรุ้งที่ซีดจางและตัวหนังสือที่ลอกร่อนกลับทำให้หัวใจของหญิงชรากระตุกวูบ
‘บุญ & บัว ทัวร์’
มันคือรถบัสคันแรกและคันเดียวของตาบุญ! เมื่อสามสิบปีก่อน ตาบุญเคยทำกิจการรถบัสรับจ้างท่องเที่ยว กิจการเคยรุ่งเรืองจนกระทั่งตาบุญล้มป่วยหนักและเสียชีวิต ก้องที่เพิ่งเรียนจบก็นำเงินเก็บไปดาวน์บ้านและทิ้งกิจการรถบัสนี้ไป รถบัสคันนี้จึงถูกนำมาจอดทิ้งไว้ที่อู่ร้างแห่งนี้และถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
ยายบัวปีนขึ้นไปบนซากรถบัสอย่างยากลำบาก กลิ่นอับและสนิมลอยแตะจมูก เบาะโดยสารขาดวิ่น หญิงชราเดินไปที่เบาะคนขับ ลูบพวงมาลัยรถที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
“ตาบุญเอ๊ย… ฉันไม่เหลือใครแล้ว ลูกที่เราเลี้ยงมากับมือ เขาทิ้งฉันแล้ว ฉันขอมาอาศัยรถของตาหลบฝนหน่อยนะ…”
คืนนั้น ยายบัวนอนขดตัวอยู่เบาะหลังคนขับ กอดตัวเองด้วยความหนาวเหน็บ ร่างกายที่ร่วงโรยแทบจะทนรับสภาพอากาศไม่ไหว หญิงชราหลับตาลงพร้อมกับความสิ้นหวัง คิดเพียงว่าหากคืนนี้ต้องตายไป ก็คงจะดีกว่าการตื่นมาพบกับความโหดร้ายของโลกใบนี้
แต่เมื่อแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามา ยายบัวกลับสะดุ้งตื่น หญิงชราพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่เท้าของเธอกลับไปเตะเข้ากับแผ่นเหล็กปูพื้นใต้เบาะคนขับจนเกิดเสียงดังกึก แผ่นเหล็กที่ผุกร่อนนั้นเผยอขึ้นมาเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องว่างบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
ด้วยความสงสัย ยายบัวค่อยๆ ใช้มือดึงแผ่นเหล็กที่สนิมกินจนหลวมนั้นออก สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้คือกล่องเหล็กนิรภัยรุ่นเก่าที่ถูกห่อด้วยผ้าใบกันน้ำอย่างแน่นหนา กล่องใบนี้แทบไม่มีรอยสนิมเลย ยายบัวจำได้ทันที… นี่คือกล่องเก็บของรักของหวงของตาบุญ!
บนกล่องมีแม่กุญแจแบบหมุนรหัส ยายบัวมือสั่น พยายามนึกถึงตัวเลขที่ตาบุญชอบใช้… วันเกิดของลูกชาย… วันครบรอบแต่งงาน… หญิงชราหมุนตัวเลข ‘0905’ ซึ่งเป็นวันเกิดของเธอเอง…
คลิก! แม่กุญแจปลดล็อกออกอย่างง่ายดาย
เมื่อยายบัวเปิดฝากล่องเหล็กออก… ลมหายใจของหญิงชราก็สะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า!
ภายในกล่อง ไม่ได้มีเพียงเอกสารเก่าๆ แต่กลับเต็มไปด้วย ‘ทองคำแท่ง’ น้ำหนักแท่งละสิบบาท จำนวนกว่ายี่สิบแท่ง ส่องประกายสีทองอร่ามตัดกับความผุพังของซากรถบัส! และใต้กองทองคำนั้น มีโฉนดที่ดินเก่าคร่ำคร่าอีกสามฉบับ พร้อมกับจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของตาบุญที่คุ้นเคย
มือที่สั่นเทาของยายบัวหยิบจดหมายนั้นขึ้นมาอ่าน น้ำตาหยดแหมะลงบนกระดาษ
“บัวจ๋า… ถ้าบัวได้เปิดกล่องใบนี้ แสดงว่าบัวคงกำลังตกระกำลำบากอยู่แน่ๆ ทองพวกนี้ ฉันแอบเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ตั้งใจจะให้บัวไว้ใช้ยามแก่เฒ่า ส่วนโฉนดที่ดินสามแปลงนี้ เป็นที่ดินรกร้างแถวชานเมืองที่ฉันซื้อทิ้งไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน ฉันไม่ยอมบอกก้องมัน เพราะฉันรู้สันดานลูกเราดีว่ามันโลภมากและเห็นแก่ตัว ฉันกลัวว่าวันหนึ่งมันจะทิ้งบัว… บัวเอ๊ย เอาสมบัติพวกนี้ไปตั้งตัวนะ อย่าให้ใครมารังแกบัวได้อีก รักบัวเสมอ… จาก บุญ”
ยายบัวกอดจดหมายร้องไห้โฮจนตัวโยน ความรักและความห่วงใยของสามีที่ส่งผ่านกาลเวลามาช่วยเหลือเธอในยามที่ตกต่ำที่สุด เปรียบเสมือนปาฏิหาริย์
และสิ่งที่ยายบัวยังไม่รู้ในตอนนั้นก็คือ… โฉนดที่ดินรกร้างสามแปลงของตาบุญในอดีต บัดนี้… มันคือพื้นที่ไข่แดงใจกลางโครงการก่อสร้าง ‘เมกะมอลล์และสถานีรถไฟฟ้าสายใหม่’ ที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กำลังตามหากว้านซื้อด้วยมูลค่ามหาศาล!
เช้าวันนั้น หญิงชราวัย 75 ปีที่ถูกลูกไล่ตะเพิดออกจากบ้าน ได้นำทองคำแท่งหนึ่งแท่งไปขายที่ร้านทอง ได้เงินสดมาเกือบสี่แสนบาท ยายบัวเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เช่าโรงแรมดีๆ อาบน้ำพักผ่อน และจ้างทนายความฝีมือดีชื่อ ‘ทนายวิชัย’ เพื่อจัดการเรื่องโฉนดที่ดินทันที
เมื่อทนายวิชัยตรวจสอบโฉนดที่ดิน เขาก็แทบช็อก เพราะกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เสนอราคาซื้อที่ดินสามแปลงนี้ในราคาที่สูงถึง ‘สองพันห้าร้อยล้านบาท’!
เพียงชั่วข้ามคืน… จากหญิงชราที่นอนขดตัวอยู่ในซากรถบัส ยายบัวได้พลิกชะตากรรมกลายเป็น ‘มหาเศรษฐีนีระดับพันล้าน’ อย่างเป็นทางการ!
เวลาผ่านไปเพียงหกเดือน…
ในขณะที่ชีวิตของยายบัวพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด หญิงชรานำเงินไปตั้งมูลนิธิช่วยเหลือคนชราและเด็กกำพร้า ซื้อคฤหาสน์หลังงามและมีคนรับใช้คอยดูแลอย่างสุขสบาย ทว่า… กงเกวียนกำเกวียนกลับทำงานอย่างรวดเร็วและรุนแรงกับลูกชายเนรคุณและลูกสะใภ้จองหอง
ก้องที่ทะเยอทะยาน นำเงินของบริษัทไปแอบลงทุนในแชร์ลูกโซ่ตามคำชักชวนของลดา หวังจะรวยทางลัด แต่สุดท้ายวงแชร์ล้ม ผู้บริหารหอบเงินหนีออกนอกประเทศ ก้องถูกบริษัทจับได้ว่ายักยอกทรัพย์ จึงถูกไล่ออกและโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายสิบล้านบาท ลดาที่เคยทำตัวไฮโซก็ถูกแก๊งทวงหนี้นอกระบบตามล่าจนต้องหลบๆ ซ่อนๆ
บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่ก้องและลดาเคยภาคภูมิใจ ถูกธนาคารยึดและนำออกขายทอดตลาด ทั้งคู่หมดเนื้อหมดตัว กลายเป็นบุคคลล้มละลายที่ไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวกิน
วันสุดท้ายก่อนที่ธนาคารจะมาล็อกประตูบ้าน… ก้องและลดาเก็บข้าวของใส่ถุงปุ๋ย นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่หน้าบ้าน สภาพซอมซ่อไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน
“พี่ก้อง… เราจะไปอยู่ที่ไหนกัน ลดาไม่อยากนอนข้างถนนนะพี่…” ลดาฟูมฟาย ใบหน้าซีดเซียวไร้เครื่องสำอาง
“ฉันก็ไม่รู้โว้ย! เพราะแกนั่นแหละที่ชวนฉันลงทุนบ้าๆ นั่น จนเราต้องพินาศแบบนี้!” ก้องตวาดใส่ภรรยาด้วยความสิ้นหวัง
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น รถยนต์โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม สีดำมันปลาบ ก็ค่อยๆ แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วบ้าน บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทรีบก้าวลงมาเปิดประตูรถด้านหลังอย่างนอบน้อม
ก้องและลดาเบิกตากว้าง มองดูรถหรูด้วยความหวังอันริบหรี่ ‘หรือว่าจะมีมหาเศรษฐีใจบุญมาซื้อบ้านหลังนี้ แล้วจ้างเราเป็นคนรับใช้?’ ก้องคิดในใจ
แต่ทว่า… เมื่อรองเท้าหนังอิตาลีราคาแพงก้าวลงมาแตะพื้นถนน ตามด้วยร่างของหญิงชราในชุดผ้าไหมไทยสีทองอร่าม สวมสร้อยคอเพชรระยิบระยับ ทรงผมถูกเกล้าขึ้นอย่างสง่างาม… ลมหายใจของลูกชายเนรคุณและลูกสะใภ้ปากร้ายก็สะดุดกึก ราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่แสกหน้า!
“ม… แม่…!!??” ก้องครางเสียงหลง ตาเหลือกค้าง ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบจนทรุดลงไปกองกับพื้น
“ค… คุณแม่… เป็นไปได้ยังไงคะ…” ลดาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ สมองของเธอขาวโพลนไปหมด
ยายบัวเดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคนด้วยท่วงท่าที่สง่างาม แววตาของหญิงชราที่เคยมองลูกชายด้วยความรักและอ้อนวอน บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและเย็นเยียบ
“ไงล่ะ… หน้าตาของสังคมที่พวกแกอยากได้ มันช่วยให้พวกแกมีข้าวกินไหม?” น้ำเสียงของยายบัวราบเรียบ แต่บาดลึกไปถึงกระดูกดำ
“แม่ครับ! แม่รวยได้ยังไง แม่ถูกหวยเหรอครับ! แม่ครับ… ช่วยก้องด้วย ก้องกำลังจะโดนยึดบ้าน ก้องไม่มีที่ไปแล้ว แม่ซื้อบ้านหลังนี้คืนให้ก้องเถอะนะครับ เรากลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมนะแม่!” ก้องรีบคลานเข่าเข้าไปหา พยายามจะกอดขายายบัว แต่ถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์ใช้เท้าเตะสกัดจนกระเด็นล้มกลิ้งไป
ลดารีบคลานตามเข้าไป ยกมือไหว้ปลกๆ “คุณแม่ขา ลดาขอโทษ ลดาตาบอดเองที่เคยไล่คุณแม่ ลดาผิดไปแล้วค่ะ คุณแม่ให้อภัยลดานะคะ ลดาจะยอมเป็นคนใช้ซักผ้าถูบ้านให้คุณแม่ทุกอย่างเลยค่ะ!”
ยายบัวมองภาพความน่าสมเพชของคนทั้งสอง แล้วเหยียดยิ้มบางๆ
“ฉันซื้อบ้านหลังนี้ไว้แล้วล่ะก้อง…” คำพูดของยายบัวทำให้ก้องและลดายิ้มออกด้วยความหวัง “แต่ฉันซื้อมา… เพื่อจะ ‘ทุบมันทิ้ง’ แล้วสร้างเป็นบ้านพักพิงสำหรับสุนัขจรจัดต่างหาก! เพราะหมามันยังรู้คุณคน ข้าวน้ำเพียงมื้อเดียว มันก็ซื่อสัตย์ไปจนตาย ผิดกับเดรัจฉานในคราบคนอย่างพวกแก ที่ผลาญเงินพ่อแม่จนหมดตัว แล้วยังไล่ตะเพิดแม่บังเกิดเกล้าไปนอนตากฝนข้างถนน!”
คำพูดของยายบัวเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจของก้องและลดา ทั้งคู่หน้าถอดสี ร้องไห้โหยหวนอย่างบ้าคลั่ง
“แม่! แม่จะทำแบบนี้กับลูกในไส้ไม่ได้นะ! แม่ใจดำเกินไปแล้ว!” ก้องตะโกนอย่างลืมตัว
“ใจดำงั้นเหรอ?” ยายบัวหัวเราะในลำคอ “ตอนที่พวกแกโยนเสื้อผ้าฉันทิ้ง โยนเงินห้าพันใส่หน้าฉัน แล้วไล่ฉันไปนอนรอความตาย… พวกแกเคยถามตัวเองไหมว่าคำว่า ‘ใจดำ’ มันสะกดว่ายังไง!”
หญิงชราหมุนตัวหันหลังกลับ ก้าวเดินไปที่รถโรลส์-รอยซ์อย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันมาทิ้งประโยคสุดท้ายที่ทำให้ก้องและลดาต้องตกนรกทั้งเป็น
“อ้อ… เงินห้าพันที่แกเคยให้ฉัน วันนี้ฉันขอคืนให้พวกแกก็แล้วกันนะ ถือซะว่าเป็นค่าทำศพความสัมพันธ์แม่ลูกของเรา… บอดี้การ์ด โยนเศษเงินให้พวกมัน แล้วลากพวกมันออกไปให้พ้นหน้าบ้านของฉันเดี๋ยวนี้!”
แบงก์พันห้าใบถูกโยนใส่หน้าก้องและลดา ก่อนที่บอดี้การ์ดจะหิ้วปีกทั้งสองคนโยนออกไปกองอยู่ริมฟุตปาธอย่างรุนแรง ประตูรั้วบ้านถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา ตัดขาดความหวังสุดท้ายของคนเนรคุณไปตลอดกาล
ยายบัวนั่งอยู่บนเบาะหนังแท้ของรถหรู รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล หญิงชราหลับตาลงด้วยรอยยิ้มที่สงบสุข บทเรียนแห่งกรรมได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จากนี้ไป ชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ จะถูกโอบกอดด้วยความสุขและความดีงามที่ตาบุญได้มอบไว้ให้ ในขณะที่ลูกเนรคุณและสะใภ้จองหอง จะต้องชดใช้กรรมด้วยการเดินดินกินข้าวปนน้ำตา ไปจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.



