News
-
งานเลี้ยงรุ่น 10 ปีแห่งการชำระแค้น: คำเชิญเพื่อเหยียดหยาม
‘ไอ้โง่’ ประจำห้อง และการปรากฏตัวบนเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่สยบทุกคนแทบเท้า! แชทกลุ่มไลน์ของอดีตนักเรียนมัธยมปลายห้อง 6/1 กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันครบรอบ 10 ปีที่จบการศึกษา ‘แม็ค’ อดีตหัวหน้าห้องผู้เย่อหยิ่งและปัจจุบันอ้างตัวว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ที่คลับเฮาส์สุดหรูของสนามกอล์ฟระดับห้าดาวชานเมือง รายชื่อแขกถูกส่งเข้าไปในกลุ่ม แต่มีชื่อหนึ่งที่สะดุดตาและเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากทุกคนได้ทันที… ‘กรณ์’ ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน กรณ์คือเด็กชายหลังห้องที่ทุกคนตราหน้าว่าเป็น “ไอ้โง่ที่สุดในรุ่น” เขาเป็นเด็กบ้านจน พูดติดอ่าง เรียนไม่เก่ง สอบตกแทบทุกวิชา และมักจะเป็นเหยื่อให้แม็คและกลุ่มเพื่อนลูกคนรวยกลั่นแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะโดนเทข้าวราดหัว โดนเอาสมุดการบ้านไปทิ้งถังขยะ หรือโดนด่าทอด้วยถ้อยคำดูถูกสารพัด กรณ์ก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบๆ ไม่เคยตอบโต้ “เฮ้ย ไอมาร์ค มึงไปตามไอ้กรณ์มาให้ได้นะเว้ย” แม็คพิมพ์ข้อความลงในกลุ่ม “กูอยากรู้จริงๆ ว่าป่านนี้มันไปเป็นกรรมกรก่อสร้างหรือขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ไหน งานนี้ขาดตัวตลกประจำห้องไป กร่อยแย่เลยว่ะ ฮ่าๆๆ” ทุกคนในกลุ่มต่างส่งสติกเกอร์หัวเราะและผสมโรงดูถูก ไม่มีใครเชิญกรณ์มาเพราะความคิดถึง แต่พวกเขาเชิญมาเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือชูความสำเร็จของตัวเองและใช้เหยียบย่ำให้รู้สึกเหนือกว่าเท่านั้น และผิดคาด… กรณ์ตอบตกลงที่จะมาร่วมงาน เมื่อค่ำคืนแห่งงานเลี้ยงรุ่นมาถึง บรรยากาศบนดาดฟ้าแบบโอเพ่นแอร์ของคลับเฮาส์เต็มไปด้วยความหรูหราจอมปลอม อดีตเพื่อนร่วมชั้นต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม (ที่บางคนก็รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน) และขับรถยุโรปมาจอดอวดโฉมกัน แม็คยืนถือแก้วไวน์ คุยโวถึงตำแหน่งหน้าที่การงานและรถสปอร์ตที่เขาเพิ่งถอยมาใหม่ด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “นี่ก็ทุ่มครึ่งแล้วนะ ไอ้กรณ์มันยังไม่มาอีกเหรอวะ หรือว่ามันหลงทาง นั่งรถเมล์ผิดสายแน่ๆ เลย” แม็คพูดขึ้นพลางหัวเราะร่วน “หรือมันอาจจะกำลังปั่นจักรยานพับเก่าๆ ของมันอยู่ก็ได้นะพี่แม็ค” เพื่อนในกลุ่มรีบเสริม แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานนั้นเอง… เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ทรงพลังก็ดังกึกก้องมาจากบนท้องฟ้า ลมพายุขนาดย่อมพัดกระหน่ำจนแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะสั่นสะเทือน…
-
เด็กชายที่ถูกลืมใต้ร่มไม้ใหญ่: ปาฏิหาริย์แห่งนาฬิกาพกสีเงิน
และการคุกเข่าของมหาเศรษฐีที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ณ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ‘บ้านแสงตะวัน’ ที่ตั้งอยู่ชานเมืองอันเงียบเหงา มีเด็กชายวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งชื่อ ‘พายุ’ เขาไม่ใช่เด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของผู้ใหญ่ และไม่ใช่เพื่อนเล่นที่สนุกสนานในสายตาของเด็กคนอื่นๆ พายุมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว รูปร่างผอมโซ และมักจะเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยพูดจากับใคร สิ่งเดียวที่เขามักจะทำคือการนั่งขดตัวอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หลังสนามเด็กเล่น ในมือเล็กๆ ที่กร้านแดดนั้นมักจะกำ ‘นาฬิกาพกสีเงินเก่าๆ’ ที่หน้าปัดแตกร้าวไว้แน่น “เฮ้ย! ไอ้พายุมันเอาเศษเหล็กนั่นมานั่งขัดอีกแล้วว่ะ!” เด็กชายตัวโตประจำบ้านกำพร้าตะโกนล้อเลียน “ไม่มีใครอยากเล่นกับแกหรอก ไอ้เด็กประหลาด! วันๆ เอาแต่นั่งคุยกับนาฬิกาพังๆ” เด็กอีกคนผสมโรง ก่อนจะปาลูกบอลพลาสติกอัดใส่ไหล่ของพายุจนเขาเซถลา พายุไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแค่ก้มหน้า ใช้แขนเสื้อที่ขาดวิ่นเช็ดฝุ่นออกจากนาฬิกาพกเรือนนั้น มันเป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ตอนที่ถูกพบเป็นเด็กหลงทางเมื่อห้าปีก่อน นาฬิกาเรือนนี้เปิดไม่ออก เข็มของมันหยุดเดินไปนานแล้ว แต่มันสลักลวดลาย ‘นกอินทรีสยายปีก’ เอาไว้อย่างประณีต สำหรับพายุ… มันคือสิ่งเดียวที่บอกว่าเขายังมีอดีต แม้เขาจะจำมันไม่ได้เลยก็ตาม ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นด้วย ไม่มีครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวไหนอยากรับเด็กที่เอาแต่เงียบขรึมและมีแผลเป็นไปเลี้ยงดู พายุถูกลืมทิ้งไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่นั้นวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง… วันที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กชายไร้ค่าไปตลอดกาล เช้าวันนั้น สถานสงเคราะห์วุ่นวายตั้งแต่ไก่โห่ ครูใหญ่วิ่งวุ่นสั่งให้เด็กทุกคนอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่สะอาดและดูดีที่สุด “วันนี้จะมีมหาเศรษฐีใหญ่ระดับประเทศมาบริจาคเงินและเลี้ยงอาหารกลางวัน พวกเธอต้องทำตัวให้ดีที่สุด เข้าใจไหม! เผื่อท่านเมตตารับใครไปอุปถัมภ์!” ครูใหญ่ประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อถึงเวลาพายุถูกจัดให้อยู่แถวหลังสุด ครูพี่เลี้ยงคนหนึ่งดึงแขนเขาอย่างแรงแล้วกระซิบเสียงดุว่า “เธอหลบอยู่เงียบๆ ตรงนี้นะพายุ อย่าเสนอหน้าออกไปทำให้แขกผู้ใหญ่รำคาญใจล่ะ” พายุพยักหน้าช้าๆ แล้วก้มมองนาฬิกาพกในมือตามความเคยชิน…
-
เงาลวงในรอยรัก: เมื่อหัวใจวัย 74 หลงกลกุหลาบอาบยาพิษ
เงาลวงในรอยรัก: เมื่อหัวใจวัย 74 หลงกลกุหลาบอาบยาพิษ และความลับจากแม่บ้านที่ช่วยชีวิตผมจากความตาย ชีวิตในวัย 74 ปีของผม ‘เจ้าสัวธนินทร์’ มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและสงบสุข หลังจากที่ภรรยาคู่ชีวิตจากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เงียบเหงาราวกับสุสาน แม้จะมีเงินทองมากมายมหาศาล แต่มันก็ไม่สามารถซื้อรอยยิ้มหรือความอบอุ่นในหัวใจกลับคืนมาได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง แสงสว่างจอมปลอมก็สาดส่องเข้ามาในชีวิตผม… เธอชื่อ ‘รสลิน’ รสลินเป็นภัณฑารักษ์สาวสวยในแกลเลอรีศิลปะที่ผมไปร่วมงานประมูลเพื่อการกุศล เธออายุเพียง 36 ปี อ่อนกว่าผมถึง 38 ปี! แต่ความเยาว์วัย รอยยิ้มที่สดใส และความเอาใจใส่ของเธอ ทำให้หัวใจที่แห้งผากของผมกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เข้าหาผมเพราะเงิน (หรืออย่างน้อยผมก็เชื่อเช่นนั้นในตอนแรก) เธอชอบฟังผมเล่าเรื่องราวในอดีต ดูแลเรื่องอาหารการกิน และทำให้คฤหาสน์ที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวา เพียงหกเดือนที่เราคบหาและเธอย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ผมตัดสินใจว่าจะจดทะเบียนสมรสกับรสลิน และให้ทนายความร่างพินัยกรรมฉบับใหม่ เพื่อยกทรัพย์สินกว่าครึ่งหนึ่งให้เธอเป็นหลักประกันในชีวิต แต่ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ผมกลับรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองอ่อนแอลงอย่างประหลาด ผมมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้ง หายใจติดขัด และเจ็บแปลบที่หน้าอก หมอประจำตัวบอกว่ามันเป็นเพียงอาการของโรคชราและโรคหัวใจที่กำเริบตามวัย รสลินยิ่งแสดงความห่วงใย เธอเป็นคนชง ‘ชาสมุนไพรบำรุงหัวใจ’ ให้ผมดื่มด้วยตัวเองทุกคืนก่อนนอน ซึ่งผมก็ดื่มมันจนหมดแก้วด้วยความซาบซึ้งใจ จนกระทั่งคืนหนึ่ง… คืนพายุฝนฟ้าคะนองที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล เวลาประมาณตีสอง ขณะที่รสลินบอกว่าเธอจะลงไปอุ่นนมอุ่นๆ ที่ห้องครัว เสียงเคาะประตูห้องทำงานของผมก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ร้อนรน เมื่อผมเปิดประตูออกไป ก็พบกับ ‘ป้าชื่น’ หัวหน้าแม่บ้านวัย…
-
18 สายที่ถูกทิ้งขว้าง กับเสียงกระซิบสุดท้ายของดวงใจ:
เมื่ออ้อมกอดชู้รัก สำคัญกว่าลมหายใจของลูกชายวัย 5 ขวบ “แม่ครับ… คุณพ่อจะมาหาภูผาไหม ภูผาเจ็บจังเลย…” เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าและสั่นเครือของ ‘น้องภูผา’ เด็กชายวัย 5 ขวบที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียู กรีดลึกลงไปในหัวใจของ ‘นลิน’ ผู้เป็นแม่จนแหลกสลายเป็นชิ้นๆ สายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจระโยงระยางเต็มร่างเล็กที่บอบช้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงเตือนเป็นจังหวะที่ช้าลงทุกที บ่งบอกว่าเวลาของเทวดาตัวน้อยกำลังจะหมดลง นลินกุมมือที่เย็นเฉียบของลูกชายไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มจนไม่มีที่จะให้ไหลอีกแล้ว มืออีกข้างของเธอกำโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแสดงค้างอยู่ที่เบอร์ของ ‘ปภพ’ สามีและพ่อของลูก… เบอร์ที่เธอโทรออกไปแล้วถึง 17 ครั้ง แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติ “พ่อกำลังรีบมาลูก พ่อรักภูผามากนะ ภูผารอพ่ออีกนิดเดียวนะลูกคนเก่ง” นลินพยายามกลั้นสะอื้น โกหกคำโตเพื่อต่อลมหายใจให้ลูกชายที่พยายามเบิกตาที่หนักอึ้งมองหาประตูห้องผู้ป่วยตลอดเวลา แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ… ปภพไม่ได้กำลังรีบมา เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงกิเลสและอ้อมกอดของ ‘รสา’ เลขาสาวและชู้รักวัยกระเตาะ ในห้องสวีทของโรงแรมหรูใจกลางเมือง เพื่อฉลองวันเกิดให้กับผู้หญิงที่ทำลายครอบครัวของเขา หน้าจอโทรศัพท์ของปภพสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 18 พร้อมชื่อ ‘นลิน ภรรยา’ ที่ปรากฏขึ้น ปภพขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขากำลังจะเอื้อมมือไปกดรับ แต่รสาที่สวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำบางเบาก็คว้าโทรศัพท์ไปจากมือของเขาเสียก่อน “พี่ภพคะ! นี่มันคืนวันเกิดรดานะคะ คุณตกลงแล้วไงว่าจะปิดเครื่อง ไม่สนใจยัยเมียจอมจู้จี้ของคุณหนึ่งคืน! หรือพี่ภพไม่ได้รักรดาแล้ว?” รสาทำหน้างอแง พลางกอดรัดออดอ้อน “รักสิครับรดา… พี่ก็แค่กลัวว่าที่บ้านจะมีธุระด่วน” ปภพละล่ำละลักตอบ “ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าเวลาของเราคะ…
-
บาดแผลในซองของขวัญ: ความลำเอียงของป้าจอมหยิ่งยโส
และจุดจบแห่งความพินาศที่ต้องจดจำไปจนวันตาย คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูล ‘วิจิตรธรรมรงค์’ อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นอายของความหรูหรา งานรวมญาติประจำปีที่ทุกคนรอคอยถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางญาติพี่น้องที่แต่งตัวประชันกันด้วยเครื่องเพชรและแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ศูนย์กลางของงานในวันนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘คุณป้าศรีอนงค์’ พี่สาวคนโตของตระกูล ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นนางพญาและคอยกดหัวญาติคนอื่นๆ ที่มีฐานะด้อยกว่า เธอสวมสร้อยเพชรเม็ดเป้ง นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ราวกับราชินีที่กำลังรอรับการสวามิภักดิ์ ฉัน ‘พิมพ์ดาว’ นั่งอยู่มุมเงียบๆ ของห้องพร้อมกับ ‘น้องพีท’ ลูกชายวัยเจ็ดขวบของฉันที่สวมชุดสูทตัวเก่งที่ฉันรีดให้อย่างตั้งใจ ฉันเป็นหลานสาวที่ศรีอนงค์เกลียดชังที่สุด เพียงเพราะเมื่อเจ็ดปีก่อน ฉันปฏิเสธการคลุมถุงชนกับลูกชายรัฐมนตรีที่เธอหามาให้ และเลือกที่จะแต่งงานกับ ‘กฤตย์’ ผู้ชายธรรมดาที่เธอตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้กระจอก’ “มาๆ เด็กๆ มารับของขวัญจากป้าเร็วเข้า!” เสียงแหลมปรี๊ดของศรีอนงค์ดังขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง เด็กๆ ลูกหลานของญาติสายรวยต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหา ศรีอนงค์หยิบซองสีทองปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าแอร์เมส เธอแจกซองเหล่านั้นให้เด็กๆ ทีละคนด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “นี่ของหนูจ้ะลูก เอาไปซื้อของเล่นนะ ซองละสองหมื่นบาท ป้าให้พิเศษเลย” เสียงฮือฮาและเสียงขอบคุณเจื้อยแจ้วดังขึ้น ญาติๆ ต่างพากันประจบสอพลอและสรรเสริญความใจป้ำของศรีอนงค์ น้องพีทมองเพื่อนๆ พี่ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันแกะซองเห็นแบงก์พันปึกใหญ่ด้วยความตื่นเต้น เด็กน้อยหันมามองหน้าฉัน ฉันจึงพยักหน้าให้ลูกเดินเข้าไปต่อแถวเพื่อรับพรจากผู้ใหญ่ตามมารยาท แต่เมื่อน้องพีทเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคุณป้าศรีอนงค์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอกลับหุบลงทันที เธอปรายตามองหลานชายตัวเล็กๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม มือที่สวมแหวนเพชรล้วงเข้าไปในกระเป๋า แต่แทนที่จะหยิบซองสีทอง เธอกลับหยิบ ‘เหรียญสิบบาท’ สองเหรียญออกมา แล้วโยนแหมะลงบนฝ่ามือเล็กๆ ของน้องพีท…
-
วิวาห์สีเลือด: รอยแค้นอาภรณ์วิวาห์ และหายนะแห่งตระกูลหยิ่งยโส
สองคืนก่อนวิวาห์ เสียงผ้าลูกไม้เนื้อดีที่ถูกกระชากจนขาดวิ่นดังก้องไปทั่วห้องนอนของฉัน มันไม่ใช่แค่ผ้าธรรมดา แต่เป็นชุดแต่งงานวินเทจที่คุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้วตั้งใจเย็บปักไว้ให้ฉันใส่ในวันสำคัญที่สุดของชีวิต “แคว่ก!!” เศษผ้าสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงบนพื้นพรมราวกับซากศพของความหวัง ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ‘ชัชชัย’ ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงระยับยืนหอบหายใจด้วยความโกรธจัด ในขณะที่ด้านหลังของเขามี ‘รดา’ ภรรยาใหม่ผู้แสนเย่อหยิ่ง และ ‘ณิชา’ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอยืนเหยียดยิ้มอย่างสะใจ “แกจะแต่งงานกับไอ้กระจอกนั่นไม่ได้ ลลิน!” พ่อตวาดลั่น ชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทา “ฉันไม่ยอมให้ลูกสาวคนโตของตระกูล ‘เกียรติบวร’ ต้องไปกัดก้อนเกลือกินกับไอ้สถาปนิกบ้านนอกนั่นให้ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะหรอกนะ!” “แต่ธีร์เป็นคนดี และเราก็รักกันค่ะพ่อ” ฉันเถียงเสียงเรียบ พยายามข่มความเจ็บปวดที่จุกอยู่เต็มอก “รักมันกินไม่ได้!” พ่อประกาศกร้าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่มืดบอด “มะรืนนี้แกต้องไปงานกาล่าดินเนอร์กับฉัน เราต้องไปต้อนรับท่านประธานกรรมการของ ‘ที.ซี. กรุ๊ป’ มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งที่เพิ่งบินกลับมาจากต่างประเทศ ถ้าแกทำให้ท่านประธานถูกใจได้ บริษัทของเราที่กำลังจะล้มละลายก็จะมีคนมาอุ้มชู!” ฉันแค่นยิ้ม สมเพชในความเห็นแก่ตัวของผู้ชายตรงหน้า “พ่อก็เลยฉีกชุดแต่งงานของแม่ทิ้ง เพื่อจะบังคับให้ลลินไปเป็นของเล่นของเศรษฐีแก่ๆ เพื่อล้างหนี้ให้พ่อเหรอคะ?” “เพียะ!” ฝ่ามือหนาตบลงบนใบหน้าฉันอย่างจังจนเลือดซิบมุมปาก รดาแสร้งทำเป็นยกมือทาบอก แต่สายตากลับเปี่ยมไปด้วยความสะใจ ณิชาหัวเราะในลำคอพลางปรายตามองเศษชุดแต่งงานบนพื้น “จำเอาไว้นะลลิน…” พ่อเหยียบย่ำลงบนลูกไม้สีขาวที่แม่ตั้งใจทำให้อย่างไร้เยื่อใย “ไม่มีชุด ก็ไม่มีงานแต่ง! และถ้าแกไม่ไปงานกาล่ามะรืนนี้ ฉันจะตัดหางปล่อยวัดแก!” พ่อและครอบครัวใหม่ของเขาเดินสะบัดก้นออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉันทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางเศษซากของชุดแต่งงาน ฉันหยิบเศษผ้าขึ้นมากำไว้แน่น น้ำตาที่ควรจะไหลกลับเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นเยียบที่เกาะกุมขั้วหัวใจ… สองคืนก่อนวิวาห์…
-
วิวาห์สายฟ้าแลบ: บทลงทัณฑ์จากภรรยา(ที่เคย)แสนดี
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกรูดซิปปิดอย่างแรง เสียงของมันดังก้องไปทั่วห้องนอนที่เคยเต็มไปด้วยความทรงจำ ผม ‘ภคิน’ หันไปมอง ‘นลิน’ ผู้หญิงที่ผมแต่งงานด้วยมาห้าปี เธอคือภรรยาที่แสนดี ทำอาหารเก่ง ดูแลบ้านไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่ในสายตาของผมตอนนี้… เธอช่างจืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีอะไรเชิดหน้าชูตาผมในวงสังคมนักธุรกิจที่ผมกำลังก้าวเข้าไปได้เลย “เซ็นใบหย่าซะ นลิน ผมทิ้งเงินไว้ให้คุณก้อนหนึ่ง คงพอให้คุณตั้งตัวได้” ผมโยนซองเอกสารลงบนเตียง “รตีรอผมอยู่ข้างล่าง ผมไม่อยากให้เธอรอนาน” นลินมองซองเอกสารนั้นนิ่งๆ แววตาของเธอว่างเปล่าจนผมเดาไม่ออกว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่มีน้ำตา ไม่มีการฟูมฟายเหนี่ยวรั้งอย่างที่ผมคาดคิด เธอเพียงแค่หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่ออย่างรวดเร็ว แล้วเงยหน้ามองผม “ขอให้โชคดีกับสิ่งที่เลือกนะคะ ภคิน” น้ำเสียงของเธอเรียบเฉยจนผมรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ แต่ผมก็สะบัดความคิดนั้นทิ้ง หิ้วกระเป๋าเดินออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่หรูหราและเร้าใจกับ ‘รตี’ เลขาสาวสุดแซ่บที่อายุน้อยกว่าผมถึงเจ็ดปี การ์ดเชิญสีทองและคำหัวเราะเยาะ สองวันต่อมา ขณะที่ผมกำลังนอนจิบไวน์อยู่ริมสระน้ำในเพนต์เฮาส์หรูที่ผมเพิ่งซื้อเพื่อเป็นรังรักกับรตี เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น พนักงานคอนโดนำซองจดหมายสีดำประทับตราครั่งสีทองหรูหรามาส่งให้ ผมเปิดซองออกดู ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นจนรตีที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำต้องขมวดคิ้วสงสัย “มีอะไรน่าขำเหรอคะพี่คิน?” รตีเดินเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง “ก็ดูนี่สิรตี การ์ดแต่งงาน… จากนลิน!” ผมโยนการ์ดใบนั้นลงบนโต๊ะกระจก “เพิ่งเลิกกับพี่ไปแค่สองวัน ส่งการ์ดแต่งงานมาซะแล้ว สงสัยจะจ้างผู้ชายที่ไหนมาจัดฉากแต่งงานเพื่อประชดพี่แน่ๆ ดูสิ พิมพ์ชื่อเจ้าบ่าวว่า ‘เตชินท์’… ตลกสิ้นดี คนอย่างนลิน วันๆ เดินตลาดสดกับซักผ้า จะไปรู้จักใครได้ ยิ่งชื่อเดียวกับคุณเตชินท์ มหาเศรษฐีเจ้าของทีซีเอสกรุ๊ปที่พี่กำลังจะไปขอร่วมทุนด้วย…
-
รอยด่างในงานวิวาห์ กับ ยศถาแห่งคนสวน
บรรยากาศภายในห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับห้าดาวควรจะอบอวลไปด้วยความรัก แต่บัดนี้มันกลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัดที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แขกเหรื่อระดับวีไอพีกว่า 120 ชีวิตในชุดราตรีหรูหราต่างเบิกตากว้าง พลางยกมือป้องปากซุบซิบนินทากันอย่างออกรส ตรงกลางเวทีที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์นับหมื่นดอก ‘มุกลดา’ ยืนนิ่งงันอยู่ในชุดเจ้าสาวที่บัดนี้ดูไร้ค่าราวกับเศษผ้า สายตาของเธอจับจ้องไปยังแผ่นหลังของ ‘กวินทร์’ นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกล ทายาทตระกูลอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน… ผู้ชายที่เพิ่งสวมแหวนให้เธอเมื่อห้านาทีก่อน แต่กลับกระชากไมโครโฟนจากพิธีกรเพื่อประกาศถ้อยคำที่กรีดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ “ผมขอประกาศยกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้… ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา แต่ผมทบทวนดูแล้วว่า ผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างผม… ไม่มีวันลดตัวลงไปแต่งงานกับลูกสาวคนสวนหรอก!” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันและเย็นชา กวินทร์ปรายตามองมุกลดาและ ‘ลุงชุ่ม’ พ่อของเธอที่ยืนอยู่ข้างเวทีด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะโยนช่อดอกไม้ติดหน้าอกทิ้งลงบนพื้น ใช้รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบย่ำมันอย่างไร้เยื่อใย แล้วหันหลังเดินลงจากเวทีไป โดยมี ‘คุณหญิงพรรณราย’ ผู้เป็นมารดา เดินเชิดหน้าตามลูกชายออกไปอย่างผู้ชนะ เธอเป็นคนยุยงให้ลูกชายฉีกหน้าเจ้าสาวกลางงาน เพราะเพิ่งตกลงจับคู่กวินทร์กับลูกสาวรัฐมนตรีได้สำเร็จเมื่อคืนก่อน “โธ่เอ๊ย… พ่อขอโทษนะลูก พ่อทำให้มุกต้องอับอาย พ่อมันแค่คนสวนต่ำต้อย พ่อขอโทษ… ขอโทษแขกผู้มีเกียรติทุกท่านด้วยนะครับที่ต้องมาเสียเวลา ขอโทษครับ…” เสียงแหบพร่าของลุงชุ่มดังขึ้น ชายชราในชุดสูทเช่าที่หลวมโคร่งทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพรม ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนไหล่สั่นไหว พลางพนมมือไหว้ขอโทษแขกเหรื่อรอบทิศทาง น้ำตาของคนเป็นพ่อที่เห็นลูกสาวถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกมีดนับร้อยเล่มทิ่มแทง มุกลดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ เธอไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่วิ่งตามผู้ชายจอมปลอมคนนั้น หญิงสาวถลกรุ่มล่ามของชุดเจ้าสาว ก้าวลงจากเวทีและทรุดตัวลงสวมกอดผู้เป็นพ่อไว้แน่น “พ่อไม่ต้องขอโทษใคร พ่อไม่ได้ทำอะไรผิด” มุกลดากระซิบเสียงสั่นแต่หนักแน่น “มุกต่างหากที่ตาบอด พ่อของมุกคือผู้ชายที่ประเสริฐที่สุดในโลก ต่อให้พ่อจะเป็นแค่คนสวน มุกก็ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อค่ะ” ภาพสองพ่อลูกกอดกันร้องไห้กลางงานแต่งงานที่พังทลาย ทำให้แขกหลายคนเวทนา แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองด้วยสายตาสมเพช……
-
หน้ากากไร้เดียงสา: แผนลวงสมบูรณ์แบบของ ‘ซีอีโอ’ ก้นครัว
ฉันหลอกสามีมาตลอดหกปีเต็มว่าฉันเป็นเพียงแม่บ้านที่พูดภาษาต่างประเทศไม่ได้แม้แต่คำเดียว และไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเลยแม้แต่น้อย สมุดทะเบียนสมรสที่ถูกฉีกขาดครึ่งหนึ่งวางทิ้งอยู่บนโต๊ะกินข้าวไม้สักตัวยาวในบ้านพักย่านบางนา ‘ฐิติมา’ เลขานุการสาววัยยี่สิบหกปี ยืนกอดแฟ้มจัดงานแต่งงานพลางส่งเสียงหัวเราะเบาๆ อยู่ข้างตู้โชว์แก้วคริสตัล ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและจองหอง ราวกับว่าบ้านหลังนี้ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเธออย่างสมบูรณ์แล้ว ในวัยสามสิบเอ็ดปี กับการใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ในบ้านเดี่ยวย่านบางนามาตั้งแต่แต่งงาน คนในครอบครัวมั่นคงพาณิชย์รู้จักฉันในชื่อ ‘ดวงกมล ศรีวิไลรัตน์’ ผู้หญิงที่วันๆ ทำได้แค่งานบ้าน กวาดถูพื้น และดูแลอาหารสามมื้อ ฉากสุดท้ายของละครฉากโง่เขลา “เซ็นซะสิกมล จะมัวรออะไรอยู่ หรือต้องให้ผมแปลเอกสารหย่าเป็นภาษาบ้านนอกให้คุณฟัง?” เสียงทุ้มที่เคยพร่ำบอกรักฉันเมื่อหกปีก่อน บัดนี้เต็มไปด้วยความรำคาญและดูแคลน ‘กฤตย์ มั่นคงพาณิชย์’ ทายาทบริษัทส่งออกรายใหญ่ยืนกอดอกมองฉันด้วยหางตา เขาอยู่ในชุดสูทอาร์มานีราคาแพงระยับ ซึ่งเป็นชุดที่ฉันเป็นคนรีดให้ด้วยมือของตัวเองเมื่อเช้านี้ “พี่กฤตย์ใจเย็นๆ สิคะ พี่กมลอาจจะกำลังเสียดายบัตรเครดิตใบเสริมที่คุณพี่ให้ใช้ซื้อกับข้าวอยู่ก็ได้” ฐิติมาเดินเข้ามากรีดกรายเกาะแขนกฤตย์ “พี่กมลคะ โลกยุคนี้ผู้บริหารระดับร้อยล้านพันล้านอย่างพี่กฤตย์ เขาต้องการภรรยาที่เชิดหน้าชูตาได้ คุยธุรกิจระดับนานาชาติรู้เรื่อง ไม่ใช่ผู้หญิงที่รู้จักแต่วิธีทำต้มยำกุ้งกับพับผ้าปูที่นอนนะคะ” ฉันปรายตามองผู้หญิงที่กำลังจะมาแทนที่ฉัน ก่อนจะมองหน้าผู้ชายที่ฉันยอมทิ้งชีวิตอิสระมาปรนนิบัติถึงหกปีเต็ม เหตุผลเดียวที่ฉันยอมแต่งงานกับเขาและเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ ก็เพื่อทำตามคำขอสุดท้ายของคุณปู่ที่อยากตอบแทนบุญคุณตระกูลมั่นคงพาณิชย์ และฉันแค่อยากรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะรักฉันที่ตัวตน หรือรักที่เปลือกนอก หกปีที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า เขาหูเบา ทะเยอทะยาน และโง่เขลาเกินกว่าจะมองเห็น ‘เพชร’ ที่ซ่อนอยู่ในโคลน “กมลไม่เสียดายหรอกค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งหยาดน้ำตาอย่างที่พวกเขากำลังคาดหวัง มือของฉันหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนกระดาษและเซ็นชื่อ ‘ดวงกมล ศรีวิไลรัตน์’ ลงไปอย่างงดงามและหนักแน่น…
-
หิมะสีเลือด: คำพิพากษาจากก้นเหว
ความหนาวเหน็บของพายุหิมะบนยอดเขาแอลป์ ไม่ได้เย็นยะเยือกไปกว่าแววตาของ ‘กริช’ ชายคนที่ฉันรักสุดหัวใจ ชายที่กำลังจะเป็นพ่อของลูกในท้องฉัน “อากาศข้างบนนี้บริสุทธิ์จังเลยนะคะกริช ลูกของเราคงชอบ” ฉัน ‘นลิน’ ทายาทตระกูลอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน เอามือลูบหน้าท้องที่นูนป่องอายุครรภ์ 9 เดือนด้วยรอยยิ้ม เรามาฮันนีมูนทิ้งทวนก่อนที่ฉันจะคลอด กริชเช่าเหมาลำเฮลิคอปเตอร์พาฉันมาชมวิวบนธารน้ำแข็งที่ห่างไกลผู้คน เขาบอกว่ามันจะเป็นความทรงจำที่พิเศษที่สุดของเรา และมันก็พิเศษจริงๆ… พิเศษจนฉันไม่มีวันลืมไปชั่วกัปชั่วกัลป์ กริชเดินเข้ามาสวมกอดฉันจากด้านหลัง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินที่ต้นคอ ก่อนที่คำพูดกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้น “ใช่ นลิน… ลูกคงชอบ และคุณก็คงชอบที่นี่เหมือนกัน ที่พักพิงสุดท้ายของคุณ” ยังไม่ทันที่ฉันจะหันกลับไปถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร ฝ่ามือหนาที่เคยทะนุถนอมฉันมาตลอดห้าปี ก็ออกแรงผลักร่างของฉันอย่างสุดแรง! พื้นน้ำแข็งลื่นปรื๊ดใต้รองเท้าบูทสูญเสียการทรงตัว ร่างของฉันร่วงหล่นลงสู่รอยแยกของหุบเหวน้ำแข็งที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น เสียงกรีดร้องของฉันถูกกลืนหายไปกับเสียงพายุ ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนจะถูกความมืดมิดกลืนกิน คือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของกริชที่ยืนมองร่างของฉันดิ่งลงสู่ความตาย เขาทำเพื่ออะไร? คำตอบนั้นง่ายมาก… กรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 1,500 ล้านบาท (ราว 50 ล้านดอลลาร์) ที่เขายืนกรานให้ฉันทำไว้ก่อนบินมาต่างประเทศ โดยมีเขาเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว … สามสัปดาห์ต่อมา ณ ศาลาวีไอพีของวัดดังใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ดอกลิลลี่สีขาวนับหมื่นดอกถูกประดับประดาอย่างวิจิตรตระการตา แขกเหรื่อระดับไฮโซและนักข่าวแน่นขนัด รูปหน้าศพของฉันตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลา กริชในชุดสูทสีดำสนิท ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นปิ่มว่าจะขาดใจอยู่หน้าโลงศพที่ว่างเปล่า (เพราะพวกเขาอ้างว่าหาร่างฉันไม่พบในพายุหิมะ) ข้างกายเขาคือ ‘รดา’ เลขาส่วนตัวและเพื่อนสนิทที่สุดของฉัน ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้เขาอย่างเบามือ…