News

งานเลี้ยงฉลองที่หน้าประตูโรงแรมหรู:

เมื่อครอบครัวลูกเขยดูถูกแม่ยายผู้ซอมซ่อ โดยไม่รู้ว่าเธอคือมหาเศรษฐีนีเจ้าของโรงแรมตัวจริง!

แสงไฟสีทองอร่ามจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์ของโรงแรม ‘เดอะ แกรนด์ เอ็มไพร์’ โรงแรมระดับเจ็ดดาวที่หรูหราและแพงที่สุดในใจกลางกรุงเทพมหานคร รถยนต์ซูเปอร์คาร์และลีมูซีนหรูทยอยขับเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าประตู แขกเหรื่อในชุดราตรีและสูทสั่งตัดราคาแพงต่างพากันเดินเฉิดฉายเข้าสู่งานกาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่ประจำปี ท่ามกลางความวิจิตรตระการตานั้น ฉันก้าวลงจากรถแท็กซี่ธรรมดาๆ ในชุดผ้าฝ้ายสีเรียบและรองเท้าส้นเตี้ยที่ใส่สบาย มันเป็นชุดที่ฉันมักจะใส่เสมอเวลาออกไปตรวจดูความเรียบร้อยของธุรกิจ โดยไม่ได้สนใจเปลือกนอกที่คนในสังคมจอมปลอมชอบนำมาประเมินค่ากัน

ทันทีที่ฉันเดินเข้าใกล้พรมแดงหน้าประตูทางเข้า เสียงหัวเราะเยาะหยันที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นขัดจังหวะ มันไม่ใช่เสียงของใครที่ไหน แต่เป็นเสียงของ ‘คุณหญิงสิริมา’ แม่ของ ‘กวิน’ ลูกเขยของฉันเอง เธอยืนกอดอกอยู่ข้างลูกชายด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง สวมสร้อยเพชรเส้นโตที่ฉันจำได้ดีว่ามันถูกซื้อมาจากเงินปันผลของบริษัทที่ฉันเป็นคนก่อตั้งขึ้น

“ตายจริง… นี่คุณพี่มาผิดงานหรือเปล่าคะ?” คุณหญิงสิริมาปรายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม “งานนี้เขาสงวนไว้สำหรับแขกระดับวีไอพีและนักธุรกิจชั้นนำเท่านั้นนะคะ สภาพแบบนี้… คุณพี่แน่ใจเหรอคะว่ามีปัญญาจ่ายค่าเหยียบพรมของโรงแรมนี้ แค่กาแฟแก้วเดียวในเลานจ์ก็คงเท่ากับค่ากับข้าวคุณพี่ทั้งเดือนแล้วมั้งคะ”

กวิน ลูกเขยตัวดีของฉันยิ้มมุมปาก เขาไม่แม้แต่จะยกมือไหว้หรือทักทายแม่ยายอย่างฉันด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ขยับตัวบังหน้าทางเข้า ราวกับกลัวว่าความซอมซ่อของฉันจะทำให้รัศมีไฮโซของเขาต้องด่างพร้อย แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันปวดร้าวที่สุด ไม่ใช่คำดูถูกของคนนอก ทว่ามันคือท่าทีของ ‘รินลดา’ ลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของฉันเอง

รินลดาเดินก้มหน้าเข้ามาใกล้ฉัน เธอสวมชุดเดรสแบรนด์เนมที่ฉันเป็นคนรูดบัตรให้เมื่อเดือนก่อน เธอหลบสายตาฉันก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แต่แฝงไปด้วยความรำคาญใจ “แม่คะ… แม่มาทำไมที่นี่คะ รินบอกแล้วไงว่างานนี้มีแต่แขกผู้ใหญ่ของทางฝั่งกวิน รินขอร้องล่ะค่ะ แม่รีบกลับไปเถอะ… ได้โปรดอย่าทำให้อะไรๆ มันน่าอึดอัดไปมากกว่านี้เลยค่ะ”

คำพูดของลูกสาวเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ เธออายที่มีแม่แต่งตัวธรรมดา เธอหลงใหลในแสงสีและคำยกยอของครอบครัวสามี จนลืมไปหมดสิ้นว่าใครเป็นคนส่งเสียเลี้ยงดูและสร้างรากฐานอันมั่นคงให้เธอได้มีหน้ามีตาในสังคม ฉันยืนนิ่ง ไม่ได้โต้เถียง ไม่ได้อธิบาย และไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวใดๆ ออกมา นัยน์ตาของฉันเพียงแค่จดจ้องมองพวกเขาด้วยความสมเพชระคนเวทนา พวกเขาตัดสินคนจากเศษผ้าและเครื่องเพชร โดยไม่เคยตระหนักเลยว่า อำนาจที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ

“เห็นไหมคะริน แม่บอกแล้วว่าอย่าปล่อยให้คนแก่คุมสติไม่อยู่มาเพ่นพ่านแถวนี้” คุณหญิงสิริมาหันไปพูดกับลูกสาวฉันด้วยน้ำเสียงดัดจริต “อ๊ะ… นั่นไง รปภ. เดินมานู่นแล้ว สงสัยจะมาเชิญตัวคนจรจัดแถวนี้ออกไปแน่ๆ เลยค่ะ รีบหลบเร็วเข้า เดี๋ยวจะโดนลูกหลง”

ฉันปรายตามองผ่านไหล่ของพวกเขาไปที่ด้านหลัง ชายร่างกำยำในชุดสูทสีดำสนิทพร้อมหูฟังอินเอียร์กำลังก้าวเท้ายาวๆ ตรงมายังจุดที่เรายืนอยู่ เขาคือ ‘ผู้การภาคภูมิ’ อดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดของโรงแรม ด้านหลังของเขายังมีการ์ดร่างยักษ์อีกสี่นายเดินตามมาอย่างเป็นระเบียบและน่าเกรงขาม ครอบครัวของกวินต่างพากันถอยร่น ยิ้มเยาะด้วยความสะใจที่กำลังจะได้เห็นฉันถูกลากตัวออกไปอย่างน่าสมเพช

ผู้การภาคภูมิเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเรา กวินรีบทำตัวเป็นพลเมืองดีโดยการชี้นิ้วมาทางฉัน “รปภ. ครับ ผู้หญิงคนนี้มาก่อความวุ่นวายและขวางทางเข้างาน รบกวนช่วยพาตัวออกไป…”

คำพูดของกวินถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อผู้การภาคภูมิไม่ได้หันไปมองเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าชายร่างยักษ์ผู้แสนดุดันกลับยืนตัวตรง ก่อนจะโค้งคำนับลงต่ำสุดองศาต่อหน้าฉันอย่างนอบน้อมที่สุด การ์ดอีกสี่คนที่เหลือต่างโค้งคำนับพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงทุ้มกังวานของผู้การภาคภูมิดังก้องไปทั่วบริเวณพรมแดง

“สวัสดีครับท่านประธาน! ห้องสวีทเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดและโซนวีไอพีทั้งหมดถูกเตรียมการไว้ต้อนรับท่านเรียบร้อยแล้วครับ! คืนนี้จะให้พวกผมเคลียร์พื้นที่โถงทางเดินเลยหรือไม่ครับนายหญิง!”

สิ้นเสียงประกาศนั้น ราวกับเวลาในบริเวณนั้นหยุดนิ่ง รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของคุณหญิงสิริมาแข็งค้างและค่อยๆ ซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด กวินอ้าปากค้าง นัยน์ตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี ส่วนรินลดาลูกสาวของฉันทรุดตัวเซถอยหลังไปพิงเสาหินอ่อนด้วยความช็อกสุดขีด

ใช่… ไม่มีใครในครอบครัวลูกเขยรู้เลยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมระดับเจ็ดดาวแห่งนี้ ไม่ใช่ของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่ไหน แต่มันถูกกว้านซื้อและบริหารงานโดย ‘บริษัท เอ็น.อาร์. โฮลดิ้ง’ ซึ่งมีฉัน… ผู้หญิงซอมซ่อในชุดผ้าฝ้ายคนนี้ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานกรรมการบริหารแต่เพียงผู้เดียว

ฉันค่อยๆ เลื่อนสายตาไปมองครอบครัวของกวินที่ตอนนี้ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ ความหยิ่งผยองเมื่อไม่กี่นาทีก่อนถูกทำลายป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ฉันยิ้มบางๆ ให้คุณหญิงสิริมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงอำนาจที่สุด

“ดูเหมือนว่าคุณหญิงจะพูดถูกนะคะ… งานนี้คงสงวนไว้สำหรับแขกวีไอพีจริงๆ” ฉันหันไปพยักหน้าให้ผู้การภาคภูมิ “ผู้การคะ รบกวนช่วยตรวจสอบรายชื่อแขกของครอบครัวนี้หน่อยนะคะ ถ้าพวกเขาไม่ได้มีระดับที่สามารถ ‘จ่ายค่าเหยียบพรม’ ของฉันด้วยเงินของตัวเองโดยไม่พึ่งพาเงินกงสีของลูกสาวฉันล่ะก็… เชิญพวกเขากลับไปดื่มกาแฟแก้วละห้าสิบบาทหน้าปากซอยก็แล้วกันค่ะ ฉันไม่ชอบให้แขกที่ไม่มีมารยาทมาทำให้โรงแรมของฉันต้อง ‘น่าอึดอัด’”

รินลดาพยายามจะก้าวเข้ามาจับมือฉัน น้ำตาของเธอคลอเบ้า “แม่คะ… ริน… รินไม่รู้ว่าแม่คือ…”

ฉันดึงมือกลับอย่างนุ่มนวล แต่เด็ดขาด “สนุกกับงานเลี้ยงจอมปลอมของลูกเถอะรินลดา แม่อนุญาตให้ลูกใช้สถานที่ของแม่ได้ในคืนนี้ แต่จำเอาไว้นะ… ความสง่างามที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ชุดเดรสแบรนด์เนมที่ลูกใส่ แต่มันอยู่ที่การไม่ลืมรากเหง้าของตัวเองต่างหาก”

ฉันหมุนตัวเดินก้าวเข้าสู่โถงทางเดินหินอ่อนอันโอ่อ่าของโรงแรมที่ฉันเป็นเจ้าของ โดยมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยเดินขนาบข้างอย่างสมเกียรติ ทิ้งให้ครอบครัวลูกเขยจอมโอหังและลูกสาวที่หลงผิด ต้องยืนเผชิญกับสายตาสมเพชเวทนาจากแขกเหรื่อรอบข้าง… และนั่นคือบทเรียนราคาแพงที่สุด ที่พวกเขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!