News

  • เช็คหย่า 250 ล้านดอลลาร์กับคำพิพากษาว่า ‘ลูกโง่’:

    สู่การกลับมาของอัจฉริยะเงาที่จะบดขยี้อาณาจักรของพ่อให้ย่อยยับ! บรรยากาศในคฤหาสน์หรูหราของตระกูล ‘ศิริโภคิน’ เงียบงันจนน่าอึดอัด บนโต๊ะกระจกเจียระไนราคาแพงระยับมีกระดาษสองแผ่นวางอยู่… ใบหนึ่งคือหนังสือหย่า และอีกใบคือเช็คเงินสดมูลค่า **250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ** (ราวแปดพันกว่าล้านบาท) “เซ็นซะ พิมพ์ดาว แล้วก็ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสของ **‘กวินทร์’** มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศผู้เป็นสามี เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา ข้างกายของเขามี **‘รดา’** ดาราสาวดาวรุ่งที่กำลังซบไหล่กว้างพลางส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ฉันอย่างไม่ปิดบัง ฉันมองผู้ชายที่ฉันร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างอาณาจักรธุรกิจ ‘เค.วี. คอร์ปอเรชั่น’ มาด้วยกันตั้งแต่เรายังไม่มีอะไร แต่พอเขามีอำนาจล้นฟ้า เขากลับเลือกที่จะถีบหัวส่งฉันเพื่อไปคว้าผู้หญิงที่เด็กกว่า “คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมกวินทร์?” ฉันถามเสียงเรียบ แม้ในใจจะแหลกสลาย แต่ศักดิ์ศรีทำให้ฉันไม่ยอมบีบน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว “แน่ใจยิ่งกว่าแน่! ฉันเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงจืดชืดอย่างเธอ และที่สำคัญ…” กวินทร์ปรายตามองไปที่มุมห้อง เด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังนั่งต่อเลโก้เงียบๆ ไม่สนใจโลกภายนอกคือ **‘พชร’** ลูกชายแท้ๆ ของเรา “ฉันไม่อยากมีทายาทเป็นเด็กออทิสติก ไอคิวต่ำ ที่วันๆ เอาแต่นั่งเหม่อหรอกนะ! เอาเงินก้อนนี้ไปซะ มันมากพอให้เธอเลี้ยงไอ้เด็กทึ่มนี่ไปได้ทั้งชาติโดยไม่ต้องมากวนใจฉันอีก!” คำว่า ‘เด็กทึ่ม’ และ ‘ไอคิวต่ำ’ เหมือนมีดกรีดลงกลางหัวใจของคนเป็นแม่ พชรไม่ได้โง่ เขาแค่มีโลกส่วนตัวสูงและหมกมุ่นกับตัวเลขและโค้ดดิ่งในแบบที่กวินทร์ไม่มีวันเข้าใจ ฉันหยิบปากกาตวัดลายเซ็นลงบนใบหย่าอย่างไม่ลังเล คว้าเช็ค 250 ล้านดอลลาร์มาเก็บไว้ในกระเป๋า…

  • **วิมานลวงหลังม่านหรู: เมื่อราชินีในฝันของสามี

    ต้องกลายเป็นนางทาสก้นครัวท่ามกลางไฟริษยาของแม่ผัว** แสงไฟระย้าจากแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายวับวาว สะท้อนความโอ่อ่าของ ‘คฤหาสน์ศิริโภคา’ ตระกูลเศรษฐีเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจ สำหรับ **กฤต** นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียว ที่นี่คือวิมานที่เขาตั้งใจสร้างไว้เพื่อต้อนรับ **พลอยใส** หญิงสาวธรรมดาที่มีจิตใจงดงาม ผู้ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาเป็น ‘นายหญิง’ ของบ้านหลังนี้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน “พี่ต้องไปดูงานที่ยุโรปหนึ่งเดือนเต็ม พลอยอยู่ที่นี่ในฐานะราชินีของพี่ ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะครับ ไม่ต้องหยิบจับอะไรทั้งนั้น ให้เด็กใช้มันทำไป” กฤตจุมพิตกระหม่อมภรรยาสาวอย่างแสนรัก ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับ **คุณหญิงรัตนวดี** ผู้เป็นมารดา “ฝากดูแลพลอยด้วยนะครับคุณแม่” “ไม่ต้องห่วงหรอกตากฤต แม่จะดูแลสะใภ้คนนี้… ‘เป็นอย่างดี’ เลยล่ะ” รอยยิ้มละมุนละไมฉาบบนใบหน้าของคุณหญิง ทว่าแววตากลับเยียบเย็นจนน่าขนลุก กฤตเดินทางจากไปพร้อมกับภาพจำที่สวยงาม เขาวาดฝันว่าภรรยาของเขาคงกำลังนั่งจิบชาในสวนกุหลาบ หรือไม่ก็เดินช้อปปิ้งด้วยบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินที่เขาทิ้งไว้ให้ แต่กฤตไม่มีทางรู้เลยว่า ทันทีที่รถยุโรปคันหรูของเขาแล่นพ้นประตูรั้วเหล็กดัดไป หน้ากากแห่งความเมตตาของคุณหญิงรัตนวดีก็ถูกกระชากออกจนหมดสิ้น! “ถอดชุดผ้าไหมราคาแพงนั่นออกซะ นังกาฝาก!” เสียงตวาดกร้าวของคุณหญิงดังลั่นห้องโถง พลอยใสสะดุ้งสุดตัว หันไปมองแม่สามีด้วยความตกตะลึง ข้างกายคุณหญิงคือ **พิมพา** หลานสาวจอมริษยาที่หวังจะจับกฤตมาตลอด พิมพาเดินเข้ามากระชากสร้อยเพชรบนคอของพลอยใสออกอย่างแรงจนรอยแดงเถือกปรากฏขึ้นบนผิวขาวจัด “คนชั้นต่ำอย่างแก ไม่มีสิทธิ์มาเสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูลศิริโภคา จำใส่กะโหลกไว้ว่าที่แกได้แต่งงานกับพี่กฤต ก็เพราะเขาหลงเสน่ห์ยาแฝดของแก แต่ที่นี่… แกมันก็แค่นังคนใช้!” ตั้งแต่วันนั้น วิมานในฝันก็แปรสภาพเป็นขุมนรก พลอยใสถูกยึดโทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต และเสื้อผ้าหรูหราทั้งหมด เธอถูกไล่ให้ไปนอนในห้องเก็บของชื้นแฉะหลังคฤหาสน์ และถูกบังคับให้ทำงานหนักยิ่งกว่าทาส งานที่เลวร้ายที่สุดคือการถูกส่งตัวไปอยู่ใน ‘ครัวเก่า’…

  • โจ๊กอุ่นรักกับสี่ทายาทไร้บ้าน: เมื่อความเมตตาของพ่อค้าใบ้

    พลิกชะตาชีวิตและนำพาขบวนรถหรูกลับมาตอบแทนพระคุณ! I. โจ๊กชามเก่าและสี่ชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง เสียงล้อรถเข็นคันเก่าฝืดฝืนดังเอี๊ยดอ๊าดฝ่าความมืดมิดของตรอกซอกซอยย่านสลัมใจกลางกรุงเทพฯ “ลุงชิด” ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเสมอ กำลังเข็นรถขายโจ๊กหมูคันเก่งกลับที่พัก ลุงชิดเป็นคนเงียบขรึม… ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากพูด แต่เพราะเขา ‘เป็นใบ้’ มาตั้งแต่กำเนิด โลกของเขาเงียบสงบ แต่หัวใจของเขากลับส่งเสียงดังลั่นไปด้วยความเมตตา ทุกๆ เที่ยงคืน เมื่อหม้อโจ๊กเริ่มงวดลง ลุงชิดจะเข็นรถมาจอดที่ใต้สะพานลอยเก่าๆ ที่นั่นมีดวงตาหิวโหยสี่คู่รอคอยเขาอยู่เสมอ พวกเขาคือเด็กเร่ร่อนสี่คนที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร “ภาม” เด็กชายคนโตวัย 12 ปี ผู้คอยปกป้องน้องๆ “รินทร์” เด็กหญิงวัยมัธยมหน้าตาเอาเรื่องที่ทำตัวห้าวหาญเพื่อความอยู่รอด “นที” เด็กชายสวมแว่นตาแตกๆ ที่ชอบเก็บหนังสือพิมพ์เก่ามานั่งอ่าน และ “มะลิ” เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียง 5 ขวบที่ผอมโซจนเห็นซี่โครง ลุงชิดไม่เคยไล่พวกเขาไปไหน ชายร่างเล็กจะตักโจ๊กเนื้อเนียนนุ่ม ใส่หมูสับชิ้นโตๆ และไข่ลวกจนล้นชาม ยื่นให้เด็กทั้งสี่คนกินจนอิ่มหนำทุกคืน เขาใช้ภาษามือที่พวกเด็กๆ พอจะเดาออกว่า “กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ” พร้อมกับลูบหัวพวกเขาด้วยความรัก แม้ลุงชิดจะยากจน แต่เขาก็เจียดเงินที่ได้จากการขายโจ๊ก ซื้อสมุด ดินสอ และรองเท้าแตะคู่ใหม่ให้เด็กพวกนี้เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าได้ลงพื้นที่และขอรับตัวเด็กทั้งสี่ไปดูแลเพื่อส่งเสียให้เรียนหนังสือในเมืองหลวง ในวันจากลา มะลิกอดขาลุงชิดร้องไห้จ้า ภามจับมือที่หยาบกร้านของลุงชิดไว้แน่นพร้อมให้คำมั่นสัญญา “ลุงชิดครับ… ลุงรอพวกเรานะ สักวันหนึ่ง พวกเราจะกลับมาตอบแทนบุญคุณโจ๊กทุกชามของลุงให้ได้!” ลุงชิดเพียงแค่ยิ้มกว้าง…

  • ตั๋วเฟิร์สคลาสเที่ยวบินสู่ขุมนรก: รอยยิ้มอาบยาพิษ แชมเปญรสขม

    และการแก้แค้นเหนือเมฆของภรรยาหลวงที่ปลายประตูเครื่องบิน แสงไฟสีทองอบอุ่นของเลานจ์ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ได้ทำให้จิตใจของ ‘ธีรภัทร’ อบอุ่นเท่ากับความตื่นเต้นที่กำลังสูบฉีดอยู่ในสายเลือด นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบห้าผู้เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ กำลังเอนหลังจิบกาแฟอย่างอารมณ์ดี โดยมี ‘รินรดา’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีที่สวยสะพรั่งดั่งดอกไม้แรกแย้ม นั่งคลอเคลียอยู่เคียงข้าง ธีรภัทรเพิ่งบอกลา ‘นลิน’ ภรรยาที่แต่งงานกันมานานกว่าสิบปีเมื่อเช้านี้เอง เขาสวมกอดเธอที่หน้าประตูบ้านในกรุงเทพฯ พร้อมกับปั้นหน้าขึงขัง บอกเล่าถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องบินไปเจรจาธุรกิจระดับพันล้านที่เมืองมอนเตร์เรย์ ประเทศเม็กซิโก นลินยังคงเป็นภรรยาที่แสนดี เธอจัดกระเป๋าให้เขาอย่างเรียบร้อย รูดซิปเสื้อโค้ท และอวยพรให้เขาเดินทางโดยสวัสดิภาพ เขาหัวเราะเยาะในใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของภรรยาตัวเอง นลินไม่มีทางรู้เลยว่า การประชุมที่มอนเตร์เรย์นั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า แท้จริงแล้วเขากำลังพารินรดา ชู้รักที่ซ่อนเร้นมานานนับปี บินลัดฟ้าไปเสวยสุขที่ปารีสต่างหาก สิบห้าชั่วโมงบนเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส และอีกสัปดาห์เต็มๆ ในโรงแรมหรูริมแม่น้ำแซน… ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างไร้ที่ติ “ตื่นเต้นจังเลยค่ะพี่ภัทร รินไม่เคยนั่งเฟิร์สคลาสไปยุโรปมาก่อนเลย” รินรดากระซิบเสียงหวาน พลางซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา “เพื่อริน พี่จัดให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้วครับ ไปกันเถอะ ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว” ธีรภัทรยิ้มกริ่ม คว้าแขนหญิงสาวเดินตรงไปยังประตูทางออกขึ้นเครื่องด้วยท่วงท่าของผู้ชนะที่กุมหมากทุกตัวไว้ในมือ แต่แล้ว… ความรู้สึกพองโตราวกับลูกโป่งที่ลอยอยู่บนฟ้าของธีรภัทร ก็ถูกเข็มเล่มเล็กๆ เจาะจนแตกดังโพละในเสี้ยววินาที เมื่อทั้งสองเดินผ่านงวงช้างและก้าวเท้าไปถึงหน้าประตูเคบินชั้นเฟิร์สคลาส ผู้โดยสารระดับวีไอพีมักจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสมอ ธีรภัทรเตรียมจะส่งยิ้มทรงเสน่ห์ให้แอร์โฮสเตสเหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่า… รอยยิ้มของเขากลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากลำคออย่างแรง ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ตรงหลังเคาน์เตอร์ต้อนรับ รวบผมตึงเป๊ะ สวมริมฝีปากสีแดงสด และอยู่ในชุดยูนิฟอร์มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ตัดเย็บอย่างประณีต ไม่ใช่ใครอื่น……

  • **รอยร้าวบนจานใบเก่ากับหยาดน้ำตา: สิ้นสุดยุคแม่ผัวใจร้าย

    เมื่อทนายเทวดาที่คลานเข่าไปกราบกราน คือพี่ชายแท้ๆ ของสะใภ้ก้นครัว** คฤหาสน์ตระกูล ‘ศิริไพศาล’ ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวง ความหรูหราโอ่อ่าของมันสะท้อนถึงฐานะและหน้าตาทางสังคมของ **‘คุณหญิงวิไลลักษณ์’** ผู้เป็นนายหญิงแห่งบ้านหลังนี้ ทว่าภายใต้ฉากหน้าอันวิจิตรตระการตา กลับซ่อนความเน่าเฟะทางจิตใจที่กระทำต่อ **‘บัวบูชา’** หญิงสาวชาวดอยจากภาคเหนือ ผู้มีศักดิ์เป็นถึง ‘ลูกสะใภ้’ ของบ้าน บัวบูชาแต่งงานกับ **‘ภาคิน’** ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงวิไลลักษณ์ ด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เธอไม่เคยสนใจเรื่องฐานะ แต่สำหรับคุณหญิงวิไลลักษณ์ บัวบูชาคือ ‘กาฝาก’ คือผู้หญิงบ้านนอกคอกนาที่ใช้มนต์ดำหรือยาแฝดทำเสน่ห์ใส่ลูกชายของตนให้หลงใหลจนยอมจดทะเบียนสมรสด้วย แม้ภาคินจะรักบัว แต่เขาก็เป็นผู้ชายหัวอ่อนที่ไม่กล้าขัดใจแม่ เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงมักจะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้ภรรยาต้องเผชิญกับความโหดร้ายเพียงลำพัง ### **จานบานร้าวและข้าวคลุกน้ำตาข้างถังขยะ** บ่ายวันหนึ่ง อากาศร้อนอบอ้าว บัวบูชากำลังง่วนอยู่กับการซักผ้ากองโตด้วยมือตามคำสั่งของแม่ผัว ร่างกายที่ผอมบางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ท้องของเธอร้องประท้วงเพราะยังไม่มีข้าวตกถึงท้องตั้งแต่เช้า “นี่นังบัว! ซักเสร็จหรือยัง มัวแต่อู้ระวังฉันจะไล่แกกลับไปกินดินกินหญ้าที่บ้านนอกของแกนะ!” เสียงแหลมปรี๊ดของคุณหญิงวิไลลักษณ์ดังมาจากระเบียงชั้นสอง “ใกล้เสร็จแล้วค่ะคุณแม่” บัวบูชาตอบเสียงแผ่ว เมื่อซักผ้าเสร็จ หญิงสาวเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาข้าวกิน ทว่ากับข้าวที่เหลือบนโต๊ะกลับถูกเททิ้งลงถังขยะไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเศษข้าวสวยก้นหม้อที่เริ่มเย็นชืด บัวบูชาถอนหายใจ เธอหยิบจานกระเบื้องใบเก่าที่มีรอยบิ่นและร้าวตรงขอบขึ้นมาตักข้าวใส่ หวังจะกินรองท้องกับน้ำปลา “ใครอนุญาตให้แกใช้จานใบนั้นฮะ!” คุณหญิงวิไลลักษณ์เดินเข้ามาในครัวพร้อมกับสาวใช้คนสนิท หล่อนปรี่เข้ามากระชากจานข้าวในมือของบัวบูชา แล้วปาลงบนพื้นจนแตกกระจายเป็นสองซีก ข้าวสวยหกเกลื่อนกลาดพื้นกระเบื้อง “คุณแม่…” บัวบูชาน้ำตาคลอ “แกมันก็แค่คนชั้นต่ำ นังลูกชาวนา! จานในตู้ของฉันมีแต่ของแพงๆ…

  • ความลับในรถเข็นช้อปปิ้ง: เที่ยงคืนสิบเจ็ดนาทีที่เปลี่ยนชีวิตไบค์เกอร์หนุ่มไปตลอดกาล

    ลมหนาวต้นเดือนธันวาคมพัดกรีดผ่านเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำของ **‘แทนไท’** ไบค์เกอร์หนุ่มวัยยี่สิบแปดปี เขากำลังขี่มอเตอร์ไซค์คันโปรดฝ่าความมืดของถนนชานเมืองกรุงเทพฯ เพื่อกลับคอนโดหลังจากเพิ่งเลิกงานกะดึกที่อู่ซ่อมรถ ถนนเงียบสงัดไร้เงาผู้คน มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟริมทางที่ส่องกระทบละอองฝนบางๆ ที่เพิ่งตกลงมา เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิทัลของบิ๊กไบค์บอกเวลา **00:17 น.** แทนไทลดความเร็วลงเมื่อขับผ่านลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ปิดให้บริการไปแล้วกว่าสามชั่วโมง แสงไฟนีออนจากป้ายห้างสลัวๆ ทาบทับลงบนลานคอนกรีตที่เปียกชื้น จังหวะนั้นเอง หางตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ บางอย่างอยู่ที่มุมหนึ่งของลานจอดรถ ใกล้กับประตูทางเข้าออกของห้าง ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็น เขาหักหัวรถเข้าไปใกล้ๆ แล้วจอดดับเครื่องยนต์ แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปที่เป้าหมาย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรถเข็นช้อปปิ้งของห้างคันหนึ่งถูกจอดทิ้งไว้ และภายในนั้น… มีสุนัขพันธุ์ไทยผสมสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่งนั่งอยู่ มันนั่งหลังตรงแหน่วราวกับรูปปั้น ดวงตาสีน้ำตาลของมันเบิกโพลง จ้องเขม็งไปที่ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติของห้างสรรพสินค้าที่ถูกปิดสนิทอย่างไม่วางตา มันไม่เห่า ไม่คราง ไม่แสดงท่าทีสนใจแสงไฟจากหน้ารถของแทนไทเลยแม้แต่น้อย “เฮ้ย ไอ้หนู ดึกป่านนี้มานั่งทำมิวสิกอะไรตรงนี้วะ” แทนไทพึมพำเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปหา ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ แทนไทก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ สุนัขตัวนี้ไม่ได้ถูกล่ามโซ่หรือมีสายจูงติดไว้กับรถเข็น มันมีปลอกคอสีแดงเก่าๆ สวมอยู่ แต่กลับไม่มีป้ายชื่อ ร่างกายของมันเปียกปอนไปด้วยละอองฝนและน้ำค้างยามดึก มันสั่นสะท้านเป็นระยะ แต่ก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง… หรือใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ “หลงทางเหรอ หรือเจ้านายลืมทิ้งไว้” แทนไทส่งเสียงเรียกพร้อมกับยื่นมือเข้าไปใกล้เพื่อทำความคุ้นเคย “มานี่มา ลงมาเถอะลูก รถเข็นมันสูงนะ เดี๋ยวตกลงมาแข้งขาหัก” รถเข็นช้อปปิ้งสูงจากพื้นไม่ถึงหนึ่งเมตร สำหรับสุนัขไซส์กลางอย่างมัน การกระโดดลงมาเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก แต่ทว่า… มันกลับเมินเฉยต่อคำชวนของแทนไท มันเพียงแค่ชำเลืองมองเขาด้วยหางตาแวบหนึ่ง…

  • ปาฏิหาริย์ใต้เงาความเงียบ: เสียงเห่าสั้นๆ

    สองครั้งที่ปลดล็อกหัวใจและหยาดน้ำตาของชายชราผู้หลงลืมโลก บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ‘บ้านร่มเย็น’ ในช่วงสายของวันศุกร์ อบอวลไปด้วยความสว่างไสวของแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีครีม ‘นิดา’ พยาบาลสาววัยยี่สิบปลายๆ กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับกิจกรรมพิเศษที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ ‘อาชาบำบัดและสุนัขบำบัด’ ซึ่งจัดขึ้นเดือนละครั้ง เธอวาดหวังไว้เต็มเปี่ยมว่าความร่าเริงและไร้เดียงสาของสัตว์สี่ขาเหล่านี้ จะช่วยร่ายมนต์ดึงเอารอยยิ้มและเสียงหัวเราะกลับคืนมาสู่ใบหน้าที่เหี่ยวย่นและหงอยเหงาของผู้ป่วยหลายๆ คนได้ โดยเฉพาะกับชายชราที่นั่งอยู่บนรถเข็นริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่… ‘ผู้กองยศ’ หรือ พันตำรวจเอก ยศกร อดีตนายตำรวจวัยเจ็ดสิบห้าปี ผู้กองยศนั่งนิ่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาของเขาว่างเปล่าและแห้งผากราวกับบ่อน้ำที่เหือดแห้งมานานนับปี ร่างกายที่เคยผึ่งผายสมชายชาติทหารบัดนี้ซูบผอมและไร้เรี่ยวแรง แต่สิ่งที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และลูกหลานปวดร้าวที่สุด ไม่ใช่สภาพร่างกายของเขา แต่เป็น ‘ความเงียบ’ นับตั้งแต่อุบัติเหตุสลดเมื่อหนึ่งปีก่อนที่พรากความทรงจำและจิตวิญญาณบางส่วนของเขาไป ผู้กองยศก็ปิดตายตัวเองจากโลกภายนอก เขาไม่เคยเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ ไม่สะดุ้งสะเทือนต่อเสียงเรียก ไม่แสดงอารมณ์ดีใจหรือเสียใจ แพทย์วินิจฉัยว่ามันคือภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงร่วมกับความบอบช้ำทางจิตใจ (PTSD) ที่ฝังรากลึกเกินกว่ายารักษาโรคจะเยียวยาได้ “เอาล่ะค่ะทุกคน วันนี้เรามีเพื่อนตัวน้อยมาเยี่ยมนะค้า!” เสียงของเจ้าหน้าที่จิตอาสาดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของขบวนสุนัขแสนรู้หลากสายพันธุ์ ทั้งโกลเด้นรีทรีฟเวอร์หน้าตาจิ้มลิ้ม พุดเดิ้ลขี้เล่น และพั๊กตัวอ้วนกลม ผู้สูงอายุหลายคนเริ่มมีรอยยิ้ม เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังขึ้นเมื่อสุนัขเหล่านั้นเดินเข้าไปคลอเคลีย นิดามองภาพนั้นด้วยความชื่นใจ ก่อนจะหันกลับไปมองผู้กองยศที่ยังคงนั่งหันหลังให้ความวุ่นวาย ราวกับโลกใบนี้ไม่มีเขาอยู่ แต่แล้ว สายตาของนิดาก็ไปสะดุดเข้ากับสุนัขตัวสุดท้ายที่เดินตามเข้ามาในห้อง มันไม่ใช่สุนัขสายพันธุ์น่ารักน่ากอดแบบตัวอื่นๆ แต่มันคือ ‘เยอรมันเชพเพิร์ด’ ตัวใหญ่ รูปร่างสูงโปร่ง ขนสีดำสลับน้ำตาลของมันดูน่าเกรงขาม ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาทุกคนคือ มันมีขาเพียงแค่สามขา ขาหน้าซ้ายของมันขาดหายไปถึงหัวไหล่ เจ้าเยอรมันเชพเพิร์ดสามขาเดินกะเผลกๆ…

  • ที่นั่ง 7C: ไฟลต์แค้นตีตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความพินาศ

    สิบสองปีเต็มแห่งการใช้ชีวิตคู่… สำหรับผู้หญิงบางคน มันอาจแปลว่าความผูกพันที่ตัดไม่ขาด แต่สำหรับฉัน ‘พิมพ์ระวี’ มันคือระยะเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้ฉันรู้จักทุกจังหวะการหายใจ ทุกรอยยิ้มจอมปลอม และ ‘ทุกคำโกหก’ ของผู้ชายที่ชื่อ ‘ธนพล’ เราเริ่มต้นสร้างบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาด้วยกันจากศูนย์ จนวันนี้มันกลายเป็นอาณาจักรหมื่นล้าน ธนพลมักจะคิดเสมอว่าเขาคือราชสีห์ผู้นำครอบครัว เป็นคนคุมเกมทั้งหมด และมองว่าฉันเป็นเพียงภรรยาที่แสนดี หัวอ่อน และยอมหลับตาข้างหนึ่งให้กับความเจ้าชู้ประตูดินของเขามาตลอด แต่เขาคงลืมไปว่า เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดของเขา มีมันสมองของฉันเป็นคนคอยวางหมากให้เสมอ สัปดาห์ก่อน ธนพลเดินเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าเรียบเนียนอย่างที่เขาทำประจำเวลาจะโกหก เขาบอกว่าต้องบินไปดูงานที่ปารีสอย่างเร่งด่วนเป็นเวลาสองสัปดาห์ ฉันยิ้มรับและจัดกระเป๋าให้เขาอย่างเบามือและใส่ใจที่สุด โดยไม่ปริปากพูดถึงสิ่งที่ฉันเพิ่งค้นพบ… ข้อมูลการจองตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ที่นั่ง 7A และ 7B ในชื่อของเขาและ ‘รินลดา’ เลขาสาววัยใสที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี นั่นยังไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่สุด เพราะสิ่งที่ทำให้ฉันหมดความอดทนอย่างแท้จริง คือการที่นักสืบของฉันรายงานว่า ธนพลกำลังแอบโอนเงินกงสีและถอนหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โยกย้ายไปยังบัญชีส่วนตัวที่ต่างประเทศ เขากำลังจะทิ้งฉันให้ล้มละลาย และเสวยสุขกับเมียน้อยด้วยเงินที่เราสร้างมาด้วยกัน เขาคิดว่าเขาฉลาดที่สุด แต่เขาประเมินความแค้นของผู้หญิงที่ซื่อสัตย์มาสิบสองปีต่ำเกินไป ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ภายในเคบินชั้นเฟิร์สคลาสสุดหรูของสายการบินระดับโลก บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ธนพลในชุดสูทลำลองดูภูมิฐาน กำลังนั่งเอนหลังจิบแชมเปญอย่างอารมณ์ดีอยู่ที่นั่ง 7A ข้างกายเขามีรินลดาที่นั่งหน้าสลอนอยู่ที่นั่ง 7B เธอกำลังถ่ายเซลฟี่อวดกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่ที่เขาเพิ่งซื้อให้ ทั้งสองคนหัวเราะต่อกระซิก ราวกับกำลังบินทะยานสู่สรวงสวรรค์ โดยไม่รู้เลยว่าประตูนรกกำลังจะเปิดออก ฉันก้าวเข้ามาในเคบินด้วยชุดเดรสสีเบจเรียบหรู กลิ่นน้ำหอมชาแนล นัมเบอร์ไฟว์ ที่ธนพลคุ้นเคยลอยนำมาก่อนตัว…

  • น้ำตาแลกบ้านร้อยล้าน สู่การแก้แค้นสุดเลือดเย็น:

    เมื่อความตายของสามีกลายเป็นบทละครหลอกลวง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลเอกชนระดับวีไอพีกลางกรุงย่านสุขุมวิท อบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ควรจะเคร่งเครียด ทว่าสำหรับฉัน… **‘นิชา’** หญิงสาวที่เพิ่งเซ็นสัญญาขายคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท (ราวๆ 2.5 ล้านดอลลาร์) ในหมู่บ้านปัญญาอินทรา เพื่อนำเงินทั้งหมดมารักษา **‘ชัชวาล’** สามีสุดที่รักที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย การเดินไปตามทางเดินสู่ห้องพักฟื้นของเขากลับเต็มไปด้วยความหวัง ฉันถือเช็คเงินสดใบละหลายสิบล้านไว้ในมือแน่น มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก่อนท่านจะเสียชีวิต แต่มันจะเทียบอะไรได้กับลมหายใจของคนที่ฉันรัก? ฉันยอมหมดตัว ยอมไปเช่าคอนโดเล็กๆ อยู่ ขอแค่ให้ชัชวาลได้ผ่าตัดและรอดชีวิตกลับมาอยู่ด้วยกัน เมื่อมาถึงหน้าห้องสวีทวีไอพี ฉันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังลอดออกมา แทนที่จะเป็นเสียงเครื่องช่วยหายใจหรือเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ฉันค่อยๆ แง้มประตูออกเพื่อจะเซอร์ไพรส์เขา แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับกลายเป็นมีดนับพันเล่มที่พุ่งมากรีดแทงหัวใจฉันจนยับเยิน บนเตียงผู้ป่วย ชัชวาล… สามีที่หมอบอกว่ากำลังจะตาย กำลังนั่งพิงหมอนอย่างสบายใจ ใบหน้าของเขาดูมีเลือดฝาด ไม่มีร่องรอยของคนป่วยหนักแม้แต่น้อย ที่น่าขยะแขยงกว่านั้นคือ เขากำลังโอบกอดและซุกไซ้ซอกคอของ **‘พยาบาลลินดา’** พยาบาลสาวสวยหุ่นดีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเขาเป็นพิเศษ และคนที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจคือ **‘คุณหญิงพรรณราย’** แม่สามีของฉัน! ท่านนั่งปอกแอปเปิลอยู่ที่โซฟาปลายเตียง มองดูฉากรักอันน่าสมเพชนั้นด้วยรอยยิ้มพอใจ “ชัช… เบาๆ สิคะ เดี๋ยวคุณแม่ก็แซวหรอก” ลินดาดัดเสียงหวานจ๋อย “แม่ไม่ว่าหรอกจ้ะหนูลินดา รีบๆ มีหลานให้แม่เถอะ” คุณหญิงพรรณรายหัวเราะร่วน “ส่วนนังนิชา ป่านนี้คงวิ่งเต้นขายบ้านหัวซุกหัวซุน โง่จริงๆ คิดว่าลูกชายฉันเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายจริงๆ แค่จ่ายเงินยัดไส้หมอกับปลอมแปลงฟิล์มเอกซเรย์นิดหน่อย มันก็เชื่อสนิทใจ ยอมขายสมบัติชิ้นสุดท้ายมาประเคนให้เราแล้ว”…

  • รอยน้ำหมึกบนใบหย่า กับน้ำตาที่หน้าคฤหาสน์:

    บทสรุปของครอบครัวอดีตสามีที่ตราหน้าว่าฉันคือ ‘สะใภ้ตกงาน’ บรรยากาศในห้องรับแขกของบ้านหลังค่อมๆ ที่ฉันเคยเรียกว่า ‘เรือนหอ’ วันนี้กลับอึดอัดและเย็นเยียบยิ่งกว่าห้องดับจิต บนโต๊ะกระจกตรงหน้ามีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่… **‘หนังสือสัญญาหย่า’** “มัวรออะไรอยู่ล่ะ? เซ็นๆ ไปซะทีสิ! หรือหวังจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดูฮะ นังกาฝาก!” เสียงแหลมปรี๊ดของ **‘คุณหญิงสมฤดี’** แม่สามีของฉันดังบาดแก้วหู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะของเธอเชิดขึ้นอย่างหยิ่งยโส ข้างๆ เธอคือ **‘กานต์’** น้องสาวสามีที่ยืนกอดอกเบะปากส่งสายตาเหยียดหยามมาให้ฉันอย่างไม่ปิดบัง และคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลบสายตาฉันด้วยท่าทีขี้ขลาด… คือ **‘กวิน’** ผู้ชายที่ฉันแต่งงานด้วยมาสามปี “กวิน… คุณเห็นด้วยกับแม่และน้องของคุณใช่ไหม?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด มีเพียงความผิดหวังที่ตกตะกอนอยู่ลึกๆ กวินถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยแววตาที่เขาพยายามทำให้ดูเหมือนรู้สึกผิด แต่ฉันรู้ดีว่ามันคือความเห็นแก่ตัว “พิมพ์… เราจบกันแค่นี้เถอะ พิมพ์ก็รู้ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้ไม่ดี ธุรกิจกงสีของผมกำลังแย่ แต่พิมพ์… พิมพ์เอาแต่อยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปหางานทำ ไม่ช่วยหารายได้เข้าบ้านเลย ผมแบกรับภาระคนเดียวไม่ไหวแล้ว แม่บอกว่าถ้าผมแต่งงานกับลูกสาวท่านทูต เขาจะช่วยกู้สถานการณ์บริษัทเราได้” “อ้อ… สรุปคือคุณกำลังจะล้มละลาย เลยต้องทิ้งเมียที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน เพื่อไปเกาะชายกระโปรงผู้หญิงที่รวยกว่าสินะคะ” ฉันยิ้มหยัน “นี่แกกล้าด่าลูกชายฉันเหรอ นังสะใภ้ตกงาน!” คุณหญิงสมฤดีตบโต๊ะดังปัง “แกมันไม่มีหัวนอนปลายเท้า วันๆ เอาแต่ทำงานบ้านกระจอกๆ เป็นแค่ปลิงดูดเลือดลูกชายฉัน รีบเซ็นใบหย่าแล้วไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” ฉันไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก ลมหายใจถูกพ่นออกมาเบาๆ…

Back to top button
error: Content is protected !!