News
-
ดั่งสวรรค์บรรจบ: เมื่อภาษามือของสาวใช้ผู้ต้อยต่ำ
ปลดล็อกความลับและหยาดน้ำตาที่สั่นสะเทือนทั้งวงการไฮโซ ค่ำคืนที่แชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายระยิบระยับราวกับหยาดเพชรบนสรวงสวรรค์ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูระดับหกดาวใจกลางมหานคร คลาคล่ำไปด้วยเหล่าอภิมหาเศรษฐีและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศ งานกาล่าการกุศลคืนนี้ถูกจัดขึ้นโดย ‘กฤตภพ’ มหาเศรษฐีหนุ่มหล่อเจ้าของอาณาจักรโทรคมนาคมที่ทรงอิทธิพลที่สุด เสียงดนตรีคลาสสิกคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะจอมปลอมและรอยยิ้มที่เคลือบด้วยผลประโยชน์ ทว่า ในมุมหนึ่งที่เงียบสงบที่สุดของงาน ‘คุณหญิงแขไข’ มารดาของกฤตภพ นั่งนิ่งสงบอยู่บนวีลแชร์ เธอดูน่าเกรงขามในชุดผ้าไหมไทยสีน้ำเงินเข้ม แต่ดวงตาของเธอกลับว่างเปล่าและอ้างว้าง คุณหญิงแขไขสูญเสียการได้ยินไปอย่างถาวรจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อยี่สิบปีก่อน อุบัติเหตุครั้งนั้นไม่เพียงแต่พรากเสียงของโลกใบนี้ไปจากเธอ แต่มันยังพราก ‘ดวงดาว’ ลูกสาวคนเล็กวัยสามขวบที่กระเด็นหลุดจากอ้อมอกและหายสาบสูญไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก โลกของคุณหญิงถูกปิดตายตั้งแต่วันนั้น ‘ฟ้าใส’ หญิงสาววัยยี่สิบสามปีในชุดยูนิฟอร์มพนักงานเสิร์ฟสีดำที่ดูเก่าและซีดจาง ยืนหลบมุมอยู่หลังเสาโรมันด้วยท่าทีประหม่าขวยเขิน เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในมูลนิธิคนหูหนวกและเพิ่งได้งานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟเพื่อหาเงินประทังชีวิต ฟ้าใสก้มหน้าก้มตาถือถาดเครื่องดื่ม ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับบรรดาแขกเหรื่อที่สวมเครื่องเพชรราคาแพงกว่าชีวิตของเธอทั้งชีวิต “นี่! มัวยืนบื้ออยู่ทำไม ยัยเด็กรับใช้!” เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘นันทิตา’ ไฮโซสาวคู่ควงของกฤตภพดังขึ้น นันทิตาเดินกรีดกรายเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ “เอาแก้วน้ำไปเสิร์ฟให้คุณหญิงแม่สิ แล้วก็ยืนเฝ้าไว้ด้วยนะ ฉันรำคาญที่จะต้องมานั่งดูแลคนแก่หูหนวก สื่อสารก็ไม่รู้เรื่อง ทำเอาฉันหมดสนุกไปหมด!” นันทิตาบ่นอุบอิบด้วยความหงุดหงิด โดยไม่สนใจเลยว่าแม้คุณหญิงแขไขจะไม่ได้ยิน แต่สายตาของท่านก็รับรู้ได้ถึงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ของว่าที่ลูกสะใภ้ คุณหญิงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซ่อนความช้ำใจไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ฟ้าใสพยักหน้ารับคำสั่งอย่างเจียมตัว เธอประคองถาดแก้วน้ำคริสตัลเดินเข้าไปหาคุณหญิงอย่างเงียบเชียบ ทว่า ในจังหวะที่คุณหญิงกำลังเอื้อมมือมาหยิบแก้วน้ำ มือที่สั่นเทาตามวัยของท่านพลาดไปปัดโดนขอบแก้ว เพล้ง! แก้วคริสตัลแตกกระจายลงบนพื้นพรม น้ำเย็นจัดกระเด็นเปื้อนชายกระโปรงผ้าไหมของคุณหญิง บรรดาไฮโซที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างหันมามองด้วยสายตาสมเพชและกระซิบกระซาบ นันทิตาที่ยืนอยู่ไม่ไกลทำเป็นเบือนหน้าหนี ทำทีว่าไม่รู้จักคุณหญิงเพื่อรักษาหน้าตัวเอง คุณหญิงแขไขก้มหน้าลง หยาดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจรื้นขึ้นมาในดวงตาที่ฝ้าฟาง ท่านพยายามจะก้มลงไปเก็บเศษแก้วด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นตัวตลกที่ไร้ค่าในสายตาของทุกคน…
-
แผนซ้อนซ่อนมัจจุราช: เมื่อสามีพาเมียน้อยมาฮุบคฤหาสน์ 160
ล้านริมทะเลสาบ แต่ต้องช็อกสุดขีดเมื่อเจอ ‘สามีตัวจริง’ และ ‘เจ้าของบ้าน’ นั่งรอเชือดอยู่ข้างใน! “ผมให้เวลาคุณยี่สิบนาที เก็บข้าวของที่จำเป็น เซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์พวกนี้ซะ แล้วไสหัวออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้… อ้อ ไม่ต้องห่วงเรื่องที่อยู่ใหม่นะ ผมเช่าคอนโดเล็กๆ ท้ายซอยไว้ให้คุณแล้ว ถือซะว่าเป็นความเมตตาครั้งสุดท้ายจากผมก็แล้วกัน” นั่นคือประโยคแรกที่หลุดออกจากปากของ ‘ภพ’ อดีตสามีที่ฉันเคยรักและไว้ใจที่สุด ทันทีที่เขาผลักบานประตูไม้สักแกะสลักของคฤหาสน์หรูมูลค่า 4.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 160 ล้านบาท) ริมทะเลสาบอันเงียบสงบก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว ข้างกายของเขามี ‘ซินดี้’ หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่แต่งตัวด้วยแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอคล้องแขนภพอย่างแนบชิดและเหยียดยิ้มเยาะเย้ยส่งมาให้ฉัน ซินดี้กวาดสายตามองไปรอบๆ โถงคฤหาสน์ที่ตกแต่งด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลและเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากอิตาลีด้วยแววตาแห่งความโลภที่ปิดไม่มิด “อุ๊ย พี่ภพคะ วิวทะเลสาบตรงนี้สวยจังเลยค่ะ” ซินดี้ดัดเสียงหวานจ๋อย พลางเดินกรีดกรายไปที่กระจกบานใหญ่ “แต่ซินดี้ไม่ชอบโซฟาสีนี้เลยค่ะ พรุ่งนี้เราสั่งทิ้งให้หมดเลยนะคะ ซินดี้ไม่อยากใช้ของร่วมกับ ‘ของเก่า’ ที่กำลังจะถูกโละทิ้ง” “ได้สิจ๊ะที่รัก บ้านหลังนี้กำลังจะเป็นของเรา ซินดี้อยากเปลี่ยนอะไรสั่งได้เลย” ภพหอมแก้มเมียน้อยฟอดใหญ่ ก่อนจะหันมาตวาดใส่ฉัน “มัวนั่งบื้ออยู่ทำไมณลิน! ฉันบอกให้เซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไง! หรือจะต้องให้ฉันเรียก รปภ. มาลากคอเธอออกไปฮะ!” ฉันนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังบุกำมะหยี่ตัวโปรด ค่อยๆ วางถ้วยชาเอิร์ลเกรย์ลงบนโต๊ะกระจกอย่างใจเย็น ไม่มีน้ำตา ไม่มีการฟูมฟาย มีเพียงรอยยิ้มเย็นเยียบที่ประดับอยู่บนมุมปาก ฉันมองดูเอกสารที่ภพโยนลงมาบนโต๊ะ… มันคือสัญญาโอนกรรมสิทธิ์คฤหาสน์หลังนี้…
-
รอยจูบใต้เสื้อคลุมกับความลับของคนบัดซบ:
เมื่อลูกชายวัยห้าขวบกระซิบบอกเรื่องชู้สาว สู่การล้างแค้นที่กระชากหน้ากากผัวทรยศและแม่ผัวใจอำมหิตลงนรก! ความเหนื่อยล้าจากการประชุมบอร์ดบริหารที่กินเวลายาวนานกว่าสิบชั่วโมง ทำให้ฉันอยากจะทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ในคฤหาสน์หรูที่ฉันเป็นคนหาเงินซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ฉันชื่อ ‘พิมพ์รดา’ ผู้บริหารสาวที่ใครๆ ต่างก็อิจฉาว่ามีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ฉันแต่งงานกับ ‘นพดล’ มาเจ็ดปีเต็ม เรามีลูกชายวัยห้าขวบที่น่ารักชื่อ ‘น้องพีท’ และมีคุณแม่สามีอย่าง ‘คุณหญิงจรัสศรี’ ที่มักจะแวะเวียนมาดูแลหลานเสมอ เย็นวันนั้น ฉันกลับมาถึงบ้านตอนหัวค่ำ นพดลไม่อยู่บ้าน เขาบอกว่าติดคุยงานกับลูกค้า ส่วนคุณแม่สามีก็เพิ่งกลับไป ฉันเดินขึ้นไปบนห้องนอนใหญ่ ปิดประตูเพื่อจะเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่แล้ว… ประตูห้องน้ำก็แง้มออก พร้อมกับร่างเล็กๆ ของน้องพีทที่วิ่งเข้ามากอดขาฉัน “พีทแอบเล่นซ่อนหาอยู่เหรอครับลูก?” ฉันลูบหัวลูกชายด้วยความรัก แต่น้องพีทกลับเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว มือเล็กๆ ของเขากำชายกระโปรงฉันแน่น ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้นมาใกล้หูฉัน แล้วกระซิบประโยคที่ทำเอาเลือดในกายของฉันเย็นเฉียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง… “หม่าม้าฮะ… เมื่อวานตอนหม่าม้าไม่อยู่ ปะป๊าจูบกับคุณน้าที่ใส่เสื้อคลุมตัวโปรดของหม่าม้าด้วย… แต่คุณย่าบอกพีทว่ามันเป็นความลับ ห้ามบอกหม่าม้าเด็ดขาด ไม่งั้นตำรวจจะมาจับพีท…” โลกทั้งใบของฉันเหมือนหยุดหมุน หูอื้ออึงไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติถูกบีบรัดจนปวดหนึบ ประโยคไร้เดียงสาของเด็กห้าขวบเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงกลางอก ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา ฉันย่อตัวลงคุกเข่า สบตากับลูกชายที่กำลังทำหน้าเหมือนตัวเองทำความผิดร้ายแรง “พีทฟังหม่าม้านะลูก…” ฉันจับไหล่เล็กๆ ทั้งสองข้างไว้แน่น “พีทไม่ได้ทำอะไรผิดเลยครับ พีทเป็นเด็กดีที่บอกความจริงกับหม่าม้า พีทไม่ต้องกลัวตำรวจนะลูก หม่าม้าจะปกป้องพีทเอง” ฉันกอดลูกชายไว้แนบอก น้ำตาแห่งความร้าวรานไหลซึมออกมาเงียบๆ… เจ็ดปีที่ฉันเชื่อใจ เจ็ดปีที่ฉันทุ่มเทสร้างครอบครัว…
-
บททดสอบสีฝุ่นบนกองเงินกองทอง: เมื่อเศรษฐีชราปลอมตัวเป็นยาจกไร้ญาติ
เพื่อกระชากหน้ากากว่าที่สะใภ้ CEO จอมปลอมให้พินาศ! ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลต์และเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพนักข่าว ณ ห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ ‘รินลดา’ หญิงสาววัย 28 ปี กำลังยืนโพสท่าอย่างสง่างามในชุดเดรสโอตกูตูร์สีแดงเพลิงที่สั่งตัดพิเศษจากปารีสมูลค่ากว่าครึ่งล้านบาท เธอคือ CEO สาวรุ่นใหม่ไฟแรงที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ และที่สำคัญ… เธอกำลังจะเป็น ‘ว่าที่ลูกสะใภ้’ ของตระกูล ‘อัครมหาศาล’ ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่าห้าหมื่นล้านบาท ‘ตะวัน’ แฟนหนุ่มทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ยืนส่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจอยู่ข้างๆ เขาหลงรักความเก่งกาจและภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของรินลดาจนหมดหัวใจ โดยไม่เคยระแคะระคายเลยว่า ภายใต้รอยยิ้มหวานและการบริจาคเงินการกุศลบังหน้านั้น ซ่อนปีศาจร้ายที่หิวโหยอำนาจและเต็มไปด้วยความเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์เอาไว้ แต่ความลับ… ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของพญาเหยี่ยวที่ผ่านโลกมาเจ็ดสิบปีอย่าง ‘เจ้าสัวธำรง’ บิดาของตะวันไปได้ เจ้าสัวธำรงไม่เคยเชื่อในภาพลักษณ์แม่พระของรินลดา สายตาของชายชรามักจะจับสังเกตเห็นแววตารังเกียจที่เธอเผลอมองพนักงานเสิร์ฟ หรือน้ำเสียงแข็งกร้าวที่เธอใช้ดุด่าคนขับรถเมื่อคิดว่าไม่มีใครเห็น เจ้าสัวรู้ดีว่า หากปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามากุมบังเหียนตระกูล อาณาจักรที่เขาสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อจะต้องพินาศลงด้วยความแล้งน้ำใจของเธอแน่ๆ ดังนั้น ก่อนที่จะมีการประกาศงานหมั้นอย่างเป็นทางการ ‘บททดสอบสีฝุ่น’ จึงถูกงัดขึ้นมาใช้ บ่ายวันรุ่งขึ้น ณ บริเวณลานจอดรถวีไอพีใต้ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทรินลดา ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ร่างของชายชราหลังค่อมคนหนึ่งกำลังเดินโซเซไปมา ชายคนนั้นสวมเสื้อยืดคอกลมสีมอซอที่ขาดวิ่น กางเกงขาก๊วยเปื้อนโคลนแห้งกรัง ไม่สวมรองเท้า ใบหน้าและเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบเขม่าและฝุ่นดิน กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวคลุ้งจน รปภ. ต้องเบือนหน้าหนี ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้คราบยาจกไร้ญาติคนนี้ คือ ‘เจ้าสัวธำรง’ อภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ! เจ้าสัวในคราบลุงขอทาน…
-
หน้ากากเพชรสีเลือด: แผนซ่อนมรดกหมื่นล้าน
สู่การชำระความแค้นที่กระชากตระกูลจอมปลอมลงขุมนรก! หยาดฝนที่สาดกระหน่ำลงมาบนหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูล ‘ศิริจรรยา’ ไม่ได้เย็นเยียบไปกว่าเอกสารในมือของฉันเลยแม้แต่น้อย ฉัน… ‘ณิชา’ หญิงสาวกำพร้าที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดา กำลังจ้องมองจดหมายจากทนายความส่วนตัวของคุณตาผู้ล่วงลับ มหาเศรษฐีเจ้าของเหมืองแร่และกาสิโนในมาเก๊าที่คุณแม่ของฉันหนีจากมาเมื่อสามสิบปีก่อน จดหมายฉบับนั้นระบุชัดเจนว่า ฉันคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่จะได้รับมรดกทั้งหมดมูลค่ากว่า สองหมื่นล้านบาท แต่วินาทีที่ฉันถือเช็คเงินสดและเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไว้ในมือ แทนที่ฉันจะวิ่งไปบอก ‘กวิน’ สามีที่ฉันแต่งงานด้วยมาสามปี ฉันกลับเลือกที่จะพับมันซ่อนไว้ในก้นกระเป๋าเดินทางใบเก่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ‘คุณหญิงประภา’ แม่ของกวิน มักจะจิกหัวเรียกฉันว่า ‘สะใภ้สลัม’ และเหยียดหยามชาติกำเนิดของฉันทุกครั้งที่ลับหลังลูกชาย ส่วนกวินก็มักจะทำหูทวนลม อ้างว่าไม่อยากขัดใจแม่ ฉันอดทนมาตลอดเพราะคำว่ารัก แต่ช่วงหลังมานี้ สัญชาตญาณของฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงคนอื่นบนเสื้อเชิ้ตของเขา ฉันจึงตัดสินใจใช้มรดกก้อนนี้เป็น ‘บททดสอบ’ ครั้งสุดท้าย บ่ายวันนั้น ฉันแกล้งเดินเข้าไปในห้องโถงของคฤหาสน์ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย บอกกวินและคุณหญิงประภาว่าบริษัทที่ฉันทำอยู่ปิดตัวลงกะทันหัน ฉันตกงานและมีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายอีกหลายแสนบาท ฉันขอร้องให้กวินช่วยจุนเจือ แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา คือการกระชากหน้ากากที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด! “ตกงาน? เป็นหนี้? นี่แกคิดจะมาเกาะลูกชายฉันกินไปตลอดชีวิตเลยหรอกาฝาก!” คุณหญิงประภาแผดเสียงลั่นคฤหาสน์ ก่อนจะปาถ้วยชาเซรามิกเฉียดหน้าฉันไปแตกกระจายที่กำแพง “กวิน… ช่วยณิชาด้วยนะคะ เราเป็นผัวเมียกันนะ” ฉันแสร้งบีบน้ำตา หันไปเกาะแขนสามี แต่กวินกลับสะบัดแขนฉันออกราวกับฉันเป็นตัวเชื้อโรค แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้มีแต่ความรังเกียจ “พอเถอะณิชา ผมเบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องมานั่งอายเพื่อนฝูงว่ามีเมียเป็นแค่พนักงานกระจอกๆ ยิ่งตอนนี้คุณตกงานแถมมีหนี้ ผมคงรับผิดชอบไม่ไหว… เราหย่ากันเถอะ” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก ร่างของ ‘ลิตา’ ลูกสาวนักการเมืองท้องถิ่นที่แต่งตัวด้วยแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าก็เดินนวยนาดเข้ามา…
-
รอยเลือด น้ำคร่ำ และเงินห้าล้าน: เมื่อน้องผัวเหยียบย่ำฉันในวันใกล้คลอด
สู่การล้างแค้นที่กระชากพวกมันลงนรกทั้งเป็น! กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับความอุ่นวาบของน้ำคร่ำที่ไหลทะลักนองเต็มพื้นหินอ่อนสีขาว… คือฝันร้ายที่กรีดลึกลงในจิตวิญญาณของฉันจนไม่สามารถลบเลือนได้ตลอดชีวิต ฉันชื่อ ‘บัวบงกช’ อายุ 32 ปี ฉันกำลังอุ้มท้อง ‘น้องพร้อม’ ลูกชายคนแรกที่เกิดจากความรักของฉันและ ‘วาทิต’ สามีผู้เป็นวิศวกรแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย อายุครรภ์ของฉันเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36 แล้ว อีกเพียงไม่กี่วันฉันก็จะได้เห็นหน้าแก้วตาดวงใจที่ฉันเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดเก้าเดือน วาทิตเป็นผู้ชายที่แสนดี เขาเตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับลูกของเรา รวมถึงการเปิดบัญชีกองทุนอนาคตจำนวน ‘ห้าล้านบาท’ ในชื่อของฉัน เพื่อเป็นหลักประกันชีวิตให้ลูกหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทุกอย่างในชีวิตของฉันควรจะสมบูรณ์แบบ หากฉันไม่ต้องอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกับ ‘คุณหญิงชัญญา’ แม่ผัวจอมบงการ และ ‘กฤต’ น้องชายแท้ๆ ของวาทิตที่เป็นผีพนันเข้าสิง วาทิตต้องออกไปประจำการที่แท่นขุดเจาะเป็นเวลาสองสัปดาห์ เขาไม่สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา นั่นคือช่องโหว่ที่ทำให้หมาป่าในคราบสายเลือดเผยธาตุแท้ออกมา บ่ายวันนั้น พายุฝนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง แม่บ้านและคนสวนถูกคุณหญิงชัญญาสั่งให้ออกไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าจนหมด คฤหาสน์หลังใหญ่ตกอยู่ในความเงียบสงัด ฉันกำลังนั่งลูบท้องและฟังเพลงโมสาร์ทอยู่ในห้องนอนชั้นล่าง จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง กฤตพุ่งพรวดเข้ามาในสภาพที่ตาขวาง หน้าตาตื่นตระหนก เหงื่อแตกพลั่ก เสื้อเชิ้ตของเขามีรอยเลือดเปื้อนอยู่ประปราย “พี่บัว! โอนเงินห้าล้านมาให้ผมเดี๋ยวนี้! ถ้าผมไม่มีเงินไปจ่ายพวกเสี่ยชัชภายในหกโมงเย็น พวกมันฆ่าผมแน่!” กฤตตะคอกลั่น พร้อมกับปรี่เข้ามาจับไหล่ฉันเขย่าอย่างแรง ฉันตกใจสุดขีด พยายามปัดมือเขาออกและถอยหนี “กฤต! ปล่อยพี่นะ! เงินห้าล้านนั่นเป็นเงินก้นถุงของหลาน เป็นเงินของลูกพี่ พี่ให้ไม่ได้! กฤตไปก่อเรื่องอะไรมาทำไมไม่ไปคุยกับคุณแม่ล่ะ!” “แม่ไม่มีให้แล้ว!…
-
รอยแค้นใต้ชายคา: เมื่อลูกเลี้ยงเนรคุณตะเพิดแม่แก่ๆ
ออกจากบ้าน โดยไม่รู้ว่าหญิงชราซอมซ่อคนนี้… คือมหาเศรษฐีผู้กุมเงินลับ 9.5 ล้านดอลลาร์ที่จะบดขยี้ชีวิตเขาให้แหลกเป็นผุยผง! สายฝนในเดือนกันยายนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ฟ้าแลบแปลบปลาบสะท้อนให้เห็นร่างของหญิงชราวัย 68 ปี ‘แม่มาลัย’ ที่กำลังยืนสั่นสะท้านอยู่หน้าประตูเหล็กดัดของบ้านไม้สักหลังใหญ่ ซึ่งเคยเป็น ‘บ้าน’ ของเธอมาตลอดสี่สิบปี ที่ปลายเท้าของเธอมีเพียงถุงปุ๋ยเก่าๆ ที่บรรจุเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น และกรอบรูปของสามีผู้ล่วงลับ ขณะที่เบื้องหน้าของเธอคือ ‘รชต’ ลูกชายบุญธรรมที่เธอขอมาจากสถานสงเคราะห์ตั้งแต่เขายังเป็นทารกแบเบาะ เลี้ยงดูอุ้มชูด้วยความรัก ประเคนการศึกษาและทุกสิ่งทุกอย่างให้ราวกับสายเลือดแท้ๆ แต่วันนี้… เด็กชายที่เธอเคยป้อนข้าวป้อนน้ำ กลับกลายเป็นซาตานในคราบมนุษย์ที่กำลังชี้หน้าด่าทอเธออย่างสาดเสียเทเสีย “เซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ให้ผมซะแม่! แล้วก็ไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้ได้แล้ว!” รชตตะคอกเสียงดังแข่งกับเสียงสายฝน ในมือของเขากำโฉนดที่ดินที่เพิ่งบังคับให้มาลัยประทับลายนิ้วมืออย่างเกรี้ยวกราด ‘พิมพา’ ลูกสะใภ้หน้าตาสะสวยแต่จิตใจหยาบช้า ยืนกอดอกแสยะยิ้มอยู่ข้างๆ รชต “ไปเถอะค่ะคุณแม่ หางานทำหาที่ซุกหัวนอนเอาเองนะคะ รชตเขาโตแล้ว เขากำลังจะเป็นนักธุรกิจใหญ่ จะให้มาทนอยู่บ้านไม้ผุๆ รังหนูแบบนี้ได้ยังไง เราจะทุบบ้านทิ้งแล้วสร้างพูลวิลล่าหรูไว้รับแขกวีไอพีค่ะ ส่วนคนแก่ไร้ประโยชน์แถมไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอย่างแม่ อยู่ไปก็เป็นตัวถ่วงความเจริญเปล่าๆ” “รชต… แม่เลี้ยงแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยนะลูก แม่ขายสมบัติเก่าส่งแกเรียนเมืองนอกจนหมดตัวแล้ว แกจะไล่แม่ไปตายข้างถนนจริงๆ เหรอ…” มาลัยสะอื้นไห้ น้ำตาผสมกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก มือเหี่ยวย่นพยายามเอื้อมไปจับแขนลูกชายที่เธอรักสุดหัวใจ แต่รชตกลับสะบัดแขนออกอย่างรังเกียจจนมาลัยล้มกลิ้งลงไปกับพื้นโคลน “เลิกทวงบุญคุณสักที! แม่ก็แค่คนแก่โง่ๆ ที่ไม่มีปัญญาหาเงินแล้วก็เท่านั้นแหละ สมบัติเก่าของแม่มันก็แค่เศษเงิน! เก็บเสื้อผ้าเน่าๆ ของแม่แล้วไสหัวไปซะ อย่ากลับมาให้ผมเห็นหน้าอีก!” ปัง! ประตูเหล็กถูกปิดใส่หน้าและล็อกอย่างแน่นหนา…
-
สมุดบัญชีก้นถังขยะ: 4 ชั่วโมงหลังงานศพภรรยา ลูกสาวตราหน้าว่าแม่ยากจน
ก่อนที่ตัวเลขในธนาคารจะพลิกชะตากรรมและสั่งสอนลูกทรพีไปตลอดกาล! สี่ชั่วโมง… นั่นคือระยะเวลาที่ผ่านไปหลังจากที่กลิ่นควันจากเมรุเผาศพจางหายไป ‘นวลจันทร์’ ภรรยาคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผมมาสามสิบปีเต็ม ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกและอดีตที่ฝังรากลึกในหัวใจของผม ผมนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาเก่าๆ ในห้องรับแขก มองดูรูปถ่ายหน้าศพของเธอที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชาด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า แต่ความเงียบสงบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงรื้อค้นข้าวของที่ดังมาจากห้องนอนของนวลจันทร์ ‘รินลดา’ ลูกสาววัยยี่สิบแปดปีของเรา กำลังกวาดเสื้อผ้าเก่าๆ และของใช้ส่วนตัวของแม่ลงในถุงดำใบใหญ่ รินลดาเป็นเด็กที่เติบโตมาในยุควัตถุนิยม เธอรักความสบาย ชอบใช้ของแบรนด์เนม และมักจะดูถูกวิถีชีวิตที่มัธยัสถ์ของแม่ตัวเองเสมอ นวลจันทร์เป็นผู้หญิงที่ประหยัดจนถึงขั้นตระหนี่ เธอใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ ซ่อมแล้วซ่อมอีก มักจะเก็บเศษเหรียญและแบงก์ยี่สิบบาทที่เหลือจากการไปตลาดมาหยอดใส่กระปุกอย่างสม่ำเสมอ รินลดาเกลียดพฤติกรรมนี้ เธอเคยมองว่ามันเป็นความน่าอายที่ทำให้ครอบครัวเราดู ‘กระจอก’ ในสายตาเพื่อนฝูง ผมเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง มองดูลูกสาวที่กำลังโยนกล่องเหล็กใบเก่าของแม่ลงบนพื้น ข้าวของข้างในกระจัดกระจาย หนึ่งในนั้นคือสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารเล่มสีน้ำเงินที่เก่าจนปกเปื่อยยุ่ย รินลดาใช้ปลายเท้าเขี่ยสมุดบัญชีเล่มนั้นอย่างรังเกียจ ก่อนจะเตะมันทิ้งลงไปในถังขยะพลาสติกมุมห้อง “ทิ้งๆ ไปเถอะพ่อ ของพวกนี้เก็บไว้ก็รกบ้านเปล่าๆ” รินลดาหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “หนูบอกแม่ตั้งกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามัวแต่เก็บเศษขยะพวกนี้ แม่น่ะทำแต่งานงกๆ เก็บเงินทีละสิบยี่สิบบาท แม่ไม่เคยมีเงินก้อนเป็นชิ้นเป็นอันหรอก ชีวิตแม่ถึงได้ลำบากจนตายไง… นี่เดี๋ยวหนูจะติดต่อเอเจนต์ขายบ้านหลังนี้เลยนะพ่อ เอาเงินไปดาวน์คอนโดหรูๆ อยู่กลางเมืองดีกว่า ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปมีหวังหนูเฉาตายพอดี” คำพูดของลูกสาวที่เพิ่งเผาศพแม่ตัวเองไปได้ไม่ถึงสี่ชั่วโมง เปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงกลางใจผม แต่ผมไม่ได้โต้ตอบ ผมเป็นคนพูดน้อยมาตลอดชีวิต ผมเพียงแค่เดินเข้าไปในห้อง ก้มลงหยิบสมุดบัญชีปกเปื่อยยุ่ยเล่มนั้นขึ้นมาจากกองขยะ ถ่ายเทฝุ่นผงที่เกาะอยู่ออกอย่างทะนุถนอม “พ่อจะเก็บมันไว้เอง” ผมพูดสั้นๆ รินลดาแค่นหัวเราะในลำคอ “ตามใจพ่อเถอะค่ะ อยากจะไปอัปบุ๊กดูยอดเงินหลักร้อยของแม่เพื่อรำลึกความหลังก็ตามสบาย หนูจะออกไปชอปปิงแก้เครียดสักหน่อย รำคาญกลิ่นธูปในบ้านเต็มทนแล้ว”…
-
เก้าอี้ว่างหน้าแท่นพิธี: คำขาดของพ่อจอมบงการ
กับจดหมายลับที่เปลี่ยนงานวิวาห์ให้เป็นศาลตัดสินความจริง! “ถ้าแกไม่ยอมเลื่อนวันแต่งงานของแกออกไปเพื่อหลีกทางให้ทริปบาหลีของยัยเคท ฉันกับแม่ก็จะไม่ไปเหยียบงานของแกแม้แต่ก้าวเดียว! แกคิดว่าแกมีเงินแล้วจะเนรคุณยังไงก็ได้งั้นเหรอ มัดหมี่? จำใส่หัวไว้เลยนะ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่ไปนั่งเป็นประธานให้ งานแต่งของแกมันก็เป็นแค่งานปาหี่ที่ไม่มีใครยอมรับ! ฉันอยากจะรู้นักว่าถ้าแกต้องเห็นเก้าอี้พ่อแม่ว่างเปล่าอยู่แถวหน้าสุด แกจะยังกล้าเชิดหน้าชูคออยู่อีกไหม!” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ ‘คุณประกบ’ พ่อแท้ๆ ของฉันตะคอกใส่โทรศัพท์ก่อนจะกดตัดสายไปอย่างเกรี้ยวกราด ทิ้งให้ฉันยืนตัวสั่นถือโทรศัพท์ค้างอยู่กลางห้องลองชุดเจ้าสาว ฉันชื่อ ‘มัดหมี่’ ลูกสาวคนโตที่เกิดมาเพื่อเป็น ‘เดอะแบก’ ของครอบครัวอย่างแท้จริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันทำงานหนักสายตัวแทบขาด ปลดหนี้บ้าน ส่งเสียน้องสาวอย่าง ‘เคท’ จนเรียนจบเมืองนอก แต่ไม่ว่าฉันจะทำดีแค่ไหน ในสายตาของพ่อกับแม่ เคทก็คือ ‘ลูกรัก’ ที่แตะต้องไม่ได้ ส่วนฉันเป็นเพียงตู้เอทีเอ็มที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างอย่างไร้ข้อแม้ งานแต่งงานของฉันกับ ‘ตะวัน’ ผู้ชายที่แสนดีและอบอุ่นที่สุด ถูกเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นปี เราจองสถานที่ จองออร์แกไนเซอร์ และส่งการ์ดเชิญให้แขกเหรื่อกว่า 200 คนเรียบร้อยแล้ว แต่จู่ๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน เคทก็เดินมาบอกหน้าตาเฉยว่า เธอเพิ่งจองทริปวิลล่าหรูที่บาหลีกับกลุ่มเพื่อนไฮโซของเธอ ซึ่งวันเดินทางมันทับซ้อนกับวันแต่งงานของฉันพอดีเป๊ะ แทนที่พ่อกับแม่จะตำหนิเคทที่ไร้ความรับผิดชอบ พวกเขากลับหันมาบีบบังคับให้ ‘ฉัน’ เป็นฝ่ายโทรไปยกเลิกงานแต่ง เลื่อนวันออกไป เพื่อให้เคทได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจและกลับมาร่วมงานได้ในภายหลัง พ่อคิดว่าการเอาคำว่า ‘ความกตัญญู’ และ ‘หน้าตาของครอบครัว’ มาข่มขู่ จะทำให้ฉันยอมก้มหัวสยบยอมเหมือนที่ผ่านมา พ่อคิดว่าการปล่อยให้ฉันเผชิญหน้ากับสายตาตั้งคำถามของแขกเหรื่อ โดยไม่มีพ่อแม่คอยอวยพร…
-
วิวาห์สีเถ้ากับคำถามมรณะ: เมื่ออดีตภรรยาอุ้มท้องมางานแต่ง
และความลับที่บดขยี้โลกทั้งใบของผมจนแหลกสลาย กลิ่นกุหลาบขาวสายพันธุ์จูเลียตนับหมื่นดอกที่ประดับประดาอยู่ทั่วห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับหกดาว ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย เสียงเพลงคลาสสิกที่บรรเลงโดยวงออร์เคสตราดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อระดับวีไอพีนับพันชีวิตในชุดราตรีและสูทหรูหราต่างพากันยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่มฉลองให้กับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของผมกับ ‘รินรดา’ ทายาทสาวตระกูลดังที่กำลังยืนควงแขนผมอยู่บนแท่นพิธี รอยยิ้มของเธอช่างสว่างไสว เธอกำลังตั้งครรภ์ได้สี่เดือน ซึ่งนั่นคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมตัดสินใจทิ้ง ‘อลิสา’ ผู้หญิงที่ผมรักและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาถึงเจ็ดปี เพื่อมารับผิดชอบสิ่งที่ผมพลาดพลั้งก่อขึ้น ผมพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าผมเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม่ของผมต้องการทายาทสืบสกุล อลิสาไม่สามารถให้ผมได้ เราพยายามทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็จบลงด้วยคราบน้ำตาและความผิดหวังเสมอ จนกระทั่งคืนหนึ่งที่ผมเมามายในงานปาร์ตี้ของบริษัท ผมเผลอมีความสัมพันธ์กับรินรดา และสองเดือนต่อมา เธอก็เดินถือผลตรวจครรภ์มาวางตรงหน้าผม ผมจำใจต้องยื่นใบหย่าให้อลิสา อดีตภรรยาของผมไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เธอเพียงแค่มองหน้าผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่า จรดปากกาเซ็นชื่อลงบนกระดาษ แล้วเดินออกจากคฤหาสน์ไปโดยไม่หยิบสมบัติใดๆ ติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว แต่แล้ว ในวินาทีที่พิธีกรกำลังจะเชิญผมและรินรดากล่าวคำขอบคุณแขกเหรื่อ ประตูไม้บานยักษ์ของห้องบอลรูมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟสปอตไลต์ที่เคยจับจ้องมาบนเวทีถูกแย่งชิงความสนใจไปในพริบตา ทุกสรรพเสียงในห้องเงียบกริบราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสผ้าไหมสีครีมเรียบหรูก้าวเดินเข้ามาบนพรมแดง ใบหน้าของเธอไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางหนาเตอะ แต่กลับดูเปล่งปลั่งและงดงามยิ่งกว่าที่ผมเคยจำได้ และสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น คือหน้าท้องของเธอที่นูนป่องออกมาอย่างชัดเจน… อลิสากำลังตั้งครรภ์ และดูจากขนาดหน้าท้อง เธอคงอายุครรภ์ไม่ต่ำกว่าเจ็ดเดือน “อลิสา…” ผมครางชื่อเธอออกมาด้วยเสียงที่แหบพร่า มือของผมที่จับไมโครโฟนอยู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ รินรดาที่ยืนอยู่ข้างผมหน้าตึงขึ้นมาทันที เธอจิกเล็บลงบนท่อนแขนของผมอย่างแรง ก่อนจะกระชากไมโครโฟนไปจากมือผมแล้วพูดออกลำโพงด้วยน้ำเสียงที่จงใจเยาะเย้ยและดูถูกเหยียดหยาม “ว้าว… เซอร์ไพรส์จังเลยนะคะที่อดีตภรรยาอุตส่าห์มาร่วมงานแต่ง แต่ดูจากสภาพแล้ว… คงจะรีบหาผัวใหม่จนพลาดท้องป่องมาเลยสิคะ?” รินรดาหัวเราะในลำคอ สายตาของแขกทั้งงานจับจ้องไปที่อลิสาเป็นตาเดียว “ไหนๆ ก็มาแล้ว รินขอถามเป็นวิทยาทานหน่อยเถอะค่ะ ตอนอยู่กับพี่ภีมเจ็ดปีเห็นเป็นผู้หญิง…