ปีกหักแห่งความโลภ: เมื่อแม่ผัวใจโฉดไล่ตะเพิดเมียกัปตันหนุ่มออกจากคฤหาสน์

สู่วินาทีสามีหวนคืนที่กระชากหน้ากากและตอกฝาโลงความสำนึกผิดที่สายเกินกาล!
ท่ามกลางความหรูหราของคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านใจกลางเมือง ซึ่งถูกประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์นำเข้าราคาแพงระยับ ‘รินลดา’ หญิงสาวผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มและจิตใจงดงาม กำลังยืนจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ให้กับ ‘กัปตันนที’ สามีสุดที่รักของเธอ นทีเป็นนักบินหนุ่มอนาคตไกลของสายการบินชั้นนำระดับโลก เขาเพียบพร้อมไปด้วยรูปร่างหน้าตาและฐานะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสมบูรณ์แบบที่สุดคือความรักความซื่อสัตย์ที่เขามีต่อรินลดา ภรรยาที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ ซึ่งเขาฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อแต่งงานด้วย แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนักจากมารดาของตนเองก็ตาม
“ทริปบินไปยุโรปครั้งนี้ใช้เวลาตั้งสองสัปดาห์ รินดูแลตัวเองดีๆ นะครับ ถ้าคุณแม่ท่านบ่นหรือจู้จี้อะไร รินก็ทนเอาหน่อยนะ ถือซะว่าทำเพื่อพี่ พี่กลับมาเมื่อไหร่ พี่มีของขวัญชิ้นใหญ่มาเซอร์ไพรส์รินแน่นอน” นทีกอดภรรยาไว้แน่น จุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรัก
รินลดาซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง เธอยิ้มบางๆ มือเรียวแอบกุมหน้าท้องที่ยังแบนราบของตัวเองไว้แน่น ในกระเป๋าเสื้อของเธอมี ‘ที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีด’ ซ่อนอยู่ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว แต่เธอตั้งใจจะเก็บไว้เป็นความลับเพื่อรอเซอร์ไพรส์สามีในวันที่เขากลับมาจากเที่ยวบินนี้
แต่รินลดาไม่มีทางรู้เลยว่า ทันทีที่รถตู้ของสายการบินมารับกัปตันนทีออกพ้นประตูรั้วคฤหาสน์ไป คฤหาสน์ที่เคยเป็นวิมาน จะกลายสภาพเป็นขุมนรกบนดินในชั่วพริบตา!
“นังรินลดา! แกมัวแต่ยืนเสนอหน้าอะไรอยู่ตรงนั้น! ไปซักผ้าถูพื้นเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดแหลมปรี๊ดดังก้องมาจากบันไดชั้นสอง ‘คุณหญิงสมฤดี’ แม่สามีจอมขี้เหนียวและเย่อหยิ่ง เดินกรีดกรายลงมาด้วยชุดผ้าไหมราคาแพง แววตาที่เคยมองลูกชายด้วยความรัก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสายตาเหยียดหยามและเกลียดชังเมื่อมองมาที่ลูกสะใภ้
“แต่คุณแม่คะ หน้าที่ทำความสะอาดเป็นของแม่บ้าน…”
“ฉันไล่นังแม่บ้านออกไปหมดแล้ว! ตั้งแต่วันนี้แกต้องทำหน้าที่คนใช้ทุกอย่างในบ้านหลังนี้! แกมันก็แค่กาฝากที่เกาะลูกชายฉันกิน ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ฉันจะทำให้แกทนไม่ไหวและต้องหย่ากับลูกชายฉันไปเอง!”
ไม่เพียงแค่คำพูดตอกย้ำที่บาดลึก แต่คุณหญิงสมฤดียังไม่ได้หยุดความร้ายกาจไว้แค่นั้น เย็นวันเดียวกัน เธอได้พา ‘อลิซ’ ลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ที่เธอหมายมั่นปั้นมืออยากได้เป็นลูกสะใภ้ เข้ามาพักในคฤหาสน์ อลิซทำตัวเป็นนายหญิงคนใหม่ ชี้นิ้วสั่งให้รินลดาทำอาหาร ซักกางเกงใน และขัดห้องน้ำให้เธอ สองสตรีใจแคบร่วมมือกันกลั่นแกล้งรินลดาอย่างสารพัด รินลดาต้องทนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ อดมื้อกินมื้อ ทั้งที่กำลังแพ้ท้องอย่างหนัก เธอแอบไปอาเจียนในห้องน้ำและร้องไห้เพียงลำพังทุกคืน แต่ก็กัดฟันสู้เพื่อรอคอยสามีกลับมา
จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน… พายุฝนลูกใหญ่พัดถล่มกรุงเทพมหานคร ท้องฟ้ามืดมิดและมีเสียงฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาท
คุณหญิงสมฤดีที่กำลังหงุดหงิดจากการเสียพนันไพ่ในวงสมาคม เดินกระทืบเท้าเข้ามาในบ้าน เธอเห็นรินลดากำลังนั่งพับเสื้อผ้าอยู่ด้วยความเหนื่อยล้า ความเกลียดชังที่สะสมมานานจึงระเบิดออก คุณหญิงสมฤดีเดินเข้าไปกระชากตะกร้าผ้าในมือรินลดาแล้วปาอัดใส่หน้าหญิงสาวอย่างแรง!
“โอ๊ย! คุณแม่! รินเจ็บนะคะ!” รินลดาร้องอุทาน ยกมือขึ้นบังใบหน้า
“เจ็บสิดี! นังตัวซวย! ตั้งแต่แกเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ชีวิตฉันก็มีแต่เรื่องซวยๆ ลูกชายฉันต้องเหนื่อยบินหาเงินมาเลี้ยงดูนังปลิงอย่างแก! วันนี้ฉันหมดความอดทนแล้ว! ออกไปจากบ้านของลูกชายฉันเดี๋ยวนี้!”
“อลิซเห็นด้วยค่ะคุณป้า ผู้หญิงชั้นต่ำแบบนี้ ปล่อยให้อยู่ร่วมชายคาไปก็เสนียดบ้านเปล่าๆ” อลิซที่เดินตามมายืนกอดอกแสยะยิ้มสมทบ
รินลดาเบิกตากว้าง ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้าน เธอพยายามอ้อนวอน “คุณแม่คะ รินขอร้องล่ะค่ะ อย่าไล่รินออกไปเลย ฝนข้างนอกตกหนักมาก รินไม่มีที่ไป… แล้วรินก็… รินกำลังท้องลูกของพี่นทีอยู่นะคะ!”
สิ้นคำสารภาพนั้น คุณหญิงสมฤดีชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างน่ารังเกียจ “ท้องเหรอ? แกคิดว่าฉันโง่หรือไง! คงจะไปแอบคบชู้แล้วเอาเด็กมายัดเยียดให้ลูกชายฉันล่ะสิ! ลูกชายฉันไม่มีวันมีสายเลือดชั้นต่ำผสมอยู่ในตัวหรอก! ไสหัวออกไป!!”
คุณหญิงสมฤดีสั่งให้คนขับรถลากตัวรินลดาและโยนกระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ ของเธอออกไปที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ประตูเหล็กดัดถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา รินลดาในสภาพเปียกปอน ทรุดตัวลงคุกเข่ากอดกระเป๋าเสื้อผ้า ร้องไห้โฮปานจะขาดใจ ท่ามกลางความมืดและสายฝนที่เหน็บหนาว เธอใช้มือลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบ พร่ำบอกขอโทษลูกในครรภ์ที่คุ้มครองลูกไม่ได้ หญิงสาวพยุงร่างที่อ่อนระทวยเดินโซเซฝ่าสายฝนออกไปอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร
แต่ทว่า… สวรรค์มีตา และกฎแห่งกรรมมักจะทำงานเร็วกว่าที่ใครคาดคิด!
สองวันต่อมา… ขบวนรถตู้ของสายการบินแล่นเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลนที กัปตันหนุ่มก้าวลงมาจากรถด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เที่ยวบินของเขาถูกสับเปลี่ยนตารางกะทันหัน ทำให้เขากลับมาถึงไทยเร็วกว่ากำหนดถึงห้าวันเต็ม! ในมือของกัปตันนทีถือกล่องเครื่องประดับแบรนด์หรูที่ตั้งใจซื้อมาเซอร์ไพรส์ภรรยาอันเป็นที่รัก
นทีไขกุญแจเข้าบ้านด้วยความตื่นเต้น “รินครับ! พี่กลับมาแล้ว!”
แต่สิ่งที่รอรับเขาอยู่ กลับไม่ใช่รอยยิ้มหวานๆ ของภรรยา แต่เป็นภาพของอลิซที่กำลังสวมชุดคลุมอาบน้ำเดินนวยนาดลงมาจากบันได และคุณหญิงสมฤดีที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจ
“น… นที! ลูก! ทำไมกลับมาเร็วกว่ากำหนดล่ะลูก!” คุณหญิงสมฤดีเบิกตากว้าง หน้าซีดเผือด รีบวางแก้วชาลงทันที
นทีขมวดคิ้วยุ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและระแวง “คุณแม่ครับ อลิซมาทำอะไรที่นี่ในสภาพนี้? แล้ว… รินลดาไปไหนครับ ทำไมบ้านถึงดูเงียบแปลกๆ”
คุณหญิงสมฤดีรีบปรับสีหน้า แสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว บีบน้ำตาเทียมออกมา “โธ่ นทีลูกแม่… แม่ไม่อยากจะบอกลูกเลย นังรินลดามันเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว! พอแกลับหลัง มันก็ขโมยเครื่องเพชรของแม่ แล้วหนีตามผู้ชายชู้ไปแล้ว! แม่เสียใจมาก เลยต้องให้อลิซมาคอยอยู่เป็นเพื่อนปลอบใจแม่ไงลูก”
“หนีตามชู้? ขโมยเครื่องเพชร?” นทีทวนคำ เสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที “เป็นไปไม่ได้! รินไม่มีวันทำแบบนั้น! แม่เอาเมียผมไปไว้ไหน!”
“นี่ลูกหาว่าแม่โกหกเหรอ!”
นทีไม่ฟังคำแก้ตัว เขาพุ่งตัววิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของเขากับรินลดา เปิดตู้เสื้อผ้าดูและพบว่าเสื้อผ้าของรินลดาหายไปหมดเกลี้ยง แต่สิ่งที่ทำให้เส้นความอดทนของกัปตันหนุ่มขาดผึง คือเมื่อเขาเหลือบไปเห็น ‘ที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีด’ ที่รินลดาแอบซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งเธอลืมหยิบไปด้วย!
นทีกำที่ตรวจครรภ์นั้นไว้แน่น มือของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง เขาวิ่งลงมาข้างล่าง ตรงดิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อคนขับรถที่กำลังยืนหลบมุมอยู่ด้วยความกลัว
“ลุงชัย! บอกผมมาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับริน! ถ้าลุงโกหก ผมจะส่งลุงเข้าคุก!” นทีตวาดลั่นด้วยความโกรธจัดประดุจพญาราชสีห์
ลุงขับรถตัวสั่นงันงก ทนความกดดันไม่ไหวจึงคุกเข่าลงและเล่าความจริงทั้งหมดออกมาทั้งน้ำตา “ผมขอโทษครับคุณผู้ชาย! คุณหญิงสั่งให้ผมลากคุณรินลดาออกไปทิ้งนอกบ้านเมื่อคืนตอนพายุเข้า คุณรินลดาร้องไห้กราบเท้าบอกว่ากำลังท้อง แต่คุณหญิงก็ไม่ฟัง ไล่ตะเพิดเธอออกไปตากฝนครับ!”
ความจริงที่ทะลักทลายออกมาเปรียบเสมือนใบมีดนับพันเล่มที่พุ่งเข้าสับฟันหัวใจของนทีจนแหลกละเอียด!
นทีหันขวับไปมองผู้เป็นแม่และอลิซ ดวงตาของกัปตันหนุ่มที่เคยอ่อนโยน บัดนี้วาวโรจน์และแดงก่ำไปด้วยไฟแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง!
“แม่ไล่เมียของผม… ไล่ลูกในไส้ของผมออกไปตากฝนกลางดึกอย่างนั้นเหรอ!!” นทีแผดเสียงตวาดก้องคฤหาสน์จนกระจกแทบสั่นสะเทือน เขาเดินเข้าไปปัดแก้วชาบนโต๊ะกระเด็นแตกกระจาย!
“น… นที! แกจะมาโกรธแม่เพราะนังผู้หญิงชั้นต่ำนั่นไม่ได้นะ! แม่ทำไปก็เพื่ออนาคตของแก! แม่หาผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างอลิซมาให้ แกควรจะขอบคุณแม่สิ!” คุณหญิงสมฤดียังคงเถียงข้างๆ คูๆ
นทีแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คุณหญิงสมฤดีถึงกับเสียวสันหลังวาบ “อนาคตเหรอ? ผู้หญิงชั้นต่ำเหรอ?… แม่รู้ไหมว่าคฤหาสน์หลังนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่แม่ใช้ถลุงเล่นทุกวัน มันมาจากไหน!”
“ก็เงินเดือนนักบินของแกไง!”
“ผิดแล้ว!!” นทีตอกกลับเสียงกร้าว “คฤหาสน์หลังนี้ โฉนดทุกใบเป็นชื่อของ ‘รินลดา’! เงินทุนที่ผมเอาไปเรียนนักบินจนจบ ก็เป็นเงินที่รินลดาทำงานหลังขดหลังแข็งส่งเสียผม! ผมโอนทรัพย์สินทั้งหมดเป็นชื่อเธอเพราะเธอคือหัวใจของผม! แม่ต่างหากที่เป็นแค่ผู้อาศัย! แม่ไม่มีสิทธิ์ไปไล่เจ้าของบ้านตัวจริงออกไป!!”
ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยทำเอาคุณหญิงสมฤดีเบิกตากว้างจนแทบถลน อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยทรุดลงไปกองกับพื้น อลิซหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว
“อลิซ! ไสหัวออกไปจากบ้านของเมียฉันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจมาลากคอเธอข้อหาบุกรุก!” นทีหันไปตวาดใส่อลิซ ซึ่งเธอก็รีบวิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านไปทั้งชุดคลุมอาบน้ำอย่างน่าสมเพช
จากนั้น นทีก็หันมามองมารดาของตนเองด้วยสายตาที่เย็นเยียบที่สุด “ส่วนแม่… ในเมื่อแม่รังเกียจเมียและลูกของผม แม่ก็จงอยู่ที่นี่ไปคนเดียวเถอะครับ บัตรเครดิตทุกใบผมอายัดหมดแล้ว บัญชีธนาคารทุกบัญชีถูกระงับ! ผมจะตามหาเมียกับลูกของผมให้เจอ และผมจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกจนกว่าแม่จะสำนึกผิดได้!”
นทีคว้ากุญแจรถและวิ่งออกไปจากคฤหาสน์ทันที ทิ้งให้คุณหญิงสมฤดีนั่งร้องไห้โหยหวนอยู่ท่ามกลางซากแก้วที่แตกกระจาย เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ความโลภและความหยิ่งยโสของเธอ ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเธอแล้ว!
กัปตันหนุ่มขับรถตระเวนตามหารินลดาไปทั่วทุกโรงพยาบาล ทุกป้ายรถเมล์ และทุกสถานีตำรวจด้วยหัวใจที่แตกสลาย เขาร้องไห้ฟูมฟายตลอดทาง โทษตัวเองที่ปกป้องคนที่รักที่สุดไม่ได้ จนกระทั่งในเช้าวันรุ่งขึ้น ทางตำรวจได้ติดต่อมาว่าพบหญิงสาวรูปร่างหน้าตาคล้ายรินลดา นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่คลินิกอนามัยเล็กๆ แถบชานเมือง
นทีรีบเหยียบคันเร่งไปถึงคลินิกทันที เมื่อเขาผลักประตูห้องพักฟื้นเข้าไป ภาพของรินลดาที่นอนหน้าซีดเผือด มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง ทำให้เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง นทีจับมือที่เย็นเฉียบของภรรยามาแนบแก้ม ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
“ริน… พี่ขอโทษ… พี่ขอโทษที่กลับมาไม่ทัน… พี่ขอโทษ…”
รินลดาค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าของสามี เธอก็ปล่อยโฮและโผเข้ากอดเขาแน่น “พี่นที… ลูกของเรา… ลูกของเรายังปลอดภัยไหมคะ รินพยายามปกป้องเขาที่สุดแล้ว”
นทีพยักหน้ารัวๆ น้ำตาไหลพราก “ปลอดภัยครับริน… หมอบอกว่าลูกของเราแข็งแรงดี รินไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะ พี่อยู่นี่แล้ว พี่จะไม่มีวันปล่อยให้ใครมาทำร้ายครอบครัวของเราได้อีก”
หลังจากที่รินลดาแข็งแรงดี นทีซื้อบ้านหลังใหม่ที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวเพื่อสร้างครอบครัวของเขา โดยตัดขาดจากการติดต่อกับมารดาอย่างสิ้นเชิง
ส่วนคุณหญิงสมฤดี เมื่อไม่มีเงินเดือนจากลูกชาย บัตรเครดิตถูกระงับ เธอไม่สามารถจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าดูแลรักษาคฤหาสน์ได้ เพื่อนฝูงในสมาคมไฮโซก็พากันตีตัวออกห่างและนินทาเหยียดหยาม ในที่สุด เธอต้องจำใจย้ายออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ ไปเช่าอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ซอมซ่ออยู่เพียงลำพัง
ในทุกๆ วันที่ฝนตก คุณหญิงสมฤดีจะนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เฝ้ามองดูสายฝนที่สาดซัดเข้ามา นึกถึงภาพของลูกสะใภ้ที่เธอเคยเตะส่งออกไปตากฝนอย่างเลือดเย็น ความโดดเดี่ยวและความสำนึกผิดกัดกินหัวใจของเธอจนแหลกสลาย แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว… เพราะบาดแผลที่เธอฝากไว้กับครอบครัวของลูกชาย มันลึกเกินกว่าที่คำขอโทษใดๆ จะสามารถประสานให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ตลอดกาล.



