“แม่ครับ… น้องสาวไม่ได้ไปสวรรค์เหมือนที่คุณพ่อบอก

แต่คืนนั้นผมเห็นพ่ออุ้มน้องส่งให้น้าเมย์แลกกับกระเป๋าเงิน!”
เสียงกระซิบอันแหบพร่าและสั่นเครือของ ‘น้องโปรด’ ลูกชายวัยแปดขวบ ดังก้องสะท้อนอยู่ในแก้วหูของฉันราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม
มือขวาของฉันที่กำลังพับเสื้อผ้าเด็กอ่อนลายลูกไม้สีชมพูตัวเล็กจิ๋ว พลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
บรรยากาศภายในห้องนอนชั้นสองของบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ย่านราชพฤกษ์ เย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
กลิ่นควันธูปหอมจากโต๊ะหมู่บูชาพระชั้นบน ยังคงลอยอวลผสมปนเปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรงพยาบาลที่ฝังแน่นอยู่บนผิวหนังของฉัน
ฉันชื่อ ‘นลิน’ หญิงวัยสามสิบห้าปีที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตความตายจากการตกเลือดหลังคลอดฉุกเฉินมาได้เพียงสองสัปดาห์
สองสัปดาห์เต็มที่ฉันนอนจมอยู่กับคราบน้ำตา มือกอดเสื้อผ้าตัวจิ๋วที่เตรียมไว้ต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่ไม่มีวันได้กลับมาสวมใส่มัน
ภาพความทรงจำในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังยังคงตามหลอกหลอนฉันทุกลมหายใจเข้าออก
วันนั้น ความดันโลหิตของฉันดิ่งวูบกะทันหัน ม่านตาพร่ามัวไปด้วยแสงไฟกลมโตสีขาวจ้าของโคมไฟผ่าตัด
เสียงสัญญาณเตือนชีพดังรัวถี่จนน่าสะพรึงกลัว ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลงไปในความมืดมิด
เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องพักฟื้นพิเศษ ‘ธนิน’ ผู้เป็นสามีที่แต่งงานอยู่กินกันมาเกือบสิบปี ก็นั่งคุกเข่าอยู่ข้างขอบเตียง
ดวงตาของเขาบวมช้ำแดงก่ำ ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความแหลกสลาย
เขากุมมือที่เจาะเข็มน้ำเกลือของฉันไว้แนบแก้มสาก พร่ำบอกด้วยเสียงสะอื้นว่าลูกสาวคลอดออกมาแล้วหยุดหายใจกะทันหัน ทีมกุมารแพทย์พยายามปั๊มหัวใจยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถแต่ไม่สำเร็จ
หัวใจของคนเป็นแม่แทบแหลกสลายเป็นผุยผงในวินาทีนั้น
ความเจ็บปวดจากการผ่าตัดหน้าท้องยังเทียบไม่ได้กับความทรมานที่เหมือนมีมีดคมกริบนับพันเล่มกรีดเฉือนลงบนเนื้อหัวใจ
ธนินเป็นคนจัดการติดต่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จัดการเอกสารมรณบัตร และนำร่างเล็กๆ ของลูกสาวไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดโดยที่ฉันไม่มีโอกาสแม้แต่จะมองหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย
เขาอ้างว่าไม่อยากให้ฉันต้องเห็นภาพร่างไร้วิญญาณที่บอบช้ำของลูก เพราะกลัวว่าฉันจะตรอมใจจนช็อกหมดสติไปอีกคน
ฉันหลงเชื่อในความรัก ความห่วงใย และหยาดน้ำตาของสามีผู้แสนอบอุ่นคนนี้มาโดยตลอด
จนกระทั่งในบ่ายวันนี้ เสียงดังกริ๊กเบาๆ จากมุมห้องหนังสือดึงสติของฉันให้หันกลับไปมอง
น้องโปรดกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพรมหน้าโต๊ะเขียนหนังสือไม้สัก
ในมือเล็กๆ ที่มีรอยขีดข่วนของลูก ถือโหลแก้วกาแฟใบเก่าที่ล้างจนสะอาดสะอ้าน
ข้างในโหลแก้ว มีเหรียญสิบบาทสีเงินสลับทองกองพะเนินอยู่ก้นโหล
มีธนบัตรใบละยี่สิบบาทและห้าสิบบาทที่ถูกพับรีดจนเรียบกริบเรียงซ้อนกันเป็นระเบียบ
และที่ด้านบนสุด คือธนบัตรสีเทาใบละหนึ่งพันบาทสองใบที่คุณยายเพิ่งให้เป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิดเมื่อเดือนก่อน
มือน้อยๆ บรรจงหยอดเหรียญห้าบาทที่เหลือจากค่าขนมโรงเรียนลงไปในช่องฝาพลาสติกทีละเหรียญอย่างมุ่งมั่น
เสียงเหรียญกระทบกันดังกริ๊งสะท้อนความเหงาจับขั้วหัวใจ
ฉันค่อยๆ พยุงร่างที่ยังเจ็บแผลผ่าตัด ก้าวเท้าเดินช้าๆ เข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างลูกชาย
“น้องโปรดครับ… ลูกเก็บเงินเยอะแยะขนาดนี้ไว้ทำอะไรเหรอคนเก่ง?”
ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางเอื้อมมืออันสั่นเทาไปลูบเรือนผมหนานุ่มของลูกเบาๆ
เด็กชายตัวน้อยชะงักมือไปในทันที
แกเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน แววตากลมโตคู่นั้นสั่นระริกและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“โปรดเก็บไว้ซื้อน้องสาวคืนครับแม่…”
คำตอบอันไร้เดียงสานั้น ทำให้ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกแน่นอยู่ที่ลำคอของฉันจนแทบหายใจไม่ออก
น้ำตาอุ่นๆ เอ่อร้นท่วมเบ้าตาของฉันอย่างห้ามไม่อยู่
ฉันดึงร่างเล็กของลูกชายเข้ามากอดแนบอก ลูบแผ่นหลังบอบบางของแกด้วยความเวทนาจับใจ
“โถ่ลูกรัก… แม่รู้ว่าโปรดคิดถึงน้องมากนะครับ”
“แต่ว่า… น้องไปเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์แล้วนะลูก ไม่มีใครใช้เงินไปซื้อชีวิตคนที่ตายไปแล้วกลับคืนมาได้หรอกครับ”
น้องโปรดไม่ได้ร้องไห้ตามฉัน
แต่มือน้อยๆ ทั้งสองข้างกลับดันอกของฉันออกเบาๆ เพื่อสบตากับฉันตรงๆ
แววตาของเด็กแปดขวบไม่ได้มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ไม่ใช่นะครับแม่! น้องยังไม่ตาย!”
น้ำเสียงที่จริงจังเกินวัย ทำให้ความรู้สึกหนาวสะท้านแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นสู่ไขสันหลังของฉันในเสี้ยววินาที
“โปรด… ลูกพูดอะไรออกมาครับ?”
เด็กน้อยหันขวับไปมองที่บานประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้ด้วยความระแวง
แกสูดน้ำมูกเข้าปอด ขยับตัวเข้ามาแนบชิดข้างหูของฉันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่สั่นเทา
“คืนนั้นที่แม่หลับไปในห้องฉุกเฉิน… คุณยายชวนโปรดลงไปไหว้พระที่ศาลพระพรหมข้างล่าง แต่โปรดปวดฉี่เลยขอวิ่งกลับขึ้นมาหาพ่อที่หน้าห้องคลอด”
เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังกิ๊ก… กิ๊ก… ชัดเจนขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน
“โปรดเดินตามหาพ่อจนไปถึงมุมมืดหน้าบันไดหนีไฟชั้นสี่…”
“ไฟตรงนั้นเสีย มันกะพริบติดๆ ดับๆ แล้วโปรดก็เห็นพ่อยืนคุยอยู่กับน้าเมย์”
หัวใจของฉันกระตุกวูบอย่างรุนแรง
‘เมทินี’ หรือน้าเมย์ เพื่อนสนิทร่วมสาบานตั้งแต่วัยมัธยม ผู้เป็นทั้งเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงาน และเป็นคนที่คอยมานอนเฝ้าไข้ฉันข้างเตียงตลอดหลายวันที่ผ่านมา
“พ่อเปิดกระเป๋าทำงานใบสีดำ หยิบซองกระดาษสีน้ำตาลหนาๆ สองซองส่งให้น้าเมย์”
“โปรดแอบมองอยู่หลังถังดับเพลิง โปรดเห็นข้างในซองมีเงินปึกใหญ่สีเทาเต็มไปหมดเลยครับแม่”
ลำคอของฉันแห้งผากจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง
“แล้ว… แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อลูก?” ฉันเค้นเสียงถาม ร่างกายเริ่มสั่นเทิ้มด้วยลางสังหรณ์อันน่าสะพรึงกลัว
“น้าเมย์รับซองเงินไปเก็บใส่กระเป๋าแบรนด์เนม แล้วยื่นตะกร้าหวายสีขาวให้พ่อ…”
“แต่พ่อไม่รับ พ่อบอกให้น้าเมย์รีบอุ้มห่อผ้าอ้อมสีชมพูข้างในตะกร้าเดินลงบันไดหนีไฟไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ข้างหลังโรงพยาบาล”
ดวงตาของฉันเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดขาดห้วง
ห่อผ้าอ้อมสีชมพู…
ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มลายดอกบัวที่ฉันใช้เวลาถักด้วยมือตัวเองตลอดเก้าเดือนของการตั้งครรภ์!
“แล้วลูกแน่ใจได้ยังไงว่าข้างในห่อผ้านั้น… คือน้องสาว?”
หยาดน้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นและหยดแหมะลงบนตักของลูกชาย
“เพราะน้องร้องไห้ครับแม่…”
“เสียงน้องร้อง แง้… แง้… เบาๆ เหมือนลูกแมวอยู่ในห่อผ้านั้น น้าเมย์ต้องเอามืออุดปากน้องไว้แน่นมากจนตัวน้องดิ้นไปมา”
“โปรดกลัวมาก โปรดจะวิ่งออกไปช่วยน้อง แต่โปรดได้ยินสิ่งที่พ่อพูดก่อน…”
ร่างของฉันแข็งทื่อ ปลายนิ้วมือเย็นเฉียบดั่งก้อนน้ำแข็ง
“พ่อ… พ่อพูดว่าอะไรลูก?!” ฉันคว้าไหล่เล็กๆ ของลูกชายไว้แน่นจนแกสะดุ้ง
น้องโปรดกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด แววตาของเด็กน้อยฉายแววหวาดผวาอย่างถึงที่สุด
“พ่อก้มลงไปจูบปากน้าเมย์ครับแม่…”
“พ่อกอดน้าเมย์แน่นมาก แล้วพ่อก็พูดข้างหูน้าเมย์ว่า…”
” ‘พาลูกสาวแท้ๆ ของเราไปซ่อนไว้ที่บ้านพักพัทยาก่อนนะเมย์… ปล่อยให้ยัยลินมันนอนร้องไห้เป็นบ้ากับใบมรณบัตรปลอมไปเถอะ’ “
” ‘เงินสิบล้านที่เบิกจากบัญชีบริษัทลินมา พี่โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเมย์หมดแล้ว… รอให้ยัยลินตรอมใจตายเมื่อไหร่ สมบัติทุกชิ้นในบ้านหลังนี้ ก็จะตกเป็นของเราสามคนพ่อแม่ลูกอย่างสมบูรณ์แบบ’ “
เพล้ง!
โหลแก้วบรรจุเงินในมือของฉันหลุดร่วงกระแทกขอบโต๊ะไม้สักตกลงสู่พื้นพรม
เศษแก้วไม่ได้แตกกระจาย แต่เหรียญนับร้อยเหรียญกลิ้งกระเด็นกระดอนไปทั่วทุกทิศทาง
เลือดในกายของฉันพลันเดือดพล่านสลับกับเย็นเยียบจนแทบจะหยุดไหลเวียน
ลูกสาวที่ฉันอุ้มท้องมาเก้าเดือนเต็ม… ลูกสาวที่ฉันยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตบนเตียงผ่าตัด…
ไม่ได้หยุดหายใจตามที่พวกมันเสแสร้งปั้นน้ำเป็นตัว!
แต่สามีที่ฉันยกย่องเชิดชู และเพื่อนสนิทที่ฉันรักประดุจพี่น้องร่วมสายเลือด ลอบคบชู้และร่วมมือกันวางยาขโมยลูกในอกของฉันไป เพื่อหวังจะฮุบมรดกและทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ของตระกูลฉัน!
ความเสียใจที่เคยมีมลายหายไปในชั่วพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงแค้นอันดำมืดที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
กึก… กึก… กึก…
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าหนังแท้คู่คุ้นเคย ดังกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ด้านนอกทางเดินอย่างช้าๆ
บานพับประตูไม้สักที่เปิดแง้มไว้ ค่อยๆ ถูกผลักให้เปิดกว้างออกอย่างช้าๆ เสียงดังเอี๊ยด…
น้องโปรดสะดุ้งสุดตัว รีบมุดตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังเอวของฉันด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก
ที่กรอบประตูห้องนอน ร่างสูงสง่าของธนินยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
ในมือของเขาถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ควันร้อนสีเทาลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมหวานของรังนกตุ๋นน้ำตาลกรวดที่เขาอ้างว่าตั้งใจตื่นแต่เช้ามาเคี่ยวให้ฉันบำรุงร่างกาย
บนใบหน้าของเขายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน และแสนดีดั่งเดิมไม่เคยเปลี่ยน
แต่ทว่า… ด้านหลังของสามีผู้แสนอบอุ่น
เงาร่างระหงของเมทินีกำลังก้าวเท้าตามเข้ามาติดๆ ในชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ราวกับแม่พระ
ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีชมพูหวานของเพื่อนรัก กำลังคลี่ยิ้มเยือกเย็นพลางส่งสายตาเย้ยหยันตรงมายังหน้าท้องที่ยังแบนราบของฉัน!



