News

พินัยกรรมซ่อนสายเลือด: เมื่อมหาเศรษฐีเฒ่าแกล้งตาบอด

วางสร้อยทองคำ 18.6 บาทเพื่อหยั่งสมดานคน… แต่กลับต้องทรุดเข่าหลั่งน้ำตาเลือด เมื่อเห็นสาวใช้สวมมันสะอื้นไห้หน้าบานหน้าต่างและรูปถ่ายใบเก่า!

คฤหาสน์ ‘วิจิตรธำรงค์’ อาณาจักรที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสิบไร่ใจกลางเมืองหลวง มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกันไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ทว่าภายใต้ความหรูหราโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิก กลับซ่อนความโสมมและกิเลสตัณหาของมนุษย์ไว้อย่างลึกล้ำ

‘เจ้าสัวเกริกพล’ มหาเศรษฐีวัยเจ็ดสิบสองปี เจ้าของธุรกิจส่งออกอัญมณีและทองคำรายใหญ่ของประเทศ กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ตัวใหญ่ในห้องทำงานที่มืดสลัว แว่นตากันแดดสีดำสนิทสวมปิดบังดวงตาของเขามาเป็นเวลาเกือบสามเดือนแล้ว นับตั้งแต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ทำให้เขาต้องผ่าตัดสมอง แพทย์วินิจฉัยว่าเส้นประสาทตาของเขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร… นั่นคือสิ่งที่ทุกคนในคฤหาสน์หลังนี้รับรู้

แต่ความจริงที่ไม่มีใครรู้คือ… ดวงตาของเจ้าสัวเกริกพลยังคงมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนเจนแจ่มแจ้ง!

อุบัติเหตุครั้งนั้นสอนให้ชายชรารู้ว่า อำนาจและเงินทองไม่อาจซื้อความจริงใจได้ เขาเลือกที่จะ ‘แกล้งตาบอด’ เพื่อทดสอบธาตุแท้ของคนรอบข้าง และสิ่งที่เขาได้เห็นก็ทำให้หัวใจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเจ็ดทศวรรษต้องด้านชา ‘รุจิรา’ ภรรยาวัยคราวลูกที่คอยปรนนิบัติพัดวี บัดนี้กลับแอบลักลอบคบชู้กับ ‘กวิน’ หลานชายแท้ๆ ของเขาเอง ทั้งสองคนมักจะมายืนพรอดรักและสบถด่าเขาลับหลัง หวังเพียงให้เขารีบตายเพื่อจะได้ครอบครองกองมรดกหมื่นล้าน

วันนี้ เจ้าสัวเกริกพลตัดสินใจที่จะทำการทดสอบครั้งสุดท้าย… การทดสอบที่จะตัดสินว่าใครคือคนที่จะถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ และใครที่จะได้รับความเมตตา

บนโต๊ะทำงานไม้สักทองฝังมุกเบื้องหน้าชายชรา มีกล่องกำมะหยี่สีแดงสดเปิดอ้าอยู่ ภายในบรรจุ ‘สร้อยคอทองคำลงยาลายโบราณ น้ำหนัก 18.6 บาท’ (เกือบ 300 กรัม) ซึ่งเป็นทองคำบริสุทธิ์สลักลวดลายพญามังกรเกี้ยวหงส์ งานศิลป์ชิ้นเอกที่หาประเมินค่ามิได้ มันคือสร้อยประจำตระกูลที่เจ้าสัวสั่งทำพิเศษเมื่อสามสิบปีก่อน

“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง… เข้ามาทำความสะอาดห้องทำงานให้ฉันที” เสียงแหบพร่าของเจ้าสัวดังขึ้น เขารู้ดีว่าเวลานี้เป็นเวรของใคร

ประตูห้องทำงานถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างบอบบางของ ‘ขวัญ’ สาวใช้ในชุดฟอร์มสีเทาเก่าๆ ก้าวเข้ามาในห้อง ขวัญเป็นหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีที่มักจะก้มหน้าก้มตา ไม่ค่อยพูดจา เธอมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว และมักจะถูกรุจิราด่าทอโขกสับราวกับทาส ขวัญทำงานหนักที่สุดในบ้าน แต่กลับได้รับเศษเงินเดือนเพียงน้อยนิด ทว่าเธอกลับเป็นคนเดียวที่คอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำและเช็ดตัวให้เจ้าสัวอย่างเบามือและจริงใจที่สุดในช่วงที่เขา ‘ตาบอด’

“ขวัญเองค่ะท่านเจ้าสัว… ขวัญจะค่อยๆ เช็ดฝุ่นนะคะ จะพยายามไม่ให้มีเสียงรบกวนท่านค่ะ” น้ำเสียงของขวัญหวานใสและเจือไปด้วยความเคารพอย่างแท้จริง

เจ้าสัวเกริกพลแกล้งทำเป็นคลำทาง ลุกขึ้นยืนช้าๆ “ฉันจะไปพักผ่อนที่ห้องนอน แกทำความสะอาดเสร็จแล้วก็ล็อกห้องให้ด้วย… อ้อ ระวังอย่าไปโดนกล่องบนโต๊ะล่ะ ฉันจำไม่ได้ว่าวางอะไรไว้” ชายชราจงใจทิ้งเหยื่อชิ้นโตไว้เบื้องหลัง ก่อนจะเดินใช้ไม้เท้าเคาะพื้นออกไปจากห้อง

เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง เจ้าสัวไม่ได้เดินกลับห้องนอน แต่เขากลับไปยืนหลบมุมอยู่ที่ช่องกระจกทึบแสงด้านหลังชั้นหนังสือ ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นห้องลับสำหรับสังเกตการณ์ภายในห้องทำงาน เขาหรี่ตาลง มองผ่านกระจกเข้าไป แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความเยียบเย็น เขาหวังลึกๆ ว่าขวัญจะไม่ตกหลุมพรางความโลภนี้ เพราะถ้าแม้แต่สาวใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดยังขโมยของ โลกนี้ก็คงไม่มีใครให้เขาเชื่อใจได้อีกแล้ว

ในห้องทำงาน ขวัญใช้ผ้าสะอาดเช็ดฝุ่นตามชั้นหนังสือจนมาถึงโต๊ะทำงานไม้สักทอง สายตาของเธอสะดุดเข้ากับสร้อยคอทองคำหนัก 18.6 บาทที่ส่องประกายสุกปลั่งสะท้อนแสงไฟ หญิงสาวชะงักงัน ดวงตาของเธอเบิกกว้าง มือที่ถือผ้าขี้ริ้วสั่นเทา

เจ้าสัวเกริกพลกลั้นหายใจ… ‘เอาสิ หยิบมันไปสิ ความโลภมันไม่เข้าใครออกใครหรอก’ เขาคิดในใจอย่างขมขื่น

ขวัญค่อยๆ เอื้อมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักไปแตะที่สร้อยทองคำเส้นนั้น เธอไม่ได้รีบยัดมันใส่กระเป๋าเสื้อเหมือนที่หัวขโมยควรจะทำ แต่เธอกลับประคองมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับของล้ำค่าที่สุดในชีวิต น้ำตาหยดใสๆ กลิ้งลงมาอาบแก้มของเธอ ก่อนที่เธอจะปลดตะขอและ สวมสร้อยคอทองคำหนัก 18.6 บาทนั้นลงบนคอของตัวเอง!

ชายชราที่แอบดูอยู่ขมวดคิ้วแน่น ความผิดหวังพุ่งทะยานขึ้นในอก… ‘สุดท้าย แกก็แค่นังเด็กโลภมาก อยากจะลองสวมเครื่องประดับของคนรวยสินะ… เตรียมตัวเก็บของออกจากบ้านฉันได้เลย นังขวัญ!’

แต่แล้ว สิ่งที่ผิดคาดก็เกิดขึ้น ขวัญไม่ได้ขโมยสร้อยแล้ววิ่งหนีออกไป เธอสวมสร้อยทองคำเส้นนั้น แล้วเดินตรงไปที่มุมห้อง ซึ่งมีกระเป๋าย่ามเก่าๆ ของเธอวางอยู่ เธอหยิบ ‘รูปถ่ายใบเก่าสีซีดจาง’ ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากย่าม จากนั้น หญิงสาวก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น วางรูปถ่ายใบนั้นพิงไว้กับขาโต๊ะ พนมมือขึ้นไหว้ และเริ่มร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน!

เจ้าสัวเกริกพลชะงักงัน เขาเพ่งสายตามองผ่านช่องกระจกพยายามดูรูปถ่ายใบนั้น… และเมื่อเห็นภาพในรูปชัดๆ หัวใจของมหาเศรษฐีเฒ่าก็กระตุกวูบราวกับถูกฟ้าผ่ากลางอก! ร่างกายที่เคยแข็งแรงชาหนึบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า!

รูปถ่ายใบนั้น… คือภาพของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษา ยืนโอบไหล่หญิงสาวชาวบ้านหน้าตาจิ้มลิ้มที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข… ผู้ชายในรูปคือ ‘เกริกพล’ เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน! ส่วนผู้หญิงในรูปคือ ‘พิมพ์ใจ’ อดีตคนรักเพียงคนเดียวที่เขารักหมดหัวใจ ทว่าถูกครอบครัวของเขากีดกันและบังคับให้เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงมีฐานะจนต้องพรากจากกันไปอย่างไม่มีวันกลับ!

“แม่จ๋า…” เสียงสะอื้นของขวัญดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบสงัด น้ำเสียงนั้นกรีดลึกลงไปในวิญญาณของคนที่แอบฟัง “สร้อยเส้นนี้… เหมือนที่แม่เคยเล่าให้ขวัญฟังเลยจ้ะ แม่บอกว่าคุณพ่อเป็นช่างทอง และคุณพ่อเคยสัญญาว่าจะทำสร้อยลายพญามังกรเกี้ยวหงส์ให้แม่ในวันแต่งงาน…”

ขวัญลูบจี้ทองคำบนสร้อยคออย่างทะนุถนอม หยาดน้ำตาร่วงหล่นกระทบทองคำบริสุทธิ์ “ขวัญเจอคุณพ่อแล้วนะแม่… คุณพ่อที่แม่เฝ้ารอมาตลอดชีวิต ท่านใจดีมาก แต่ท่านกำลังลำบาก ขวัญสงสารคุณพ่อเหลือเกินที่ถูกคนเลวๆ ในบ้านหลังนี้หลอกลวง ขวัญอยากจะเดินเข้าไปกอดท่าน อยากจะเรียกท่านว่าพ่อสักครั้ง… แต่ขวัญรู้ตัวดี ขวัญมันก็แค่ลูกเมียน้อย เป็นแค่เด็กสลัมที่ไม่มีค่าคู่ควรกับมหาเศรษฐีอย่างท่าน ถ้าท่านรู้ว่าขวัญเป็นลูก ท่านอาจจะเกลียดขวัญเหมือนที่ทุกคนเกลียด…”

หญิงสาวกราบลงที่หน้ารูปถ่ายของมารดาผู้ล่วงลับ “ขวัญขออนุญาตสวมสร้อยเส้นนี้แค่ครั้งเดียวนะจ๊ะแม่… แค่ให้ขวัญได้รู้สึกว่า ขวัญเคยได้รับของขวัญจากคุณพ่อบ้าง… แล้วขวัญจะถอดคืนไว้ที่เดิม ขวัญไม่ต้องการสมบัติอะไรของท่านเลย ขวัญขอแค่ได้เป็นคนรับใช้ คอยดูแลเช็ดตัวป้อนข้าวท่านในยามที่ท่านมองไม่เห็นไปจนวาระสุดท้ายก็พอแล้วจ้ะ…”

“อึก…!!!”

เจ้าสัวเกริกพลที่แอบอยู่หลังกระจกถึงกับเอามือปิดปากตัวเอง กลั้นเสียงสะอื้นที่กำลังจะระเบิดออกมา น้ำตาแห่งความร้าวรานและสำนึกผิดไหลทะลักออกจากดวงตาที่ฝ้าฟางของชายชรา เขาเข่าอ่อนทรุดลงไปพิงกำแพงอย่างหมดเรี่ยวแรง

ขวัญ… เด็กผู้หญิงที่ถูกโขกสับและกินเศษอาหารก้นครัวมาตลอดสามปี… คือสายเลือดแท้ๆ ของเขา! คือลูกสาวที่เกิดจากผู้หญิงที่เขารักที่สุด! พิมพ์ใจตั้งท้องตอนที่เขาถูกครอบครัวบังคับให้จากมา และเธอปิดบังเรื่องนี้ไว้ เลี้ยงดูลูกสาวอย่างยากลำบากจนสิ้นลมหายใจ ทิ้งให้สายเลือดมังกรต้องตกระกำลำบากมาเป็นสาวใช้ในบ้านของพ่อตัวเอง!

ชายชราร้องไห้อย่างไร้เสียงในความมืด เขาด่าทอความโง่เขลาของตัวเองที่ทอดทิ้งความรักแท้ไปคว้าเอาความจอมปลอม ในขณะที่เขาแกล้งตาบอดเพื่อจับผิดคนอื่น เขากลับตาบอดจริงๆ ที่มองไม่เห็นเพชรเม็ดงามที่อยู่ใกล้เพียงปลายจมูก!

“นังขวัญ!! แกทำบ้าอะไรของแก!!”

ทันใดนั้น เสียงตวาดแหลมปรี๊ดก็ดังแหวกอากาศเข้ามา ประตูห้องทำงานถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง รุจิรา ภรรยาสาวคราวลูก และ กวิน หลานชายตัวแสบ เดินดุ่มๆ เข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด

ขวัญสะดุ้งสุดตัว รีบเช็ดน้ำตาและพยายามจะถอดสร้อยคอออก แต่รุจิราปรี่เข้าไปกระชากผมของขวัญอย่างแรงจนหญิงสาวล้มหงายหลังลงไปกองกับพื้น!

เพียะ!!

ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยแหวนเพชรตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของขวัญจนเลือดกบปาก “อีนังขี้ขโมย! ฉันว่าแล้วเชียวว่าคนอย่างแกมันต้องสันดานโจร! แกแอบเข้ามาขโมยสร้อยทองคำโบราณของตาแก่ตาบอดนั่นใช่ไหม!”

“ม… ไม่ใช่นะคะคุณผู้หญิง! ขวัญไม่ได้ขโมย ขวัญกำลังจะถอดคืน…” ขวัญพยายามอธิบายทั้งน้ำตา

“หุบปาก! แกถูกจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้ยังจะกล้าเถียงอีก!” กวินเดินเข้ามาเตะเข้าที่สีข้างของขวัญอย่างแรงจนหญิงสาวจุก ร้องไม่ออก “รุจิรา โทรเรียกตำรวจเดี๋ยวนี้เลย จับนังนี่เข้าคุกซะ! แล้วเราจะได้เอาเรื่องนี้ไปอ้างว่าคุณลุงสมองเลอะเลือน ปล่อยให้คนรับใช้เข้ามาขโมยของมีค่าในห้องทำงาน ศาลจะได้สั่งให้ท่านเป็นบุคคลไร้ความสามารถ แล้วมรดกทั้งหมดก็จะตกเป็นของเรา!”

รุจิราหัวเราะร่วนอย่างสะใจ เธอเอื้อมมือไปกระชากสร้อยทองคำหนัก 18.6 บาทออกจากคอของขวัญอย่างรุนแรงจนตะขอขูดผิวคอเป็นรอยแดงเลือด “สร้อยเส้นนี้มูลค่าเป็นสิบล้าน นังชั้นต่ำอย่างแกอย่าเอาเสนียดมาแปดเปื้อนสมบัติของฉัน! แกเตรียมตัวไปตายในคุกได้เลย!”

“ใครกันแน่ที่ต้องไปตายในคุก!!!”

เสียงตวาดกร้าวและทรงพลังดุจราชสีห์คำราม ดังกึกก้องมาจากทางประตูลับหลังชั้นหนังสือ!

รุจิราและกวินสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมอง ร่างของเจ้าสัวเกริกพลที่บัดนี้ไม่ได้ใช้ไม้เท้าค้ำยัน และ ไม่ได้สวมแว่นตากันแดดสีดำ ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดวงตาของชายชราไม่ได้เลื่อนลอยหรือฝ้าฟาง แต่มันลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นและอำนาจบารมีที่แผ่ซ่านจนทำให้อากาศในห้องเย็นยะเยือก!

“ค… คุณพี่! ต… ตาของคุณพี่…” รุจิราหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ปากคอสั่น ขาอ่อนจนแทบจะยืนไม่อยู่

“ล… ลุง… ลุงไม่ได้ตาบอดเหรอครับ…” กวินถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณบอกเขาว่าหายนะกำลังมาเยือน

เจ้าสัวเกริกพลเดินก้าวอาดๆ เข้ามาหาคนทั้งสอง แววตาของเขาคมกริบราวกับใบมีด “ใช่! ฉันไม่ได้ตาบอด! ฉันเห็นทุกอย่าง! เห็นความระยำที่พวกแกสองคนลักลอบคบชู้กันบนเตียงของฉัน! เห็นความโลภที่พวกแกสุมหัวกันวางแผนจะฮุบสมบัติของฉัน! และเห็น… ฝ่ามือสกปรกของแกที่กล้าตบหน้า ‘ลูกสาวแท้ๆ’ ของฉัน!!”

“ลูกสาว!!” รุจิราและกวินอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความช็อกสุดขีด

เจ้าสัวไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาง้างมือขึ้นและตบหน้ากวินอย่างเต็มแรงจนหลานชายทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนจะหันไปคว้าข้อมือรุจิรา บีบอย่างแรงจนเธอร้องลั่น “ทนายความและตำรวจรออยู่ข้างล่างแล้ว! หลักฐานคลิปเสียงและภาพถ่ายการคบชู้ การยักยอกเงินบริษัทของพวกแก ฉันเตรียมไว้หมดแล้ว! พวกแกเตรียมตัวไปชดใช้กรรมในคุกและออกไปจากบ้านฉันด้วยตัวเปล่าๆ ได้เลย!”

รุจิราและกวินทรุดลงกราบเท้าเจ้าสัว ร้องไห้ฟูมฟายขอความเมตตา แต่เจ้าสัวใช้เท้าเตะพวกเขาออกไปอย่างไม่ไยดี “รปภ.! ลากคอพวกเดรัจฉานสองตัวนี้ออกไปส่งให้ตำรวจเดี๋ยวนี้! อย่าให้พวกมันมาเสนียดบ้านฉันอีก!”

เมื่อรปภ. ร่างยักษ์หลายคนลากตัวรุจิราและกวินที่กำลังกรีดร้องโหยหวนออกไป ห้องทำงานก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงชายชรามหาเศรษฐี และหญิงสาวในชุดสาวใช้ที่ยังคงนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น

เจ้าสัวเกริกพลรีบทิ้งความแข็งกร้าวทั้งหมด เปลี่ยนเป็นพ่อที่แสนอ่อนโยน เขาทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้น สองแขนที่สั่นเทาเอื้อมไปสวมกอดร่างของขวัญเอาไว้แน่น น้ำตาของชายชราไหลอาบแก้ม

“ขวัญ… พ่อขอโทษ… พ่อขอโทษลูก พ่อมันตาบอด พ่อมันโง่เขลาที่ปล่อยให้สายเลือดแท้ๆ ของตัวเองต้องมาตกระกำลำบากเป็นคนรับใช้ ถูกคนเลวๆ รังแก… ยกโทษให้พ่อด้วยนะลูก”

ขวัญสะอื้นจนตัวโยน เธอไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตนี้จะได้สัมผัสอ้อมกอดของพ่อที่เธอเฝ้ารอมาตลอด หญิงสาวยกแขนขึ้นกอดตอบชายชราอย่างแนบแน่น “คุณพ่อ… ขวัญไม่เคยโกรธคุณพ่อเลยจ้ะ ขวัญดีใจ… ดีใจที่สุดที่ได้กอดคุณพ่อ”

เจ้าสัวผละออกเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปหยิบสร้อยคอทองคำหนัก 18.6 บาท ลายพญามังกรเกี้ยวหงส์ขึ้นมา บรรจงสวมมันลงบนคอของขวัญด้วยมือของเขาเอง สร้อยทองคำสุกปลั่งทาบทับลงบนรอยแผลเป็นและความลำบากที่หญิงสาวต้องเผชิญมาทั้งชีวิต บัดนี้มันคือสัญลักษณ์ของการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง

“สร้อยเส้นนี้ พ่อตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อแม่ของลูก… และวันนี้ มันได้กลับมาอยู่กับเจ้าของที่แท้จริงแล้ว… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกไม่ใช่สาวใช้ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป แต่แกคือ ‘นางสาว ขวัญชีวา วิจิตรธำรงค์’ ทายาทเพียงคนเดียวที่จะสืบทอดอาณาจักรหมื่นล้านของพ่อ!”

ภาพของพ่อลูกที่สวมกอดกันร้องไห้ท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ช่างเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง มันคือจุดจบของความอยุติธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่สว่างไสว ฟ้าหลังฝนได้พิสูจน์แล้วว่า ความกตัญญูและความดีงามที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ย่อมเปล่งประกายเจิดจ้าเหนือกว่าทองคำและเพชรนิลจินดาใดๆ ในโลกเสมอ.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!