News

เก้าอี้ว่างหน้าแท่นพิธี: คำขาดของพ่อจอมบงการ

กับจดหมายลับที่เปลี่ยนงานวิวาห์ให้เป็นศาลตัดสินความจริง!

“ถ้าแกไม่ยอมเลื่อนวันแต่งงานของแกออกไปเพื่อหลีกทางให้ทริปบาหลีของยัยเคท ฉันกับแม่ก็จะไม่ไปเหยียบงานของแกแม้แต่ก้าวเดียว! แกคิดว่าแกมีเงินแล้วจะเนรคุณยังไงก็ได้งั้นเหรอ มัดหมี่? จำใส่หัวไว้เลยนะ ว่าถ้าพ่อแม่ไม่ไปนั่งเป็นประธานให้ งานแต่งของแกมันก็เป็นแค่งานปาหี่ที่ไม่มีใครยอมรับ! ฉันอยากจะรู้นักว่าถ้าแกต้องเห็นเก้าอี้พ่อแม่ว่างเปล่าอยู่แถวหน้าสุด แกจะยังกล้าเชิดหน้าชูคออยู่อีกไหม!”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ ‘คุณประกบ’ พ่อแท้ๆ ของฉันตะคอกใส่โทรศัพท์ก่อนจะกดตัดสายไปอย่างเกรี้ยวกราด ทิ้งให้ฉันยืนตัวสั่นถือโทรศัพท์ค้างอยู่กลางห้องลองชุดเจ้าสาว

ฉันชื่อ ‘มัดหมี่’ ลูกสาวคนโตที่เกิดมาเพื่อเป็น ‘เดอะแบก’ ของครอบครัวอย่างแท้จริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันทำงานหนักสายตัวแทบขาด ปลดหนี้บ้าน ส่งเสียน้องสาวอย่าง ‘เคท’ จนเรียนจบเมืองนอก แต่ไม่ว่าฉันจะทำดีแค่ไหน ในสายตาของพ่อกับแม่ เคทก็คือ ‘ลูกรัก’ ที่แตะต้องไม่ได้ ส่วนฉันเป็นเพียงตู้เอทีเอ็มที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่างอย่างไร้ข้อแม้

งานแต่งงานของฉันกับ ‘ตะวัน’ ผู้ชายที่แสนดีและอบอุ่นที่สุด ถูกเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นปี เราจองสถานที่ จองออร์แกไนเซอร์ และส่งการ์ดเชิญให้แขกเหรื่อกว่า 200 คนเรียบร้อยแล้ว แต่จู่ๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน เคทก็เดินมาบอกหน้าตาเฉยว่า เธอเพิ่งจองทริปวิลล่าหรูที่บาหลีกับกลุ่มเพื่อนไฮโซของเธอ ซึ่งวันเดินทางมันทับซ้อนกับวันแต่งงานของฉันพอดีเป๊ะ แทนที่พ่อกับแม่จะตำหนิเคทที่ไร้ความรับผิดชอบ พวกเขากลับหันมาบีบบังคับให้ ‘ฉัน’ เป็นฝ่ายโทรไปยกเลิกงานแต่ง เลื่อนวันออกไป เพื่อให้เคทได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจและกลับมาร่วมงานได้ในภายหลัง

พ่อคิดว่าการเอาคำว่า ‘ความกตัญญู’ และ ‘หน้าตาของครอบครัว’ มาข่มขู่ จะทำให้ฉันยอมก้มหัวสยบยอมเหมือนที่ผ่านมา พ่อคิดว่าการปล่อยให้ฉันเผชิญหน้ากับสายตาตั้งคำถามของแขกเหรื่อ โดยไม่มีพ่อแม่คอยอวยพร จะช่วยดัดนิสัยให้ฉันรู้จักเจียมตัวและกลับมาเป็นลูกสาวที่หัวอ่อนตามเดิม

แต่ครั้งนี้พ่อคิดผิด… ฉันไม่เปลี่ยนกำหนดการใดๆ ทั้งสิ้น

และแล้ว วันแต่งงานที่ควรจะสวยงามที่สุดในชีวิตก็มาถึง

แสงแดดยามบ่ายทอดตัวลงมาบนสนามหญ้าสีเขียวขจีของคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลที่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน ดอกไฮเดรนเยียและกุหลาบขาวถูกจัดแต่งอย่างวิจิตรตระการตา เสียงไวโอลินบรรเลงเพลงรักที่แสนหวาน แขกเหรื่อกว่าสองร้อยชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยญาติผู้ใหญ่ฝั่งพ่อ หุ้นส่วนทางธุรกิจ และครอบครัวที่อบอุ่นของตะวัน นั่งประจำที่นั่งของตนเอง

แต่ที่แถวหน้าสุดฝั่งเจ้าสาว… เก้าอี้บุนวมสีงาช้างสองตัวที่คลุมด้วยป้ายไม้สลักคำว่า ‘Father of the Bride’ (พ่อเจ้าสาว) และ ‘Mother of the Bride’ (แม่เจ้าสาว) กลับตั้งตระหง่านว่างเปล่าอย่างน่าใจหาย

เสียงซุบซิบนินทาดังหึ่งๆ ดังมาจากญาติฝั่งพ่อ บางคนชี้ชวนกันมองเก้าอี้สองตัวนั้นด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยการเหยียดหยามและสงสัย ฉันยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ที่ซุ้มประตูดอกไม้ด้านหลังสุด สองมือของฉันที่จับช่อบูเก้ดอกลิลลี่สั่นเทาจนเย็นเฉียบ น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจพยายามจะรื้อขึ้นมา แต่ฉันพยายามกล้ำกลืนมันลงไป

ฉันไม่มีพ่อคอยจับมือเดินส่งตัวหน้าแท่นพิธีอย่างที่เด็กผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝัน ฉันต้องเดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง

เมื่อจังหวะเพลง Bridal Chorus ดังขึ้น ฉันเชิดหน้าขึ้น ก้าวเท้าออกเดินฝ่าสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา ความโดดเดี่ยวบนพรมแดงยาวสิบเมตรนั้นช่างเหน็บหนาวและกรีดลึกถึงกระดูก แต่ในวินาทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นมองไปยังปลายทาง… ตะวันยืนอยู่ตรงนั้น เขาส่งยิ้มที่อบอุ่นและมั่นคงที่สุดมาให้ฉัน ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ตะวันก้าวลงจากแท่นพิธี เดินสวนพรมแดงมารับฉันถึงครึ่งทาง เขาคว้ามือที่สั่นเทาของฉันไปกุมไว้แน่น กระซิบเบาๆ ข้างหูฉันว่า “คุณไม่ได้เดินคนเดียวมัดหมี่… เราจะเดินก้าวนี้ไปด้วยกัน”

พิธีการในช่วงเย็นผ่านไปอย่างงดงามท่ามกลางบรรยากาศที่โรแมนติก แต่ความอึดอัดจากเก้าอี้ที่ว่างเปล่าสองตัวนั้นก็ยังคงแผ่ซ่านอยู่เป็นระลอก จวบจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของค่ำคืน… การกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าบ่าว

ตะวันในชุดทักซิโด้สีดำสนิทเดินขึ้นไปบนเวที เขาจับไมโครโฟน กวาดสายตามองแขกทั้งสองร้อยคนด้วยรอยยิ้มที่สุภาพ ก่อนจะเริ่มเอ่ยปาก

“ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นเกียรติในวันสำคัญของเราสองคนในวันนี้ครับ ขอบคุณครอบครัวของผมที่ต้อนรับมัดหมี่อย่างอบอุ่นเสมอมา…” ตะวันเว้นจังหวะ สายตาของเขาเลื่อนไปมองที่เก้าอี้ว่างสองตัวหน้าเวที ก่อนจะหันกลับมามองที่ฉัน “หลายคนในที่นี้คงสงสัย และมีคำถามในใจเกี่ยวกับการหายตัวไปของคุณพ่อคุณแม่ของมัดหมี่ มัดหมี่บอกผมว่า เธอยอมรับการตัดสินใจของพวกท่าน และไม่อยากให้เรื่องนี้ทำลายบรรยากาศงานของเรา”

บรรยากาศในงานเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ญาติผู้ใหญ่ฝั่งพ่อของฉันต่างพากันนั่งตัวตรง รอคอยว่าตะวันจะพูดอะไรต่อ

“แต่ในฐานะสามีที่สาบานว่าจะปกป้องผู้หญิงคนนี้ด้วยชีวิต…” น้ำเสียงของตะวันเข้มขึ้นและเด็ดขาดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน “ผมคงปล่อยให้มัดหมี่ต้องแบกรับคำครหา และความรู้สึกผิดที่เธอไม่ได้ก่อ… ต่อไปไม่ได้อีกแล้วครับ”

ตะวันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อทักซิโด้ หยิบกระดาษจดหมายที่ถูกพับอย่างประณีตออกมาหนึ่งแผ่น

ฉันขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ฉันไม่รู้เลยว่านั่นคืออะไร

“เมื่อสามวันก่อน คุณพ่อประกบได้ส่งอีเมลส่วนตัวมาหาผม ท่านไม่ได้ส่งมาเพื่ออวยพร แต่ท่านส่งมาเพื่อสั่งให้ผมยกเลิกงานแต่งงานในวันนี้ และท่านยังได้ระบุ ‘เหตุผลที่แท้จริง’ ที่ผมเชื่อว่า… ญาติพี่น้องตระกูลของคุณพ่อ รวมถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจที่นั่งอยู่ที่นี่ สมควรจะได้รับรู้เช่นกัน”

“ตะวัน… อย่าเลย…” ฉันพึมพำเบาๆ ด้วยความตกใจ

แต่ตะวันมองฉันด้วยสายตาที่บอกว่า ‘เชื่อใจผม’ เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออก แล้วเริ่มอ่านข้อความในอีเมลของพ่อทุกตัวอักษร ผ่านไมโครโฟนที่ดังก้องไปทั่วทั้งงาน

“ตะวัน ฉันขอพูดกับแกแบบลูกผู้ชาย ฉันขอสั่งให้แกเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน อย่าคิดว่ามัดหมี่มันเก่งหรือมีอำนาจอะไรในบ้านหลังนี้ มันก็แค่วัวงานที่ฉันเลี้ยงไว้หาเงินเข้าบ้านเท่านั้นเอง ที่ฉันสั่งให้เลื่อน ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องทริปบาหลีของเคทหรอกนะ แต่ฉันต้องการดัดนิสัยความจองหองของมัดหมี่ ช่วงหลังมานี้มันเริ่มตีตัวออกห่างและกล้าขัดคำสั่งฉัน”

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นในหมู่แขกเหรื่อ ตะวันอ่านประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น

“แกรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงปล่อยให้เคทไปบาหลี? เพราะฉันเพิ่งแอบถอนเงินห้าแสนบาทจากบัญชีกงสีที่มัดหมี่เป็นคนหามาใส่ไว้ ไปจ่ายค่าวิลล่าให้เคทไงล่ะ! ถ้ายัยมัดหมี่มันแต่งงานและแยกครอบครัวออกไปเต็มตัว มันก็คงจะมาตรวจสอบบัญชี แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนไปหมุนจ่ายหนี้พนันกับเปย์ลูกสาวคนเล็กของฉัน? แกเป็นว่าที่สามี แกต้องรู้จักคุมเมียให้อยู่ อย่าให้มันฉลาดเกินไปนัก ปล่อยให้มันโดนทิ้งให้อับอายกลางงานแต่งนั่นแหละดีแล้ว มันจะได้รู้ตัวว่าถ้าไม่มีฉันคอยหนุนหลัง มันก็แค่ผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่ง เลื่อนงานซะ ถือว่าเราตกลงผลประโยชน์กันตามนี้”

สิ้นเสียงของตะวัน… แกรนด์บอลรูมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าขนลุกราวกับป่าช้า

แก้วแชมเปญในมือของคุณอา (น้องชายแท้ๆ ของพ่อ) ถึงกับร่วงหลุดมือแตกกระจาย ญาติผู้ใหญ่ฝั่งพ่อที่เคยเชิดหน้าชูตา ต่างพากันหน้าซีดเผือด สีหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและตกตะลึง หุ้นส่วนทางธุรกิจหลายคนที่พ่อเคยเอาเงินไปลงทุนต่างเริ่มกระซิบกระซาบด้วยความโกรธเคือง เมื่อได้รู้ความจริงว่าเศรษฐีจอมปลอมที่พวกเขานับถือ แท้จริงแล้วคือผีพนันที่แอบขโมยเงินลูกสาวคนโตไปเปย์ลูกสาวคนเล็ก!

ฉันนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้เจ้าสาว น้ำตาที่เคยกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจอีกต่อไป… มันคือน้ำตาแห่งความตาสว่างและ ‘การปลดแอก’ อย่างสมบูรณ์แบบ

พ่อไม่ได้ไม่มางานเพราะโกรธเรื่องบาหลี แต่พ่อจงใจทำลายงานแต่งของฉัน เพื่อกดขี่ให้ฉันเป็นทาสรับใช้และตู้เอทีเอ็มของครอบครัวไปตลอดชีวิต! พ่อตั้งใจจะหักหน้าฉัน แต่กลับไม่รู้เลยว่าความเย่อหยิ่งและมั่นหน้าของตัวเองที่กล้าส่งอีเมลข่มขู่ตะวัน… จะกลายเป็นเชือกที่รัดคอตัวเองกลางลานประหาร!

ตะวันพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บลงกระเป๋าตามเดิม เขาก้าวลงจากเวที เดินตรงเข้ามาหาฉัน คุกเข่าลงตรงหน้าและเช็ดน้ำตาให้ฉันอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางสายตาของแขกนับร้อยที่มองมาด้วยความเห็นใจและชื่นชม

“เก้าอี้สองตัวนั้น มันไม่ได้ว่างเปล่าเพราะมัดหมี่เป็นลูกที่ไม่ดีหรอกนะครับ” ตะวันหันไปพูดกับแขกทุกคนด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง “แต่มันว่างเปล่า… เพราะคนที่ทิ้งมันไป ไม่มีเกียรติและไม่มีค่าพอที่จะได้นั่งในงานวิวาห์ของผู้หญิงที่แสนดีและเข้มแข็งที่สุดคนนี้ต่างหาก”

ตะวันหันกลับมาสบตาฉัน รอยยิ้มของเขาคือโลกทั้งใบของฉัน

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป มัดหมี่ไม่ต้องเป็นเดอะแบกของใครอีกแล้วนะครับ… ครอบครัวที่แท้จริงของคุณ คือผม และคนที่รักคุณจริงๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่”

เสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนานไปทั่วทั้งงาน ญาติผู้ใหญ่ฝั่งตะวันลุกขึ้นยืนให้เกียรติฉัน แม้แต่ญาติหลายคนของพ่อก็ยังลุกขึ้นปรบมือพร้อมกับปาดน้ำตา ค่ำคืนที่พ่อตั้งใจจะมอบบทเรียนแห่งความอัปยศให้ฉัน กลับกลายเป็นค่ำคืนที่ฉันได้รับความรักและการปกป้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

วันรุ่งขึ้น… ข่าวความเน่าเฟะของพ่อถูกพูดถึงไปทั่ววงสังคม ญาติพี่น้องตัดขาด หุ้นส่วนทางธุรกิจฟ้องร้องถอนทุนคืน พ่อและแม่ต้องเผชิญกับหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนเคทที่กำลังเริงร่าอยู่ที่บาหลีก็ถูกระงับบัตรเครดิตทุกใบจนต้องซมซานกลับมาเผชิญหน้ากับความพินาศของครอบครัว

ส่วนฉัน… ฉันไม่ได้หันหลังกลับไปมองซากปรักหักพังเหล่านั้นอีกเลย ฉันกำลังจิบกาแฟยามเช้าอยู่ที่ระเบียงเรือนหอ ซบไหล่กว้างของผู้ชายที่กล้าหาญที่สุด ผู้ชายที่สอนให้ฉันรู้ว่า… การเดินออกมาจากครอบครัวที่เป็นพิษ ไม่ใช่ความเนรคุณ แต่มันคือการเคารพและรักตัวเองอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งสมควรได้รับต่างหาก.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!