News

ภายใต้รอยเปื้อนโคลน: บัลลังก์รักของชายจรจัด

กับความลับในขบวนรถหรูที่พลิกชะตาและสั่นสะเทือนทั้งแผ่นดิน!

ในสังคมชนบทที่การแต่งงานและการสร้างครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อยคือบรรทัดฐาน ผู้หญิงวัย 36 ปีอย่างฉัน ‘ปรางทิพย์’ มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นสาวทึนทึกที่ไม่มีใครเอา ฉันใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพื่อดูแลไร่ส้ม ‘ตะวันวาด’ ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงราย ห่างไกลจากความเจริญและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ฉันทำงานหนักตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงค่ำมืด มือที่เคยเนียนนุ่มเต็มไปด้วยรอยด้านและบาดแผลจากหนามส้ม ฉันปลงกับชีวิตและคิดว่าคงจะต้องแก่ตายไปพร้อมกับต้นไม้พวกนี้ โดยไม่เคยคาดคิดเลยว่า โชคชะตาจะส่งใครบางคนเข้ามาพลิกผันชีวิตของฉันไปตลอดกาล

เย็นวันหนึ่งในช่วงฤดูมรสุม ฝนตกลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้ารั่ว ฉันกำลังเดินตรวจตราท่อน้ำในไร่ ท่ามกลางแสงไฟฉายที่สลัวและสายฝนที่สาดกระหน่ำ ฉันสะดุดเข้ากับกองผ้าขี้ริ้วผืนใหญ่ที่สุมอยู่ใต้ต้นส้มที่เก่าแก่ที่สุดในไร่ แต่เมื่อส่องไฟเข้าไปใกล้ๆ หัวใจของฉันก็แทบหยุดเต้น มันไม่ใช่กองผ้า แต่เป็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นอนขดตัวสั่นสะท้านอยู่ท่ามกลางโคลนตม

สภาพของเขาดูไม่ต่างจากคนจรจัดที่ถูกทอดทิ้ง เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งเปื้อนเลือดและดินโคลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและหนวดเคราที่ขึ้นรกครึ้ม ร่างกายผ่ายผอมจนเห็นซี่โครง ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน หรือหนีอะไรมา แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ฉันไม่สามารถปล่อยให้เขานอนหนาวตายอยู่ตรงนี้ได้ ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีพยุงร่างที่ไร้สตินั้นเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กของฉัน

คืนนั้น ฉันเช็ดตัว ทำแผล และป้อนข้าวต้มอุ่นๆ ให้เขา เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาในรุ่งเช้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและดุดันราวกับหมาป่าที่บาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นความอ่อนโยนที่ฉันมอบให้ แววตาคู่นั้นก็ค่อยๆ อ่อนลง เขาบอกฉันเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่าเขาชื่อ ‘ไม้’ และเขาไม่มีที่ไป ไม่มีครอบครัว ไม่มีอดีตให้จดจำ

ฉันตัดสินใจให้ไม้พักอาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายไร่ แลกกับการช่วยงานในสวนส้ม ตอนแรกชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพากันนินทาว่าฉันบ้าที่เอา ‘ไอ้บ้ากึ่งขอทาน’ มาเลี้ยงดู บางคนเตือนว่าเขาอาจจะเป็นโจรหนีคดี แต่ไม้ก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ เขาไม่เคยพูดมาก แต่เขาตื่นก่อนฉันเสมอ เขาซ่อมแซมหลังคาที่รั่ว ขุดลอกคลองน้ำ และแบกเข่งส้มที่หนักอึ้งแทนฉันทั้งหมด มือที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเขาไม่เคยหยุดพัก และทุกครั้งที่ฉันเหนื่อยล้า ไม้จะเดินเข้ามาเงียบๆ รินน้ำเย็นๆ ยื่นให้ พร้อมกับสายตาที่มองฉันด้วยความลึกซึ้งและเทิดทูนราวกับฉันเป็นแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมิดของเขา

ความผูกพันก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางกลิ่นไอดินและดอกส้ม สองปีต่อมา ท่ามกลางคำครหาและสายตาดูถูกเหยียดหยามของคนทั้งตำบล ปรางทิพย์ในวัย 38 ปี ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับ ‘ไม้’ ชายจรจัดไร้หัวนอนปลายเท้า งานแต่งงานของเราไม่มีสินสอดเงินแสน ไม่มีชุดเจ้าสาวราคาแพง มีเพียงฝ้ายผูกข้อมือและการผัดกับข้าวเลี้ยงคนงานในไร่ไม่กี่คน แต่ในคืนส่งตัว ไม้กุมมือฉันไว้แน่น เขาสบตาฉันด้วยนัยน์ตาที่ซ่อนอำนาจบางอย่างเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยคำสาบานที่ฉันไม่มีวันลืม

“ไม้ไม่มีสมบัติอะไรให้คุณเลยปราง แต่ไม้ขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าตราบใดที่ไม้ยังมีลมหายใจ ไม้จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้าย หรือหยามเกียรติผู้หญิงที่ไม้รักที่สุดเด็ดขาด ไม้จะปกป้องปรางและครอบครัวของเราด้วยทุกสิ่งที่มี”

และเขาก็ทำตามสัญญานั้นอย่างหมดจด ชีวิตคู่ของเราดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมไปด้วยความสุข เรามีลูกแฝดชายหญิงที่น่ารักน่าชัง ‘น้องตะวัน’ และ ‘น้องฟ้าใส’ ตอนนี้เด็กๆ อายุได้สองขวบกว่าแล้ว ไม้เป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมที่สุด เขาตระเวนรับจ้างทำงานก่อสร้างเพิ่มเติมในวันที่งานในไร่น้อยลง เพื่อหาเงินมาซื้อนมและเสื้อผ้าดีๆ ให้ลูก แม้ตัวเขาเองจะใส่เพียงเสื้อยืดเก่าๆ ย้วยๆ ก็ตาม ภาพที่ฉันเห็นจนชินตาคือรอยยิ้มกว้างของไม้ที่อุ้มลูกแฝดไว้บนบ่าทั้งสองข้าง วิ่งเล่นอยู่กลางลานดิน

แต่ทว่า… โลกแห่งความสงบสุขของเรากำลังจะถูกฉีกกระชากลงด้วยความโลภของมนุษย์

ปีนี้ราคาผลผลิตตกต่ำ ซ้ำร้ายพายุยังพัดทำลายสวนส้มไปกว่าครึ่ง ฉันจำเป็นต้องไปกู้เงินจาก ‘เสี่ยชัช’ ผู้มีอิทธิพลและเจ้าหนี้นอกระบบรายใหญ่ที่สุดในจังหวัด เพื่อนำมาหมุนเวียนและรักษาที่ดินผืนนี้ไว้ แต่ดอกเบี้ยที่มหาโหดพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุด ฉันก็ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่างวดได้ตามกำหนด

บ่ายวันนั้น ขณะที่ฉันกำลังนั่งป้อนข้าวตะวันและฟ้าใสอยู่ใต้ถุนบ้าน เสียงเครื่องยนต์ของรถกระบะยกสูงสี่คันก็ดังคำรามฝ่าฝุ่นดินเข้ามาจอดเทียบที่หน้าบ้านอย่างอุกอาจ เสี่ยชัชในชุดเสื้อไหมอิตาลีราคาแพง ก้าวลงมาจากรถพร้อมกับลูกน้องร่างยักษ์รอยสักเต็มตัวอีกเกือบสิบคน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าของชายวัยกลางคนเมื่อเห็นฉันนั่งตัวสั่นกอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน

“ไงจ๊ะ อีปราง! หมดเวลาผัดผ่อนแล้วนะเว้ย หนี้สามล้านที่มึงกู้กูไป พร้อมดอกเบี้ยอีกสองล้าน วันนี้ถ้าไม่มีจ่าย กูจะยึดที่ดินไร่ส้มผืนนี้ไปทำรีสอร์ตคาสิโนของกูซะที!” เสี่ยชัชตะโกนเสียงกร้าว พลางพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าฉัน

“เสี่ยคะ ปรางขอร้องเถอะค่ะ ขอเวลาปรางอีกแค่เดือนเดียว ส้มล็อตสุดท้ายกำลังจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ปรางจะเอาเงินทั้งหมดมาโปะให้เสี่ยเลย อย่าเพิ่งไล่พวกเราออกจากบ้านเลยนะคะ ลูกปรางยังเล็ก…” ฉันพนมมือไหว้ ร้องไห้อ้อนวอนอย่างน่าสมเพช

เสี่ยชัชหัวเราะร่วน เดินเข้ามาเตะชามข้าวของเด็กๆ จนกระเด็นแตกกระจาย ตะวันและฟ้าใสแผดเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ “เดือนเดียวเหรอ? ถุย! มึงจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย หรือมึงจะหวังพึ่งไอ้ผัวขอทานที่มึงเก็บมาจากกองขยะนั่นฮะ? อีโง่! หน้าตาก็ดี ไม่น่าใฝ่ต่ำเอาคนจรจัดมาทำผัวเลย ถ้ามึงยอมไปเป็นเมียน้อยกู กูอาจจะยกหนี้ให้มึงสักครึ่งนึงก็ได้นะเว้ย!”

ลูกน้องของเสี่ยชัชหัวเราะเยาะอย่างหยาบคาย ชายร่างยักษ์สองคนก้าวเข้ามาทำท่าจะกระชากแขนฉัน

“อย่ามายุ่งกับแม่นะ!” ฟ้าใสและตะวันพยายามเอาตัวน้อยๆ มาบังฉันไว้

“หลบไปไอ้เด็กเหลือขอ!” ลูกน้องคนหนึ่งง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเด็กน้อย

แต่ก่อนที่ฝ่ามือสกปรกนั้นจะกระทบโดนลูกของฉัน…

ผัวะ!!!

ร่างใหญ่โตของนักเลงคนนั้นลอยละลิ่วไปกระแทกกับเสาไม้หน้าบ้านอย่างแรงจนสลบเหมือดไปในพริบตา!

ทุกคนเบิกตากว้าง หันขวับไปมองที่ต้นเหตุ ‘ไม้’ ในชุดเสื้อชาวสวนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ในมือของเขาถือจอบขุดดินแน่น นัยน์ตาที่เคยอบอุ่นบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเยือกเย็นดุจพญามัจจุราช รังสีอำนาจบางอย่างที่ถูกกดทับมานานนับปี ถูกปลดปล่อยออกมาจนทำให้แม้แต่เสี่ยชัชยังต้องเผลอกลืนน้ำลาย

“มึงแตะต้องลูกเมียกู… มึงตาย!” เสียงของไม้กดต่ำและเย็นชาจนน่าขนลุก

เสี่ยชัชชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ “อ้าวไอ้ขี้เรื้อน! มึงกล้าทำร้ายคนของกูเหรอ! เฮ้ย พวกมึง รุมกระทืบมันให้ตายคาตีน แล้วลากตัวอีนี่กับลูกมันออกไปทิ้งข้างถนนเดี๋ยวนี้!”

นักเลงเกือบสิบคนชักอาวุธทั้งมีดและไม้กระบองเตรียมพุ่งเข้าใส่ไม้ ฉันกรีดร้องสุดเสียง กอดลูกแน่น หลับตาปี๋รอรับความตายที่กำลังจะมาเยือน

แต่ในวินาทีเป็นวินาทีตายนั้นเอง… เสียงที่ดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงของพวกนักเลงก็ดังขึ้น

บรื้นนนนน!!!

เสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและคำรามต่ำๆ ดังกระหึ่มแหวกอากาศเข้ามาในไร่ ทุกคนชะงักงันและหันไปมองตามทิศทางของเสียง ท่ามกลางฝุ่นดินสีแดงที่ฟุ้งกระจายของถนนลูกรัง รถยนต์ลีมูซีนหุ้มเกราะระดับไฮเอนด์ ‘Mercedes-Maybach S-Class’ สีดำสนิทจำนวนสามคัน แล่นเข้ามาจอดเรียงหน้ากระดาน ขวางทางออกของรถกระบะพวกเสี่ยชัชไว้อย่างเบ็ดเสร็จและอุกอาจ!

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ รถหรูราคาคันละหลายสิบล้านบาทแบบนี้ ไม่มีทางที่จะหลงเข้ามาในไร่ส้มซอมซ่อบนดอยได้เลย

ประตูรถคันกลางถูกเปิดออก ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสั่งตัดพิเศษ สวมหูฟังอินเอียร์จำนวนหกคนก้าวลงมาจากรถอย่างพร้อมเพรียง ท่าทางของพวกเขาไม่ใช่แค่นักเลงหัวไม้ แต่เป็นบอดี้การ์ดมืออาชีพระดับประเทศ และคนที่ก้าวลงมาเป็นคนสุดท้าย คือชายวัยกลางคนผมสีดอกเลา สวมแว่นตากรอบทอง ดูภูมิฐานและเปี่ยมไปด้วยบารมี

เสี่ยชัชเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ขาของเขาสั่นพั่บๆ เมื่อจดจำใบหน้าของชายผู้นั้นได้

“ท… ท่านทินกร… เลขาธิการใหญ่ของ ‘เครือบริรักษ์โภคิน’ …ท… ท่านมาทำอะไรที่กันดารแบบนี้ครับ?” เสี่ยชัชเสียงสั่น เขาเป็นแค่มาเฟียท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารในเครือของบริรักษ์โภคิน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และการเงินที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!

คุณทินกรไม่ได้ปรายตามองเสี่ยชัชแม้แต่น้อย เขาเดินอย่างเร่งรีบ ฝ่าวงล้อมของพวกนักเลงที่รีบหลีกทางให้อย่างหวาดกลัว ชายชราเดินตรงดิ่งไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของ ‘ไม้’ ชายชาวสวนที่ใส่เสื้อผ้าราคาไม่ถึงร้อยบาท

และสิ่งที่ทำให้เสี่ยชัช ลูกน้อง และตัวฉันเองต้องอ้าปากค้างจนแทบลืมหายใจ คือภาพที่เลขาธิการใหญ่ผู้กุมอำนาจระดับประเทศ ค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นดินที่เปื้อนโคลน โค้งศีรษะลงต่ำสุดองศาต่อหน้าสามีของฉัน! บอดี้การ์ดชุดดำทุกคนคุกเข่าลงพร้อมกันอย่างนอบน้อมที่สุด

“นายน้อย ‘อิทธิพัทธ์ บริรักษ์โภคิน’ ครับ… พวกเราตามหาท่านเจอแล้วครับ” เสียงของคุณทินกรสั่นเครือไปด้วยความปีติและโล่งอก “ท่านประธานใหญ่… คุณปู่ของท่าน เพิ่งกวาดล้างกบฏในบอร์ดบริหารและจัดการกับคุณอาที่ส่งมือปืนมาลอบสังหารท่านเมื่อสี่ปีที่แล้วจนสิ้นซากแล้วครับ ตอนนี้บัลลังก์ประธานบริหารสูงสุดแห่งเครือบริรักษ์โภคิน ปลอดภัยและพร้อมรอให้ท่านกลับไปทวงคืนแล้วครับ นายน้อย!”

คำประกาศนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางกบาลของทุกคนในที่นั้น

‘อิทธิพัทธ์ บริรักษ์โภคิน’… ทายาทอันดับหนึ่งของมหาเศรษฐีแสนล้าน ผู้ที่ถูกประกาศว่าสูญหายและคาดว่าเสียชีวิตไปแล้วจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อสี่ปีก่อน!

ไม้… หรือ อิทธิพัทธ์ ค่อยๆ วางจอบในมือลง เขายืดแผ่นหลังที่เคยโค้งงอจากการกรำงานหนักให้ตั้งตรง ออร่าของความเป็นผู้นำที่อยู่เหนือคนนับหมื่นแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เก่าๆ มองลงมาที่คุณทินกร

“คุณปู่ปลอดภัยดีใช่ไหม ทินกร?” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงแหบพร่าของชายจรจัด แต่เป็นเสียงที่ทรงอำนาจและเด็ดขาดของผู้กุมชะตาชีวิตคน

“ปลอดภัยดีครับนายน้อย ท่านรอคอยการกลับมาของท่านทุกลมหายใจ”

เสี่ยชัชที่เพิ่งปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นดิน ใบหน้าของเขากลายเป็นสีเทาซีดราวกับศพ เขาเพิ่งรู้ตัวว่า เมื่อกี้เขาเพิ่งจะด่าทอ สั่งลูกน้องให้รุมกระทืบ และขู่จะข่มขืนภรรยาของ… ชายที่สามารถสั่งลบชื่อเขาออกจากประเทศนี้ได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว!

“น… นายน้อย… ผ… ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ ผมตาบอด ผมสมควรตาย! ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะครับ ท่านอิทธิพัทธ์!” เสี่ยชัชคลานเข่าเข้ามากราบแทบเท้าของไม้ น้ำมูกน้ำตาไหลทะลักอย่างน่าสมเพช ลูกน้องของเขาทุกคนทิ้งอาวุธและก้มกราบพื้นดินตัวสั่นงันงก

อิทธิพัทธ์หลุบตามองมาเฟียกระจอกด้วยแววตาที่รังเกียจราวกับมองขยะ “มึงบอกว่าหนี้ห้าล้าน แลกกับที่ดินผืนนี้ และจะลากเมียกูไปเป็นเมียน้อยมึงงั้นเหรอ?”

“ม… ไม่ครับ! ผมแค่ล้อเล่น ผมจะยกหนี้ให้ทั้งหมดเลยครับที่ดินก็เอาไปเลยครับ!” เสี่ยชัชร้องไห้โฮ

“ทินกร” อิทธิพัทธ์เอ่ยเสียงเรียบ “ผู้ชายคนนี้ชื่อเสี่ยชัช มันเป็นมาเฟียเงินกู้เถื่อน ฉันต้องการให้แกตรวจสอบเส้นทางการเงินของมันทั้งหมด ตัดการสนับสนุนจากธนาคารในเครือของเราทุกแห่ง ยึดทรัพย์สินที่มันโกงชาวบ้านมาคืนให้หมด และส่งหลักฐานความผิดทั้งหมดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ… อ้อ ตรวจสอบให้แน่ใจด้วยนะ ว่ามันจะไม่มีโอกาสได้เห็นแสงตะวันนอกคุกอีกเลยตลอดชีวิต”

“รับทราบครับนายน้อย!” ทินกรรับคำสั่งทันที ก่อนจะพยักหน้าให้บอดี้การ์ดเข้ามารวบตัวเสี่ยชัชและลูกน้องที่กำลังแหกปากโหยหวน ลากตัวออกไปโยนใส่หลังรถกระบะเพื่อรอส่งตัวให้ตำรวจ

ความวุ่นวายทั้งหมดจบลงภายในเวลาไม่กี่นาที อิทธิพัทธ์หันหลังกลับมามองฉันที่ยังคงนั่งตัวสั่นกอดลูกแฝดอยู่บนพื้นไม้ใต้ถุนบ้าน นัยน์ตาที่แข็งกร้าวและทรงอำนาจเมื่อครู่ พลันอ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความรักและความอ่อนโยนที่ฉันคุ้นเคย

เขาก้าวเดินช้าๆ เข้ามาหา คุกเข่าลงตรงหน้าฉัน และดึงตัวฉันพร้อมกับลูกๆ เข้าไปกอดไว้ในอ้อมอกที่กว้างใหญ่และอบอุ่นของเขา

“ปราง… ไม้ขอโทษที่ปิดบังความจริงมาตลอด” เขากระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน “สี่ปีก่อน ไม้ถูกอาแท้ๆ หักหลังและส่งคนมาตามล่า ไม้บาดเจ็บสาหัสและหนีซมซานมาจนถึงไร่ของคุณ ไม้คิดว่าตัวเองคงต้องตายอยู่ใต้กองโคลนนั้นแล้ว แต่คุณ… ผู้หญิงที่ไม่ได้มีอะไรเลย กลับแบ่งปันความอบอุ่น ข้าวทุกคำ และชีวิตใหม่ให้กับไม้ ตอนนั้นไม้เลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่ยอมติดต่อกลับไปหาครอบครัว เพราะไม้กลัว… กลัวว่าศัตรูจะตามมาเจอ และทำร้ายคุณกับลูกๆ ไม้ยอมเป็นคนจรจัด ยอมเป็นคนสวนที่ถูกคนทั้งเมืองด่าว่า เพื่อแลกกับการได้อยู่เคียงข้างและปกป้องรอยยิ้มของคุณ”

น้ำตาของฉันไหลพราก มันไม่ใช่ความโกรธที่เขาโกหก แต่มันคือความตื้นตันและเจ็บปวดแทนผู้ชายคนนี้ ที่ต้องแบกรับความลับและยอมทิ้งบัลลังก์มหาเศรษฐี มาทนลำบากตากแดดตากฝนเพื่อฉัน

“คุณมันบ้า… คุณอิทธิพัทธ์… คุณมันบ้าที่สุด” ฉันทุบแผ่นหลังเขาเบาๆ สะอื้นไห้อย่างหมดสภาพ

“เรียกไม้เหมือนเดิมเถอะปราง เพราะไม่ว่าผมจะเป็นอิทธิพัทธ์ บริรักษ์โภคิน หรือจะเป็นแค่ไม้ คนสวนยากจน… หัวใจของผม ลมหายใจของผม และชีวิตของผม มันเป็นของคุณคนเดียวมาตั้งแต่วันที่คุณป้อนข้าวต้มชามนั้นให้ผมแล้ว”

เขาประคองใบหน้าฉันขึ้นมา จุมพิตซับน้ำตาที่แก้มฉันอย่างแผ่วเบา ขณะที่น้องตะวันและน้องฟ้าใสใช้มือน้อยๆ ลูบผมพ่อของพวกเขาด้วยความไร้เดียงสา

“เรากลับบ้านกันเถอะปราง กลับไปทวงทุกอย่างที่เป็นของครอบครัวเราคืน… ผมสัญญา ว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป จะไม่มีใครในโลกนี้กล้าทำให้น้ำตาของคุณต้องไหลอีกเด็ดขาด”

ขบวนรถลีมูซีนหรูเคลื่อนตัวออกจากไร่ส้มตะวันวาด ทิ้งอดีตอันแสนยากลำบาก คราบน้ำตา และการถูกเหยียดหยามไว้เบื้องหลัง หญิงสาววัย 40 ปีที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นสาวทึนทึกและภรรยาของคนจรจัด บัดนี้เธอกำลังนั่งเคียงข้างมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุด กุมมือกันแน่นเพื่อก้าวเข้าสู่อาณาจักรแห่งใหม่… อาณาจักรที่ถูกสร้างขึ้นจากรากฐานของความรักที่แท้จริง ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วท่ามกลางกองโคลนและความตาย!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!