เสียงเรียกแห่งโชคชะตา: 5 ปีหลังการหย่าร้าง เมื่อคำว่า “หม่ามี้”

กระชากความเย่อหยิ่งของอดีตสามีและชู้รักให้พังทลายลงแทบเท้า!
แชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับส่องประกายสะท้อนกับแก้วแชมเปญในมือของฉัน เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศหรูหราให้กับงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสของทายาทตระกูลดัง ฉันยืนมองภาพความงดงามนั้นด้วยความรู้สึกสงบและอิ่มเอมใจในชุดราตรีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่เรียบหรูและขับผิวให้ดูโดดเด่น
ห้าปีแล้ว… ห้าปีเต็มนับตั้งแต่วันที่ฉันเซ็นใบหย่าและเดินออกมาจากขุมนรกที่เรียกว่า “ชีวิตคู่”
ในตอนนั้น ‘กฤต’ อดีตสามีของฉัน เลือกที่จะหันหลังให้กับความรักสิบปีของเรา เพื่อไปคว้าเอา ‘ลิตา’ เลขาสาวสวยวัยใสที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี วันที่เขาเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน เขาโยนคำพูดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของฉันว่า “เธอมันจืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีวันทำให้ชีวิตฉันก้าวหน้าไปกว่านี้ได้ ผู้หญิงที่ถูกทิ้งอย่างเธอ คงต้องจมอยู่กับความสมเพชไปตลอดชีวิตนั่นแหละ”
ฉันใช้เวลาเยียวยาตัวเอง รวบรวมเศษซากความรู้สึกที่แตกสลาย และทุ่มเทให้กับสิ่งที่ฉันรักจนประสบความสำเร็จ ฉันในวันนี้ ไม่ใช่อารยาคนเดิมที่เคยนอนร้องไห้กอดหมอนอีกต่อไปแล้ว
แต่โลกใบนี้ก็มักจะเล่นตลกเสมอ เพราะในขณะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินไปทักทายเจ้าภาพ น้ำเสียงคุ้นเคยที่แสนจะน่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อารยา…? ไม่คิดเลยนะว่าจะเจอเธอที่งานระดับนี้ได้”
ฉันชะงักเท้า ค่อยๆ หันกลับไปมอง ก็พบกับกฤตในชุดสูทแบรนด์เนมที่ดูพยายามจะหรูหราจนเกินพอดี และข้างกายเขาคือลิตา หญิงสาวที่แย่งเขาไปจากฉัน เธอกำลังควงแขนเขาแน่นราวกับปลิงที่เกาะติดเหยื่อ
“สวัสดีค่ะกฤต” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้าโดยไม่มีความหวั่นไหวใดๆ
ลิตามองเหยียดฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปาก “แหม บังเอิญจังเลยนะคะคุณพี่ ไม่เจอกันตั้งนาน ดู… เอ่อ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะคะ วันนี้มาคนเดียวเหรอคะ? น่าสงสารจัง งานออกจะโรแมนติกขนาดนี้ แต่กลับต้องมายืนดื่มแชมเปญเหงาๆ อยู่คนเดียว”
กฤตหัวเราะในลำคอ สายตาของเขามองฉันด้วยความเวทนาที่เสแสร้ง “ปล่อยเขาไปเถอะลิตา คนเคยมีแผลใจก็คงเข็ดขวางความรักเป็นธรรมดา… ว่าแต่เธอเถอะอารยา ห้าปีแล้วยังหาใครมาดูแลไม่ได้อีกเหรอ? หรือว่าผู้ชายเขารู้ประวัติว่าเธอเคยถูกทิ้ง เขาก็เลยไม่กล้าจริงจังด้วย?”
คำพูดของกฤตเต็มไปด้วยความดูถูกและเย่อหยิ่ง เขายังคงเป็นผู้ชายที่พยายามจะกดคนอื่นให้ต่ำลงเพื่อทำให้ตัวเองดูสูงขึ้นเสมอ ลิตาที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งยิ้มกว้างขึ้น เธอซบหน้าลงกับไหล่ของกฤตอย่างออดอ้อน แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังสะใจและมีความสุขที่ได้เห็นฉันอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขากำลังรุมข่มเหง
“พวกเรากำลังจะแต่งงานกันปลายปีนี้นะคะ” ลิตาพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับโชว์แหวนเพชรเม็ดโตที่นิ้วนางข้างซ้าย “และที่สำคัญ ตอนนี้บริษัทของคุณกฤตกำลังจะได้ร่วมทุนกับ ‘อัครมหาศาลกรุ๊ป’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศด้วยค่ะ ชีวิตของเรากำลังไปได้สวยสุดๆ… ต่างจากบางคนนะคะ ที่คงหยุดอยู่กับที่มาตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว”
ฉันยืนนิ่ง นัยน์ตาของฉันไม่มีความโกรธ ไม่มีน้ำตา มีเพียงความสมเพชที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ฉันไม่คิดจะตอบโต้ด้วยคำพูดรุนแรง เพราะรู้ดีว่าการต่อล้อต่อเถียงกับคนประเภทนี้ก็เหมือนการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ฉันเพียงแค่จิบแชมเปญในมืออย่างใจเย็น ปล่อยให้พวกเขาสาธยายความสำเร็จจอมปลอมต่อไป
จนกระทั่ง… เสียงเล็กๆ ที่แสนจะสดใสและคุ้นหูดังแหวกฝูงชนเข้ามา
“หม่ามี้ขาาาา!!”
ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยสี่ขวบในชุดเดรสฟูฟ่องสีขาวราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย วิ่งเตาะแตะตรงดิ่งเข้ามาหาฉัน เธอกระโดดกอดขาฉันไว้แน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองฉันด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี
ฉันรีบวางแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะใกล้ๆ แล้วย่อตัวลงอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ “ว่าไงคะคนเก่ง วิ่งเร็วแบบนี้เดี๋ยวก็ล้มหรอกลูก แล้วคุณพ่อไปไหนคะเนี่ย?”
ลิตาและกฤตชะงักงันไปทันที รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของพวกเขาค้างเติ่ง กฤตเบิกตากว้างมองเด็กผู้หญิงในอ้อมกอดฉันสลับกับหน้าฉัน
“ล… ลูก? เธอไปมีลูกตั้งแต่เมื่อไหร่อารยา!?” กฤตถามเสียงหลง
แต่ก่อนที่ฉันจะได้ตอบอะไร เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของพวกเขา
“มิลาลูก… แด๊ดดี้บอกแล้วไงครับว่าอย่าวิ่งหนีมาแบบนี้ ถ้าหลงทางขึ้นมาจะทำยังไง”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง ในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษที่ดูสง่างามและไร้ที่ติ เดินก้าวเข้ามาประชิดตัวฉัน เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอวฉันไว้อย่างแสนรักและหวงแหน ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ขมับของฉันอย่างอ่อนโยนต่อหน้าผู้คนมากมาย
“รอนานไหมครับที่รัก? พอดีผมแวะคุยธุรกิจกับท่านทูตเพลินไปหน่อย ลูกสาวตัวแสบเลยวิ่งหนีมาหาคุณก่อนเลย”
วินาทีที่กฤตและลิตาหันไปเห็นใบหน้าของผู้ชายที่กำลังโอบกอดฉันอย่างแนบชิด… รอยยิ้มบนใบหน้าของลิตาก็เลือนหายไปในพริบตา ผิวหน้าของเธอที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงกลับซีดเผือดราวกับกระดาษไร้สีเลือด ดวงตาของเธอเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนร่างกายเริ่มสั่นเทา
ส่วนกฤต… เขาอ้าปากค้าง ขาของเขาแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แชมเปญในมือของเขาสั่นกึกๆ จนน้ำสีทองกระฉอกออกมาเปื้อนสูท
เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างฉัน ผู้ชายที่เด็กน้อยเรียกว่า ‘แด๊ดดี้’ และเรียกฉันว่า ‘ที่รัก’ ไม่ใช่ใครอื่น… เขาคือ ‘คุณรามินทร์ อัครมหาศาล’ ซีอีโอและประธานกรรมการบริหารของอัครมหาศาลกรุ๊ป… มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจ และเป็นบุคคลที่กฤตพยายามแทบตายเพื่อขอเข้าพบมาตลอดหกเดือน เพื่อขอให้เขาร่วมลงทุนประคองบริษัทที่กำลังจะล้มละลายของตัวเอง!
“ท… ท่านประธานรามินทร์…” กฤตละล่ำละลักเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับคนจับไข้
รามินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขามองกฤตและลิตาด้วยสายตาเย็นเยียบและเย่อหยิ่งอย่างแท้จริง สายตาของพญาอินทรีที่มองดูมดปลวก “คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับ? แล้ว… สองคนนี้เป็นเพื่อนของคุณเหรอครับอารยา? ทำไมหน้าตาพวกเขาดูเหมือนคนป่วยเลย”
ฉันเหยียดยิ้มบางๆ พลางจัดคอเสื้อให้สามีสุดที่รักอย่างเบามือ “อ๋อ… แค่คนเคยรู้จักน่ะค่ะที่รัก พวกเขาเพิ่งเล่าให้ฟังว่ากำลังจะเอาโปรเจกต์ไปเสนอขอร่วมทุนกับบริษัทของคุณอยู่พอดีเลยค่ะ แถมยังบอกด้วยนะคะ ว่าชีวิตกำลังไปได้สวยสุดๆ”
รามินทร์หรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณความเฉียบขาดของนักธุรกิจระดับโลกทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากบรรยากาศรอบตัว เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกของกฤต
“งั้นเหรอครับ…” รามินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่ากดดันจนคนฟังแทบหยุดหายใจ “แต่ผมเพิ่งจำได้ว่า เลขาของผมเอาแฟ้มบริษัทของคุณมาให้ผมพิจารณาเมื่อเช้านี้… ชื่อบริษัท ‘กฤตคอร์ปอเรชั่น’ ใช่ไหม?”
“ช… ใช่ครับท่าน! เป็นความกรุณาอย่างสูงที่ท่านให้ความสนใจ…” กฤตรีบก้มหัวประหลกๆ หวังจะกู้สถานการณ์
“ผมยังพูดไม่จบ” รามินทร์ตัดบทเสียงเฉียบ “ผมไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านี้พวกคุณคุยอะไรกับภรรยาของผม แต่จากสัญชาตญาณของผม ผมไม่ชอบสายตาและทัศนคติของพวกคุณ และข้อสำคัญที่สุดในชีวิตผมคือ… ใครก็ตามที่กล้าทำให้ภรรยาและลูกสาวของผมต้องรู้สึกไม่ดี คนพวกนั้นก็ไม่มีค่าพอที่จะทำธุรกิจร่วมกับผม”
คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของกฤตและลิตา
“พรุ่งนี้เช้า ผมจะสั่งให้ทีมบริหารยกเลิกการพิจารณาโปรเจกต์ของคุณถาวร และขอให้รู้ไว้ด้วยว่า อัครมหาศาลกรุ๊ป จะไม่มีวันทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทของคุณอีก… ขอตัวนะครับ”
รามินทร์ไม่ได้สนใจจะฟังคำอ้อนวอนหรือคำแก้ตัวใดๆ เขาโอบไหล่ฉันแน่นขึ้น อุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนอีกข้าง แล้วพาฉันเดินหันหลังก้าวออกไปจากตรงนั้นอย่างสง่างาม ทิ้งให้กฤตและลิตายืนตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางความพังพินาศของชีวิตที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง
ก่อนจะเดินลับสายตาไป ฉันอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอดีตสามีและชู้รักเป็นครั้งสุดท้าย กฤตกำลังหันไปตวาดใส่ลิตาอย่างเกรี้ยวกราดโทษฐานที่เธอปากดีจนทำให้เขาเสียโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ส่วนลิตาก็ยืนร้องไห้ฟูมฟายหน้าซีดเซียว งานวิวาห์หรูหราของพวกเขาในปลายปีคงกลายเป็นเพียงวิมานทลาย เพราะหลังจากนี้ กฤตคงต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“คุณใจร้ายไปหรือเปล่าคะคุณรามินทร์ ไปตัดอนาคตเขาแบบนั้น” ฉันแกล้งเย้าสามีเมื่อเราเดินออกมาไกลแล้ว
รามินทร์หัวเราะเบาๆ พลางก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากฉันอย่างแสนรัก “ผมยังใจร้ายได้มากกว่านี้อีกเป็นร้อยเท่า ถ้ามีใครกล้ามาแตะต้องดวงใจของผม… คุณคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของผมนะอารยา ผู้ชายโง่ๆ คนนั้นตาบอดที่ทิ้งคุณไป แต่ผมโชคดีที่สุดในโลกที่ได้คุณมาครอบครอง”
“หม่ามี้เป็นของแด๊ดดี้ แล้วก็เป็นของมิลาด้วย!” ยัยหนูตัวน้อยแทรกขึ้นมาพร้อมกับกอดคอเราสองคนเข้าด้วยกัน
ฉันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่สุด นี่แหละคือชัยชนะที่แท้จริง… ไม่ใช่การสาดโคลนใส่กัน ไม่ใช่การแก้แค้นด้วยความรุนแรง แต่คือการมีชีวิตที่ดีกว่า มีคนที่รักและเห็นคุณค่าของเราอย่างแท้จริง ปล่อยให้อดีตที่เน่าเฟะจมดิ่งลงไปกับความเย่อหยิ่งของพวกมันเอง.



