งานเลี้ยงรุ่น 10 ปีแห่งการชำระแค้น: คำเชิญเพื่อเหยียดหยาม

‘ไอ้โง่’ ประจำห้อง และการปรากฏตัวบนเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่สยบทุกคนแทบเท้า!
แชทกลุ่มไลน์ของอดีตนักเรียนมัธยมปลายห้อง 6/1 กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงวันครบรอบ 10 ปีที่จบการศึกษา ‘แม็ค’ อดีตหัวหน้าห้องผู้เย่อหยิ่งและปัจจุบันอ้างตัวว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ที่คลับเฮาส์สุดหรูของสนามกอล์ฟระดับห้าดาวชานเมือง
รายชื่อแขกถูกส่งเข้าไปในกลุ่ม แต่มีชื่อหนึ่งที่สะดุดตาและเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากทุกคนได้ทันที… ‘กรณ์’
ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน กรณ์คือเด็กชายหลังห้องที่ทุกคนตราหน้าว่าเป็น “ไอ้โง่ที่สุดในรุ่น” เขาเป็นเด็กบ้านจน พูดติดอ่าง เรียนไม่เก่ง สอบตกแทบทุกวิชา และมักจะเป็นเหยื่อให้แม็คและกลุ่มเพื่อนลูกคนรวยกลั่นแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะโดนเทข้าวราดหัว โดนเอาสมุดการบ้านไปทิ้งถังขยะ หรือโดนด่าทอด้วยถ้อยคำดูถูกสารพัด กรณ์ก็ทำได้เพียงก้มหน้าเงียบๆ ไม่เคยตอบโต้
“เฮ้ย ไอมาร์ค มึงไปตามไอ้กรณ์มาให้ได้นะเว้ย” แม็คพิมพ์ข้อความลงในกลุ่ม “กูอยากรู้จริงๆ ว่าป่านนี้มันไปเป็นกรรมกรก่อสร้างหรือขับวินมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ไหน งานนี้ขาดตัวตลกประจำห้องไป กร่อยแย่เลยว่ะ ฮ่าๆๆ”
ทุกคนในกลุ่มต่างส่งสติกเกอร์หัวเราะและผสมโรงดูถูก ไม่มีใครเชิญกรณ์มาเพราะความคิดถึง แต่พวกเขาเชิญมาเพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือชูความสำเร็จของตัวเองและใช้เหยียบย่ำให้รู้สึกเหนือกว่าเท่านั้น
และผิดคาด… กรณ์ตอบตกลงที่จะมาร่วมงาน
เมื่อค่ำคืนแห่งงานเลี้ยงรุ่นมาถึง บรรยากาศบนดาดฟ้าแบบโอเพ่นแอร์ของคลับเฮาส์เต็มไปด้วยความหรูหราจอมปลอม อดีตเพื่อนร่วมชั้นต่างแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม (ที่บางคนก็รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน) และขับรถยุโรปมาจอดอวดโฉมกัน แม็คยืนถือแก้วไวน์ คุยโวถึงตำแหน่งหน้าที่การงานและรถสปอร์ตที่เขาเพิ่งถอยมาใหม่ด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
“นี่ก็ทุ่มครึ่งแล้วนะ ไอ้กรณ์มันยังไม่มาอีกเหรอวะ หรือว่ามันหลงทาง นั่งรถเมล์ผิดสายแน่ๆ เลย” แม็คพูดขึ้นพลางหัวเราะร่วน
“หรือมันอาจจะกำลังปั่นจักรยานพับเก่าๆ ของมันอยู่ก็ได้นะพี่แม็ค” เพื่อนในกลุ่มรีบเสริม
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานนั้นเอง… เสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์ที่ทรงพลังก็ดังกึกก้องมาจากบนท้องฟ้า ลมพายุขนาดย่อมพัดกระหน่ำจนแก้วเครื่องดื่มบนโต๊ะสั่นสะเทือน ผมทรงสวยของบรรดาสาวๆ และชุดสูทของหนุ่มๆ ปลิวกระจุยกระจาย
ทุกคนรีบหันไปมองยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของคลับเฮาส์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร แสงไฟสาดส่องเจิดจ้าเผยให้เห็น เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวรุ่น AgustaWestland AW169 สีดำขลับสุดหรู ที่กำลังค่อยๆ ร่อนลงจอดอย่างสง่างาม
“เชี่ย… ใครมาวะเนี่ย ระดับมหาเศรษฐีหมื่นล้านแน่ๆ!” แม็คเบิกตากว้าง พยายามจัดเสื้อสูทของตัวเองให้เข้าที่ “พวกมึงเตรียมตัวเคลียร์ทางนะ เผื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทกู กูจะได้เข้าไปทักทาย”
ใบพัดหยุดหมุน บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทสองคนก้าวลงมาเปิดประตูห้องโดยสารอย่างนอบน้อม ทุกสายตาในงานเลี้ยงรุ่นจ้องเขม็งไปที่ประตูบานนั้นด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
และแล้ว วินาทีที่ชายหนุ่มก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ โลกทั้งใบของนักเรียนห้อง 6/1 ก็เหมือนหยุดหมุน…
ชายคนนั้นอยู่ในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษจากอิตาลีที่เข้ารูปพอดีตัวเป๊ะ ข้อมือประดับด้วยนาฬิกา Patek Philippe รุ่นหายากราคาหลายสิบล้านบาท รูปร่างของเขาสูงสง่า แววตาคมกริบและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ท่วงท่าการเดินที่ทรงอำนาจนั้นสะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง
“นั่นมัน… ไอ้กรณ์นี่หว่า!!” หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นอุทานออกมาเสียงหลง ขาของเขาแทบทรุด
บรรยากาศที่เคยเสียงดังอึกทึกกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า ปากของทุกคนอ้าค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า แม็คยืนตัวแข็งทื่อ แก้วไวน์ในมือสั่นกึกๆ จนน้ำสีแดงกระฉอกเปื้อนเสื้อสูท
กรณ์เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในงานด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนกหรือต่ำต้อยเหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกต่อไป บอดี้การ์ดสองคนเดินตามหลังมาติดๆ
“ส… สวัสดีเพื่อนๆ” แม็คพยายามฝืนยิ้มและทำใจดีสู้เสือ “แหม ไอ้กรณ์… มึงนี่เล่นใหญ่จังนะ ไปเช่าเฮลิคอปเตอร์ที่ไหนมาถ่ายรูปลงโซเชียลล่ะ หมดไปกี่หมื่นล่ะนั่น ระวังไม่มีเงินกินข้าวนะเว้ย” แม็คยังคงพยายามรักษาหน้าตัวเองด้วยการดูถูก
แต่กรณ์ไม่ได้โกรธ เขากลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง
ผู้ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาที่เดินตามลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ก้าวขึ้นมายืนข้างกรณ์ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ขออภัยครับคุณแม็ค เฮลิคอปเตอร์ลำนี้มูลค่าสามร้อยล้านบาท เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของ ‘ท่านประธานกรณ์’ ไม่ได้เช่ามาครับ… อ้อ และท่านประธานกรณ์ ก็คือผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นด้านเทคโนโลยี และเพิ่งจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการบริษัทที่คุณแม็คทำงานอยู่เมื่อเช้านี้ครับ”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมของแม็คและเพื่อนๆ ทุกคนในงาน เข่าของแม็คอ่อนยวบจนต้องเอามือยันโต๊ะไว้ หน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด
“ม… ไม่จริง… แกเป็นแค่ไอ้โง่ที่สอบตกทุกวิชานี่…” แม็คละล่ำละลัก เสียงสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
กรณ์ก้าวเข้าไปใกล้แม็ค ก้มลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชาและทรงอำนาจ “เกรดในกระดาษตอนมัธยม มันวัดความฉลาดในการใช้ชีวิตไม่ได้หรอกนะแม็ค… ตอนที่พวกนายเอาแต่เที่ยวเล่นและเหยียบย่ำคนอื่น ฉันเอาเวลาเหล่านั้นไปเขียนโปรแกรมและสร้างอนาคตของตัวเอง”
กรณ์ยืดตัวขึ้น ปรายตามองอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่เคยรังแกเขา ทุกคนต่างหลบสายตา ก้มหน้ามองพื้นด้วยความอับอายและหวาดกลัว บางคนถึงกับพยายามจะเข้ามาประจบประแจง แต่บอดี้การ์ดก็กันตัวออกไป
“ขอบใจสำหรับคำเชิญนะ” กรณ์พูดเสียงดังฟังชัด “งานเลี้ยงหรูดีนี่… แต่เสียดายที่คนในงานยังคงมีทัศนคติที่ยากจนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน บังเอิญว่าฉันมีนัดทานข้าวดิบดินเนอร์กับท่านรัฐมนตรีต่อ เลยแวะมาทักทายได้แค่นี้”
กรณ์พยักหน้าให้เลขา เลขาจึงวางขวดแชมเปญรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นขวดละหลายแสนบาทลงบนโต๊ะตรงหน้าแม็ค
“ขวดนี้ฉันเลี้ยง… ดื่มฉลองให้กับการตกงานล่วงหน้าของนายก็แล้วกันนะแม็ค พรุ่งนี้เช้าไปเก็บของที่โต๊ะทำงานด้วยล่ะ บริษัทของฉันไม่ต้องการผู้บริหารที่วิสัยทัศน์คับแคบและชอบดูถูกคนอื่น”
พูดจบ กรณ์ก็หันหลังเดินกลับไปที่เฮลิคอปเตอร์อย่างสง่างาม ทิ้งให้แม็คและกลุ่มเพื่อนจอมปลอมยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางลมพายุจากใบพัดที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสู่ท้องฟ้า
เฮลิคอปเตอร์สีดำทะยานขึ้นสู่ความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงความอัปยศอดสู ความพินาศ และบาดแผลในใจของพวกขี้แพ้ ที่บัดนี้ได้ตระหนักแล้วว่า ‘ไอ้โง่’ ที่พวกเขาเคยดูถูก… ได้บินขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดที่พวกเขาไม่มีวันเอื้อมถึงไปตลอดกาล.



