18 สายที่ถูกทิ้งขว้าง กับเสียงกระซิบสุดท้ายของดวงใจ:

เมื่ออ้อมกอดชู้รัก สำคัญกว่าลมหายใจของลูกชายวัย 5 ขวบ
“แม่ครับ… คุณพ่อจะมาหาภูผาไหม ภูผาเจ็บจังเลย…”
เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าและสั่นเครือของ ‘น้องภูผา’ เด็กชายวัย 5 ขวบที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียู กรีดลึกลงไปในหัวใจของ ‘นลิน’ ผู้เป็นแม่จนแหลกสลายเป็นชิ้นๆ สายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจระโยงระยางเต็มร่างเล็กที่บอบช้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงเตือนเป็นจังหวะที่ช้าลงทุกที บ่งบอกว่าเวลาของเทวดาตัวน้อยกำลังจะหมดลง
นลินกุมมือที่เย็นเฉียบของลูกชายไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มจนไม่มีที่จะให้ไหลอีกแล้ว มืออีกข้างของเธอกำโทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแสดงค้างอยู่ที่เบอร์ของ ‘ปภพ’ สามีและพ่อของลูก… เบอร์ที่เธอโทรออกไปแล้วถึง 17 ครั้ง แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติ
“พ่อกำลังรีบมาลูก พ่อรักภูผามากนะ ภูผารอพ่ออีกนิดเดียวนะลูกคนเก่ง” นลินพยายามกลั้นสะอื้น โกหกคำโตเพื่อต่อลมหายใจให้ลูกชายที่พยายามเบิกตาที่หนักอึ้งมองหาประตูห้องผู้ป่วยตลอดเวลา
แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ… ปภพไม่ได้กำลังรีบมา เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงกิเลสและอ้อมกอดของ ‘รสา’ เลขาสาวและชู้รักวัยกระเตาะ ในห้องสวีทของโรงแรมหรูใจกลางเมือง เพื่อฉลองวันเกิดให้กับผู้หญิงที่ทำลายครอบครัวของเขา
หน้าจอโทรศัพท์ของปภพสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งที่ 18 พร้อมชื่อ ‘นลิน ภรรยา’ ที่ปรากฏขึ้น
ปภพขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ เขากำลังจะเอื้อมมือไปกดรับ แต่รสาที่สวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำบางเบาก็คว้าโทรศัพท์ไปจากมือของเขาเสียก่อน
“พี่ภพคะ! นี่มันคืนวันเกิดรดานะคะ คุณตกลงแล้วไงว่าจะปิดเครื่อง ไม่สนใจยัยเมียจอมจู้จี้ของคุณหนึ่งคืน! หรือพี่ภพไม่ได้รักรดาแล้ว?” รสาทำหน้างอแง พลางกอดรัดออดอ้อน
“รักสิครับรดา… พี่ก็แค่กลัวว่าที่บ้านจะมีธุระด่วน” ปภพละล่ำละลักตอบ
“ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าเวลาของเราคะ เดี๋ยวนังนลินก็คงโทรมาตามพี่ไปซักผ้าล้างจานเหมือนเคยนั่นแหละค่ะ ปิดเครื่องไปเลยนะคะ ถ้าพี่รับสาย รดาจะโกรธจริงๆ ด้วย!”
ความลุ่มหลงบังตาทำให้ความรับผิดชอบของคนเป็นพ่อมืดมิด ปภพยิ้มกริ่มก่อนจะดึงโทรศัพท์มาจากมือชู้รัก แล้วกด ‘ปิดเครื่อง’ โยนมันทิ้งไว้บนโซฟาอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหันไปตักตวงความสุขจอมปลอม โดยไม่รู้เลยว่าการกดตัดสายครั้งนั้น คือการตัดขาดสายใยสุดท้ายของชีวิตลูกชายตัวเอง
ณ ห้องไอซียู…
“หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…”
เสียงระบบอัตโนมัติดังขึ้นเป็นครั้งที่ 18 นลินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ปล่อยโฮออกมาอย่างหมดความอดทน ความหวังสุดท้ายพังทลายลง
“แม่ครับ… อย่าร้องไห้…” เสียงของน้องภูผาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เด็กน้อยพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทามาเช็ดน้ำตาให้แม่ “ภูผาคงรอพ่อไม่ไหวแล้ว… ภูผาเหนื่อย…”
“ไม่ลูก! ไม่! ภูผาต้องรอก่อน หมอคะ! หมอ!” นลินกรีดร้องอย่างเสียสติ เมื่อเครื่องวัดชีพจรเริ่มส่งเสียงเตือนรัวเร็วและลากยาว
ทีมแพทย์และพยาบาลวิ่งกรูกันเข้ามาในห้อง นลินถูกกันตัวออกไปยืนอยู่มุมห้อง เธอรีบกดอัดเสียงในโทรศัพท์มือถือ หวังเพียงให้ปภพได้ยินเสียงสุดท้ายของลูก
น้องภูผามองหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย หยาดน้ำตาใสๆ ไหลออกจากหางตาของเด็กน้อยวัย 5 ขวบ ริมฝีปากเล็กๆ ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่เบาบางราวกับขนนก แต่กลับหนักอึ้งดั่งภูเขาไฟในใจคนเป็นแม่
“ฝากบอกคุณพ่อ… ภูผารักคุณพ่อนะครับ… ลาก่อนครับแม่…”
ปี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด……
เส้นกราฟบนจอแสดงผลกลายเป็นเส้นตรงราบเรียบ พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเทวดาตัวน้อยที่หลุดลอยไปตลอดกาล
“ภูผา!!!!!!!! ไม่!!!!! กลับมาหาแม่ก่อนลูก!!!”
เสียงกรีดร้องแทบขาดใจของนลินดังก้องไปทั่วทั้งชั้นของโรงพยาบาล มันคือเสียงของหัวใจที่แตกสลายจนไม่มีวันประกอบกลับคืนมาได้อีก…
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องสวีทสุดหรู ปภพงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น เขากดเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อจะดูเวลา
ทันทีที่เครื่องติด ข้อความแจ้งเตือนสายเรียกเข้า 18 สายจากนลิน และอีกหลายสิบสายจากญาติพี่น้องก็เด้งขึ้นมารัวๆ จนเครื่องค้าง ปภพเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ หัวใจของเขากระตุกวาบเมื่อเห็นข้อความเสียงที่นลินส่งมาให้เมื่อคืน
เขากดฟังข้อความเสียงนั้นด้วยมือที่สั่นเทา…
สิ่งแรกที่เขาได้ยิน คือเสียงความวุ่นวายของเครื่องมือแพทย์ เสียงหมอตะโกนสั่งการ และเสียงสะอื้นของนลิน
จากนั้น… คือเสียงที่แผ่วเบาและไร้เดียงสาที่สุดในชีวิตของเขา
“ฝากบอกคุณพ่อ… ภูผารักคุณพ่อนะครับ… ลาก่อนครับแม่…”
ตามด้วยเสียง ปี้ดดดดดดด… ลากยาวที่บาดลึกทะลุแก้วหู และเสียงกรีดร้องปิ่มว่าจะขาดใจตายของภรรยา
โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือของปภพตกลงบนพื้น โลกทั้งใบของเขาเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก เข่าของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายชาหนึบ น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาอย่างไม่อายใคร
“ภูผา… ลูกพ่อ… ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้!!!” ปภพแหกปากร้องลั่นห้อง รสาที่เพิ่งตื่นรีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาดู
“พี่ภพ เป็นอะไรคะ!”
ปภพหันไปมองหน้าผู้หญิงที่เขาเลือกกอดเมื่อคืนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทั้งเกลียดชังรสา และเกลียดชังความเลวทรามของตัวเอง เขาสะบัดมือรสาออก วิ่งฝ่าพ้นประตูห้องออกไปทั้งที่ยังใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ขับรถด้วยความเร็วสูงสุดมุ่งหน้าไปยังวัดที่ญาติส่งข้อความมาบอก
เมื่อไปถึงศาลาวัด บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เสียงสวดอภิธรรมเงียบสงัด มีเพียงเสียงร้องไห้ของญาติพี่น้อง ตรงกลางศาลา… มีโลงศพสีขาวใบเล็กตั้งอยู่ พร้อมกับรูปถ่ายของน้องภูผาที่กำลังยิ้มกว้างสดใส
ปภพเดินโซเซเข้าไปราวกับคนไร้วิญญาณ เขาทรุดตัวลงกราบหน้าโลงศพ ร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชกหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
“ภูผา… พ่อขอโทษ! พ่อผิดไปแล้ว พ่อมันเลว! กลับมาหาพ่อเถอะลูก กลับมาตีพ่อ ด่าพ่อก็ได้ อย่าทิ้งพ่อไปแบบนี้!”
นลินในชุดไว้ทุกข์สีดำสนิท ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาของเธอบวมช้ำแต่กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาและว่างเปล่าจนน่ากลัว เธอเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลังปภพ
ปภพหันไปกอดขานลิน “นลิน… ผมขอโทษ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าลูกจะ… ผมมันเลว ให้อภัยผมนะนลิน เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ”
นลินก้มลงมองอดีตสามีด้วยสายตาที่ไม่มีแม้แต่ความโกรธแค้น มีเพียงความสมเพชและว่างเปล่าขั้นสุด เธอดึงขาตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างรังเกียจ
“คุณไม่ได้มาไม่ทัน… แต่คุณ ‘เลือก’ ที่จะไม่มา ปภพ” น้ำเสียงของนลินราบเรียบแต่มันกรีดลึกไปถึงกระดูกดำ “ในวินาทีที่ลูกร้องเรียกหาคุณจนลมหายใจสุดท้าย คุณกำลังกกกอดอยู่กับผู้หญิงหน้าด้านคนนั้น คุณปล่อยให้ลูกของฉันต้องตายไปพร้อมกับความโดดเดี่ยวและความหวังลมๆ แล้งๆ”
นลินหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนมันใส่หน้าปภพ
“นี่คือใบหย่า ฉันเซ็นไว้แล้วเรียบร้อย… แล้วก็ไม่ต้องอ้างสิทธิ์ความเป็นพ่ออะไรทั้งนั้น เพราะตั้งแต่วินาทีที่คุณปิดเครื่องเมื่อคืน คุณก็ได้ตายไปจากชีวิตของฉันและภูผาแล้ว”
“นลิน ไม่นะ… ผมไม่หย่า! ผมขาดคุณกับลูกไม่ได้!”
“แต่ลูกขาดคุณไปแล้ว! ลูกตายไปแล้วปภพ!” นลินตวาดลั่น น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วไหลรินลงมาอีกครั้ง “เก็บน้ำตาจระเข้ของคุณกลับไปซะ แล้วจงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปจนตาย! จำเอาไว้ว่าคุณแลกชีวิตของลูกชายตัวเอง… กับอีแค่ความใคร่ชั่วข้ามคืน!”
นลินหันหลังเดินกลับไปนั่งหน้าโลงศพของลูกชายโดยไม่หันกลับมามองผู้ชายที่นอนร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้นอีกเลย
ปภพได้แต่กอดเอกสารใบหย่าไว้แนบอก ร้องไห้โหยหวนปานจะขาดใจอยู่หน้าโลงศพสีขาว เขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า บทลงทัณฑ์ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การสูญเสียทุกอย่าง… แต่คือการต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปพร้อมกับความทรงจำที่ว่า เขาคือฆาตกรเลือดเย็นที่ทอดทิ้งลูกชายวัย 5 ขวบให้ตายจากไป เพียงเพื่อแลกกับอ้อมกอดของชู้รัก… และบาปกรรมนี้ จะติดตัวเขาไปจนกว่าเขาจะหมดลมหายใจ.



