รอยน้ำหมึกบนใบหย่า กับน้ำตาที่หน้าคฤหาสน์:

บทสรุปของครอบครัวอดีตสามีที่ตราหน้าว่าฉันคือ ‘สะใภ้ตกงาน’
บรรยากาศในห้องรับแขกของบ้านหลังค่อมๆ ที่ฉันเคยเรียกว่า ‘เรือนหอ’ วันนี้กลับอึดอัดและเย็นเยียบยิ่งกว่าห้องดับจิต บนโต๊ะกระจกตรงหน้ามีกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่… **‘หนังสือสัญญาหย่า’**
“มัวรออะไรอยู่ล่ะ? เซ็นๆ ไปซะทีสิ! หรือหวังจะเรียกร้องค่าเลี้ยงดูฮะ นังกาฝาก!”
เสียงแหลมปรี๊ดของ **‘คุณหญิงสมฤดี’** แม่สามีของฉันดังบาดแก้วหู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะของเธอเชิดขึ้นอย่างหยิ่งยโส ข้างๆ เธอคือ **‘กานต์’** น้องสาวสามีที่ยืนกอดอกเบะปากส่งสายตาเหยียดหยามมาให้ฉันอย่างไม่ปิดบัง
และคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลบสายตาฉันด้วยท่าทีขี้ขลาด… คือ **‘กวิน’** ผู้ชายที่ฉันแต่งงานด้วยมาสามปี
“กวิน… คุณเห็นด้วยกับแม่และน้องของคุณใช่ไหม?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราด มีเพียงความผิดหวังที่ตกตะกอนอยู่ลึกๆ
กวินถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองฉันด้วยแววตาที่เขาพยายามทำให้ดูเหมือนรู้สึกผิด แต่ฉันรู้ดีว่ามันคือความเห็นแก่ตัว “พิมพ์… เราจบกันแค่นี้เถอะ พิมพ์ก็รู้ว่าเศรษฐกิจบ้านเราตอนนี้ไม่ดี ธุรกิจกงสีของผมกำลังแย่ แต่พิมพ์… พิมพ์เอาแต่อยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปหางานทำ ไม่ช่วยหารายได้เข้าบ้านเลย ผมแบกรับภาระคนเดียวไม่ไหวแล้ว แม่บอกว่าถ้าผมแต่งงานกับลูกสาวท่านทูต เขาจะช่วยกู้สถานการณ์บริษัทเราได้”
“อ้อ… สรุปคือคุณกำลังจะล้มละลาย เลยต้องทิ้งเมียที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน เพื่อไปเกาะชายกระโปรงผู้หญิงที่รวยกว่าสินะคะ” ฉันยิ้มหยัน
“นี่แกกล้าด่าลูกชายฉันเหรอ นังสะใภ้ตกงาน!” คุณหญิงสมฤดีตบโต๊ะดังปัง “แกมันไม่มีหัวนอนปลายเท้า วันๆ เอาแต่ทำงานบ้านกระจอกๆ เป็นแค่ปลิงดูดเลือดลูกชายฉัน รีบเซ็นใบหย่าแล้วไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!”
ฉันไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก ลมหายใจถูกพ่นออกมาเบาๆ เพื่อปัดเป่าความโง่เขลาของตัวเองที่เคยมองเห็นผู้ชายตรงหน้าเป็นรักแท้ ฉันยอมทิ้งชีวิตบนกองเงินกองทอง ยอมแต่งตัวปอนๆ และสวมบทบาทแม่บ้านธรรมดา เพียงเพราะอยากได้ความรักที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความรักที่พุ่งเป้ามาที่ ‘นามสกุล’ ของฉัน
แต่ในเมื่อธาตุแท้ของพวกเขามันเน่าเฟะขนาดนี้ ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องลดตัวลงมาคลุกฝุ่นอีกต่อไป
ฉันหยิบปากกาขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนใบหย่า และตวัดลายเซ็นอย่างรวดเร็วโดยไม่อ่านข้อตกลงบ้าบอที่พวกเขาร่างขึ้นมาเพื่อไม่แบ่งสมบัติให้ฉันเลยแม้แต่แดงเดียว
“ขอให้พวกคุณโชคดี… กับ ‘ความรวย’ ที่พวกคุณดิ้นรนอยากได้นะคะ” ฉันลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กที่มีแค่ชุดไม่กี่ชุด แล้วเดินหันหลังออกจากบ้านหลังนั้นไปอย่างสง่างาม โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของครอบครัวอดีตสามีที่ดังไล่หลังมา
—
**หนึ่งเดือนต่อมา**
ณ ตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจที่แพงที่สุดในกรุงเทพมหานคร ห้องทำงานชั้นบนสุดตกแต่งด้วยกระจกใสที่มองเห็นวิวเมืองได้ทั้งเมือง ฉัน… **‘พิมพ์ดาว ศิริวัฒนาโภคิน’** ในชุดสูทแบรนด์เนมสั่งตัดพิเศษ สวมรองเท้าส้นสูงสีดำเงาวับ กำลังนั่งจิบกาแฟดำพร้อมกับฟังรายงานจากเลขาฯ ส่วนตัว
“ท่านประธานคะ ธุรกิจของครอบครัวคุณกวินตอนนี้ถูกธนาคารระงับสินเชื่อทั้งหมดแล้วค่ะ ซัพพลายเออร์ทุกรายที่เราส่งสัญญาณไปก็พร้อมใจกันยกเลิกสัญญากับพวกเขา ตอนนี้พวกเขาติดหนี้ร้อยล้านและกำลังจะถูกฟ้องล้มละลายในสัปดาห์หน้าค่ะ… อ้อ แล้วทางครอบครัวท่านทูตที่พวกเขาหวังจะพึ่งพา ก็ปฏิเสธการแต่งงานไปเรียบร้อยแล้วค่ะ เพราะไม่อยากเอาตัวเองมาพัวพันกับหนี้สิน”
ฉันยกยิ้มมุมปาก “ทำงานได้ดีมาก หุ้นของพวกเขาที่หลุดจำนองล่ะ?”
“ทาง ‘ศิริวัฒนา กรุ๊ป’ ของเรากว้านซื้อมาได้ทั้งหมดในราคาต่ำติดดินแล้วค่ะ ตอนนี้คุณพิมพ์ดาวคือผู้ถือหุ้นใหญ่และมีสิทธิ์ชี้ขาดชะตากรรมของบริษัทพวกเขาแต่เพียงผู้เดียวค่ะ”
ฉันวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้โอ๊กราคาแพงระยับ “ได้ข่าวว่าวันนี้พวกเขาจะดิ้นรนไปกราบกรานขอร้อง ‘ประธานกรรมการคนใหม่’ ที่บ้านสินะ… ให้ยามหน้าประตูเปิดทางให้พวกเขาเข้ามาได้เลย ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่า พวกเขาจะทำหน้ายังไงเมื่อเจอประธานคนใหม่”
—
**ณ คฤหาสน์ศิริวัฒนาโภคิน**
ประตูรั้วอัลลอยด์สีทองเหลืองอร่ามบานยักษ์ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก รถแท็กซี่เก่าๆ คันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตู ก่อนที่ร่างของคนสามคนจะรีบลุกลี้ลุกลานลงมาจากรถ
คุณหญิงสมฤดี กวิน และกานต์ อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เลย เสื้อผ้าที่เคยหรูหราหมาหมาบัดนี้ดูหมองหม่น ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดวิตกและอิดโรย พวกเขาเดินตัวลีบเข้ามาในอาณาเขตคฤหาสน์ร้อยล้านที่กว้างขวางจนสุดลูกหูลูกตา สองข้างทางเต็มไปด้วยรถหรูราคาแพงนับสิบคันจอดเรียงราย บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำยืนคุมเข้มทุกจุด
“ใหญ่โตมโหฬารอะไรขนาดนี้…” กานต์พึมพำด้วยเสียงสั่นๆ
“เงียบซะยายกานต์! จำไว้นะกวิน วันนี้แกต้องกราบเท้าอ้อนวอนท่านประธานให้ได้ ไม่ว่าท่านจะสั่งให้ทำอะไรแกก็ต้องยอม ไม่งั้นบ้านเราต้องไปนอนข้างถนนแน่ๆ!” คุณหญิงสมฤดีกำชับลูกชายตัวสั่น
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้ามุขทางเข้าคฤหาสน์ ประตูไม้สักบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกโดยพ่อบ้าน ฉันก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะสะกดทุกสายตา ฉันหยุดยืนอยู่บนขั้นบันไดสูงสุด มองต่ำลงไปยังผู้คนทั้งสามที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
คุณหญิงสมฤดีรีบทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้เงยหน้ามองว่าฉันเป็นใคร “ท่านประธานคะ! ได้โปรดเมตตาครอบครัวเราด้วยเถอะค่ะ! อย่าเพิ่งฟ้องล้มละลายพวกเราเลยนะคะ พวกเรายอมเป็นทาสรับใช้…”
“ก้มหน้าก้มตาขอร้องแบบนั้น จะไปรู้ได้ยังไงคะว่ากำลังคุยกับใครอยู่”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ทั้งสามคนชะงัก ร่างของกวินสะดุ้งเฮือก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
“พ… พิมพ์!?” กวินครางออกมาเสียงหลง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับเห็นผี
“นังพิมพ์ดาว! แก… แกมาทำอะไรที่นี่! อาศัยหน้าด้านมาสมัครเป็นคนรับใช้บ้านเศรษฐีงั้นสิ!” คุณหญิงสมฤดีตวาดลั่น แม้จะตกใจแต่ก็ยังคงสันดานดูถูกคนไว้ไม่เปลี่ยน
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้บอดี้การ์ดรอบข้างพร้อมใจกันขยับมือไปแตะที่เอว
“คนรับใช้เหรอคะ? สงสัยคุณหญิงจะความจำเสื่อม หรือไม่ก็ตาบอดจนมองไม่เห็นความจริง” ฉันเดินลงบันไดมาทีละขั้น รังสีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านจนกานต์ต้องถอยกรูดไปหลบหลังแม่ “ฉันคือ **พิมพ์ดาว ศิริวัฒนาโภคิน… ประธานกรรมการบริหารของ ศิริวัฒนา กรุ๊ป** และเป็นเจ้าของหนี้สินทั้งหมดที่กำลังจะบดขยี้ครอบครัวพวกคุณให้แหลกเป็นผุยผงไงคะ”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานหน้าคฤหาสน์ราวกับป่าช้า คุณหญิงสมฤดีอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ กานต์ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ส่วนกวิน… เข่าของเขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน
“ม… ไม่จริง… พิมพ์… พิมพ์คือลูกสาวของตระกูลศิริวัฒนาโภคินเหรอ? ทำไม… ทำไมพิมพ์ไม่เคยบอกผม!” กวินละล่ำละลัก น้ำตาแห่งความเสียดายและหวาดกลัวไหลทะลักออกมา
“ถ้าฉันบอก คุณจะรักฉันที่ตัวฉัน หรือรักที่เงินของฉันล่ะกวิน?” ฉันก้มลงมองผู้ชายที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ฉันยอมทิ้งยศทายาทหมื่นล้าน ไปเป็นสะใภ้ตกงานที่คอยทำกับข้าว ซักผ้า ดูแลแม่และน้องของคุณ แต่สิ่งที่ฉันได้รับ คือการถูกด่าว่าเป็นปลิงดูดเลือด และถูกบีบให้หย่าเพียงเพราะพวกคุณคิดว่าฉันไม่มีประโยชน์”
“พิมพ์… ผมขอโทษ! ผมมันโง่เอง ผมถูกแม่บังคับ พิมพ์ก็รู้ว่าผมรักพิมพ์มากแค่ไหน เรา… เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะนะ พิมพ์จดทะเบียนสมรสกับผมอีกครั้งนะ ผมจะดูแลพิมพ์อย่างดีที่สุด!” กวินคลานเข่าเข้ามากอดขาฉัน ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสมเพช
“ใช่ๆ! หนูพิมพ์! แม่ขอโทษ! แม่มันแก่แล้วตาฝ้าฟาง หนูพิมพ์กลับมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านเรานะลูกนะ แม่จะยกย่องหนูเหมือนพระในบ้านเลย!” คุณหญิงสมฤดีที่เมื่อกี้ยังด่าฉันฉอดๆ บัดนี้กลับคลานเข่าเข้ามาพนมมือไหว้ประหลกๆ แทบเท้าฉัน
ฉันสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของกวินอย่างรังเกียจ ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างจากความโสมม
“หยุดแสดงละครฉากน่าสมเพชนี้สักทีเถอะค่ะ มันน่าขยะแขยง!” ฉันตวาดเสียงกร้าว “ตอนฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา พวกคุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันจนจมดิน พอรู้ว่าฉันมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย พวกคุณกลับยอมคลานเข่ามาเลียเท้าฉันอย่างกับสุนัขจรจัด… คนอย่างพวกคุณ มันไม่มีค่าพอให้ฉันต้องชายตามองด้วยซ้ำ”
ฉันหันไปหาพ่อบ้านที่ยืนรอคำสั่งอยู่ “จัดการฟ้องร้องเรียกหนี้สินคืนทั้งหมด ยึดบ้าน ยึดรถ และทรัพย์สินทุกอย่างของพวกเขาให้หมดตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่าให้เหลือแม้แต่เศษสตางค์”
“ครับ ท่าประธาน” พ่อบ้านรับคำสั่ง
“ม่ายยย!! พิมพ์! อย่าทำแบบนี้! ผมขอร้อง! ผมไม่มีที่ไปแล้ว!” กวินกรีดร้องโหยหวน
“หนูพิมพ์! อีพิมพ์ดาว! แกทำแบบนี้กับแม่ผัวแกไม่ได้นะ! แกมันเนรคุณ!” คุณหญิงสมฤดีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เริ่มด่าทอสาปแช่งเมื่อรู้ว่าการอ้อนวอนไม่ได้ผล
“อ้อ… ลืมบอกไป” ฉันหันกลับมามองพวกเขาก่อนจะเดินเข้าคฤหาสน์ “ผู้หญิงที่พวกคุณเคยตราหน้าว่าตกงาน วันนี้เธอเป็นคนทำให้พวกคุณ ‘ตกงาน’ และ ‘ไร้บ้าน’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนะคะ… ลาก่อนค่ะ ครอบครัวอดีตสามี”
ฉันเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ที่แสนอบอุ่นและยิ่งใหญ่ของฉัน ประตูไม้สักปิดลงอย่างหนักแน่น ทิ้งเสียงกรีดร้อง โหยหวน และเสียงสะอื้นไห้ของคนที่กำลังจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไว้เบื้องหลัง บอดี้การ์ดของฉันทำหน้าที่ลากตัวพวกเขาทั้งสามคนออกไปโยนทิ้งนอกรั้วอย่างไม่ไยดี
รอยน้ำหมึกบนใบหย่าวันนั้น… คืออิสรภาพที่พาฉันกลับคืนสู่จุดสูงสุด และน้ำตาที่หน้าคฤหาสน์ในวันนี้… คือบทลงโทษที่สาสมที่สุด สำหรับคนที่กล้าเอาเศษใจราคาถูก มาเหยียบย่ำความรักที่ประเมินค่าไม่ได้ของฉัน.



