News

น้ำตาแห่งดอยร้างและพินัยกรรมสีเลือด:

 เมื่อพ่อแม่วัยชราถูกสายเลือดทรยศทิ้งให้รอความตายในบ้านผุพังบนยอดเขา สู่บทสรุปพลิกชะตากรรมพันล้านที่จะทำให้ลูกเนรคุณต้องคุกเข่าร่ำไห้ไปจนวันตาย!

เสียงเครื่องยนต์ของรถยุโรปคันหรูคำรามก้องฝ่าความเงียบสงัดของป่าลึกบนยอดดอยที่ห่างไกลความเจริญ ถนนดินลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและโคลนตมทำให้รถสปอร์ตอเนกประสงค์ราคาแพงต้องแล่นอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่เมฆหมอกเริ่มโรยตัวต่ำลงมาพร้อมกับลมหนาวที่พัดบาดลึกถึงกระดูก

รถคันนั้นจอดสนิทลงที่หน้าลานดินแคบๆ เบื้องหน้าคือ ‘กระท่อมไม้เก่าคร่ำคร่า’ ที่หลังคามุงแฝกผุพังจนแทบจะกันลมและฝนไม่ได้ สภาพของมันไม่ต่างอะไรจากเศษซากปรักหักพังที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับสิบปี

ประตูรถถูกกระชากเปิดออก ร่างของ ‘ตาอิน’ วัย 75 ปี และ ‘ยายจันทร์’ วัย 72 ปี ถูกผลักไสให้ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีที่หยาบคาย ชายชราและหญิงชราสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ ที่เก่าจนสีซีดจาง มือที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของตากุมมือยายไว้แน่น แววตาของคนทั้งสองเต็มไปด้วยความงุนงง หวาดกลัว และปวดร้าวอย่างแสนสาหัส

“กฤต… นารี… พาลูกพาแม่มาที่นี่ทำไมลูก ที่นี่มันบ้านเก่าตั้งแต่สมัยตายายของพ่อ มันร้างไปตั้งนานแล้วนะลูก…” ตาอินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองหน้า ‘กฤต’ ลูกชายคนโตที่เป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และ ‘นารี’ ลูกสาวคนเล็กที่เป็นเซเลบริตี้ในแวดวงสังคมชั้นสูง

กฤตแค่นยิ้มมุมปาก เขาโยนถุงกระสอบพลาสติกสีรุ้งที่บรรจุเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดลงบนพื้นโคลนอย่างไม่ไยดี “ก็พามาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ไงครับพ่อ! พ่อกับแม่แก่ป่านนี้แล้ว จะไปอยู่คฤหาสน์หรูๆ ในกรุงเทพฯ ให้เป็นภาระพวกผมทำไม วันๆ ก็เอาแต่ทำตัวเปิ่นๆ ให้เพื่อนฝูงผมต้องหัวเราะเยาะ!”

นารี ลูกสาวที่พ่อแม่เคยขายที่นาส่งเสียให้เรียนจนจบเมืองนอก กอดอกและปรายตาตวัดมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาเหยียดหยาม “จริงอย่างที่พี่กฤตพูดนั่นแหละค่ะแม่ ตอนนี้หุ้นส่วนบริษัทของพวกเรากำลังจะมาปาร์ตี้ที่บ้านบ่อยๆ ขืนให้คนอื่นมาเห็นว่าพ่อกับแม่ของพวกเราเป็นแค่ตาแก่ยายแก่บ้านนอกคอกนา พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ! พ่อกับแม่เซ็นโอนบ้านและเงินเก็บทั้งหมดให้พวกเราแล้ว ก็ถือว่าหมดประโยชน์แล้ว อยู่อย่างสงบๆ รอวันตายที่นี่แหละค่ะ เหมาะสมที่สุดแล้ว!”

คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของสายเลือดที่ฟูมฟักมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เปรียบเสมือนคมดาบที่แทงทะลุขั้วหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่จนแหลกละเอียด ยายจันทร์เข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งร้องไห้โฮกับพื้นดินที่เปียกชื้น น้ำตาของหญิงชราไหลพรั่งพรูอาบแก้ม

“ลูกเอ๊ย… พ่อกับแม่ขายนาขายควาย อดมื้อกินมื้อเพื่อส่งพวกเอ็งเรียนจนได้ดี ทำไมพวกเอ็งถึงใจดำกับพ่อแม่ได้ลงคอ… ให้แม่อยู่เป็นคนรับใช้ในบ้านก็ได้ลูก อย่าทิ้งแม่ไว้ที่นี่เลย แม่กลัว…” ยายจันทร์พนมมือไหว้อ้อนวอนลูกแท้ๆ ของตนเอง

แต่กฤตและนารีกลับไม่มีแม้แต่ความเมตตาในแววตา พวกเขาหันหลังกลับขึ้นรถ ปิดประตูเสียงดังสนั่น ก่อนจะเหยียบคันเร่งขับรถหรูพุ่งออกไปจากยอดดอย ทิ้งให้ชายชราและหญิงชรานั่งกอดกันร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระหน่ำและเสียงหมาป่าที่หอนรับกันในยามค่ำคืน

คืนแรกในกระท่อมร้างคือขุมนรกที่แท้จริง ลมหนาวพัดลอดผ่านรอยแตกของฝาผนังไม้ไผ่ หลังคาที่รั่วซึมทำให้พวกเขานอนแทบไม่ได้ ตาอินต้องถอดเสื้อแขนยาวเพียงตัวเดียวที่ตนเองมี สวมทับให้ยายจันทร์เพื่อคลายความหนาว สองตายายนอนกอดกันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด พวกเขาต้องประทังชีวิตด้วยยอดกฐินและหัวเผือกหัวมันที่ขุดหาได้ตามริมรั้วเก่า

เวลาผ่านไปห้าปีเต็ม… โลกภายนอกอาจจะลืมเลือนพวกเขาไปแล้ว แต่บนยอดดอยแห่งนี้ ตาอินและยายจันทร์ได้เรียนรู้ที่จะหยัดยืนด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายที่เหลืออยู่ พวกเขาช่วยกันซ่อมแซมกระท่อม ปลูกผักบุ้งและเลี้ยงไก่ป่าประทังชีวิต และโชคชะตาก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนัก เมื่อพวกเขาได้พบกับ ‘ดิน’ เด็กหนุ่มชาวเขาวัย 18 ปีที่เป็นเด็กกำพร้า ดินเป็นคนใบ้ที่มักจะนำฟืนและข้าวสารมาแบ่งปันให้สองตายายเสมอ ตาอินและยายจันทร์จึงรักและเอ็นดูดินราวกับหลานแท้ๆ ความอบอุ่นที่ขาดหายไปจากลูกเนรคุณ ถูกเติมเต็มด้วยความกตัญญูของเด็กหนุ่มต่างสายเลือด

ทว่า… ความเงียบสงบมักจะเป็นเพียงฉากหน้าก่อนพายุลูกใหญ่จะพัดมาเสมอ!

ในคืนกลางฤดูมรสุม พายุฝนลูกใหญ่พัดถล่มยอดดอยอย่างบ้าคลั่ง น้ำป่าไหลหลากและเกิดดินถล่มที่บริเวณหลังกระท่อมของตาอิน โคลนตมและก้อนหินขนาดใหญ่พังทลายลงมา แต่โชคดีที่ตัวกระท่อมไม่ได้รับความเสียหาย เมื่อรุ่งเช้ามาเยือนและพายุสงบลง ตาอิน ยายจันทร์ และดิน ได้เดินไปสำรวจร่องรอยดินถล่มที่หลังบ้าน

และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าใต้ชั้นดินที่ลึกซึ้ง… ทำเอาดวงตาของทั้งสามคนเบิกกว้าง!

ดินที่ถล่มลงมา ได้เปิดหน้าดินเผยให้เห็น ‘ตอไม้ขนาดมหึมา’ ที่มีสีดำขลับและส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งหุบเขา มันไม่ใช่ไม้ธรรมดา แต่มันคือ ‘ไม้กฤษณาภูเขาโบราณ’ (ไม้หอมที่แพงที่สุดในโลก) ขนาดใหญ่ยักษ์อายุนับพันปีที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินมาอย่างยาวนาน! และที่น่าตระหนกไปกว่านั้น บริเวณหน้าผาที่พังทลาย ยังเผยให้เห็นสายแร่สีทองระยิบระยับที่แทรกซึมอยู่ในชั้นหิน… มันคือ ‘สายแร่ทองคำบริสุทธิ์’ ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน!

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หลังจากที่ดินลงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณี ข่าวการค้นพบขุมสมบัติมหาศาลบนยอดดอยก็แพร่สะพัดไปทั่วประเทศ ผู้เชี่ยวชาญระดับชาติและบริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ต่างแห่กันขึ้นมาประเมินมูลค่า

และที่สำคัญที่สุด… โฉนดที่ดินครอบคลุมภูเขาทั้งลูกนี้ ยังคงเป็นชื่อของ ‘นายอิน’ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย! เพราะเมื่อห้าปีก่อน กฤตและนารีหลอกให้พ่อแม่โอนแค่บ้านและที่ดินในกรุงเทพฯ โดยมองข้ามโฉนดที่ดินภูเขารกร้างใบนี้เพราะคิดว่ามันเป็นแค่เศษกระดาษที่ไม่มีราคา!

มูลค่าของไม้กฤษณาโบราณและสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ ทำให้ที่ดินบนยอดดอยที่เคยไร้ค่า บัดนี้พุ่งทะยานทะลุเพดานไปถึง ‘ห้าพันล้านบาท!’

ตาอินและยายจันทร์กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านระดับประเทศเพียงชั่วข้ามคืน ข่าวหน้าหนึ่งทุกฉบับต่างพาดหัวถึง ‘ตายายเศรษฐีใหม่แห่งหุบเขาหมอก’ รัฐบาลและกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างเข้ามาเจรจาขอซื้อสัมปทาน ตาอินและยายจันทร์ตัดสินใจขายสัมปทานครึ่งหนึ่ง นำเงินสดหลายพันล้านบาทมาก่อตั้ง ‘มูลนิธิจันทร์-อิน’ เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กยากไร้ทั่วประเทศ โดยมี ‘ดิน’ เด็กหนุ่มที่พวกเขาจดทะเบียนรับเป็นลูกบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผู้จัดการกองทุนและผู้สืบทอดมรดกทั้งหมด

ในขณะที่ชีวิตของสองตายายกำลังสว่างไสวราวกับทองคำ… กงเกวียนกำเกวียนกลับหมุนมาบดขยี้ลูกเนรคุณทั้งสองอย่างโหดร้ายที่สุด!

กฤตถูกหุ้นส่วนโกงเงินจนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย มีหนี้สินล้นพ้นตัวนับร้อยล้าน ส่วนนารีถูกสามีไฮโซหลอกปอกลอกจนหมดตัวและทิ้งหนี้สินก้อนโตไว้ให้ ทั้งสองคนถูกยึดบ้าน ยึดรถ และกลายเป็นบุคคลล้มละลายที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากแก๊งทวงหนี้นอกระบบ

จนกระทั่งวันหนึ่ง กฤตและนารีได้เห็นข่าวในโทรทัศน์หน้าตู้โชว์ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า… ภาพของชายชราและหญิงชราที่สวมชุดผ้าไหมไทยราคาแพงระยับ กำลังยืนตัดริบบิ้นเปิดตัวโรงพยาบาลบนยอดดอย… นั่นคือพ่อและแม่ที่พวกเขาเคยทิ้งให้รอความตาย!

“ไอ้กฤต! นั่นพ่อกับแม่นี่! ภูเขาลูกนั้น… สมบัติพันล้านนั่นเป็นของพ่อกับแม่!” นารีกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ความโลภและความหวังอันริบหรี่ทำให้พวกเขาลืมความเลวทรามที่เคยทำไว้จนหมดสิ้น “เรารอดตายแล้ว! เราเป็นทายาทโดยธรรม ยังไงสมบัตินั่นก็ต้องตกเป็นของพวกเรา!”

สองพี่น้องรีบกู้เงินดอกเบี้ยโหดเพื่อเช่ารถตู้ ขับพุ่งทะยานขึ้นไปยังยอดดอยทันที พวกเขาวาดฝันว่าจะได้กลับไปเสวยสุข กอดสมบัติพันล้าน และจะหลอกล่อให้พ่อแม่แก่ๆ เซ็นโอนทุกอย่างให้พวกเขาอีกครั้ง

เมื่อรถตู้แล่นมาถึงยอดดอย ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่กระท่อมผุพังอีกต่อไป แต่เป็นคฤหาสน์ไม้สักทองหลังใหญ่โตโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้เมืองหนาวที่สวยงามราวกับสวรรค์ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนคุ้มกันอย่างแน่นหนา

กฤตและนารีรีบวิ่งหน้าตั้งไปที่ประตูรั้ว ตะโกนโวยวายเสียงดังลั่น “เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันเป็นลูกชายและลูกสาวของเจ้าของบ้านหลังนี้! ไปตามพ่ออินกับแม่จันทร์มาหาฉันเดี๋ยวนี้!”

เสียงเอะอะโวยวายทำให้ประตูคฤหาสน์เปิดออก… ตาอินและยายจันทร์ในวัยใกล้แปดสิบ ก้าวเดินออกมาอย่างสง่างาม โดยมี ‘ดิน’ ชายหนุ่มในชุดสูทภูมิฐานคอยประคองอยู่เคียงข้าง

ทันทีที่เห็นหน้าพ่อแม่ กฤตและนารีก็รีบพุ่งตัวเข้าไปคุกเข่ากอดขา แสร้งบีบน้ำตาจระเข้ร้องไห้ฟูมฟาย

“พ่อครับ! แม่ครับ! กฤตคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกินครับ! ตลอดห้าปีที่ผ่านมา กฤตออกตามหาพ่อกับแม่ตลอดเลยนะครับ กฤตผิดไปแล้ว กฤตมันโง่ที่ปล่อยให้พ่อแม่มาอยู่ที่นี่ ตอนนี้กฤตมารับพ่อกับแม่กลับไปอยู่ด้วยกันแล้วนะครับ!”

นารีรีบเสริม “ใช่ค่ะแม่! นารีจัดห้องนอนที่ใหญ่ที่สุดไว้รอแม่แล้วนะคะ เรากลับไปเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิมนะคะ… อ้อ แล้วเรื่องทรัพย์สินพันล้านนั่น พ่อกับแม่แก่แล้ว บริหารไม่ไหวหรอกค่ะ โอนชื่อให้นารีกับพี่กฤตจัดการเถอะนะคะ เราเป็นลูกแท้ๆ เป็นทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายนะคะ!”

คำพูดที่หน้าด้านและเห็นแก่ตัวที่สุด หลุดออกมาจากปากของลูกที่เคยทิ้งพวกเขาไปอย่างเลือดเย็น ตาอินและยายจันทร์มองใบหน้าของลูกแท้ๆ ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพัน ไร้ซึ่งความรัก มีเพียงความเวทนาและสมเพชอย่างถึงที่สุด

ยายจันทร์ค่อยๆ ดึงขาของตนเองออกจากการเกาะกุมของลูกสาว หญิงชราส่ายหน้าช้าๆ “ทายาทงั้นรึ? ครอบครัวงั้นรึ?… นารี กฤต… ลูกของแม่สองคนนั้น มันตายไปตั้งแต่วันที่มันโยนเสื้อผ้าเก่าๆ ทิ้งลงโคลน แล้วขับรถหนีปล่อยให้พ่อกับแม่หนาวตายกลางฝนแล้วล่ะ!”

กฤตหน้าซีดเผือด “ม… แม่พูดอะไรครับ ผมยังไม่ตาย ผมเป็นลูกแม่นะ! เลือดเนื้อเชื้อไขของแม่ไง!”

ตาอินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและบาดลึก “เลือดเนื้อเชื้อไขที่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อน่ะสิ! พวกแกฟังให้ดีนะ… ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉัน ทั้งเงินสด หุ้นสัมปทานเหมืองแร่ และที่ดินบนภูเขานี้ ฉันได้ทำพินัยกรรมยกให้เป็นทรัพย์สินของ ‘มูลนิธิจันทร์-อิน’ ทั้งหมดแล้ว! และผู้มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว คือ ‘ดิน’ ลูกบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน!”

ตาอินชี้มือไปทางเด็กหนุ่มที่เคยเป็นเพียงคนใบ้ชาวเขา แต่บัดนี้คือประธานกรรมการมูลนิธิผู้ทรงเกียรติ

“ม… ไม่จริง! พ่อจะยกสมบัติพันล้านให้ไอ้เด็กเก็บขยะนี่ได้ยังไง! พวกผมเป็นลูกสายเลือดแท้ๆ นะ ผมจะฟ้องศาล! ผมจะฟ้องให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ!” กฤตกรีดร้องลั่นราวกับคนเสียสติ

“เชิญฟ้องตามสบายเลยครับคุณกฤต” ทนายความประจำตัวของตาอินที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมแฟ้มเอกสาร “ทางเรามีหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์และการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ รวมถึงหลักฐานที่พวกคุณเคยทอดทิ้งบุพการี ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นเหตุให้ถูกตัดออกจากกองมรดกโดยสิ้นเชิงครับ หากพวกคุณยังดื้อดึง ทางเราจะฟ้องกลับข้อหาบุกรุกและหมิ่นประมาททันที”

คำพูดของทนายความเปรียบเสมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มลงกลางวง! ความหวังที่จะกลับมาเสวยสุขของกฤตและนารีพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี พวกเขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า สมบัติพันล้านที่ลอยอยู่ตรงหน้า ไม่มีวันที่จะตกเป็นของพวกเขาแม้แต่สตางค์แดงเดียว!

กฤตและนารีทรุดตัวลงนอนเกลือกกลิ้งกับพื้นดิน ร้องไห้โหยหวนอย่างน่าสมเพช พวกเขาสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้ก้อนโต และตอนนี้ก็ถูกตัดขาดจากครอบครัวอย่างถาวร

ยายจันทร์มองดูสภาพของลูกเนรคุณด้วยสายตาที่สงบนิ่ง หญิงชราหันไปหยิบ ‘ไม้กวาดทางมะพร้าว’ เก่าๆ ด้ามหนึ่งที่วางอยู่พิงกำแพง แล้วโยนมันลงไปตรงหน้าของกฤตและนารี

“แต่ในเมื่อพวกแกอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่… พ่อกับแม่ก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำนักหรอก” ยายจันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงอำนาจ “ถ้าพวกแกไม่มีที่ไป ไม่มีข้าวกิน… มูลนิธิของเรายังขาด ‘ภารโรง’ และ ‘คนล้างห้องน้ำ’ อยู่… ถ้าอยากจะเอาชีวิตรอด ก็หยิบไม้กวาดนั่นขึ้นมา แล้วไปล้างส้วมให้คนงานซะ! ถือซะว่าเป็นการล้างบาปที่พวกแกเคยทำไว้กับบุพการี… แต่ถ้าไม่ทำ ก็ไสหัวออกไปจากที่ดินของฉันเดี๋ยวนี้!”

สิ้นประโยคพิพากษาอันเด็ดขาดของคนเป็นแม่ ตาอิน ยายจันทร์ และดิน ก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์หรู ประตูไม้สักบานใหญ่ปิดดังปัง! ทิ้งให้ลูกเนรคุณทั้งสองคนต้องเผชิญกับจุดจบอันแสนอัปยศ

กฤตและนารีไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องก้มหน้าคืบคลานไปหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวด้ามนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความอัปยศอดสูไหลอาบแก้ม พวกเขาต้องก้มหน้าก้มตาทำงานเป็นคนรับใช้ชั้นต่ำที่สุดในที่ดินที่เคยเป็นของบรรพบุรุษตนเอง ต้องถูกคนงานและชาวบ้านหัวเราะเยาะ และต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน เพื่อชดใช้กรรมอันหนักหน่วง… เป็นการลงทัณฑ์ที่เจ็บปวดและสาสมที่สุด สำหรับสายเลือดทรยศที่กล้าหันหลังให้กับผู้มีพระคุณไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!