News

สายฝน รอยน้ำตา และกรรมตามสนอง:

เมื่อสะใภ้ใจร้ายตะเพิดแม่ผัวออกจากบ้านต่อหน้าลูกชาย… สู่การคุกเข่าหลั่งน้ำตาเลือดขอขมาในอีก 10 ปีให้หลัง!

พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้ารั่ว ท้องฟ้าในค่ำคืนนั้นมืดสนิทและน่าสะพรึงกลัว แต่สิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่าสภาพอากาศ คือจิตใจของมนุษย์ที่อยู่ภายในบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังงาม

“ออกไปเลยนะนังแก่! ฉันรำคาญแกเต็มทนแล้ว อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะคอยผลาญเงินที่สามีฉันส่งมาให้!”

เสียงตวาดแหลมปรี๊ดของ ‘นลิน’ หญิงสาวผู้มีใบหน้าสะสวยแต่จิตใจหยาบกระด้าง ดังก้องแข่งกับเสียงฟ้าร้อง เธอกระชากแขนที่เหี่ยวย่นของ ‘ยายจันทร์’ แม่สามีวัยเจ็ดสิบปีที่กำลังป่วยเป็นโรคหอบหืด ลากถูลู่ถูกังออกมาจากห้องนอนแคบๆ ยายจันทร์ร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม พยายามยกมือไหว้อ้อนวอนลูกสะใภ้ด้วยความน่าเวทนา

“นลิน… แม่ขอร้องล่ะลูก ข้างนอกฝนมันตกหนัก แม่หายใจไม่ออก ให้แม่ซุกหัวนอนที่ระเบียงก็ได้ อย่าไล่แม่ไปเลยนะลูกนะ” หญิงชราสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายผอมโซสั่นสะท้านด้วยความหนาวและอาการป่วย

“ไม่ต้องมาบีบน้ำตา! ภาคภูมิไปทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลตั้งหลายเดือนกว่าจะกลับ ฉันเป็นเจ้าของบ้านนี้ และฉันก็ทนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้แกไม่ไหวแล้ว ออกไป!” นลินไม่ฟังเสียงอ้อนวอน เธอเหวี่ยงร่างของหญิงชราล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นหน้าประตูบ้าน ก่อนจะโยนถุงกระสอบที่บรรจุเสื้อผ้าเก่าๆ ของยายจันทร์ตามออกไปกระแทกหน้าหญิงชราอย่างแรง

“แม่ฮะ! อย่าทำย่า! ย่าจ๋า!”

เสียงร้องไห้จ้าของ ‘น้องพีท’ เด็กชายวัยห้าขวบ ลูกชายแท้ๆ ของนลินดังขึ้น เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะฝ่าสายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาหน้าประตู พุ่งเข้าไปกอดร่างของยายจันทร์ไว้แน่น พีทเงยหน้ามองแม่ของตัวเองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้าวราน “แม่ฮะ ให้ย่าอยู่ด้วยนะฮะ พีทจะดูแลย่าเอง พีทไม่ดื้อแล้ว แม่จ๋าอย่าไล่ย่าไปเลย!”

ภาพเด็กน้อยกอดผู้เป็นย่าร้องไห้แทบขาดใจ น่าจะทำให้คนเป็นแม่ใจอ่อนได้บ้าง ทว่านลินกลับถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัวและกิเลส เธอแอบคบชู้กับผู้ชายคนอื่นและต้องการใช้บ้านหลังนี้เป็นที่พลอดรัก การมีแม่ผัวแก่ๆ และลูกชายคอยเป็นก้างขวางคอคือสิ่งที่เธอทนไม่ได้

นลินเดินดุ่มๆ เข้าไปกระชากแขนลูกชายวัยห้าขวบออกจากการกอดหญิงชราอย่างรุนแรง “ปล่อยนังแก่นี่เดี๋ยวนี้พีท! แกอยากจะไปตายข้างถนนกับมันหรือไง เข้าบ้าน!”

“ไม่เอา! พีทจะอยู่กับย่า! ย่าจ๋า!” เด็กน้อยดิ้นรน ร้องไห้สุดเสียง พยายามจะไขว่คว้ามือของยายจันทร์ที่กำลังพยายามยันตัวลุกขึ้นท่ามกลางสายฝน

นลินตบเข้าที่ใบหน้าของลูกชายเบาๆ เพื่อเรียกสติ แต่สำหรับเด็กห้าขวบมันคือความเจ็บปวดทั้งกายและใจ เธออุ้มพีทที่กำลังดิ้นรนโยนเข้าไปในบ้าน ก่อนจะหันมามองแม่สามีด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม “ไสหัวไปซะ! แล้วอย่าซมซานกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”

ปัง!!

ประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดและลงกลอนอย่างแน่นหนา ทิ้งให้หญิงชราผู้ไร้ที่พึ่งต้องกระเสือกกระสนหอบหิ้วถุงเสื้อผ้า เดินกะเผลกฝ่าพายุฝนออกไปสู่ความมืดมิดและหนาวเหน็บ โดยมีเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของหลานชายตัวน้อยดังก้องทะลุประตูออกมาเป็นสิ่งสุดท้าย

สองวันต่อมา ภาคภูมิ สามีของนลินโทรศัพท์กลับมาหาครอบครัว นลินตีหน้าเศร้าและโกหกหน้าตายว่า ยายจันทร์ขโมยเงินก้อนใหญ่และหนีตามชายแก่ในหมู่บ้านไปแล้ว ทว่านลินประเมินความฉลาดของลูกชายตัวเองต่ำเกินไป พีทที่แอบฟังอยู่แย่งโทรศัพท์มาพูดใส่ไมโครโฟนทั้งน้ำตา

“พ่อฮะ! แม่โกหก! แม่ตีย่า แม่ไล่ย่าออกไปตากฝนตอนกลางคืน พ่อรีบกลับมาช่วยย่านะฮะ พีทคิดถึงย่า!”

ความจริงที่หลุดออกจากปากลูกชายเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของภาคภูมิ เขายกเลิกสัญญางาน ทิ้งเงินเดือนมหาศาล และบินด่วนกลับมาที่ประเทศไทยทันที สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อถึงบ้าน คือการเปิดโปงความระยำของนลิน เขาพบหลักฐานการโอนเงินของเขาไปให้ชายชู้ ภาคภูมิโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง เขาโยนเสื้อผ้าของนลินทิ้งออกไปนอกบ้านเหมือนที่เธอเคยทำกับแม่ของเขา หย่าขาดจากเธอโดยไม่ให้ทรัพย์สินแม้แต่แดงเดียว และขับไล่ผู้หญิงใจยักษ์คนนี้ออกไปจากชีวิตของเขาและลูกชายตลอดกาล

ภาคภูมิอุ้มพีทออกตามหาแม่ของเขาทุกซอกทุกมุมเมือง จนกระทั่งสองสัปดาห์ต่อมา เขาพบยายจันทร์นอนซมด้วยโรคปอดบวมอยู่ใต้สะพานลอย ในสภาพที่แทบไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ ภาคภูมิกอดร่างที่ผอมโซของแม่ ร้องไห้หลั่งน้ำตาเลือด เขาสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา จะอุทิศเพื่อทำให้แม่และลูกชายมีความสุขที่สุด และจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่จนไม่มีใครกล้ามาเหยียบย่ำครอบครัวของเขาได้อีก

สิบปีผ่านไป…

กงล้อแห่งโชคชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน นลินที่เคยมั่นใจในความสวยและความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง ถูกชายชู้ปอกลอกจนหมดตัว เธอติดการพนัน เป็นหนี้กู้นอกระบบจนถูกตามล่า ต้องหนีหัวซุกหัวซุน สภาพของเธอในวัยเกือบสี่สิบปีทรุดโทรม แก่หง่อม ผิวพรรณหยาบกร้าน และสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ไม่ต่างจากขอทานข้างถนน

วันนี้ นลินเดินหอบสังขารมาหลบฝนที่หน้าตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวง ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ ‘จันทรา คอร์ปอเรชั่น’ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับเอเชียที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ เธอถือไม้กวาดและถังน้ำ หวังจะมาขอสมัครเป็นพนักงานทำความสะอาดเพื่อแลกกับข้าวกล่องประทังชีวิต

ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าก้มตาถูพื้นอยู่หน้าประตูกระจกบานยักษ์ เสียงไซเรนและขบวนรถลีมูซีนสีดำขลับก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า พนักงานทุกคนในตึกต่างรีบวิ่งมาตั้งแถวต้อนรับอย่างนอบน้อม นลินรีบถอยไปหลบมุมด้วยความเจียมตัว

บอดี้การ์ดร่างยักษ์เปิดประตูรถลีมูซีน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สง่างามในชุดสูทอาร์มานีราคาแพงระยับ ก้าวลงมาจากรถ ใบหน้าของเขาหล่อเหลา คมคาย และเต็มไปด้วยอำนาจบารมี เขาคือ ‘พีท’ ในวัยสิบห้าปี ทายาทหมื่นล้านผู้เป็นอัจฉริยะด้านธุรกิจที่สื่อทุกสำนักกำลังจับตามอง!

ตามลงมาด้วย ‘ภาคภูมิ’ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของจันทรา คอร์ปอเรชั่น มหาเศรษฐีที่สร้างตัวจากศูนย์จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ และที่สำคัญที่สุด… ภาคภูมิและพีทกำลังช่วยกันประคอง ‘หญิงชรา’ ผู้หนึ่งที่สวมชุดผ้าไหมทอมือสีทองคำ ประดับด้วยสร้อยเพชรน้ำงามที่ประเมินค่ามิได้ หญิงชราผู้นั้นมีใบหน้าที่อิ่มเอิบ ยิ้มแย้ม และได้รับการปรนนิบัติดุจดั่งราชินี… ยายจันทร์!

นลินเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแกรก ร่างกายของเธอชาหนึบราวกับถูกสาป หญิงชราที่เธอเคยด่าว่าเป็นนังแก่ไร้ประโยชน์และโยนทิ้งกลางสายฝน บัดนี้คือคุณหญิงผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่สังคม! ส่วนอดีตสามีและลูกชายที่เธอเคยทอดทิ้ง บัดนี้คือมหาเศรษฐีที่สามารถซื้อชีวิตคนได้อย่างง่ายดาย!

เมื่อขบวนของมหาเศรษฐีเดินผ่านหน้า นลินที่ถูกความโลภและความสิ้นหวังครอบงำ ตัดสินใจทำสิ่งที่หน้าด้านที่สุด เธอถลันตัวออกจากมุมมืด พุ่งฝ่าแนวบอดี้การ์ดเข้าไปหาพวกเขา!

“ภาคภูมิ! พีท! แม่คะ!” นลินตะโกนสุดเสียง ทรุดตัวลงคุกเข่าขวางทางเดิน น้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองไหลทะลัก “นี่ฉันเอง! นลินไงคะ! ภาคภูมิ ฉันเป็นภรรยาคุณนะ! พีท… ลูกแม่ แม่มาหาลูกแล้วไงลูกจำแม่ได้ไหม!”

บอดี้การ์ดสี่คนรีบพุ่งเข้ามาจับล็อกแขนนลินกดลงกับพื้นทันที ภาคภูมิชะงักฝีเท้า แววตาที่เคยอ่อนโยนของเขามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความเย็นชาและขยะแขยงจนถึงขีดสุด

“คุณเป็นใคร ผมไม่รู้จัก ภรรยาของผมตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว” ภาคภูมิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่บาดลึกถึงกระดูก

“ไม่นะ! ฉันสำนึกผิดแล้ว ภาคภูมิ! ฉันรู้ว่าฉันทำเลวไว้มาก แต่ฉันไม่มีที่ไปแล้ว ฉันเป็นหนี้ พวกมันจะฆ่าฉัน!” นลินร้องไห้ฟูมฟาย พยายามตะเกียกตะกายไปเกาะรองเท้าหนังราคาหลักแสนของลูกชาย “พีท! ช่วยแม่ด้วยลูก แม่คือคนที่เบ่งลูกออกมานะลูก พีทเคยบอกว่าพีทรักแม่ไม่ใช่เหรอ!”

พีทวัยสิบห้าปี ก้มลงมองผู้หญิงที่กำลังร้องไห้โฮอยู่แทบเท้า แววตาของเด็กหนุ่มไม่มีความผูกพัน ไม่มีความสงสาร มีเพียงความว่างเปล่าราวกับมองเศษขยะชิ้นหนึ่ง

“ตอนที่ผมอายุห้าขวบ… ผมคุกเข่าร้องไห้ อ้อนวอนให้คุณอย่าไล่คุณย่าออกไปตากฝน” น้ำเสียงของพีทเด็ดขาดและทรงอำนาจเกินวัย “แต่คุณกลับตบหน้าผม และโยนย่าของผมออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา… ในค่ำคืนนั้น สายฝนไม่ได้แค่ชะล้างร่างกายของคุณย่า แต่มันได้ชะล้างคำว่า ‘แม่’ ออกไปจากหัวใจของผมจนหมดสิ้นแล้วครับ”

นลินสะอื้นจนตัวโยน หัวใจของเธอแตกสลายเมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ความเยื่อใยจากเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง เธอหันไปหายายจันทร์ที่กำลังมองเธออยู่

“แม่จ๋า… นลินขอโทษ นลินผิดไปแล้ว ให้นลินกลับมาเป็นคนรับใช้ คอยเช็ดพื้น ล้างห้องน้ำให้แม่ก็ได้นะจ๊ะ นลินกราบล่ะจ้ะแม่!” นลินก้มหัวโขกพื้นปูนจนเลือดซิบ หลั่งน้ำตาเลือดออกมาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เสียใจที่ตัวเองได้โยน ‘เพชรเม็ดงาม’ ทิ้งไปเพื่อแลกกับก้อนกรวดโสมม

ยายจันทร์มองอดีตลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง หญิงชราไม่ได้มีความอาฆาตแค้น แต่ก็ไม่ได้มีความเมตตาที่จะยื่นมือไปช่วยเหลือผู้ที่ทำลายตัวเอง

“กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนองนะนลิน…” ยายจันทร์เอ่ยเบาๆ แต่อบอวลไปด้วยสัจธรรม “น้ำตาของเธอในวันนี้… มันยังเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บและความเจ็บปวดที่ฉันต้องเผชิญใต้สะพานลอยในวันนั้นเลย ไปตามทางของเธอเถอะนะ อย่ามาสร้างเวรกรรมต่อกันอีกเลย”

พูดจบ ยายจันทร์ก็หันหลัง ก้าวเดินเข้าไปในลิฟต์แก้วสุดหรูพร้อมกับลูกชายและหลานชาย โดยไม่หันกลับมามองผู้หญิงที่กำลังคุกเข่าสะอื้นไห้อยู่บนพื้นอีกเลย

“ไม่! อย่าทิ้งฉันไป! ภาคภูมิ! พีท! แม่จ๋า! กรี๊ดดดด!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนของนลินดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน บอดี้การ์ดหิ้วปีกร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอ โยนออกไปนอกประตูตึกกระจก ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง…

นลินนั่งทรุดอยู่กลางสายฝนที่หนาวเหน็บ แหงนหน้ามองขึ้นไปยังตึกระฟ้าที่สว่างไสว บัดนี้เธอได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า ความหนาวเหน็บและไร้ที่พึ่งพามันเป็นอย่างไร… วันนี้ เธอได้ชดใช้กรรมทุกอย่างที่เคยก่อไว้แล้วอย่างสาสม และเธอจะต้องทนมีชีวิตอยู่กับความร้าวรานและความเสียดาย ไปตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!