News

รอยเปื้อนโคลนกับความลับสีเลือด: เมื่อชาวนาช่วยฉันจากรถ

เสียกลางพายุ แต่ฉันกลับต้องหน้าซีดเผือดเมื่อเห็น ‘รูปถ่ายคู่หมั้น’ และแผนฆาตกรรมซ่อนอยู่ในกระท่อมของเขา!

พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว ทัศนวิสัยเบื้องหน้าบนถนนสายเปลี่ยวที่ตัดผ่านหุบเขาและป่าทึบนั้นย่ำแย่จนแทบมองไม่เห็นทาง ‘ลลิตา’ หญิงสาววัยยี่สิบหกปี ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้าน กำลังกำพวงมาลัยรถสปอร์ตหรูของเธอแน่นด้วยความหวาดวิตก วันนี้เธอตัดสินใจขับรถล่วงหน้ามายังรีสอร์ตบนเขาเพื่อเตรียมงานแต่งงานของตัวเองที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่าระบบนำทาง GPS จะพาเธอหลงเข้ามาในเส้นทางลัดที่ไม่มีแม้แต่เสาไฟข้างทาง

ทันใดนั้นเอง เสียงดัง ‘ปัง!’ ก็ดังสนั่นขึ้นจากใต้ท้องรถ ตามมาด้วยอาการกระตุกอย่างรุนแรง เครื่องยนต์ของรถสปอร์ตราคาแพงดับวูบลงทันที ไฟหน้ารถกะพริบอยู่สองสามครั้งก่อนจะดับมืดมิด ทิ้งให้ลลิตาติดอยู่ท่ามกลางความมืดและเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคารถอย่างบ้าคลั่ง

“บ้าจริง! มาเสียอะไรตอนนี้เนี่ย!” ลลิตาสบถด้วยความหงุดหงิดและหวาดกลัว เธอพยายามบิดกุญแจและกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงไดสตาร์ทครางแกรกๆ แต่เครื่องยนต์ก็ไม่ยอมติด ยิ่งเธอพยายาม กลิ่นเหม็นไหม้ก็ยิ่งลอยเข้ามาในห้องโดยสาร

ในขณะที่เธอกำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อขอความช่วยเหลือ (ซึ่งแน่นอนว่าหน้าจอแสดงผลว่า ‘ไม่มีสัญญาณ’) ทันใดนั้น เงาดำตะคุ่มๆ ของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ เงาดำนั้นเดินตรงเข้ามาที่รถของเธอ ลลิตาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัว เธอรีบกดล็อกประตูรถทุกบานทันที

เสียงเคาะกระจกดังขึ้นเบาๆ ก๊อก… ก๊อก…

ลลิตาค่อยๆ หรี่กระจกลงเพียงเล็กน้อย พอให้ได้ยินเสียง แสงสว่างจากฟ้าแลบแปลบปลาบทำให้เธอเห็นใบหน้าของผู้มาเยือน เขาเป็นชายวัยกลางคน ผิวกร้านแดดกร้านลม มีรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา เขาสวมเสื้อแขนยาวและกางเกงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน บนศีรษะสวมหมวกสานเก่าๆ ที่ขาดวิ่น และในมือของเขา… ถือ ‘ปลาเหล็กขึ้นสนิม’ ด้ามหนึ่ง!

“คุณหนูครับ… อย่าเพิ่งฝืนสตาร์ทรถเลยครับ บิดกุญแจย้ำๆ แบบนั้น เดี๋ยวเครื่องมันจะพังเอาถาวรนะครับ” ชายคนนั้นตะโกนแข่งกับเสียงฝน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่ดูไม่มีเจตนาร้าย

“ค… คุณเป็นใครคะ? ต้องการอะไร!” ลลิตาถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่จอบและพลั่วในมือของเขา

“ผมชื่อ ‘ลุงอิน’ ครับ เป็นชาวนาทำไร่อยู่แถวนี้ ผมเห็นรถคุณหนูมาจอดเสียอยู่ตรงนี้พักใหญ่แล้ว ถนนเส้นนี้มันเปลี่ยวแถมน้ำก็เริ่มท่วมแล้วด้วย ขืนคุณหนูนั่งอยู่ในรถแบบนี้ ถ้าน้ำป่าหลากมาจะอันตรายนะครับ… กระท่อมของลุงอยู่ห่างออกไปแค่ร้อยเมตรตรงเนินเขานู่น คุณหนูไปหลบฝนที่นั่นก่อนไหมครับ เดี๋ยวฝนซาแล้วลุงจะช่วยดูเครื่องยนต์ให้”

ลลิตาชั่งใจอย่างหนัก สัญชาตญาณเตือนให้เธอระวังคนแปลกหน้า แต่เมื่อมองดูน้ำสีขุ่นที่เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาบนพื้นถนนจนเกือบจะถึงขอบประตูรถสปอร์ตที่โหลดเตี้ยของเธอ เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีทางเลือก หญิงสาวหยิบกระเป๋าสะพายราคาแพงและร่มคันเล็ก ค่อยๆ ก้าวลงจากรถ

ลุงอินไม่ได้เข้ามาแตะต้องตัวเธอ เขาเพียงแค่เดินนำหน้าและใช้ไฟฉายกระบอกเก่าๆ ส่องทางให้ ลลิตาเดินลุยโคลนตามชายชาวนาเข้าไปในป่ารกทึบข้างทาง ไม่นานนัก เธอก็เห็นกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กๆ มุงหลังคาด้วยสังกะสีเก่าๆ ตั้งอยู่บนเนินดินที่น้ำท่วมไม่ถึง

สภาพภายในกระท่อมนั้นคับแคบและมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กๆ กลิ่นอับชื้นของดินและไม้เก่าลอยแตะจมูก ลุงอินเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่ดูสะอาดที่สุดซึ่งพับเก็บไว้อย่างดีในตู้ไม้ ยื่นให้กับเธอ

“เช็ดผมเสียหน่อยเถอะครับคุณหนู เดี๋ยวจะไข้จับ เอาล่ะ เดี๋ยวลุงจะไปต้มน้ำร้อนมาชงชาให้ดื่มแก้หนาวนะครับ คุณหนูนั่งพักตรงแคร่ไม้นี่ก่อน” ลุงอินพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปที่ส่วนต่อเติมหลังคาด้านหลังกระท่อม ซึ่งเป็นครัวเตาฟืนเล็กๆ

ลลิตารับผ้าขนหนูมาเช็ดผมที่เปียกชุ่ม เธอถอนหายใจยาว รู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยชายชาวนาคนนี้ก็ดูเป็นคนซื่อๆ และมีน้ำใจ หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ กระท่อมเพื่อสำรวจ มันเป็นที่พักของคนยากจนอย่างแท้จริง ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ มีเพียงฟูกนอนเก่าๆ มุ้งที่พับไว้ และชั้นวางของที่ทำจากเศษไม้

แต่แล้ว… สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับ ‘บอร์ดไม้ก๊อก’ ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังไม้อีกด้านหนึ่งของกระท่อม บอร์ดนั้นถูกคลุมทับไว้ด้วยผ้าใบสีทึบ แต่ลมพายุที่พัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามา ทำให้ผ้าใบผืนนั้นเปิดแง้มออกเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดาษและรูปถ่ายจำนวนมากที่ถูกหมุดปักโยงเส้นเข้าหากันด้วยด้ายสีแดง

ด้วยความสงสัย ลลิตาจึงค่อยๆ ลุกจากแคร่ไม้ เดินเข้าไปใกล้บอร์ดนั้น เธอเอื้อมมือไปเลิกผ้าใบสีทึบออกเพื่อดูให้ชัดเจน…

ทันทีที่ผ้าใบถูกเปิดออกเต็มตา… ดวงตาของลลิตาก็เบิกกว้างจนแทบถลน ร่างกายของเธอชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดบัดนี้ ‘ซีดเผือด’ ไร้สีเลือดราวกับกระดาษขาว หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้!

บนบอร์ดไม้ก๊อกนั้น… ไม่ใช่รูปภาพครอบครัวหรือตารางงานทำไร่ทำนา แต่มันคือ ‘แผนผังการสืบสวนคดีฆาตกรรม’ ที่ถูกจัดทำขึ้นอย่างละเอียดและน่าสะพรึงกลัว!

และสิ่งที่ทำให้ลลิตาแทบจะหยุดหายใจก็คือ… รูปถ่ายใบใหญ่ที่สุดที่ถูกปักไว้ตรงกลางบอร์ด คือรูปของ ‘กวิน’ คู่หมั้นหนุ่มรูปหล่อและแสนดีของเธอเอง!!

รอบๆ รูปของกวิน มีรูปแอบถ่ายของเขาในสถานที่ต่างๆ ทั้งที่คลับพนันใต้ดิน ภาพเขากำลังส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้กับชายชุดดำ และที่น่ากลัวที่สุดคือ… มีภาพแอบถ่ายของ ‘ตัวลลิตาเอง’ ในอิริยาบถต่างๆ ถูกปักโยงเข้ากับรูปของกวินด้วย!

ลลิตามือสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งที่ถูกปักไว้ มันคือสำเนา ‘กรมธรรม์ประกันชีวิต’ มูลค่าสูงถึงห้าร้อยล้านบาท! โดยมีชื่อของ ‘ลลิตา’ เป็นผู้เอาประกัน และมีชื่อของ ‘กวิน’ เป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว… ลายเซ็นของเธอในนั้นถูกปลอมแปลงขึ้นมาอย่างแนบเนียน!

ข้างๆ กรมธรรม์ มีปฏิทินที่ถูกวงกลมสีแดงกากบาททับไว้ใน ‘วันที่ 21’ ซึ่งก็คือ ‘วันนี้’ พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกของลุงอินว่า… “มันจะลงมือวันนี้ ที่โค้งหน้าผา… ต้องหยุดรถผู้หญิงคนนี้ให้ได้ก่อนถึงโค้ง”

“ม… นี่มันเรื่องอะไรกัน…” ลลิตาพึมพำเสียงสั่น น้ำตาแห่งความสับสนและหวาดกลัวเอ่อล้นออกมา เธอหันขวับไปมองที่มุมบอร์ดอีกด้าน มีรูปถ่ายของเด็กสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเปื้อนคราบเลือด พร้อมกับเศษกระโปรงนักเรียนที่ขาดวิ่นและป้ายทะเบียนรถสปอร์ตสีดำที่พังยับเยิน… ป้ายทะเบียนนั้นคือรถคันเก่าของกวิน!

“คุณหนูเห็นมันแล้วสินะครับ…”

เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ลลิตาสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมอง ลุงอินยืนอยู่ตรงกรอบประตู ในมือของเขาไม่ได้ถือถ้วยชา แต่กลับถือ ‘มีดพร้า’ ด้ามยาวที่ใช้ฟันหญ้า แววตาของเขาที่เคยดูซื่อๆ บัดนี้ดูแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก

“ก… แกเป็นใคร! แกโรคจิตใช่ไหม! อย่าเข้ามานะ!” ลลิตากรีดร้อง คว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง ขาของเธอสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ “แกแอบตามฉันกับคู่หมั้นฉันทำไม! แกตั้งใจทำรถฉันพังใช่ไหม!”

ลุงอินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าลลิตาที่กำลังตื่นตระหนก ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะค่อยๆ วางมีดพร้าลงบนพื้นอย่างช้าๆ เตะมันออกไปให้ห่างจากตัว แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับอกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

“ผมไม่ได้จะทำร้ายคุณหนูครับ… มีดนี่ ผมเพิ่งเอาไปสับฟืนมา” ลุงอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น “ผมเป็นคนตอกตะปูเรือใบใส่ล้อรถคุณหนูเองครับ… ผมยอมให้คุณหนูมองว่าผมเป็นโจร เป็นคนเลว แต่ผม ‘ต้องทำ’ เพื่อหยุดไม่ให้คุณหนูขับรถไปถึงโค้งร้อยศพนั่น!”

“แกพูดบ้าอะไรของแก!” ลลิตาตะโกน

ลุงอินชี้ไปที่รูปของเด็กสาวบนบอร์ด “นั่นคือ ‘น้องฟ้า’ ลูกสาวคนเดียวของผม… เมื่อสามปีที่แล้ว เธอถูกคนเมาขับรถชนตายคาที่อยู่ข้างถนน คนที่ชนมันขับรถหนีไปโดยไม่แม้แต่จะลงมาดูใจลูกผม… ตำรวจจับใครไม่ได้ บันทึกว่าเป็นอุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี แต่ผมไม่ยอมแพ้ ผมตามสืบจากเศษไฟหน้าและรอยสีที่ติดอยู่บนจักรยานของลูกมาตลอดสามปี จนผมรู้ความจริง…”

ลุงอินกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ไอ้ฆาตกรที่ชนลูกผม… คือ ‘กวิน’ คู่หมั้นของคุณหนู! ครอบครัวของมันใช้เงินยัดตำรวจ ปิดข่าว และส่งมันหนีไปกบดานเมืองนอกพักหนึ่ง พอเรื่องเงียบ มันก็กลับมาทำตัวเป็นคนดีในสังคม!”

ลลิตาส่ายหน้าอย่างรุนแรง “ไม่จริง! กวินไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาดูแลฉันดีมาตลอด แกโกหก!”

“คุณหนูคิดว่ามันรักคุณหนูจริงๆ หรือครับ!” ลุงอินตะปบเข้าที่อกตัวเอง “ไอ้กวินมันผีพนันเข้าสิง มันติดหนี้บ่อนกาสิโนเถื่อนอยู่หลายร้อยล้าน! บริษัทของมันก็กำลังจะล้มละลาย มันเข้าหาคุณหนูเพื่อหวังฮุบสมบัติ และมันรู้ว่าคุณหนูมีประกันชีวิตมูลค่ามหาศาล มันจึงแอบปลอมแปลงเอกสารเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นตัวมันเอง!”

ลุงอินเดินเข้าไปใกล้บอร์ด ดึงแผนผังเส้นทางออกมา “วันนี้… มันรู้ว่าคุณหนูจะขับรถสปอร์ตคันนี้ล่วงหน้าไปที่รีสอร์ต มันแอบจ้างช่างตัดสายเบรกและดัดแปลงระบบแกนพวงมาลัยรถของคุณหนูไว้! ถ้าผมไม่แอบเอาตะปูเรือใบไปดักเจาะยางรถคุณหนูไว้ที่ตีนเขา… ตอนนี้รถของคุณหนูคงพุ่งตกเหวที่โค้งร้อยศพไปแล้ว! และพรุ่งนี้ ข่าวก็จะลงว่าทายาทเศรษฐีเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักตกเขาเสียชีวิต ส่วนไอ้กวินก็จะได้รับเงินประกันร้อยล้านไปเสวยสุข!”

ข้อมูลที่พรั่งพรูออกมาจากปากของชาวนาผู้ยากไร้ เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางศีรษะของลลิตา ทุกอย่างมันปะติดปะต่อกันอย่างน่ากลัว… ทั้งเรื่องที่กวินคะยั้นคะยอให้เธอขับรถสปอร์ตคันนี้มาเอง ทั้งที่ปกติเธอจะใช้รถตู้มีคนขับ ทั้งเรื่องที่เขาดูร้อนรนเรื่องเงินในช่วงหลัง และเอกสารกรมธรรม์ที่มีลายเซ็นปลอมของเธอนั่นอีก…

ลลิตาทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ น้ำตาแห่งความร้าวรานและความโง่เขลาของตัวเองไหลอาบแก้ม เธอถูกคนที่รักที่สุดหลอกลวงและหมายปองชีวิตมาตลอด!

“ลุง… ลุงช่วยชีวิตฉันไว้…” ลลิตาสะอื้นไห้ มองชายชาวนาตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความหวาดกลัวเป็นความซาบซึ้งและเวทนา

แต่ก่อนที่ลลิตาจะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น…

โครม!!!

ประตูบานพับของกระท่อมถูกถีบจนพังครืนลงมา! ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกันฝนสีดำก้าวเข้ามาในกระท่อม แสงสว่างจากฟ้าแลบเปิดเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาแต่บัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความอำมหิต… ‘กวิน!’

ในมือของกวินถือปืนสั้นสีดำสนิท ปากกระบอกปืนเล็งตรงมาที่ลลิตาและลุงอิน!

“แหม… กะจะให้ตายเงียบๆ เป็นอุบัติเหตุตกเขาไปสวยๆ แล้วเชียว ไม่คิดเลยนะลลิตา ว่าเธอจะรอดมามุดหัวอยู่ในสลัมไม้ไผ่นี่!” กวินแค่นหัวเราะอย่างชั่วร้าย แววตาของเขาไม่มีความรักหรือความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

“กวิน! คุณ… คุณทำแบบนี้ได้ยังไง! ฉันรักคุณนะ!” ลลิตากรีดร้องด้วยความปวดร้าว

“ความรักมันกินไม่ได้หรอกลลิตา!” กวินตวาด “หนี้บ่อนตามทวงฉันจนจะเด็ดหัวฉันอยู่แล้ว ฉันต้องการเงินของเธอ! แค่เธอตายไปเงียบๆ ทุกอย่างก็จบ แต่ไอ้แก่ชาวนานี่เสือกเข้ามายุ่ง!” กวินหันปลายปืนไปทางลุงอิน “แกสืบเรื่องฉันมาตลอดเลยสินะไอ้แก่! ดีเลย วันนี้ฉันจะส่งแกไปอยู่กับอีนังลูกสาวของแกในนรกซะ!”

“ไอ้เดรัจฉาน!!” ลุงอินคำรามลั่น ความแค้นที่สะสมมาสามปีระเบิดออก ชายชาวนาไม่กลัวตาย เขาพุ่งตัวกระโจนเข้าใส่กวินด้วยมือเปล่า!

ปัง!!

เสียงปืนดังสนั่นกลบเสียงฟ้าร้อง ลลิตากรีดร้องสุดเสียง ปิดตาแน่น

ทว่ากระสุนกลับพลาดเป้าไปเจาะเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของลุงอิน เลือดสีสดสาดกระเซ็น แต่ความเจ็บปวดไม่อาจหยุดยั้งหัวใจของคนเป็นพ่อได้ ลุงอินพุ่งชาร์จเข้าชนกวินอย่างจังจนทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปกับพื้นกระท่อม ปืนหลุดจากมือของกวินกระเด็นไปตกลงที่มุมห้อง

“คุณหนู! หนีไป! ไปแจ้งตำรวจ!” ลุงอินตะโกนสั่งขณะที่เขาใช้มือที่เหลืออยู่บีบคอกวินแน่น

กวินที่หนุ่มกว่าและแข็งแรงกว่า พยายามสะบัดลุงอินออก เขาชกเข้าที่ใบหน้าของชายแก่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนลุงอินตาปิดและเลือดกบปาก ลลิตาเห็นดังนั้น ความหวาดกลัวหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโกรธแค้น เธอไม่ยอมวิ่งหนี! หญิงสาวหันไปคว้า ‘มีดพร้า’ ที่ลุงอินวางทิ้งไว้บนพื้นเมื่อครู่นี้ วิ่งง้างสุดแขนและ ใช้ด้ามมีดพร้าฟาดเข้าที่ท้ายทอยของกวินอย่างสุดแรงเกิด!

ผลั๊วะ!!

กวินตาเหลือก ร้องครางออกมาคำหนึ่งก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเขาจะสลบเหมือด ร่วงทับร่างของลุงอินไปทันที!

ลลิตารีบดึงร่างของคนเลวออกไป ทรุดตัวลงประคองลุงอินที่กำลังหายใจรวยริน เลือดไหลนองเต็มพื้นไม้ “ลุง! ลุงอย่าเป็นอะไรนะ ลุงทำใจดีๆ ไว้ ฉันจะรีบโทรแจ้งตำรวจ!” หญิงสาวลนลานหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา โชคดีที่พายุเริ่มสงบลง ทำให้มีสัญญาณโทรศัพท์กลับมาหนึ่งขีด เธอรีบกดเบอร์ฉุกเฉินทันที

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงไซเรนของรถตำรวจและรถพยาบาลก็ดังก้องไปทั่วหุบเขา กวินถูกสวมกุญแจมือและหามขึ้นรถตำรวจในสภาพสลบไสล หลักฐานบนบอร์ดไม้ก๊อกในกระท่อม กรมธรรม์ปลอม และสภาพรถที่ถูกตัดสายเบรก กลายเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่มัดตัวกวินอย่างดิ้นไม่หลุด ทั้งข้อหาพยายามฆ่า ฉ้อโกง และคดีชนแล้วหนีเมื่อสามปีก่อนที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่

ลลิตานั่งอยู่บนรถพยาบาล จับมือของลุงอินที่ได้รับการห้ามเลือดและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ชายชาวนาลืมตาขึ้นมองหญิงสาวผู้ร่ำรวยที่บัดนี้เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนและคราบเลือด

“ลุงขอโทษนะครับ… ที่ทำให้งานแต่งงานของคุณหนูต้องพังลง…” ลุงอินยิ้มบางๆ อย่างอิดโรย

ลลิตาส่ายหน้าทั้งน้ำตา บีบมือลุงอินแน่น “ลุงไม่ต้องขอโทษเลยค่ะ… ลุงต่างหากที่มอบชีวิตใหม่ให้ฉัน ถ้าไม่มีลุง ฉันคงกลายเป็นผีเฝ้าก้นเหวไปแล้ว… ตั้งแต่วันนี้ไป ลุงไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในกระท่อมนั่นอีกแล้วนะคะ ฉันจะรับลุงไปดูแล ฉันจะจ้างทนายที่เก่งที่สุดเพื่อทวงความยุติธรรมให้น้องฟ้า และจะจัดการลากคอทุกคนที่ช่วยไอ้กวินปกปิดความผิดเข้าคุกให้หมด!”

พายุฝนฟ้าคะนองได้พัดผ่านพ้นไปแล้ว แสงตะวันยามเช้าเริ่มสาดส่องทะลุหมู่เมฆลงมาอาบไล้ขุนเขา รอยเปื้อนโคลนบนเสื้อผ้าและรอยเลือดในค่ำคืนอันโหดร้าย ได้ชำระล้างความจริงที่ถูกปิดบังให้กระจ่างชัด นำพาความยุติธรรมกลับคืนสู่ดวงวิญญาณของเด็กสาว และมอบชีวิตใหม่ให้กับสองผู้รอดชีวิต… ที่บัดนี้ได้ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งบุญคุณและความจริงใจตลอดไป.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!