News

บทเพลงวิวาห์สีน้ำตา: เมื่อฉันถูกจ้างมาร้องเพลงในงานแต่งร้อยล้าน

แต่เจ้าบ่าวกลับทรุดลงไปร้องไห้โฮกลางแท่นพิธี… เพราะฉันคือผู้หญิงที่เขาเคยทิ้งไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา!

กลิ่นหอมของดอกกุหลาบขาวสายพันธุ์อวาลานช์นับหมื่นดอก อบอวลไปทั่วแกรนด์บอลรูมของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร แสงระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลสาดส่องลงมาบนพรมสีงาช้างที่ทอดยาวไปสู่แท่นพิธีวิวาห์ นี่คืองานแต่งงานแห่งปีที่สื่อทุกสำนักจับตามอง เป็นการควบรวมกิจการของสองตระกูลมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ฉัน… ‘พิมรดา’ ในวัย 29 ปี ยืนอยู่บนระเบียงชั้นลอยที่ถูกจัดไว้สำหรับวงดนตรีออร์เคสตรา ในมือของฉันคือไมโครโฟนสีโรสโกลด์สั่งทำพิเศษ ฉันคือนักร้องงานแต่งงานมืออาชีพที่มีคิวจองยาวข้ามปี วันนี้ฉันถูกออแกไนเซอร์จ้างมาด้วยค่าตัวเหยียบแสน เพื่อมาร้องเพลงเปิดตัวเจ้าสาวในวินาทีที่ประตูบานใหญ่เปิดออก

ก่อนหน้านี้ออแกไนเซอร์ได้ยื่นโน้ตเพลงให้ฉัน พร้อมกับรอยยิ้มและคำอธิบายว่า “คุณพิมคะ เจ้าสาวรีเควสต์เพลงนี้เป็นพิเศษเลยค่ะ เธอบอกว่ามันเป็นเพลงอินดี้เก่าๆ ที่เจ้าบ่าวชอบฮัมให้ฟังบ่อยๆ ตอนที่เริ่มคบกันใหม่ๆ เจ้าบ่าวบอกว่าเพลงนี้คือตัวแทนของ ‘รักแท้’ ค่ะ”

วินาทีที่ฉันเห็นชื่อเพลงบนแผ่นกระดาษ หัวใจของฉันกระตุกวูบ มันคือเพลง ‘รอยประทับ’ เพลงรักอินดี้ที่แทบจะไม่มีใครรู้จัก… ยกเว้นฉัน และ ‘ผู้ชายคนนั้น’ คนที่ฉันเคยร้องเพลงนี้กล่อมเขานอนในอพาร์ตเมนต์รูหนูขนาด 20 ตารางเมตรเมื่อห้าปีก่อน

ห้าปีที่แล้ว ฉันเป็นเพียงนักร้องร้านอาหารกลางคืนที่ทำงานงกๆ ส่งเสีย ‘ชวินท์’ แฟนหนุ่มที่กำลังเรียนต่อปริญญาโท เราวาดฝันจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ฉันยอมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อให้เขามีเงินไปซื้อสูทดีๆ ใส่ไปสัมภาษณ์งาน แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาสอบเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ได้สำเร็จและได้พบกับลูกสาวประธานบริษัท… เขาก็หายตัวไป

ไม่มีการบอกเลิก ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีแม้แต่ข้อความบอกลา วันนั้นฉันกลับมาที่ห้อง พบเพียงตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่าและกุญแจห้องที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ การถูกทิ้งโดยปราศจากคำอธิบาย มันคือมีดที่กรีดหัวใจและปล่อยให้ฉันเลือดไหลจนแทบขาดใจตาย ฉันใช้เวลาหลายปีในการเยียวยาตัวเอง ปีนป่ายจากความพินาศ พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นนักร้องแนวหน้าที่ใครๆ ก็ต้องการตัว

ฉันไม่เคยรู้เลยว่า งานแต่งงานที่ฉันรับงานผ่านเอเจนซี่ในวันนี้… จะเป็นงานแต่งงานของ ‘ชวินท์’ กับทายาทสาวมหาเศรษฐีคนนั้น

เสียงพิธีกรประกาศก้องไปทั่วห้องบอลรูม เรียกให้แขกเหรื่อกว่าห้าร้อยชีวิตหันไปมองที่ประตูบานใหญ่ ไฟในห้องถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงแสงสปอตไลต์ที่สาดส่องมาที่ระเบียงชั้นลอยซึ่งฉันยืนอยู่

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดันความทรงจำอันขมขื่นทั้งหมดกลับลงไปในลิ้นชักแห่งอดีต ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยและสง่างามที่สุดในชุดราตรีปักเลื่อมสีน้ำเงินเข้ม เสียงเปียโนบรรเลงอินโทรเพลง ‘รอยประทับ’ ขึ้นอย่างแผ่วเบาและพลิ้วไหว ฉันหลับตาลง แล้วเปล่งเสียงร้องประโยคแรกออกไป

“หากวันเวลา… พัดพาให้เรามาพบกัน… คือรอยประทับที่ฝังในใจ… ไม่ว่านานแค่ไหนก็ไม่ลืม…”

เสียงของฉันก้องกังวาน ใสสะอาด และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้งจนแขกในงานต่างพากันเงียบกริบราวกับถูกมนต์สะกด ประตูบานใหญ่เปิดออก เจ้าสาวในชุดลูกไม้ฝรั่งเศสฟูฟ่องเดินควงแขนบิดาเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข

แต่ที่ปลายสุดของพรมแดง… ตรงหน้าแท่นพิธี ชวินท์ในชุดทักซิโด้สีขาวบริสุทธิ์ กำลังยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป

ทันทีที่เขาได้ยินเสียงร้องประโยคแรก ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง เขาไม่ได้มองเจ้าสาวที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับแหงนหน้าขึ้นมองตามสปอตไลต์มาที่ระเบียงชั้นลอย

สบตากับฉัน.

ระยะห่างระหว่างเราไกลกันนับสิบเมตร แต่ฉันมองเห็นแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน ดวงตาของชวินท์เบิกกว้าง ริมฝีปากของเขาอ้าค้าง ความตกตะลึงพาดผ่านใบหน้าที่หล่อเหลานั้น ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่รุนแรงยิ่งกว่า… ความรู้สึกผิดและตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เขาได้ทำลายทิ้งไป

ฉันไม่ได้หลบตาเขา ฉันยืนหลังตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย และร้องเพลงต่อไปด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่น่าสมเพชที่นอนร้องไห้กอดเสื้อคลุมของเขาในวันนั้นอีกต่อไปแล้ว

“แม้เส้นทาง… จะแยกเราให้ห่างไกล… แต่เศษเสี้ยวของหัวใจ… ยังทิ้งไว้ที่เดิม…”

เนื้อเพลงท่อนนี้ เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางหัวใจของชวินท์ เขาคงเพิ่งตระหนักได้ว่า เพลงที่เขาฮัมให้ว่าที่เจ้าสาวไฮโซฟังมาตลอด เพลงที่เขาบอกว่าเป็นตัวแทนของ ‘รักแท้’… แท้จริงแล้วมันคือเพลงที่จิตใต้สำนึกของเขายังคงโหยหาฉัน โหยหาความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดที่เขาเป็นคนเหยียบย่ำมันด้วยความขี้ขลาดและความโลภ

วินาทีนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ชวินท์ที่ยืนอยู่บนแท่นพิธี ค่อยๆ ทรุดเข่าลงกับพื้นพรม มือของเขายกขึ้นปิดหน้า และเสียงสะอื้นก็หลุดรอดออกมาผ่านไมโครโฟนที่ติดอยู่ที่ปกเสื้อทักซิโด้ เขาพยายามจะกลั้นมันไว้ แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความทรงจำที่ทะลักทลายออกมาเหมือนเขื่อนแตก ทำให้เขาสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง เขาปล่อยโฮออกมากลางงานแต่งงานของตัวเอง ร้องไห้ตัวสั่นเทาราวกับเด็กที่หลงทาง

แขกเหรื่อระดับวีไอพีในงานเริ่มซุบซิบและแตกตื่น เจ้าสาวที่เพิ่งเดินมาถึงครึ่งทางชะงักงัน หน้าถอดสี “ชวินท์! คุณเป็นอะไรคะ!” เธอตะโกนเรียกเขาด้วยความตกใจและอับอาย พ่อแม่ของเจ้าสาวรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของลูกเขย

แต่ชวินท์ไม่ตอบรับใครเลย เขาเอาแต่ร้องไห้สั่นสะท้าน และแหงนหน้ามองขึ้นมาที่ฉันผ่านม่านน้ำตา สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขอโทษ’ คำขอโทษที่มาช้าไปถึงห้าปี

ฉันมองภาพความโกลาหลเบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ฉันไม่ได้รู้สึกสะใจ แต่ฉันรู้สึกถึง ‘การปลดแอก’ อย่างสมบูรณ์แบบ ฉันดึงสมาธิกลับมาที่บทเพลง และร้องท่อนสุดท้ายจนจบอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติด้วยความเป็นมืออาชีพ

“ปล่อยให้รัก… กลายเป็นเพียงรอยประทับ… ที่ไม่มีวันหวนคืน…”

เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ จากแขกบางส่วนที่ยังคงงุนงงกับสถานการณ์ ฉันโค้งคำนับอย่างสง่างาม ส่งไมโครโฟนคืนให้ทีมงาน และหันหลังเดินลงจากระเบียงชั้นลอยทันที โดยไม่หันกลับไปมองความพินาศบนแท่นพิธีนั้นอีก

ขณะที่ฉันกำลังเดินไปตามโถงทางเดินหลังเวทีเพื่อกลับไปยังห้องพักนักร้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็วิ่งตามมาอย่างบ้าคลั่ง

“ริน! รินรดา! เดี๋ยว! ริน!”

ฉันหยุดเดิน ค่อยๆ หันกลับไปมอง ชวินท์ในสภาพที่สูททักซิโด้หลุดลุ่ย หูกระต่ายเบี้ยวไม่ได้รูป ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและดวงตาที่แดงก่ำ เขาทิ้งเจ้าสาวและแขกทั้งงานเพื่อวิ่งตามฉันมาที่หลังเวที

เขาพุ่งตัวเข้ามาทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าฉัน สองมือของเขาพยายามจะเอื้อมมาจับชายกระโปรงของฉัน แต่ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง

“ริน… รินจริงๆ ด้วย… ผม… ผมขอโทษ…” ชวินท์สะอื้นจนตัวโยน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความปวดร้าว “ริน ผมผิดไปแล้ว… ห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยลืมรินได้เลย ผมรู้ว่าผมมันขี้ขลาด ผมทิ้งรินไปเพราะผมคิดว่าเงินจะทำให้ผมมีความสุข แต่มันไม่ใช่เลย… เพลงนั้น ริน… ผมขอโทษที่ผมไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะบอกลาริน…”

ฉันมองผู้ชายที่ฉันเคยมอบชีวิตและหัวใจให้ คุกเข่าร้องไห้อย่างน่าสมเพชอยู่แทบเท้า ฉันนึกว่าตัวเองจะร้องไห้เมื่อได้ยินคำขอโทษที่รอคอยมาแสนนาน แต่เปล่าเลย… ภายในใจของฉันมันสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

ฉันล้วงกระดาษทิชชู่จากกระเป๋าถือใบเล็ก ยื่นส่งให้เขาตรงหน้า

“ลุกขึ้นเถอะค่ะ คุณชวินท์” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นเยียบ “อย่าทำชุดทักซิโด้ราคาแพงของคุณต้องเปื้อนฝุ่นเลย เจ้าสาวของคุณและครอบครัวของเธอกำลังรอคุณอยู่นะคะ”

“ริน… รินด่าผมสิ ตบหน้าผมก็ได้! อย่าทำเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้ ผมรู้ว่ารินยังโกรธผม รินถึงเลือกร้องเพลงนี้เพื่อประจานผมใช่ไหม!” เขาร้องไห้ฟูมฟาย

ฉันเหยียดยิ้มบางๆ บนมุมปาก ยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเวทนา

“คุณสำคัญตัวผิดไปแล้วค่ะชวินท์” ฉันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คืองานแต่งงานของคุณ ฉันแค่มาทำหน้าที่ของฉัน รับเงินค่าจ้าง แล้วก็กลับ และที่ฉันไม่โกรธ… ก็เพราะคุณไม่มีค่าพอให้ฉันต้องเปลืองความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว”

ชวินท์หน้าซีดเผือด ราวกับถูกตบหน้าด้วยคำพูดที่รุนแรงยิ่งกว่าฝ่ามือ

“วันที่คุณทิ้งฉันไว้ในห้องแคบๆ นั่น คุณเดินจากไปโดยไม่เสียน้ำตาสักหยด…” ฉันเว้นจังหวะ มองเขาด้วยสายตาที่เด็ดขาด “ดังนั้น… วันนี้ที่คุณได้อยู่ในกรงทองที่คุณเลือกเองแล้ว ก็จงเก็บน้ำตาของคุณไว้เถอะค่ะ เพราะต่อให้คุณร้องไห้จนเป็นสายเลือด ฉันก็ไม่มีวันกลับไปเป็นผู้หญิงโง่ๆ คนนั้นให้คุณเหยียบย่ำอีกแล้ว”

ฉันหมุนตัวหันหลังกลับ เสียงส้นสูงของฉันกระทบพื้นหินอ่อนดังกังวานเป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ทิ้งให้ชวินท์นั่งคุกเข่าร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวในโถงทางเดินอันมืดมิด ต้องทนแบกรับตราบาปและความขี้ขลาดของตัวเองกลับไปเผชิญหน้ากับครอบครัวไฮโซที่เขาวิ่งเข้าหา

วันนี้ฉันไม่ได้สูญเสียอะไรเลย ฉันเพียงแค่ได้มาร้องเพลง และได้มาเป็นพยาน… ในวันที่เวรกรรมได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!