News

พายุฝน คราบน้ำตา และเสื้อคลุมสีน้ำเงิน: เมื่อภรรยาอุ้มท้อง 6

เดือนถูกอัปเปหิจากคฤหาสน์ฮอว์ธอร์น สู่การกลับมาทวงคืนทุกสิ่งและเหยียบย่ำคนทรยศให้จมดิน!

สายฝนสาดซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟากฟ้ากำลังร่ำไห้ ฉันยืนสั่นสะท้านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนที่เย็นเฉียบหน้าประตูคฤหาสน์ฮอว์ธอร์นอันโอ่อ่า เท้าเปลือยเปล่าของฉันสัมผัสกับแอ่งน้ำที่เย็นยะเยือก ชุดกระโปรงคลุมท้องสีขาวเปียกชุ่มลู่แนบไปกับลำตัว เผยให้เห็นหน้าท้องที่นูนขึ้นมาอย่างชัดเจนในอายุครรภ์หกเดือน สองมือของฉันโอบกอดลูกน้อยในท้องไว้แน่น ราวกับจะใช้ร่างกายที่บอบบางนี้เป็นเกราะกำบังพายุร้ายที่กำลังโหมกระหน่ำ ทั้งจากสภาพอากาศและจากผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า

เสียงฟ้าคำรามดังกึกก้องเหนือหลังคาคฤหาสน์ แสงอสนีบาตแลบแปลบปลาบสาดส่องให้เห็นใบหน้าที่เย็นชาและไร้เยื่อใยของ ‘อเดรียน’ สามีที่ฉันรักสุดหัวใจ ผู้ชายที่เคยมอบคำสาบานว่าจะดูแลฉันและลูกไปตลอดชีวิต บัดนี้เขายืนกางร่มคันใหญ่ โดยมีแขนข้างหนึ่งโอบรัดเอวบางของ ‘วานิสสา’ เลขาส่วนตัวของเขาไว้อย่างแนบแน่น

และสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแหลกสลายจนแทบไม่มีชิ้นดี ไม่ใช่แค่การถูกไล่ออกจากบ้าน แต่เป็นภาพของวานิสสาที่กำลังยืนซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเขา เธอส่งรอยยิ้มเยาะเย้ยมุมปากมาให้ฉันกับลูก… ในขณะที่สวมใส่ ‘เสื้อคลุมผ้าไหมสีฟ้า’

เสื้อคลุมตัวนั้น… คือของขวัญชิ้นแรกที่อเดรียนมอบให้ฉันในคืนวันแต่งงานของเรา มันเคยเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่บริสุทธิ์ แต่ตอนนี้มันกลับถูกสวมทับอยู่บนร่างของผู้หญิงแพศยาที่มาแย่งพ่อของลูกฉันไป

“ไสหัวไปซะ แคลร์” น้ำเสียงของอเดรียนราบเรียบแต่บาดลึกทะลุขั้วหัวใจ “บ้านหลังนี้ไม่เคยเป็นของเธอตั้งแต่แรก ทุกอย่างที่นี่เป็นของตระกูลฮอว์ธอร์น และตอนนี้ผู้หญิงที่คู่ควรจะยืนอยู่เคียงข้างฉันคือวานิสสา ไม่ใช่ผู้หญิงจืดชืดที่ไม่มีประโยชน์อะไรอย่างเธอ”

“อเดรียน… แล้วลูกล่ะคะ? เด็กในท้องนี่คือสายเลือดของคุณนะ คุณจะทิ้งเราสองแม่ลูกไปหน้าตาเฉยแบบนี้ได้ยังไง!” ฉันร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่การ์ดชุดดำสองคนก็เดินมาขวางไว้

วานิสสาหัวเราะเสียงแหลม เธอจับคอเสื้อคลุมผ้าไหมสีฟ้าให้กระชับขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงดัดจริต “โธ่… แคลร์ผู้น่าสงสาร อย่าเอาเด็กมาอ้างเลยค่ะ ใครจะไปรู้ว่าลูกในท้องนั่นใช่ลูกของอเดรียนจริงๆ หรือเปล่า? รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะให้คนเอาไม้กวาดมาไล่ อ้อ… ขอบคุณสำหรับเสื้อคลุมนะคะ เนื้อผ้ามันนุ่มลื่นถูกใจฉันจริงๆ”

“ปิดประตู” อเดรียนสั่งเสียงห้วนโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหน้าท้องของฉันอีก

ปัง!

บานประตูไม้โอ๊กแกะสลักถูกปิดอัดใส่หน้าฉันอย่างแรง ทิ้งให้ฉันยืนหนาวสั่นอยู่ท่ามกลางพายุฝนที่มืดมิด ฉันทิ้งตัวลงคุกเข่าบนขั้นบันไดหินอ่อน ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ความรัก ความทุ่มเท หกปีที่ฉันยอมทิ้งความฝัน ทิ้งอาชีพนักวิเคราะห์การเงินระดับท็อปเพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลเขา ทุกอย่างพังทลายลงเพียงชั่วข้ามคืน

ฉันลูบหน้าท้องที่เย็นเฉียบของตัวเอง น้ำตาผสมกับน้ำฝนไหลอาบแก้ม “ไม่เป็นไรนะลูก… ต่อให้โลกนี้จะไม่เหลือใคร แม่ก็จะปกป้องลูกเอง เราจะไม่ตาย และวันหนึ่ง… แม่จะทำให้พวกมันต้องชดใช้!”

ฉันกัดฟันพยุงร่างที่หนักอึ้งของตัวเองลุกขึ้น หันหลังให้กับคฤหาสน์ฮอว์ธอร์น และก้าวเดินเท้าเปล่าฝ่าสายฝนออกไปในความมืดมิด… นั่นคือจุดจบของแคลร์ ภรรยาผู้แสนอ่อนแอ และเป็นจุดเริ่มต้นของการล้างแค้นที่สาสมที่สุด

ห้าปีต่อมา…

ณ ห้องโถงจัดแสดงประมูลอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภาพคฤหาสน์ฮอว์ธอร์นปรากฏอยู่บนหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ในฐานะ ‘ทรัพย์สินรอการขายทอดตลาด’ เนื่องจากบริษัทฮอว์ธอร์น กรุ๊ป ล้มละลายอย่างสิ้นเชิง

อเดรียนในวัยที่ดูแก่ลงไปนับสิบปี นั่งหน้าซีดเผือดอยู่แถวหลังสุด ข้างกายเขาคือวานิสสาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นจากการศัลยกรรมที่ไม่ได้บำรุง เธอสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมตกรุ่น และกำลังนั่งกัดเล็บด้วยความกระวนกระวาย

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา อเดรียนบริหารบริษัทผิดพลาดอย่างมหันต์ เขาหลงระเริงในอำนาจและเชื่อฟังคำปรึกษาโง่ๆ ของวานิสสาจนสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ไปหมด ในขณะที่แคลร์… ผู้หญิงที่เขาเคยด่าว่าจืดชืดและไร้ประโยชน์ กลับกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดในช่วงแรกของการตั้งบริษัท เมื่อไม่มีเธอ คฤหาสน์ฮอว์ธอร์นก็ไม่ต่างจากปราสาททรายที่รอวันพังทลาย

“ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 15 ล้านดอลลาร์ครับ… มีใครจะเสนอราคาไหมครับ?” ผู้ดำเนินการประมูลเอ่ยถาม

“15 ล้าน!” นักธุรกิจคนหนึ่งยกป้าย

“16 ล้าน!” อีกคนสู้ราคา

อเดรียนนั่งกำหมัดแน่น เขาหวังลึกๆ ว่าจะมีคนใจบุญซื้อคฤหาสน์หลังนี้แล้วจ้างเขาเป็นผู้ดูแล หรืออย่างน้อยก็ซื้อไปในราคาที่สูงพอจะปลดหนี้ก้อนโตให้เขาได้

ทันใดนั้น ประตูห้องโถงประมูลก็เปิดออก หญิงสาวในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์สั่งตัดพิเศษ ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างาม รองเท้าส้นสูงแบรนด์หรูสีแดงเลือดนกกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะที่ทรงอำนาจ ข้างกายเธอมีเด็กชายวัยสี่ขวบหน้าตาหล่อเหลา สวมชุดสูททักซิโด้ตัวจิ๋ว เดินจับมือเธอมาอย่างสงบเสงี่ยมและฉลาดหลักแหลม

สายตาทุกคู่หันไปมอง รวมถึงอเดรียนและวานิสสา

ดวงตาของอเดรียนเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า “ค… แคลร์?”

แคลร์เดินไปที่นั่งแถวหน้าสุด เธอปรายตามองอเดรียนเพียงหางตาด้วยความว่างเปล่า ก่อนจะยกป้ายประมูลขึ้น และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวาน

“30 ล้านดอลลาร์ค่ะ”

ทั้งห้องโถงฮือฮา ราคาที่เธอเสนอสูงกว่าราคาตลาดถึงสองเท่า ไม่มีใครกล้าสู้ราคาอีก ผู้ดำเนินการประมูลเคาะค้อนสามครั้ง เป็นอันจบการประมูล!

เมื่อการประมูลจบลง อเดรียนทนความสงสัยและความรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ไหว เขารีบวิ่งเข้าไปดักหน้าแคลร์ที่กำลังจะเดินออกจากห้อง

“แคลร์! นี่เธอ… เธอไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน! แล้วเด็กคนนี้…” อเดรียนมองเด็กชายตัวน้อยที่มีเค้าโครงหน้าเหมือนเขาสมัยหนุ่มๆ อย่างชัดเจน

แคลร์ยิ้มเย็นชา เธอไม่แม้แต่จะหยุดเดิน บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก้าวมาขวางหน้าอเดรียนไว้

“ฉันแนะนำให้คุณรู้จักนะคะ คุณอเดรียน นี่คือคุณแคลร์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทการลงทุน ‘โอเปอร่า กรุ๊ป’ ที่เพิ่งกว้านซื้อหุ้นที่ติดลบของฮอว์ธอร์น กรุ๊ปไปทั้งหมดเมื่อสัปดาห์ก่อน” ทนายความส่วนตัวของแคลร์เป็นคนตอบแทน

วานิสสาที่วิ่งตามมาถึงกับขาอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น “ม… ไม่จริง นังผู้หญิงตกอับคนนี้เนี่ยนะ!”

แคลร์ก้มลงมองวานิสสาด้วยแววตาที่เหมือนมองเศษขยะ “ใช่… ผู้หญิงตกอับที่คุณเคยไล่ออกจากบ้านในคืนฝนตกไงคะ แต่ขอโทษทีนะ พอดีฉันมีสมองและมีสองมือ ฉันเลยสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ภายในห้าปี ในขณะที่พวกคุณ… ผลาญทุกอย่างที่ฉันเคยสร้างไว้จนพินาศหมด”

“แคลร์… ผมขอโทษ” อเดรียนคุกเข่าลง น้ำตาแห่งความสำนึกผิด (หรือเพราะหมดตัว) ไหลริน “ผมรู้แล้วว่าผมขาดคุณไม่ได้ ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะนะ เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเถอะ ดูสิ… ลูกของเราโตขนาดนี้แล้ว”

เด็กชายตัวน้อยเงยหน้ามองอเดรียน ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หม่ามี้บอกว่า คุณเป็นแค่สเปิร์มที่ไม่มีคุณภาพครับ ผมมีหม่ามี้คนเดียวก็พอแล้ว”

คำพูดของเด็กสี่ขวบทำเอาอเดรียนหน้าชาเหมือนถูกตบ

แคลร์หัวเราะในลำคอ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแอร์เมส หยิบถุงพลาสติกสีดำใบหนึ่งโยนใส่หน้าวานิสสา

“ฉันซื้อคฤหาสน์หลังนี้ เพราะฉันต้องการให้ลูกชายของฉันมีที่วิ่งเล่นกว้างๆ แต่ของสกปรกบางอย่างในบ้าน ฉันให้คนรับใช้กวาดทิ้งไปหมดแล้ว… รวมถึงของในถุงนั่นด้วย”

วานิสสามือสั่นขณะเปิดถุงพลาสติกออก ภายในนั้นคือ ‘เสื้อคลุมผ้าไหมสีฟ้า’ ที่ตอนนี้สภาพเก่า ขาดวิ่น และเต็มไปด้วยรอยด่างดำจากการไม่รักษา

“เสื้อคลุมตัวนั้น ฉันยกให้คุณเอาไปห่มตอนไปนอนข้างถนนก็แล้วกันนะคะ วานิสสา” แคลร์เหยียดยิ้ม “อ้อ… ภายในหกโมงเย็นวันนี้ ฉันหวังว่าพวกคุณจะเก็บของใช้ส่วนตัวออกไปจาก ‘บ้านของฉัน’ ให้หมดนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ตำรวจไปลากคอพวกคุณออกมา… อ้อ ไม่ต้องห่วงนะคะ คราวนี้ถ้าฝนตก ฉันจะเมตตาให้ร่มขาดๆ พวกคุณสักคัน”

แคลร์จูงมือลูกชายเดินจากไป ทิ้งให้อเดรียนและวานิสสานั่งร้องไห้กอดเสื้อคลุมขาดๆ อยู่บนพื้น ท่ามกลางสายตาเวทนาของนักธุรกิจทั้งวงการ

เย็นวันนั้น ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆฝน แคลร์ยืนอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนหน้าคฤหาสน์ฮอว์ธอร์นอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้สวมกระเป๋าเปียกชุ่มหรือยืนเท้าเปล่า เธอสวมรองเท้าส้นสูงราคาแพง ยืนมองรถกระบะขนของเก่าๆ ที่กำลังบรรทุกอเดรียนและวานิสสาออกไปจากประตูรั้ว

รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏบนใบหน้าของเธอพริ้มพราย คฤหาสน์หลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และมันจะถูกจดจำในชื่อใหม่ว่า ‘คฤหาสน์แห่งราชินี’ ผู้ไม่มีวันก้มหัวให้ใครอีกต่อไป!

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!