News

เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้อนผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์ของห้องรับแขก

ทว่าในโสตประสาทของผมกลับไม่มีเสียงใดหลงเหลืออยู่เลย ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งลงในชั่วขณะ

ดวงตาของผมจับจ้องอยู่ที่แผ่นโลหะสีทองอร่าม ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อกันฝนสีเหลืองสดของเด็กหญิงตัวน้อย

มันคือล็อกเกตทองคำโบราณทรงรี สลักลวดลายดอกบัวตูมที่กำลังจะคลี่กลีบอย่างประณีตงดงาม

และตรงขอบด้านล่างซ้ายของล็อกเกตนั้น มีรอยบากเล็ก ๆ อยู่หนึ่งรอย…

รอยตำหนิที่เกิดจากปลายมีดแกะสลักของช่างทองเก่าแก่ในย่านเยาวราชเมื่อห้าปีก่อน

ช่างทองคนเดียวกับที่ผมเคยก้มหัวอ้อนวอน ขอให้ช่วยเร่งทำเครื่องประดับชิ้นนี้ข้ามวันข้ามคืน เพื่อนำไปมอบให้ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นของขวัญวันครบรอบ

ผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสว่างไสวดุจแสงตะวันยามเช้า

ผู้หญิงที่สามารถละลายหัวใจอันเย็นชาของทายาทมหาเศรษฐีให้กลับมาอบอุ่นได้อีกครั้ง

และเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่อุ้มท้องลูกของผม ก่อนจะหายสาบสูญไปท่ามกลางกองเพลิงและสายน้ำอันมืดมิดเมื่อสี่ปีก่อน!

ลมหายใจของผมสะดุดกึก หัวใจที่เคยเย็นเยียบราวกับธารน้ำแข็งขั้วโลกกลับเต้นกระหน่ำรัวเร็ว ประหนึ่งกลองศึกที่กำลังส่งสัญญาณก่อนเข้าสู่สนามรบ

หยดสีน้ำสีฟ้าและสีเหลืองบนใบหน้าของผมเริ่มแห้งกรัง ดึงรั้งผิวแก้มจนรู้สึกตึงชา ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความตึงเครียดที่กำลังแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย

มือขวาของผม ซึ่งเคยลงนามในสัญญามูลค่าหลายพันล้านบาทได้อย่างมั่นคง บัดนี้กลับสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้

ผมค่อย ๆ ยื่นปลายนิ้วที่เย็นเฉียบออกไปสัมผัสล็อกเกตชิ้นนั้น

สัมผัสแรกที่ได้รับคือความเย็นของโลหะซึ่งดูดซับไอฝนเอาไว้ แต่ในวินาทีต่อมา ผมกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นจากผิวกายของเด็กหญิงตัวน้อยที่ส่งผ่านมายังปลายนิ้วอย่างน่าประหลาด

ผมพลิกล็อกเกตขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยความหวังอันริบหรี่และความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก

ตรงกึ่งกลางด้านหลังมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสองตัวสลักไว้อย่างชัดเจน

‘K & M’

Kanin & Mukda…

คณินและมุกดา!

โลกทั้งใบของผมหมุนคว้างราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ผมพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจพลันทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเขื่อนขนาดใหญ่ที่พังทลายลงในพริบตา

ภาพคฤหาสน์ริมน้ำที่ถูกเปลวเพลิงเผาผลาญจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ภาพซากรถยนต์ที่จมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำเจ้าพระยา

และรายงานการชันสูตรศพที่ระบุว่า พบเพียงเศษกระดูกซึ่งไม่สามารถตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอได้อย่างชัดเจน

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผมมีชีวิตอยู่ราวกับคนตายที่ยังคงหายใจ

ผมสร้างกำแพงหนาทึบขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง ก่นด่าโชคชะตา และสาปแช่งความอ่อนแอของตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องคนที่รักเอาไว้ได้

ผมกลายเป็นมหาเศรษฐีไร้หัวใจ ผู้ซึ่งทุกคนต่างหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้

แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในวินาทีนี้…

มันคือปาฏิหาริย์ หรือเป็นเพียงภาพหลอนที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อลงทัณฑ์ผมกันแน่?!

“มะลิ! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงกรีดร้องของมุกดาดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก ดึงสติที่หลุดลอยของผมให้กลับคืนมา

หญิงสาวในชุดแม่บ้านสีเทาหม่นรีบคลานเข่าเข้ามาหาลูก ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มที่ซูบตอบ

เธอยื่นมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักออกไปคว้าตัวลูกสาวเอาไว้แน่น ก่อนจะดึงร่างเล็กให้ถอยห่างจากผม ราวกับผมเป็นอสูรร้ายที่พร้อมจะพรากชีวิตลูกของเธอไปทุกเมื่อ

“คุณคณินคะ ดิฉันต้องขอโทษแทนลูกด้วยค่ะ!”

มุกดาก้มลงกราบกับพื้นหินอ่อนจนหน้าผากแนบชิดพื้นเย็นเฉียบ

“มะลิยังเด็กค่ะ แกไม่รู้ประสีประสา ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่คุณท่านเลยจริง ๆ”

“ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าทำอะไรแกเลย ไล่ดิฉันออกคนเดียวก็พอ ดิฉันจะพาลูกไปเดี๋ยวนี้ค่ะ!”

ด้วยความตื่นตระหนกและแรงกระชากขณะดึงลูกสาวเข้าหาตัว กิ๊บหนีบผมพลาสติกราคาถูกที่ยึดมวยผมของมุกดาไว้ก็หักสะบั้นลงทันที

เปรี๊ยะ!

เส้นผมยาวสีดำขลับที่เคยถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยใต้หมวกผ้าแม่บ้านพลันคลี่สยายลงมาปรกแผ่นหลังและข้างแก้ม

แว่นตากรอบหนาเตอะสีดำที่เธอสวมเป็นประจำเลื่อนหลุดจากใบหน้า ก่อนจะตกลงบนพรมขนสัตว์

ผ้ากันเปื้อนและคอเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งเลื่อนเปิดออกตามแรงดึง เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากไฟลวกเป็นทางยาว ตั้งแต่ใต้แนวกรามด้านซ้ายลงไปจนถึงไหปลาร้า

แต่สิ่งที่ตรึงสายตาของผมไว้จนแทบหยุดหายใจ ไม่ใช่รอยแผลเป็นอันน่าเวทนานั้น

หากเป็นดวงตาคู่สวยที่สะท้อนแสงจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ

ดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์สีน้ำตาลเข้มที่มีเสน่ห์ลึกล้ำ

แพขนตายาวงอนที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา

และไฝเม็ดเล็กสีน้ำตาลอ่อนใต้หางตาข้างซ้าย…

ไฝในตำแหน่งเดียวกับที่ผมเคยจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนอันแสนหวานเมื่อสี่ปีก่อน!

ลำคอของผมตีบตันจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้

ภาพของผู้หญิงเรียบร้อยที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่เคยสบตาใคร และพูดจาแผ่วเบา ซึ่งทำงานอยู่ในบ้านของผมมาตลอดสามเดือน ค่อย ๆ ซ้อนทับเข้ากับภาพของ ‘มุกดา บวรลักษณ์’ ผู้หญิงที่เป็นดั่งดวงใจของผมอย่างไร้รอยต่อ

ทำไม…

ทำไมผมถึงโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้?

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ผมมองเธอเป็นเพียงแม่บ้านคนหนึ่ง เป็นแค่เงาที่เดินผ่านไปมาในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่

ผมไม่เคยชายตามองเธออย่างจริงจัง ไม่เคยแม้แต่จะสนใจว่าเธอมีหน้าตาอย่างไร เพราะหัวใจของผมปิดตายและด้านชาต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

ผมสร้างเกราะป้องกันตัวเองด้วยการไม่ผูกพันกับใครอีก

จนเกือบจะปล่อยให้ผู้หญิงที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดทุกลมหายใจ หลุดลอยไปจากชีวิตอีกครั้งต่อหน้าต่อตา!

“มุกดา…”

ผมเค้นเสียงเรียกชื่อเธอออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ

น้ำเสียงนั้นแตกพร่าและสั่นเครือ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่อัดอั้นมานานนับพันวัน

ร่างของหญิงสาวชะงักกึกในทันที ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเบิกกว้างขึ้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

เธอไม่ได้ดีใจที่ผมจำเธอได้

ตรงกันข้าม ร่างกายของเธอกลับสั่นเทาราวกับนกปีกหักที่กำลังเผชิญหน้ากับพรานล่าสัตว์

เธอรีบดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดบังรอยแผลเป็นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบชิดอก

“คุณ… คุณจำคนผิดแล้วค่ะ”

มุกดาปฏิเสธอย่างละล่ำละลัก น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

“ดิฉันชื่อมุกดาค่ะ เป็นแค่แม่บ้านรับจ้างรายวัน ไม่เคยรู้จักคุณท่านมาก่อนเลย”

“มะลิ มาหาแม่ลูก เราต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้!”

เธอรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาแนบอก ก่อนจะหันหลังเตรียมวิ่งหนีออกไปทางประตูกระจกบานเลื่อน

แต่ขาทั้งสองข้างที่อ่อนแรงจากการทำงานหนักและความหวาดกลัวกลับทำให้เธอเซถลา จนเกือบล้มลงกับพื้น

“อย่าไป!”

ผมตะโกนออกมาสุดเสียง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากโซฟาหนังแท้อย่างไม่คิดชีวิต

ในวินาทีนั้น ผมไม่สนใจภาพลักษณ์มหาเศรษฐีผู้สูงส่ง ไม่สนใจแม้แต่คราบสีน้ำที่เปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า

ผมก้าวยาว ๆ เพียงสองก้าวก็เข้าถึงตัวเธอ ก่อนจะใช้สองแขนโอบรัดร่างบอบบางที่ผอมซูบของมุกดาและลูกน้อยเอาไว้แน่น

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกมะลิป่าผสมกับกลิ่นสบู่เด็กจาง ๆ ลอยแตะจมูกผม

มันคือกลิ่นกายที่ผมคุ้นเคย กลิ่นเดิมที่ผมจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง

“ปล่อยฉันเถอะค่ะ คุณคณิน! ได้โปรดปล่อยพวกเราไป!”

มุกดาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอ้อมแขนของผม น้ำตาของเธอเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตราคาแพงจนเปียกชุ่ม

“อย่าแย่งมะลิไปจากฉันเลยนะคะ! ฉันยอมรับผิดทุกอย่างแล้ว ฉันจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีกตลอดชีวิต!”

“ได้โปรดเมตตาแม่ลูกคู่นี้ด้วยเถอะค่ะ อย่าพรากแกไปจากอกฉันเลย!”

คำตัดพ้อและเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของเธอกรีดแทงหัวใจผมจนแหลกสลาย

ทำไมเธอถึงคิดว่าผมจะแย่งลูกไปจากเธอ?

ทำไมเธอถึงมองผมด้วยสายตาหวาดกลัว ราวกับผมเป็นปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายชีวิตของเธอ?

“มุกดา… ฟังพี่ก่อน บัว… ฟังพี่ก่อน!”

ผมเรียกชื่อเล่นที่เคยใช้เรียกเธอเพียงคนเดียวในอดีต

คำว่า ‘บัว’ ทำให้การดิ้นรนของเธอหยุดชะงักลงในเสี้ยววินาที

มุกดาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผมทั้งน้ำตา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความร้าวรานที่ยากจะบรรยาย

“ทำไมเธอถึงต้องหนีพี่ไป?”

ผมเอ่ยถาม น้ำตาของลูกผู้ชายที่ไม่เคยหลั่งให้ใครมาตลอดสี่ปีเอ่อล้นออกมาจากดวงตา

หยาดน้ำตาร้อนผ่าวไหลลงมาตามร่องแก้ม ผสมปนเปกับคราบสีน้ำสีฟ้าและสีเหลืองที่มะลิเพิ่งวาดไว้บนใบหน้าของผม

“เธอรู้ไหมว่าสี่ปีที่ผ่านมา พี่ต้องมีชีวิตอยู่เหมือนตกนรกทั้งเป็นขนาดไหน?”

“พี่คิดว่าเธอตายไปแล้วในกองเพลิงนั้น พี่คิดว่าพี่สูญเสียทั้งเธอและลูกไปตลอดกาล!”

“ทำไมเธอถึงไม่กลับมาหาพี่? ทำไมถึงต้องทนลำบากมาเป็นแม่บ้านแบบนี้ด้วย?!”

มุกดาจ้องมองหยาดน้ำตาบนใบหน้าของผม

ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของมหาเศรษฐีหนุ่มตรงหน้าทำให้กำแพงแห่งความหวาดกลัวในใจเธอเริ่มสั่นคลอน

แต่แล้วความทรงจำอันดำมืดในอดีตก็หวนกลับมาบดบังหัวใจของเธออีกครั้ง

เธอส่ายหน้าช้า ๆ ริมฝีปากที่แห้งแตกสั่นระริก

“จะให้ฉันกลับไปหาคุณได้ยังไงคะ…”

น้ำเสียงของเธอแหบพร่า เต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่ปะปนกับความสิ้นหวัง

“กลับไปเพื่อให้ ‘คุณหญิงอรพินท์’ แม่ของคุณ สั่งคนมาวางเพลิงเผาฉันทั้งเป็นอีกครั้งอย่างนั้นเหรอคะ?!”

คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางศีรษะของผมซ้ำอีกครั้ง!

คุณหญิงอรพินท์…

แม่แท้ ๆ ของผมเอง!

“เธอ… เธอพูดว่าอะไรนะ มุกดา?”

“คุณหญิงอรพินท์บอกฉันในคืนนั้นค่ะ…” มุกดาสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

“ท่านบอกว่าผู้หญิงชั้นต่ำที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างฉัน ไม่มีวันได้ก้าวขึ้นมาเป็นสะใภ้ของตระกูลวรภักดีเดชากุล!”

“ท่านยื่นเช็คเงินสดห้าสิบล้านบาทให้ฉัน เพื่อแลกกับการทำแท้งและกำจัดเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณออกไป…”

“แต่เมื่อฉันปฏิเสธ คืนนั้นบ้านพักตากอากาศริมน้ำที่ฉันพักอยู่ก็ถูกลอบวางเพลิง!”

มุกดายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบริเวณลำคอของตัวเองด้วยความขมขื่น

“คนรับใช้ที่สนิทกับฉันยอมเสี่ยงชีวิตช่วยให้ฉันกระโดดลงแม่น้ำ ฉันต้องลอยคออยู่ท่ามกลางความมืดมิดเกือบสองชั่วโมง เพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องลูกในท้อง!”

“ในขณะที่ฉันต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้องเช่ารูหนู ข่าวสังคมกลับลงภาพคุณกำลังจะหมั้นหมายกับลูกสาวรัฐมนตรีอย่างมีความสุข!”

“แล้วคุณจะให้ฉันเชื่อใจคุณได้ยังไงคะ คุณคณิน?!”

“ถ้าคุณหญิงรู้ว่ามะลิคือลูกของคุณ ท่านจะไม่ส่งคนมาฆ่าปิดปากพวกเราสองคนแม่ลูกอย่างนั้นเหรอคะ?!”

ความจริงอันน่าสะเทือนขวัญที่พรั่งพรูออกมาจากปากของมุกดาทำให้ขาของผมหมดเรี่ยวแรงในทันที

เข่าทั้งสองข้างทรุดลงกระแทกพื้นหินอ่อนโดยที่ผมไม่สนใจความเจ็บปวด

มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองในเกียรติยศและศักดิ์ศรี บัดนี้กลับคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหญิงสาวในชุดแม่บ้านเก่า ๆ คนหนึ่ง

ภาพข่าวงานหมั้นในอดีตที่ผมเคยเห็น แท้จริงแล้วเป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่แม่ของผมจัดขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนการหายตัวไปของมุกดา!

ในเวลานั้น แม่บอกผมว่ามุกดารับเงินไปแล้วและหนีตามชู้รักไปต่างประเทศ

ผมไม่เคยเชื่อคำพูดของแม่แม้แต่น้อย ผมอาละวาดจนบ้านแทบพัง และปฏิเสธการหมั้นหมายนั้นอย่างเด็ดขาด จนยอมแตกหักกับคนในตระกูล

ผมแยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และตัดขาดการติดต่อกับแม่มาตลอดสี่ปีเต็ม

แต่ผมไม่เคยรู้เลย…

ไม่เคยรู้แม้แต่น้อยว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ในคืนนั้น คือแผนการฆาตกรรมอันเลือดเย็นที่เกิดจากน้ำมือของผู้หญิงที่ให้กำเนิดผมเอง!

“พี่ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย…”

ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แตกสลาย น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มโดยไม่สนใจสายตาของใคร

“พี่สาบานด้วยชีวิตและวิญญาณของพี่เลยนะ มุกดา พี่ไม่เคยรู้เรื่องเงิน ไม่เคยรู้เรื่องไฟไหม้เลยแม้แต่นิดเดียว”

“คืนนั้นพี่ถูกส่งตัวไปเจรจาธุรกิจด่วนที่สิงคโปร์ กว่าพี่จะกลับมารู้ข่าว ทุกอย่างก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว”

“พี่กลับไปตามหาเธอทุกลำน้ำ ทุกโรงพยาบาล ทุกสุสาน… พี่ตามหาเธอจนแทบจะเป็นบ้า!”

ผมยื่นมือที่สั่นเทาขึ้นประคองใบหน้าของเธอ สบตาเธออย่างลึกซึ้งด้วยความจริงใจทั้งหมดที่ผมมี

“ส่วนงานหมั้นบ้าบอนั่น พี่เป็นคนล้มโต๊ะแถลงข่าวด้วยตัวเอง จนต้องตัดขาดกับตระกูลมาจนถึงทุกวันนี้!”

“ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พี่ไม่เคยมีใครอื่นเลย ในหัวใจของพี่มีแค่เธอ… มีแค่บัวคนเดียวเสมอมา”

มุกดานิ่งงัน หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงบนหลังมือของผม

เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านในน้ำเสียง และความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น

ความเจ็บปวด ความเคียดแค้น และความหวาดระแวงที่เธอแบกรับมาตลอดสี่ปี เริ่มปริแตกและค่อย ๆ ละลายลงภายใต้หยาดน้ำตาของชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ

“คุณลุงคะ…”

เสียงเล็ก ๆ ใสกังวานดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน

เด็กหญิงมะลิที่ยืนเงียบอยู่นานยื่นมือน้อย ๆ ซึ่งเปื้อนสีน้ำขึ้นมาแตะแก้มของผม

นิ้วป้อม ๆ ค่อย ๆ ปาดเกลี่ยหยาดน้ำตาและคราบสีน้ำบนใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา

“คุณลุงอย่าร้องไห้สิคะ…”

ดวงตากลมโตที่เปล่งประกายไร้เดียงสาจ้องมองผมด้วยความห่วงใย

“ดูสิคะ รอยยิ้มกับสายรุ้งที่หนูวาดให้มันละลายหมดแล้วนะคะ”

มะลิก้มลงมองตุ๊กตากระต่ายเก่าคร่ำคร่าที่อยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะยื่นมันมาให้ผม

“หนูให้เจ้าปุยยืมกอดแป๊บหนึ่งก็ได้ค่ะ เวลาหนูร้องไห้ แม่บอกว่าถ้ากอดเจ้าปุยแล้วจะไม่เจ็บแผล”

“คุณลุงกอดมันสิคะ จะได้หายเจ็บนะ”

หัวใจของผมบีบรัดอย่างรุนแรงจนแทบระเบิดออกมาด้วยความตื้นตัน

ความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์ และความรักที่ปราศจากเงื่อนไขของเด็กคนนี้ เปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาบาดแผลเน่าเฟะในจิตวิญญาณของผมให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ผมยื่นมือไปรับตุ๊กตากระต่ายตัวนั้นมากอดไว้แนบอก ก่อนจะรวบตัวเด็กหญิงมะลิเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอีกข้างหนึ่ง

ผมซบหน้าลงกับไหล่เล็ก ๆ ของลูกสาว กลิ่นแป้งเด็กและกลิ่นไอแดดจาง ๆ จากเส้นผมของแกแตะเข้าที่ปลายจมูก

“ขอบคุณนะครับ คนเก่ง…”

ผมกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาหยดลงบนคอเสื้อกันฝนของลูกสาว

“ลุงหายเจ็บแล้วครับ… เพราะมีหนูกับแม่อยู่ตรงนี้”

ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองมุกดา ซึ่งกำลังนั่งน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า

“มะลิไม่ใช่ลูกของคนอื่นใช่ไหม มุกดา?”

ผมเอ่ยถามคำถามที่ลึก ๆ แล้วผมรู้คำตอบอยู่แก่ใจ

“แกคือลูกสาวของพี่ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเราสองคนใช่ไหม?”

มุกดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ทั้งน้ำตา

“ใช่ค่ะ… มะลิคือลูกสาวของคุณ”

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ชื่อจริงของแกคือ เด็กหญิงมัลลิกา วรภักดีเดชากุล ฉันตั้งนามสกุลนี้ให้แกในใบเกิด แม้ว่าฉันจะไม่เคยกล้าบอกใครก็ตาม”

คำยืนยันนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาในชีวิตอันมืดมนของผม

ลูกสาว…

ผมมีลูกสาววัยสามขวบ!

เด็กหญิงที่เพิ่งใช้พู่กันวาดสายรุ้งบนใบหน้าของผม คือส่วนหนึ่งของชีวิตและสายเลือดของผมเอง!

ผมดึงมุกดาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดทันที แขนทั้งสองข้างโอบรัดร่างของแม่และลูกเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไปแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งสองคนจะหายไปจากชีวิตผมอีกครั้ง

สามคนพ่อแม่ลูกแนบชิดกันอยู่ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงเทกระหน่ำอยู่นอกหน้าต่าง

ความอบอุ่นที่แท้จริง ซึ่งเงินหมื่นล้านไม่อาจซื้อหาได้ บัดนี้ได้หวนคืนสู่อาณาจักรแก้วอันแสนโดดเดี่ยวของผมอีกครั้ง!

…

เวลาผ่านไปจนกระทั่งสายฝนด้านนอกเริ่มซาลง กลิ่นไอดินชื้นยังคงลอยอบอวลผ่านช่องระบายอากาศเข้ามาในคฤหาสน์

ภายในห้องนอนใหญ่บนชั้นสอง ซึ่งตามปกติเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้ามา บัดนี้กลับมีภาพที่อบอุ่นแตกต่างจากทุกวัน

บนเตียงคิงไซส์ราคาหลักล้านที่ปูด้วยผ้าไหมอิตาลีสีเทาเข้ม ร่างเล็กป้อมของมะลิในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตัวใหม่กำลังหลับสนิทอย่างมีความสุข

ในอ้อมแขนของแกยังคงกอดเจ้าปุยเอาไว้แน่น ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ขณะที่แก้มเนียนนุ่มมีสีชมพูระเรื่อ

บนโต๊ะข้างเตียงมีกะละมังน้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็กวางอยู่

ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงช่วยมุกดาเช็ดตัวและทายาแก้ผื่นคันให้ลูกสาวด้วยตัวเองอย่างทะนุถนอมที่สุด

ความรู้สึกของการได้เป็น ‘พ่อ’ นั้นยิ่งใหญ่และท่วมท้นจนผมแทบไม่อยากกะพริบตา เพราะกลัวว่าช่วงเวลาอันล้ำค่านี้จะหายไป

มุกดานั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาข้างเตียง เธอเปลี่ยนมาสวมชุดลำลองผ้าฝ้ายสีครีมตัวหลวมที่แม่บ้านส่วนตัวของผมรีบนำมาให้

ใบหน้าหวานที่ปราศจากเครื่องสำอางและแว่นตากรอบหนาดูผ่อนคลายลงมาก แม้ว่าแววตาของเธอยังคงแฝงความกังวลเอาไว้

ผมเดินไปรินนมอุ่นผสมน้ำผึ้งใส่แก้วเซรามิก ก่อนจะนำมายื่นให้เธอ

“ดื่มอะไรอุ่น ๆ หน่อยนะบัว ร่างกายจะได้อบอุ่นขึ้น”

มุกดาเงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนจะรับแก้วนมไปถือไว้ด้วยสองมือที่ยังคงมีรอยด้านจากการทำงานหนัก

“ขอบคุณค่ะ… คุณคณิน”

“เรียกพี่คณินเหมือนเดิมเถอะนะ”

ผมนั่งลงบนขอบเตียงข้าง ๆ เธอ สบตาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน

“อย่าสร้างระยะห่างระหว่างเราอีกเลยนะ สี่ปีที่ผ่านมา… มันทรมานมากเกินพอแล้ว”

มุกดาก้มมองผิวนมในแก้ว หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง

“ฉันขอโทษนะคะ ที่ต้องโกหกคุณ… ที่ต้องแอบเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านในบ้านของคุณ”

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ ก่อนจะเล่าความจริงที่เก็บซ่อนไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

“สองเดือนก่อน มะลิป่วยเป็นโรคปอดบวมอย่างรุนแรง ค่ารักษาพยาบาล ค่าห้อง และค่ายาเฉพาะทางสูงมากจนเงินเก็บก้อนสุดท้ายของฉันหมดเกลี้ยง”

“ฉันไปกู้หนี้นอกระบบมาห้าหมื่นบาท แต่ดอกเบี้ยกลับทบต้นทบดอก จนยอดหนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองแสนบาทภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์”

“พวกทวงหนี้บุกไปพังห้องเช่าของฉัน แถมยังขู่ว่าจะจับมะลิไปขายอีกด้วย…”

มือของผมกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อด้วยความเจ็บแค้น

ในขณะที่ผมนั่งดื่มไวน์ราคาแพงขวดละแสน ใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองที่ไร้ความหมาย ลูกและผู้หญิงที่ผมรักกลับต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานและภัยคุกคาม เพียงเพราะเงินสองแสนบาท!

“ฉันไม่มีทางเลือกจริง ๆ ค่ะ พี่คณิน…” มุกดาพูดต่อทั้งน้ำตา

“ฉันเห็นประกาศรับสมัครแม่บ้านประจำคฤหาสน์ของคุณผ่านบริษัทจัดหางาน ฉันรู้ว่ามันเสี่ยงมาก เพราะคุณอาจจำฉันได้ทุกเมื่อ”

“แต่ค่าจ้างมันสูงพอที่จะช่วยจ่ายค่ายาให้ลูกได้ และที่สำคัญที่สุด…”

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ของคนเป็นแม่

“ฉันคิดว่า… ถ้าวันหนึ่งฉันเป็นอะไรไป ถ้าพวกทวงหนี้มันฆ่าฉันตาย อย่างน้อยมะลิก็จะได้อยู่ใกล้พ่อแท้ ๆ ของแก”

“คุณอาจจำฉันไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งคุณได้เห็นล็อกเกตเส้นนี้ คุณคงไม่ใจร้ายปล่อยให้ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองต้องอดตายหรอกค่ะ…”

คำสารภาพของมุกดาทำให้หัวใจของผมบีบรัดอย่างเจ็บปวดจนแทบขาดใจ

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าตามหาผู้หญิงที่รักสุดหัวใจ โดยไม่เคยรู้เลยว่าเธอต้องต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพัง ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความหวาดกลัวมากมายเพียงใด

และในขณะที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เงินสามารถซื้อหาได้ เธอกลับต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาสิ่งสำคัญที่สุดในโลกเอาไว้ นั่นก็คือลูกสาวของเรา

เด็กหญิงตัวน้อยที่ผมเพิ่งได้กอดเป็นครั้งแรกในวันนี้

ลูกสาวที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง

และผู้หญิงที่ผมไม่เคยหยุดรัก แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสี่ปี…
ผมเอื้อมมือไปกุมมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น ก่อนจะดึงขึ้นมาแนบกับอกข้างซ้ายของตัวเอง

“พี่ยกโทษให้ตัวเองไม่ได้เลยบัว… ที่ปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับนรกพวกนั้นเพียงลำพัง”

ผมก้มลงจุมพิตบนหลังมือที่หยาบกร้านของเธออย่างทะนุถนอม ราวกับต้องการชดเชยทุกความเจ็บปวดที่เธอเคยเผชิญมาตลอดสี่ปี

“แต่นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… นรกพวกนั้นจะจบลงแล้ว”

“พี่จะจัดการหนี้สินทั้งหมด และจัดการพวกสารเลวทุกคนที่เคยทำร้ายเธอ”

“และที่สำคัญที่สุด… พี่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับทุกคนที่พรากเธอกับลูกไปจากพี่ แม้ว่าคนคนนั้น… จะเป็นแม่แท้ ๆ ของพี่ก็ตาม!”

แววตาของผมวาวโรจน์ขึ้นด้วยเพลิงแค้นที่เยือกเย็นและเด็ดขาด

ในจังหวะนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องนอนก็ดังขึ้นเบา ๆ สามครั้ง

ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…

“เข้ามา” ผมเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเข้ม

บานประตูไม้สักหนาเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของ ‘กริช’ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยและมือขวาคนสนิทของผม

กริชในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามา ก่อนจะค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม ทว่าสีหน้าของเขากลับเคร่งเครียดและแฝงความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

“นายครับ…” กริชรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น

“ระบบกล้องวงจรปิดบริเวณรอบนอกตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยสองคัน จอดซุ่มดูอยู่หน้าปากซอยทางเข้าคฤหาสน์ตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วครับ”

“รถของใคร?” ผมหรี่ตาลง สัญชาตญาณระแวดระวังพลันตื่นตัวขึ้นทันที

“คันแรกเป็นรถตู้ของคุณหญิงอรพินท์ครับ”

ชื่อดังกล่าวทำให้มุกดาสะดุ้งสุดตัว แก้วนมในมือสั่นสะท้านจนเกือบหก

ผมรีบเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอไว้ เพื่อปลอบประโลมและย้ำให้รู้ว่าเธอไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพังอีกต่อไป

“แล้วอีกคันล่ะ?” ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“คันที่สองเป็นรถกระบะของแก๊งทวงหนี้นอกระบบในพื้นที่นนทบุรีครับ”

กริชยื่นแท็บเล็ตที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดความละเอียดสูงมาให้ผมดู

“ดูเหมือนว่าสายสืบของคุณหญิงอรพินท์จะสะกดรอยตามพวกทวงหนี้มาจนถึงที่นี่ครับ”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะรายงานประโยคต่อมาที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที

“ตอนนี้พวกมันรู้แล้วครับว่า คุณมุกดาและคุณหนูมะลิพักอาศัยและทำงานอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้!”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ไกล ๆ

แม่ของผม…

ผู้หญิงที่ไม่เคยยอมปล่อยวางความแค้นและความหยิ่งยโสของตัวเอง

หลังจากรู้ว่าเหยื่อที่เธอเคยสั่งให้คนไปเผาทำลายเมื่อสี่ปีก่อนยังมีชีวิตอยู่ บัดนี้นางพญาปีศาจตนนั้นก็กำลังนำพายุลูกใหม่เข้ามา เพื่อบดขยี้ความสุขที่ผมเพิ่งค้นพบอีกครั้ง!

แต่ครั้งนี้ทุกอย่างจะแตกต่างออกไป

ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่จะยอมตกอยู่ใต้อาณัติของใครอีกต่อไป

ผมส่งแท็บเล็ตคืนให้กริช ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่อย่างสง่างาม

รอยยิ้มเย็นเฉียบที่บรรดาศัตรูในแวดวงธุรกิจต่างหวาดกลัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากของผม

“กริช…”

“ครับนาย”

“สั่งการหน่วยอารักขาพิเศษระดับหนึ่ง ปิดล็อกคฤหาสน์ทุกจุด ห้ามแม้แต่มดตัวเดียวเล็ดลอดเข้ามาได้!”

“และส่งหลักฐานเส้นทางการเงิน คดีลอบวางเพลิงเมื่อสี่ปีก่อน รวมถึงคดีจ้างวานฆ่าที่ฉันสั่งให้รื้อฟื้นขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ…”

ผมหันไปสบตากับมุกดา ซึ่งกำลังมองผมด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะหันกลับไปออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดราวกับคำพิพากษา

“ส่งหลักฐานทั้งหมดตรงถึงมือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและอัยการสูงสุดเดี๋ยวนี้!”

“พรุ่งนี้เช้า… เราจะเปิดประตูคฤหาสน์ต้อนรับคุณแม่ของฉันอย่างสมเกียรติที่สุด!”

บทที่ 3 : เปิดโปงความจริงและทวงคืนความยุติธรรม

แสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณวันใหม่ค่อย ๆ ขับไล่ความมืดมิดและร่องรอยของพายุฝนให้จางหายไป

แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าสาดกระทบผนังกระจกของคฤหาสน์สไตล์โมเดิร์นจนเกิดประกายระยิบระยับ ขณะที่หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าของสนามกว้างสองไร่สะท้อนแสงแดดพราวระยับ พร้อมส่งกลิ่นหอมสดชื่นของธรรมชาติหลังสายฝน

ทว่าภายในห้องโถงรับแขกขนาดใหญ่ บรรยากาศกลับตึงเครียดเสียจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ

ผมนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวใหญ่กลางห้อง สวมชุดสูทสากลสามชิ้นสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต นาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ตัวเรือนทองคำขาวบนข้อมือสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ

แต่สิ่งที่แตกต่างจากทุกวันคือ… ข้างกายของผมไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป

มุกดานั่งอยู่เคียงข้างในชุดเดรสผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เรียบหรู ช่างตัดเสื้อระดับโอต์กูตูร์นำชุดนี้มาส่งให้ถึงคฤหาสน์ตั้งแต่เวลาตีห้า

เส้นผมยาวสลวยของเธอถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เผยให้เห็นใบหน้าหวานที่งดงามและสง่างาม

รอยแผลเป็นบริเวณลำคอของเธอถูกประดับด้วยสร้อยคอเพชรแท้ล้อมมรกต ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่คุณยายของผมเคยมอบไว้ให้สำหรับ ‘นายหญิงตัวจริงของตระกูล’

และบนตักของผม…

มีเด็กหญิงมะลิตัวน้อยในชุดกระโปรงฟูฟ่องสีชมพูอ่อนนั่งอยู่

มือข้างหนึ่งของแกถือคุกกี้เนยสดที่เชฟประจำบ้านเพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ ส่วนอีกข้างยังกอด ‘เจ้าปุย’ ตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดที่เก่าคร่ำคร่าไว้แนบอก

แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ หูข้างที่แหว่งของเจ้าปุยได้รับการเย็บซ่อมแซมอย่างประณีตด้วยด้ายสีทอง และผูกโบผ้าซาตินสีแดงสดเอาไว้อย่างน่ารัก

“คุณพ่อคะ…”

มะลิเงยหน้าขึ้นมองผม แก้มป่องขยับตามจังหวะการเคี้ยวคุกกี้

“วันนี้เราจะวาดสายรุ้งกันอีกไหมคะ?”

คำว่า ‘คุณพ่อ’ ที่หลุดออกจากริมฝีปากเล็ก ๆ ของลูกสาวเป็นครั้งแรกในเช้าวันนี้ ทำให้หัวใจของผมพองโตด้วยความสุขและความอบอุ่นจนแทบละลาย

ผมโน้มตัวลงไปหอมแก้มยุ้ยของลูกสาวฟอดใหญ่ จนแกหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ

“วาดสิครับคนเก่ง แต่วันนี้พ่อต้องทำงานสำคัญให้เสร็จก่อนนะครับ”

“สัญญาแล้วนะคะคุณพ่อ เกี่ยวก้อยกันก่อนค่ะ!”

นิ้วก้อยป้อม ๆ ยื่นมาตรงหน้าผม

ผมยิ้มกว้าง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยของตัวเองไปเกี่ยวกับนิ้วเล็ก ๆ ของลูกสาวอย่างหนักแน่น

“สัญญาครับ ลูกรัก”

บรึ้มมมมม!

เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์หลายคันดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขบันไดคฤหาสน์อย่างกะทันหัน

เสียงเบรกดังเอี๊ยดสนั่น ตามมาด้วยเสียงปิดประตูรถดังปัง! ปัง! ปัง!

มุกดาสะดุ้งเล็กน้อย มือที่ประสานอยู่บนตักเริ่มสั่นเทา

ผมเอื้อมมือไปกุมมือของเธอไว้ บีบเบา ๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นใจและความอบอุ่น

“ไม่ต้องกลัวนะบัว… ตราบใดที่พี่ยังอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายเธอได้อีก”

ประตูไม้สักบานใหญ่ของห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะขออนุญาต

การ์ดร่างยักษ์ของผมสี่นายไม่ได้ขัดขวาง แต่กลับเปิดทางให้อย่างเป็นระเบียบตามแผนการที่ผมวางเอาไว้

สตรีสูงวัยรูปร่างผอมสูงในชุดผ้าลูกไม้สีม่วงเข้มก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางหยิ่งผยอง

เธอคือ ‘คุณหญิงอรพินท์’ วัยหกสิบสองปี

ใบหน้าที่ผ่านการดึงตึงและแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว

ข้างกายของเธอคือ ‘ภคิน’ ลูกพี่ลูกน้องของผมและหลานชายคนโปรดของเธอ ชายหนุ่มหน้าตาเจ้าเล่ห์ที่สวมชุดสูทสีเทา

ส่วนด้านหลังของทั้งคู่ มีชายฉกรรจ์สามคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำและมีรอยสักบริเวณลำคอเดินตามเข้ามา

พวกมันคือหัวหน้าแก๊งทวงหนี้นอกระบบและลูกน้องที่คุณหญิงอรพินท์จ้างวานและพาตัวมาด้วยตัวเอง!

“ตาคณิน! นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?!”

คุณหญิงอรพินท์แผดเสียงแหลมสูงจนเสียงสะท้อนไปทั่วห้องโถง

เธอใช้ไม้เท้าหัวทองคำชี้ตรงมายังโซฟาที่พวกเรานั่งอยู่

“แกปล่อยให้แม่บ้านชั้นต่ำกับลูกไม่มีพ่อเข้ามานั่งเสนอหน้าบนโซฟาราคาตัวละล้านของแกได้ยังไง!”

“แล้วที่แกสั่งให้การ์ดปิดล้อมบ้าน ไม่ยอมให้แม่เข้ามาคุยเรื่องโครงการเซ็นทรัลพาร์กเมื่อวานนี้ ก็เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับอีผู้หญิงแพศยาคนนี้อย่างนั้นเหรอ?!”

สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวของคุณหญิงอรพินท์ตวัดไปจับจ้องใบหน้าของมุกดา

และในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของหญิงชราก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด

สีหน้าหยิ่งผยองแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา ราวกับเห็นวิญญาณที่ควรจะจมหายไปในขุมนรกกลับมายืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

“แก… แก!”

คุณหญิงอรพินท์ยกมือขึ้นทาบอก ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ขาสั่นจนแทบเสียหลักล้มลง

“นังมุกดา! แก… แกยังไม่ตายอีกเหรอ?!”

“ใช่ครับคุณแม่… เธอยังไม่ตาย”

ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก

ผมค่อย ๆ ประคองมะลิลงจากตักให้ยืนบนพื้นพรม ก่อนส่งสัญญาณให้พยาบาลพิเศษพาแกไปเล่นในห้องกระจกด้านหลัง

เมื่อลูกสาวเดินพ้นสายตาไปแล้ว…

รอยยิ้มอบอุ่นของคนเป็นพ่อก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น

เหลือเพียงสายตาของพญาราชสีห์ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใด!

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะก้าวตรงไปหาคุณหญิงอรพินท์ทีละก้าว

เสียงรองเท้าหนังแท้กระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ

ตึก… ตึก… ตึก…

ทุกย่างก้าวของผมแผ่รังสีกดดันจนพวกนักเลงทวงหนี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น

“คุณแม่ดูตกใจมากนะครับ…”

ผมหยุดยืนตรงหน้าแม่แท้ ๆ ของตัวเอง โดยมีระยะห่างเพียงสามก้าว

“ตกใจที่เห็นคนที่คุณแม่สั่งให้คนไปลอบวางเพลิงเผาบ้านริมน้ำเมื่อสี่ปีก่อน… ยังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้อย่างนั้นเหรอครับ?”

คำว่า ‘ลอบวางเพลิง’ เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางศีรษะของคุณหญิงอรพินท์และภคิน

ภคินหน้าถอดสีทันที เขารีบก้าวถอยหลังไปหลบอยู่ด้านหลังคุณหญิง

“แก… แกพูดบ้าอะไรของแก ตาคณิน!”

คุณหญิงอรพินท์พยายามตวาดเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว แต่ปลายเสียงกลับสั่นระริกอย่างไม่อาจปิดบัง

“แม่เป็นแม่ของแกนะ! แม่จะไปทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นได้ยังไง!”

“นังนี่มันกุเรื่องขึ้นมาหลอกแก! มันรับเงินสิบล้านของแม่ไปแล้วหนีตามชู้ไปเองต่างหาก!”

เธอรีบชี้ไปทางกลุ่มชายฉกรรจ์ด้านหลัง

“นี่ไง! พวกทวงหนี้พวกนี้คือพยาน! นังนี่มันติดหนี้พนัน ติดหนี้ผู้ชายจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับมาเกาะแก!”

ชายฉกรรจ์หัวหน้าแก๊งทวงหนี้รีบก้าวออกมาข้างหน้า หวังเอาใจคุณหญิงอรพินท์

“ใช่ครับเสี่ย! อีนี่มันติดหนี้พวกผมสองแสน… โอ๊ยยย!”

ยังไม่ทันที่มันจะพูดจบประโยค เสียงหมัดกระแทกเข้าที่ขากรรไกรก็ดังสนั่น

ผัวะ!

กริชพุ่งเข้าชกหัวหน้าแก๊งทวงหนี้อย่างรวดเร็ว จนร่างของมันเซถลาไปกระแทกเสาหินอ่อน ก่อนจะทรุดลงกับพื้น

ลูกน้องอีกสองคนทำท่าจะชักมีดพกออกมา แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ เสียงขึ้นลำของอาวุธปืนจากหน่วยอารักขาพิเศษก็ดังขึ้นพร้อมกันทั่วห้องโถง

แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก!

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่าสิบนายที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านปรากฏตัวขึ้น พร้อมควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

พวกทวงหนี้ทั้งสองคนรีบทิ้งอาวุธลงกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว

“ในบ้านของผม… สุนัขไม่มีสิทธิ์เห่าครับ คุณแม่”

ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองชายที่นอนอยู่บนพื้น

จากนั้นผมหันไปพยักหน้าให้ทนายความประจำตระกูล ซึ่งยืนรออยู่ตรงมุมห้อง

ทนายความก้าวออกมา พร้อมยื่นแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสามเล่มให้คุณหญิงอรพินท์

“เอกสารเล่มแรก…” ผมเริ่มพูดช้า ๆ แต่หนักแน่น

“คือบันทึกคำรับสารภาพของอดีตคนขับรถและทีมวางเพลิงที่คุณแม่จ้างวานเมื่อสี่ปีก่อน”

“พวกมันถูกตำรวจจับกุมตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และยอมเปิดเผยชื่อผู้บงการทั้งหมด เพื่อแลกกับการขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณากันตัวไว้เป็นพยาน”

ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่ ก่อนจะกล่าวชื่อผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนอย่างชัดเจน

“และชื่อที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานก็คือ คุณหญิงอรพินท์ วรภักดีเดชากุล และนายภคิน วรภักดีเดชากุล!”

“มะ… ไม่จริง! พี่คณินใส่ร้ายผม!” ภคินกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว

“เอกสารเล่มที่สอง…” ผมพูดต่อโดยไม่สนใจเสียงโวยวายของเขา

“คือรายงานการตรวจสอบบัญชีทุจริตในโครงการคอนโดมิเนียมสุขุมวิท มูลค่าแปดร้อยล้านบาท”

“หลักฐานแสดงให้เห็นว่าภคินแอบยักยอกเงินสดของบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณแม่ เพื่อนำไปใช้จ่ายค่าจ้างมือปืนและเล่นการพนันในบ่อนคาสิโนปอยเปต!”

ผมหยิบเอกสารแผ่นสุดท้ายออกมาจากแฟ้ม ก่อนจะชูขึ้นตรงหน้าคุณหญิงอรพินท์

“และเอกสารเล่มสุดท้าย… คือผลการตรวจดีเอ็นเออย่างเป็นทางการจากสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“ผลการตรวจระบุว่ามีความสอดคล้องทางพันธุกรรมถึง 99.99% ยืนยันว่าเด็กหญิงมัลลิกา วรภักดีเดชากุล เป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของผม!”

ผมหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“และเธอคือทายาทสายตรงที่มีสิทธิ์รับมรดกและหุ้นตามข้อกำหนดของตระกูลวรภักดี กรุ๊ป!”

“กรี๊ดดดดดด!”

คุณหญิงอรพินท์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ไม้เท้าในมือหลุดร่วงลงกระทบพื้นหินอ่อนดังเคร้ง!

ความจริงที่ถูกเปิดโปงทำให้หน้ากากของหญิงผู้วางตัวสูงส่งพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี

“แกกล้าดียังไง ตาคณิน! ฉันเป็นแม่ของแกนะ!”

หญิงชราแผดเสียงด่าทั้งน้ำตา พร้อมชี้นิ้วที่สั่นระริกมาทางผม

“แกจะเอาแม่แท้ ๆ เข้าคุก เพื่ออีผู้หญิงชั้นต่ำกับลูกไม่มีหัวนอนปลายเท้านี่อย่างนั้นเหรอ?!”

“เลือดของมันไม่มีทางเทียบชั้นกับตระกูลเราได้! มันเป็นแค่เสนียดจัญไร!”

“คนที่ต่ำช้า… คือคุณแม่ต่างหากครับ!”

ผมตวาดกลับไปเสียงดังจนสะท้อนไปทั่วห้องโถง

ดวงตาของผมลุกโชนด้วยความเด็ดขาดที่ไม่มีสิ่งใดในโลกจะสั่นคลอนได้

“มุกดาคือผู้หญิงที่ซื่อสัตย์ และรักผมด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์!”

“เธอต้องอุ้มท้องลูกของผมหนีตาย ต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องทำงานรับจ้างสารพัด รวมถึงงานทำความสะอาด เพื่อหาเงินมาซื้อนมให้ลูกของผมกิน!”

“ในขณะที่คุณแม่… ผู้หญิงที่ชอบอวดอ้างว่าตัวเองสูงส่ง กลับมีจิตใจเน่าเฟะยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!”

“คุณแม่ถึงกับสั่งฆ่าหญิงตั้งครรภ์ และคิดทำลายสายเลือดแท้ ๆ ของตัวเอง เพียงเพราะความโลภและความต้องการครอบครองมรดกทั้งหมด!”

ผมก้าวเข้าไปใกล้คุณหญิงอรพินท์ แววตาเย็นเยียบจนหญิงชราต้องผงะถอยหนีด้วยความหวาดกลัว

“ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผมยอมใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ยอมตัดขาดจากตระกูล เพราะคิดว่าตัวเองล้มเหลวในการปกป้องคนที่รัก”

“แต่วันนี้… เมื่อพระเจ้าประทานพวกเธอกลับคืนมาให้ผมอีกครั้ง”

ผมหยุดมองหน้าแม่ ก่อนจะประกาศคำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ผมขอสาบานด้วยชีวิต ว่าจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย เพื่อให้คนที่คิดทำร้ายครอบครัวของผมต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง!”

“ไม่ว่าใครก็ตาม… รวมถึงคุณแม่ด้วย!”

วี้หว่อ… วี้หว่อ… วี้หว่อออออ!

ทันใดนั้น เสียงไซเรนจากรถตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และรถของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก็ดังกระหึ่มเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์

แสงไฟวับวาบสีแดงและน้ำเงินสาดผ่านกระจกเข้ามา ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงสว่างไสวไปด้วยแสงสะท้อน

นายตำรวจระดับผู้บังคับการกองปราบปรามก้าวเข้ามาพร้อมเจ้าหน้าที่ติดอาวุธครบมือ ในมือของเขาถือหมายจับที่มีตราครุฑประทับอย่างชัดเจน

“คุณหญิงอรพินท์ วรภักดีเดชากุล และนายภคิน วรภักดีเดชากุล!”

นายตำรวจประกาศด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

“พวกคุณทั้งสองถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การจ้างวานวางเพลิงเผาทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัย และการร่วมกันยักยอกทรัพย์ของบริษัทมหาชน!”

“เจ้าหน้าที่ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีเดี๋ยวนี้!”

“ไม่นะ! ปล่อยฉัน! พวกแกไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน! ฉันเป็นคุณหญิงนะ!”

คุณหญิงอรพินท์กรีดร้องและดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวและใส่กุญแจมือให้เธอ

ส่วนภคินทรุดลงคุกเข่า ร้องไห้สะอึกสะอื้น พร้อมพยายามคลานเข้ามาหาผมเพื่อขอความเมตตา

แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของผมเข้ามาขวางไว้ ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวพวกเขาออกไปทางประตูหน้า

เสียงกรีดร้องและคำก่นด่าค่อย ๆ แผ่วเบาลงตามระยะทางที่ห่างออกไป

กระทั่งเสียงไซเรนของรถตำรวจเคลื่อนพ้นรั้วคฤหาสน์ไปในที่สุด

ความเงียบสงบค่อย ๆ หวนคืนสู่อาณาจักรแก้วของผมอีกครั้ง

ผมยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด

ความแค้น ความเจ็บปวด และความมืดมนที่เกาะกุมหัวใจมานานถึงสี่ปี ไม่ได้หายไปจากความทรงจำทั้งหมด แต่ในที่สุดผมก็ได้เริ่มต้นทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้หญิงที่ผมรักและลูกสาวของเรา

ผมหมุนตัวเดินกลับมาหามุกดา ซึ่งกำลังยืนมองผมทั้งน้ำตา

ผมค่อย ๆ คุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือที่ยังสั่นเทาของเธอไว้

จากนั้น ผมดึงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋าสูท แล้วค่อย ๆ เปิดฝากล่องออก

ภายในกล่องนั้นมีแหวนเพชรรูปหยดน้ำเม็ดงาม วงเดียวกับที่ผมเคยสั่งทำไว้เมื่อสี่ปีก่อน และพกติดตัวมาตลอดโดยไม่เคยห่าง

“บัวครับ…”

น้ำเสียงของผมทุ้มต่ำ นุ่มนวล และเปี่ยมไปด้วยความรักทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวใจ

“ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา พี่อาจเป็นผู้ชายที่โง่เขลาและอ่อนแอ จนไม่สามารถปกป้องเธอได้”

“แต่วันนี้… พี่กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง ก็เพราะเธอกับลูก”

ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพูดต่อด้วยความจริงใจ

“ยกโทษให้พี่นะบัว และให้โอกาสพี่ได้ทำหน้าที่สามี ได้ทำหน้าที่พ่อของมะลิ”

“แต่งงานกับพี่นะครับ… มาเป็นนายหญิงตัวจริงของบ้านหลังนี้ และเป็นดวงใจของพี่ตลอดไป”

หยาดน้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกจากดวงตาคู่สวยของมุกดา

รอยยิ้มที่สดใสและงดงามดุจดอกบัวแรกแย้ม ซึ่งผมเฝ้าถวิลหามาตลอดสี่ปี กลับคืนมาสู่ใบหน้าของเธออีกครั้ง

เธอย่อตัวลงโอบกอดคอผมแน่น ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่ของผม

“ค่ะ พี่คณิน… บัวจะแต่งงานกับพี่ค่ะ”

ผมค่อย ๆ สวมแหวนเพชรวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ก่อนจะประคองใบหน้าหวานขึ้นมา แล้วประทับจูบอย่างอ่อนโยนด้วยความรักที่เก็บงำไว้ในหัวใจมานาน

จุมพิตครั้งนี้ไม่อาจลบรอยแผลเป็นหรือเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาบาดแผลและความเจ็บปวดที่เราทั้งสองคนแบกรับมาอย่างยาวนาน

“เย้! คุณพ่อกอดคุณแม่แล้ว!”

เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็ก ๆ ที่วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดพวกเราทั้งสองคน

มะลิหัวเราะร่าด้วยความสุข แก้มยุ้ยเปื้อนเศษคุกกี้ ในมือยังคงถือพู่กันและจานสีน้ำที่แอบไปหยิบมาจากโต๊ะญี่ปุ่น

“คุณพ่อคะ! สัญญากันแล้วนะคะว่าจะวาดสายรุ้งด้วยกัน!”

ผมกับมุกดาหันมาสบตากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข

ผมอุ้มมะลิขึ้นมานั่งบนตัก แล้วดึงมุกดาเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน

“ได้สิครับ คนเก่ง… วันนี้พ่อกับแม่จะช่วยกันวาดสายรุ้งที่สวยที่สุดในโลกให้หนูเอง”

มะลิจุ่มพู่กันลงในถ้วยสีน้ำ ก่อนจะบรรจงปาดสีเหลืองและสีชมพูลงบนแก้มของผมและมุกดา

เสียงหัวเราะอันสดใสของเด็กหญิงดังก้องไปทั่วคฤหาสน์แก้วอันโอ่อ่า

คฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเคยเงียบสงัดและเย็นเยียบราวกับสุสาน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความอบอุ่น และรอยยิ้มอันบริสุทธิ์

กำแพงน้ำแข็งที่ผมสร้างขึ้นมาปกป้องหัวใจตัวเองมาตลอดชีวิต ได้เริ่มพังทลายลงอย่างสมบูรณ์

และสิ่งที่เหลืออยู่คือความจริงอันงดงามที่ผมเพิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

เงินตราหมื่นล้านไม่อาจเทียบค่าได้กับความรักที่แท้จริง แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว

และสายรุ้งที่เด็กน้อยคนนี้เคยวาดลงบนใบหน้าของผมในวันที่ฝนพรำ จะยังคงส่องประกายอยู่ในหัวใจของเราทั้งสามคนเสมอ

ตราบชั่วนิรันดร์

— จบบริบูรณ์ —

หมายเหตุเกี่ยวกับข้อความส่วนท้ายที่แนบมา

ข้อความที่เริ่มต้นด้วย “คืนก่อนการผ่าตัดสมองครั้งใหญ่…” และย่อหน้าที่กล่าวถึงชายแปลกหน้าในห้องพักฟื้น เป็นเนื้อเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีตัวละครและเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคณิน มุกดา และมะลิ จึงไม่ได้รวมไว้ในฉบับเรียบเรียงนี้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและความสมบูรณ์ของเรื่องหลัก

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!