เด็กหญิงฝาแฝดที่รออยู่หน้าบ้านบนดอย เผยความลับของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน

สามปีหลังจากภรรยาเสียชีวิต ผมตัดสินใจกลับไปยังบ้านพักกลางป่าสนบนดอยสะเมิงอีกครั้ง เพื่อปล่อยวางความทรงจำที่ยังคงกัดกินหัวใจของผมมาตลอด แต่เมื่อไปถึง ผมกลับพบเด็กหญิงฝาแฝดสองคนกำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนระเบียงบ้านเก่า เสื้อผ้าขาดวิ่น เท้าเปล่าเปื้อนโคลน และใบหน้าซีดเซียวจากความหนาวเย็น
สิ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจไม่ใช่สภาพอันน่าสงสารของเด็กทั้งสอง แต่เป็นคำพูดประโยคเดียวที่พวกเธอเอ่ยออกมา
“แม่รินดาบอกไว้ค่ะ… ว่าถ้าพวกหนูรออยู่ที่นี่ พ่อธีร์จะมารับพวกเรากลับบ้าน”
รินดา… ชื่อของภรรยาที่ผมจัดงานศพด้วยมือของตัวเองเมื่อสามปีก่อน
แล้วเด็กสองคนนี้เป็นใคร?
ทำไมพวกเธอถึงรู้จักภรรยาของผม และเหตุใดจึงเรียกผมว่าพ่อ ทั้งที่ตลอดเวลาที่เราแต่งงานกัน รินดาไม่เคยมีลูกให้ผมแม้แต่คนเดียว?
ที่สำคัญที่สุด หากรินดาจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆ ใครกันที่เป็นคนส่งเด็กทั้งสองมารอผมอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้?
ผมไม่เคยรู้เลยว่า การเดินทางกลับมายังบ้านพักเก่าครั้งนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้นานหลายปี
ลมหนาวพัดผ่านแนวป่าสนบนดอยสะเมิง เศษใบสนแห้งปลิวว่อนอยู่เหนือพื้นกระดานไม้สักของบ้านพักหลังเก่าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด
บ้านหลังนี้เคยเป็นสถานที่ที่ผมกับรินดาใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข เราเคยตื่นมาดูหมอกยามเช้า นั่งจิบกาแฟริมระเบียง และพูดคุยถึงอนาคตที่เราวาดฝันเอาไว้ด้วยกัน
แต่หลังจากเธอเสียชีวิต ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ผมไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย เพราะทุกมุมของบ้านล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงที่ผมรักที่สุด
จนกระทั่งวันนี้ ผมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเผชิญหน้ากับอดีตและปล่อยให้ตัวเองก้าวเดินต่อไป
ผมจอดรถไว้หน้าบ้าน หยิบเสื้อโค้ตมาสวม แล้วเดินไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง
แต่ก่อนที่ผมจะเอื้อมมือไปเปิดประตูบ้าน สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหญิงสองคนนั่งอยู่บนระเบียง
ทั้งคู่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับภาพสะท้อนในกระจก ผมยาวยุ่งเหยิง เสื้อผ้าฝ้ายเก่า ๆ สีซีดจางมีรอยขาดหลายแห่ง แขนขาเล็กผอมจนเห็นได้ชัดว่าพวกเธอคงไม่ได้กินอาหารอย่างเพียงพอมาหลายวัน
เท้าเล็ก ๆ ทั้งสองคู่เปลือยเปล่า มีรอยขีดข่วนจากกิ่งไม้และคราบโคลนแห้งติดอยู่ตามผิวหนัง
ในมือของเด็กแต่ละคนมีก้อนขนมปังแห้งแข็งที่ดูเหมือนถูกเก็บไว้นานจนแทบกินไม่ได้
ผมยืนนิ่งด้วยความตกใจ ก่อนจะค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไม้ไปหาเด็กทั้งสอง
เสียงกระดานไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ใต้ฝ่าเท้าของผม
เมื่อเด็กหญิงทั้งคู่ได้ยินเสียง พวกเธอก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดระแวงราวกับกำลังกลัวว่าผมจะไล่พวกเธอออกไป
ผมรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่าเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเธอ
“ไม่ต้องกลัวนะลูก ลุงไม่ได้จะทำอะไรพวกหนู ลุงชื่อธีร์ แล้วพวกหนูชื่ออะไรกันจ๊ะ?”
เด็กหญิงคนทางซ้ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“หนูชื่อพลอยค่ะ”
เธอหันไปจับมือเด็กหญิงอีกคนที่นั่งเบียดตัวอยู่ข้าง ๆ
“ส่วนคนนี้ชื่อพราวค่ะ เป็นฝาแฝดของหนู”
ผมพยักหน้าให้ทั้งสองคน ก่อนจะถามต่ออย่างอ่อนโยน
“แล้วพ่อแม่ของพวกหนูอยู่ที่ไหน ทำไมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้กันสองคนล่ะลูก?”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม สีหน้าของเด็กทั้งสองก็เปลี่ยนไป
พลอยก้มหน้าลง ส่วนพราวเม้มริมฝีปากแน่น ราวกับพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ไม่มีใครตอบคำถามของผม
ผมจึงสังเกตเห็นก้อนขนมปังในมือของพวกเธออีกครั้ง
“หิวไหมลูก? ถ้าหิว ทำไมไม่กินขนมปังที่ถืออยู่ล่ะ?”
พลอยก้มมองขนมปังของตัวเอง ก่อนจะตอบเสียงสั่น
“แม่บอกว่า… ห้ามกินจนหมดค่ะ ต้องเก็บไว้เผื่อวันที่ไม่มีอะไรให้กินอีก”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของผมบีบรัด
เด็กวัยเพียงหกหรือเจ็ดขวบไม่ควรต้องกังวลว่าจะมีอาหารกินในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และไม่ควรต้องนั่งทนหนาวอยู่ตามลำพังในสถานที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้
“แล้วแม่ของพวกหนูอยู่ไหนล่ะลูก? ลุงจะได้พาไปหาแม่”
เมื่อผมพูดถึงแม่ พราวก็เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า
เธอขยับเข้ามาใกล้ผม ก่อนจะใช้มือเล็ก ๆ ที่เย็นเฉียบจับชายเสื้อโค้ตเอาไว้แน่น
“แม่ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วค่ะ”
ผมชะงักไปเล็กน้อย
“หมายความว่ายังไงลูก?”
พราวสูดลมหายใจสั่น ๆ แล้วกระซิบออกมา
“แม่รินดาบอกว่า ถ้าพวกหนูมาถึงบ้านหลังนี้ ให้รอพ่อธีร์อยู่ที่ระเบียงค่ะ แม่บอกว่าพ่อจะมารับพวกหนูกลับบ้าน”
ผมรู้สึกราวกับมีใครบางคนเอาน้ำแข็งมาราดลงบนศีรษะ
“หนูพูดว่าอะไรนะ?”
“แม่ชื่อรินดาค่ะ” พลอยตอบแทนน้องสาว “แม่บอกว่าพ่อชื่อธีร์ แล้วพ่อจะมาหาพวกหนู”
ผมแทบลืมหายใจ
รินดาเป็นชื่อภรรยาของผม ผู้หญิงที่เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน
ผมจำได้แม่นยำถึงวันสุดท้ายที่ได้เห็นเธอ จำได้ถึงความเจ็บปวดในวันที่แพทย์แจ้งข่าวร้าย และจำได้ว่าผมเป็นคนจัดการงานศพของเธอด้วยตัวเอง
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ผมนำอัฐิของเธอไปลอยอังคารลงในแม่น้ำปิงด้วยมือของตัวเอง
ผมยืนอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งกระแสน้ำพัดพาทุกอย่างหายไปจากสายตา
ผมจะไม่มีวันลืมวันนั้นได้เลย
แล้วทำไมเด็กหญิงสองคนนี้ถึงรู้จักรินดา?
ผมพยายามควบคุมเสียงของตัวเอง ก่อนจะถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ
“พลอย พราว… หนูเคยเห็นพ่อมาก่อนหรือเปล่าลูก?”
ทั้งคู่ส่ายหน้า
“แล้วใครเป็นคนพาหนูมาที่นี่?”
เด็กหญิงทั้งสองหันมามองหน้ากัน ก่อนที่พลอยจะตอบ
“แม่บอกให้พวกหนูเดินตามทางที่มีต้นสนใหญ่ ๆ ค่ะ แล้วจะเจอบ้านหลังนี้ แม่บอกว่าถ้าพ่อมาถึง ให้เอาของสิ่งนี้ให้พ่อดู”
พูดจบ พลอยก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ก่อนจะหยิบซองจดหมายเก่า ๆ ออกมา
ซองจดหมายเปื้อนฝุ่นและมีรอยยับหลายแห่ง แต่ชื่อที่เขียนอยู่ด้านหน้ากลับทำให้มือของผมสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“ถึงธีร์… จากรินดา”
ลายมือนั้นเป็นของเธออย่างไม่ต้องสงสัย
ผมจำลายมือของภรรยาได้ทุกเส้น เพราะตลอดหลายปีที่เราอยู่ด้วยกัน เธอมักเขียนข้อความเล็ก ๆ ทิ้งไว้ให้ผมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความเตือนให้กินข้าว หรือคำอวยพรสั้น ๆ ก่อนออกไปทำงาน
ผมรับซองจดหมายมาอย่างระมัดระวัง แต่ก่อนที่จะเปิดอ่าน เสียงลมก็พัดแรงขึ้นจนประตูบ้านเก่ากระทบกรอบดังปัง
เด็กทั้งสองสะดุ้งและขยับเข้ามากอดแขนผม
ผมจึงตัดสินใจพาพวกเธอเข้าไปในบ้านก่อน เพราะมือของเด็กทั้งสองเย็นจนแทบไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่
ภายในบ้านยังคงเหมือนเดิม เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ผ้าม่านสีครีมที่รินดาเคยเลือกยังแขวนอยู่ข้างหน้าต่าง และกรอบรูปแต่งงานของเรายังคงวางอยู่บนชั้นไม้ใกล้เตาผิง
ผมก่อไฟ เติมผ้าห่มให้เด็กทั้งสอง แล้วรีบหาอาหารอุ่น ๆ มาให้พวกเธอกิน
ขณะที่พลอยกับพราวกำลังกินข้าวอย่างหิวโหย ผมก็เปิดซองจดหมายด้วยมือที่ยังสั่นไม่หาย
ด้านในมีจดหมายหนึ่งฉบับและรูปถ่ายเก่า ๆ สามใบ
ผมเริ่มอ่านตัวอักษรทีละบรรทัด
“ธีร์ที่รัก…
ถ้าเธอกำลังอ่านข้อความฉบับนี้ แสดงว่าฉันคงไม่มีโอกาสได้อธิบายความจริงกับเธอด้วยตัวเองแล้ว
ฉันรู้ว่าการที่เธอได้พบเด็กหญิงสองคนนี้ อาจทำให้เธอสับสนและเจ็บปวด แต่ขอให้เธอฟังพวกเธอให้ดี อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรจากสิ่งที่เธอเห็นเพียงภายนอก
เด็กสองคนนี้ชื่อพลอยกับพราว พวกเธอเป็นฝาแฝด และมีความเกี่ยวข้องกับเธอมากกว่าที่เธอคิด
ฉันขอโทษที่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมานาน ฉันเคยคิดว่าจะมีโอกาสบอกเธอด้วยตัวเอง แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่ฉันวางแผนไว้
หากเธอต้องการรู้ความจริงทั้งหมด ขอให้เดินไปตามทางหินด้านหลังบ้าน เส้นทางที่ฉันเคยบอกว่าไม่ต้องการให้ใครเข้าไป
ที่ปลายทางนั้น มีคำตอบเกี่ยวกับเด็กทั้งสอง และเหตุผลที่ฉันต้องจากเธอไปโดยไม่ได้อธิบายอะไรเลย
โปรดอย่าโกรธเด็ก ๆ พวกเธอไม่ได้เป็นคนเลือกให้ชีวิตต้องเป็นแบบนี้
และไม่ว่าเธอจะพบอะไร ขอให้จำไว้ว่าฉันรักเธอเสมอ
รินดา”
ผมอ่านจดหมายจนจบ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีคำถามใหม่เกิดขึ้นมากมายกว่าคำตอบที่ได้รับ
รินดารู้ได้อย่างไรว่าผมจะกลับมาที่นี่?
เธอฝากจดหมายฉบับนี้ไว้ที่ไหน และใครเป็นคนส่งมันให้เด็กทั้งสอง?
ผมหยิบรูปถ่ายใบแรกขึ้นมาดู เป็นภาพของรินดาในชุดเดรสสีขาว เธอยืนอยู่หน้าบ้านพักหลังนี้และยิ้มให้กล้องอย่างอ่อนโยน
รูปที่สองเป็นภาพเด็กทารกสองคนที่นอนอยู่บนผ้าห่มผืนเดียวกัน
ส่วนรูปสุดท้าย…
ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ในรูปนั้น รินดากำลังอุ้มเด็กหญิงสองคนที่มีใบหน้าเหมือนพลอยกับพราวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ด้านหลังรูปมีข้อความเขียนด้วยลายมือของเธอ
“พลอยและพราว… ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา”
ผมทรุดตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
ของขวัญของเราอย่างนั้นหรือ?
ถ้าเด็กทั้งสองเป็นลูกของเรา แล้วทำไมผมถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน?
ผมกับรินดาเคยพยายามมีลูกมาหลายปี เราผ่านการตรวจร่างกายและพบแพทย์หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีข่าวดีเกิดขึ้น
ทุกครั้งที่เห็นครอบครัวอื่นพาลูกไปเที่ยว รินดามักยิ้มให้เด็ก ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับมาบอกผมว่าไม่เป็นไร เธอมีความสุขกับชีวิตที่เราสร้างร่วมกันอยู่แล้ว
ผมเคยคิดว่าเธอพูดเช่นนั้นเพื่อปลอบใจตัวเอง
แต่ไม่เคยคิดเลยว่า เธออาจกำลังซ่อนความจริงบางอย่างเอาไว้
ผมหันไปมองเด็กหญิงทั้งสอง พวกเธอกำลังกินข้าวต้มอุ่น ๆ อย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ว่ารูปถ่ายในมือของผมกำลังเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ
“พลอย พราว… หนูอยู่กับแม่รินดามานานแค่ไหนแล้วลูก?”
พลอยวางช้อนลง ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ตั้งแต่หนูจำความได้ค่ะ แม่ดูแลพวกหนูอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า”
“แล้วทำไมถึงต้องออกมาจากที่นั่น?”
พราวเริ่มบีบมือของตัวเองแน่น
“มีคนใจร้ายมาที่บ้านค่ะ พวกเขาทะเลาะกับแม่ แล้วแม่ก็ร้องไห้ แม่บอกให้พวกหนูซ่อนตัวและอย่าออกมา จนกว่าจะมีคนที่ชื่อพ่อธีร์มารับ”
ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
“แล้วแม่ไปไหนหลังจากนั้น?”
เด็กทั้งสองเงียบไปนาน
ในที่สุด พลอยก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“แม่บอกว่าถ้าพวกหนูทำตามที่แม่บอก แม่จะกลับมาหาค่ะ แต่แม่ก็ไม่กลับมาอีกเลย”
ผมไม่รู้ว่าควรตอบอะไร
ผมเพียงดึงเด็กทั้งสองเข้ามากอดอย่างระมัดระวัง ขณะที่พวกเธอร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ในอ้อมแขนของผม
ในเวลานั้นเอง ผมตระหนักว่าต่อให้ความจริงที่กำลังรออยู่ข้างหน้าจะเจ็บปวดเพียงใด ผมก็ไม่อาจปล่อยให้เด็กทั้งสองต้องเผชิญกับมันตามลำพังได้อีกแล้ว
เมื่อเด็กทั้งสองอิ่มและเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น ผมจึงหยิบไฟฉายและเสื้อกันหนาวออกมา
ผมจำเส้นทางหินหลังบ้านได้ดี เพราะครั้งหนึ่งรินดาเคยพาผมเดินไปตามทางนั้น แต่เมื่อเราเดินเข้าไปได้ไม่ไกล เธอกลับขอให้ผมหยุดและบอกว่าอยากเก็บสถานที่แห่งนั้นไว้เป็นความลับ
ตอนนั้นผมไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะคิดว่าเธอคงมีเหตุผลส่วนตัว
แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเส้นทางนั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดเผยทุกอย่าง
ผมให้พลอยกับพราวเดินอยู่ตรงกลาง โดยจับมือพวกเธอไว้คนละข้าง แล้วพาเดินไปตามทางหินที่ค่อย ๆ ลึกเข้าไปในป่า
หมอกหนาทึบลอยต่ำเหนือพื้นดิน ต้นสนสูงใหญ่เรียงรายสองข้างทาง เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังเป็นระยะท่ามกลางความเงียบ
หลังเดินไปประมาณยี่สิบนาที เราก็มาถึงกระท่อมไม้หลังเล็กที่ซ่อนอยู่หลังแนวต้นสนและเถาวัลย์หนาทึบ
ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตู
กระท่อมหลังนี้ไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่ที่ผมเคยเห็น และผมไม่เคยรู้เลยว่ามีสิ่งปลูกสร้างอยู่ตรงนี้
บนประตูมีแม่กุญแจเก่าคล้องเอาไว้ แต่กลับไม่ได้ล็อกแน่น ผมค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไป
กลิ่นไม้เก่าและฝุ่นลอยออกมาปะทะจมูก
ภายในมีเตียงเล็ก ๆ สองเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และชั้นวางของที่เต็มไปด้วยสมุดบันทึกเก่า ๆ
บนผนังมีรูปถ่ายของรินดาอยู่หลายใบ
บางภาพเป็นภาพที่ผมเคยเห็นมาก่อน แต่บางภาพกลับเป็นภาพที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
รินดาในภาพหนึ่งกำลังยืนอุ้มเด็กทารกสองคนอยู่หน้ากระท่อม
อีกภาพเป็นภาพของผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเธอ
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู
ลายมือของรินดาปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษแรก
“ถ้าวันหนึ่งธีร์มาถึงที่นี่ ฉันหวังว่าเขาจะเข้าใจว่าทำไมฉันจึงต้องทำเช่นนี้”
ผมรีบเปิดอ่านต่อไป
เนื้อหาในสมุดบันทึกเล่าว่า หลายปีก่อน รินดาได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาชีวิตอย่างหนัก ผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ของเด็กหญิงฝาแฝด และไม่มีญาติพี่น้องที่สามารถช่วยเหลือเธอได้
รินดาจึงเข้าไปช่วยเหลือ ดูแลเด็กทั้งสอง และค่อย ๆ ผูกพันกับพวกเธอราวกับเป็นลูกแท้ ๆ ของตัวเอง
แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
รินดาเขียนว่ามีคนบางกลุ่มต้องการพรากเด็กทั้งสองไปจากแม่ และพยายามบังคับให้เธอเซ็นเอกสารบางอย่างที่เธอไม่ยินยอม
เธอจึงพาเด็ก ๆ มาพักอยู่ในกระท่อมแห่งนี้เป็นระยะ ๆ เพื่อให้พวกเธอปลอดภัยระหว่างที่กำลังหาทางแก้ไขปัญหา
ผมอ่านมาถึงตรงนี้ก็ยิ่งสับสน
ถ้ารินดาเป็นเพียงคนที่ช่วยเหลือเด็กทั้งสอง ทำไมเธอจึงเรียกพวกเธอว่าเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา?
และทำไมเธอถึงบอกให้พวกเธอเรียกผมว่าพ่อ?
ผมกำลังจะเปิดหน้าถัดไป เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านนอก
กรอบ… กรอบ…
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังมาจากแนวต้นสน
ผมรีบหันไปมองทางประตู ขณะที่พลอยกับพราวขยับเข้ามาเกาะแขนผมแน่น
เงาร่างของชายคนหนึ่งปรากฏอยู่หลังต้นสนใหญ่ เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มและยืนนิ่งราวกับกำลังจับตาดูพวกเรามาตั้งแต่ต้น
“ใครน่ะ?” ผมตะโกนถาม
ชายคนนั้นไม่ตอบ
เขาค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่มีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ อยู่ข้างแก้ม
เมื่อเขาเห็นเด็กทั้งสอง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“ในที่สุดพวกเธอก็มาถึงที่นี่จนได้”
ผมขยับตัวบังเด็กทั้งสองไว้
“คุณเป็นใคร? แล้วรู้จักเด็กสองคนนี้ได้อย่างไร?”
ชายคนนั้นมองผมด้วยสายตาเคร่งเครียด ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ผมชื่อภาคินครับ ผมรู้จักรินดามาหลายปี และผมเป็นคนที่ช่วยเธอเก็บความลับนี้เอาไว้”
“ความลับอะไร?”
ภาคินมองไปยังพลอยกับพราว ก่อนจะตอบช้า ๆ
“เรื่องที่คุณกำลังจะได้รู้ อาจทำให้คุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก่อนอื่น คุณต้องอ่านสมุดบันทึกเล่มนั้นให้จบครับ”
เขาชี้ไปยังสมุดในมือผม
“รินดาเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว เธอรู้ว่าสักวันคุณจะกลับมาที่นี่ และเธอก็รู้ว่าคุณจะต้องเป็นคนตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
ผมกำสมุดบันทึกแน่นขึ้น
“ถ้าคุณรู้ความจริงทั้งหมด ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก?”
ภาคินหลุบตาลง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“เพราะผมไม่มีสิทธิ์เปิดเผยเรื่องนี้แทนเธอครับ และผมสัญญากับเธอไว้ว่าจะรอจนกว่าคุณจะได้พบเด็กทั้งสองด้วยตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่ซ่อนความจริงทุกอย่างเอาไว้
ผมหันกลับไปมองเด็กหญิงทั้งสอง พวกเธอยังคงจับมือผมไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความหวังที่ยังไม่ดับลง
ผมรู้ว่าตัวเองไม่อาจถอยกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว
ผมจึงเปิดสมุดบันทึกไปยังหน้าสุดท้าย
ข้อความที่เขียนอยู่ตรงนั้นทำให้ผมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“ธีร์…
หากเธออ่านมาถึงตรงนี้ แสดงว่าเธอได้พบพลอยและพราวแล้ว
ฉันอยากให้เธอรู้ว่า การที่ฉันไม่เคยบอกความจริงกับเธอ ไม่ใช่เพราะฉันไม่ไว้ใจเธอ แต่เพราะฉันกลัวว่าคนที่กำลังตามหาเด็กทั้งสองจะใช้เธอเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงพวกเธอ
ฉันรู้ว่าเธออาจโกรธฉัน แต่ขอให้เธออย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรจนกว่าจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมด
ในกระท่อมนี้มีเอกสารสำคัญอยู่ในกล่องไม้ใต้โต๊ะ หากเธอพบมัน เธอจะเข้าใจว่าทำไมเด็กทั้งสองจึงต้องมาหาเธอ และทำไมฉันจึงเลือกให้เธอเป็นคนดูแลพวกเธอต่อไป
ฉันขอโทษที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่ออธิบายทุกอย่างด้วยตัวเอง
แต่ฉันเชื่อว่าเธอจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
รินดา”
ผมรีบก้มลงมองใต้โต๊ะและพบกล่องไม้ใบเล็กซ่อนอยู่จริง ๆ
ภายในมีเอกสารหลายฉบับ รูปถ่าย และซองจดหมายอีกซองหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกเปิด
ผมเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมา
บนหน้าซองมีข้อความเพียงประโยคเดียว
“ความจริงเกี่ยวกับพลอยและพราว”
ผมหันไปมองภาคิน
เขาพยักหน้าเบา ๆ ราวกับกำลังบอกให้ผมเตรียมใจ
ผมค่อย ๆ เปิดซองออก
แต่ก่อนที่ผมจะได้อ่านตัวอักษรบรรทัดแรก เสียงโทรศัพท์ของภาคินก็ดังขึ้น
เขาก้มมองหน้าจอ ก่อนสีหน้าจะซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“มีอะไร?” ผมถาม
ภาคินเงยหน้าขึ้นมองผม
“คนที่กำลังตามหาเด็กสองคนนี้รู้แล้วว่าพวกเธออยู่ที่นี่ครับ”
เสียงลมพัดแรงขึ้นนอกกระท่อม กิ่งสนสั่นไหวอยู่เหนือหลังคา
ผมรีบดึงเด็กทั้งสองเข้ามาใกล้ตัว ก่อนจะพับจดหมายเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ
ขณะนั้นเอง ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ดังมาจากทางเดินด้านนอก
แสงไฟหน้ารถส่องลอดผ่านช่องระหว่างต้นไม้เข้ามาในป่า
ภาคินหันไปมองประตู ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
“เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ครับ แต่คุณธีร์… ก่อนที่เราจะไป ผมต้องบอกคุณอีกเรื่องหนึ่ง”
ผมจ้องหน้าเขา
“เรื่องอะไร?”
ภาคินสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
“รินดาไม่ได้ทิ้งเด็กสองคนนี้ไว้ให้คุณเพียงเพราะเธออยากให้คุณช่วยดูแลพวกเธอครับ เธอเลือกคุณเพราะมีบางอย่างเกี่ยวกับเด็กทั้งสองที่คุณจำเป็นต้องรู้ และความจริงนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของคุณโดยตรง”
ผมยืนนิ่งอยู่กลางกระท่อม มือหนึ่งจับมือพลอย อีกมือจับมือพราวไว้แน่น
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าตัวเองได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว
แต่ในค่ำคืนที่หนาวเย็นบนดอยสะเมิง ผมกลับได้พบเด็กหญิงสองคนที่อาจเปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล
ผมยังไม่รู้ว่าความจริงในซองจดหมายนั้นคืออะไร และยังไม่รู้ว่าเหตุใดภรรยาที่จากไปแล้วจึงเตรียมทุกอย่างเอาไว้ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าวันหนึ่งผมจะกลับมาที่นี่
แต่ผมรู้สิ่งหนึ่งอย่างแน่นอน
ผมจะไม่ปล่อยให้เด็กทั้งสองต้องเผชิญกับความกลัวเพียงลำพังอีกต่อไป
ไม่ว่าความจริงที่รออยู่ข้างหน้าจะเจ็บปวดเพียงใด ผมจะค้นหาคำตอบให้ได้
เพราะคำสัญญาที่รินดาทิ้งไว้ให้ผม ไม่ใช่เพียงคำขอให้ช่วยดูแลเด็กสองคนเท่านั้น
แต่มันคือคำขอครั้งสุดท้ายจากผู้หญิงที่ผมรัก
และผมจะไม่ยอมผิดสัญญากับเธอเป็นครั้งที่สอง
จบบทแรก — ความลับที่รินดาทิ้งไว้
บางครั้ง คนที่เราคิดว่าสูญเสียไปตลอดกาล อาจยังทิ้งบางสิ่งไว้ให้เราได้ค้นพบ และบางครั้ง ความรักก็ไม่ได้จบลงพร้อมกับการจากลา แต่มันยังคงอยู่ในคำสัญญา ความทรงจำ และชีวิตของคนที่เรายังมีโอกาสดูแล
แล้วคุณล่ะ หากวันหนึ่งมีเด็กสองคนมาบอกว่าภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วฝากพวกเขาไว้กับคุณ คุณจะเลือกเชื่อคำพูดของเด็ก ๆ หรือจะค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด?



