News

น้ำตาสายเลือดลูกเนรคุณ: ทิ้งพ่อแม่ให้ตายคาบ้านพักอนาถา

 สู่วินาทีใจสลายเมื่อพินัยกรรมเปิดโปงความจริงว่า ‘มหาเศรษฐีนิรนาม’ ที่คอยอุ้มชูพวกเขา คือพ่อแม่ที่พวกเขาเพิ่งทิ้งไป!

ท่ามกลางความหนาวเหน็บของพายุฝนในฤดูมรสุม ภายในห้องพักแคบๆ ที่มีเพียงเตียงเหล็กขึ้นสนิมและพัดลมเพดานเก่าๆ ของบ้านพักคนชราอนาถาแถบชานเมือง ‘ตาบุญ’ และ ‘ยายจันทร์’ สองสามีภรรยาวัยเจ็ดสิบกว่าปี กำลังนอนกุมมือกันด้วยความอ่อนแรง ร่างกายของทั้งสองผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดวงตาที่ฝ้าฟางและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปียกปอน หวังเพียงลึกๆ ว่าจะเห็นรถยนต์หรูหราของลูกๆ ขับเข้ามารับพวกเขากลับบ้าน… แต่ความหวังนั้นก็ว่างเปล่าเฉกเช่นทุกวันตลอดสามปีที่ผ่านมา

ตาบุญและยายจันทร์มีลูกทั้งหมดสามคน คือ ‘เอกภพ’ นักธุรกิจหนุ่มเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ‘ทินกร’ นายแพทย์ศัลยกรรมมือทอง และ ‘มาริสา’ ไฮโซสาวเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ทั้งสามคนประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูงสุด มีคฤหาสน์หรูหรา มีรถซูเปอร์คาร์ขับ และมีหน้ามีตาในสังคมระดับประเทศ แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ ‘ความเห็นแก่ตัว’

เมื่อสามปีก่อน หลังจากที่ตาบุญและยายจันทร์ล้มป่วยด้วยโรคชราและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ลูกๆ ทั้งสามคนต่างเกี่ยงกันรับภาระ เอกภพอ้างว่าภรรยาของเขารังเกียจคนแก่ ทินกรอ้างว่าเขาต้องเข้าเวรผ่าตัดไม่มีเวลาดูแล ส่วนมาริสาก็บอกว่าบ้านของเธอเพิ่งตกแต่งใหม่สไตล์โมเดิร์น ไม่เหมาะให้คนแก่มาทำสกปรก สุดท้าย… ทั้งสามคนจึงลงขันกันนำเงินเพียงน้อยนิด ไปทิ้งพ่อแม่ไว้ที่บ้านพักคนชราอนาถาแห่งนี้ และไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนอีกเลย แม้กระทั่งโทรศัพท์มาถามไถ่ก็แทบจะนับครั้งได้

“ตาจ๊ะ… วันนี้วันเกิดตานะ ลูกๆ คงยุ่งงานกันอยู่แน่ๆ เลยไม่โทรมา” ยายจันทร์เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า พยายามปลอบใจสามีทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า

ตาบุญยิ้มบางๆ บีบมือภรรยาที่รักที่สุด “ไม่เป็นไรหรอกยาย แค่เห็นพวกลูกๆ ได้ดิบได้ดี ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิตได้ ตาก็ภูมิใจและนอนตายตาหลับแล้วล่ะ”

แต่คืนนั้น… อาการป่วยของตาบุญกำเริบหนัก หัวใจที่อ่อนล้าหยุดเต้นลงอย่างสงบ ยายจันทร์ที่ตรอมใจและร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว เมื่อสูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทรของชีวิตไป เธอจึงสิ้นใจตามสามีไปในเช้าวันรุ่งขึ้น ปิดฉากชีวิตของพ่อแม่ที่ทุ่มเทความรักทั้งหมดให้ลูก แต่กลับถูกทอดทิ้งให้ตายอย่างโดดเดี่ยว

…

งานศพของตาบุญและยายจันทร์ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุดในวัดเล็กๆ แถบชานเมือง เอกภพ ทินกร และมาริสา สวมใส่ชุดสีดำแบรนด์เนมมาร่วมงานด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ พวกเขาไม่ได้หลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจ มีเพียงความหงุดหงิดที่ต้องยกเลิกนัดหมายสำคัญมาร่วมงานศพที่แสนจะร้อนอบอ้าว

“รีบๆ เผาให้จบๆ ไปเถอะ ฉันมีนัดทานข้าวกับนักลงทุนต่างชาติต่อนะ” เอกภพบ่นกระปอดกระแปดพลางดูนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนหรู

“นั่นสิ พี่เอกเตรียมนักข่าวมาถ่ายรูปด้วยหรือเปล่า อย่างน้อยให้สังคมเห็นว่าพวกเรามาร่วมงานศพพ่อแม่ ไม่ได้ทอดทิ้ง จะได้ภาพลักษณ์ดูดีหน่อย” มาริสาเสริมขณะเติมแป้งบนใบหน้า

ทินกรส่ายหน้า “ช่างเถอะ จบงานนี้ก็แบ่งมรดกกัน บ้านเก่าๆ ที่ต่างจังหวัดของพ่อกับแม่น่าจะขายได้สักสองสามล้าน แบ่งๆ กันไปจะได้จบเรื่อง”

ลูกทั้งสามคนพูดคุยกันเรื่องผลประโยชน์และภาพลักษณ์ โดยไม่มีใครอาลัยอาวรณ์ร่างไร้วิญญาณในโลงศพเลยแม้แต่น้อย

จนกระทั่งพระสวดอภิธรรมจบลง ทนายความวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาก็ก้าวเข้ามาในศาลา เขาคือ ‘ทนายทรงพล’ ทนายความประจำตระกูลที่ตาบุญและยายจันทร์ไว้ใจที่สุด

“สวัสดีครับคุณเอกภพ คุณทินกร และคุณมาริสา” ทนายทรงพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เนื่องจากคุณตาบุญและคุณยายจันทร์ได้จากไปแล้ว ผมมีหน้าที่ต้องมาเปิดพินัยกรรมและอ่าน ‘จดหมายฉบับสุดท้าย’ ที่ท่านทั้งสองทิ้งไว้ให้พวกคุณครับ”

ลูกทั้งสามคนหูผึ่งทันที เอกภพรีบเดินเข้ามา “พินัยกรรมเหรอ? พ่อกับแม่มีสมบัติอะไรอีกล่ะนอกจากบ้านเก่าๆ หลังนั้น รีบๆ อ่านมาเลยทนาย”

ทนายทรงพลหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาออกมา เขาไม่ได้เปิดอ่านทันที แต่มองหน้าลูกเนรคุณทั้งสามคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเวทนา

“ก่อนที่ผมจะอ่านพินัยกรรม… พวกคุณคงจำ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ เมื่อสิบปีก่อนได้ใช่ไหมครับ?” ทนายทรงพลเริ่มเกริ่น

เอกภพชะงัก “จำได้สิ ตอนนั้นบริษัทอสังหาฯ ของฉันกำลังจะล้มละลาย คลินิกของไอ้ทินกรก็โดนฟ้องร้องจนแทบปิดกิจการ ส่วนแบรนด์เครื่องสำอางของมาริสาก็ถูกโกงจนหมดตัว… แต่โชคดีที่เราได้รับความช่วยเหลือจาก ‘กองทุนมหาเศรษฐีนิรนาม V.I.P.’ ที่อัดฉีดเงินทุนเข้ามาหลายร้อยล้านบาท ช่วยซื้อหุ้นและเคลียร์หนี้สินทั้งหมดให้จนพวกเรากลับมายิ่งใหญ่ได้จนถึงทุกวันนี้… ทนายถามเรื่องนี้ทำไม?”

“ใช่… ท่านมหาเศรษฐีนิรนามคือผู้มีพระคุณสูงสุดของพวกเรา ถ้าไม่มีท่าน พวกเราคงกลายเป็นขอทานไปแล้ว” ทินกรเสริมอย่างภาคภูมิใจ

ทนายทรงพลยิ้มเศร้าๆ น้ำตาคลอเบ้า เขาค่อยๆ คลี่จดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนด้วยลายมืออันสั่นเทาของตาบุญออกมา และเริ่มอ่านด้วยเสียงที่ดังกังวานก้องศาลา

‘ถึง… เอกภพ ทินกร และมาริสา ลูกรักของพ่อกับแม่…

ถ้าลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว พ่อกับแม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จของลูกๆ ไปจนถึงวันสุดท้าย… ลูกๆ คงสงสัยว่ามรดกของพ่อกับแม่มีอะไรบ้าง พ่ออยากจะบอกว่า… ทรัพย์สินที่ดินหลายร้อยไร่ที่ปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้พ่อ ทองคำนับร้อยบาท และเงินสดทั้งหมดที่พ่อกับแม่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต… พ่อกับแม่ได้ขายและโอนมันไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน…’

เสียงของทนายทรงพลหยุดลงชั่วคราว ลูกทั้งสามคนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง

“ข… ขายไปหมดแล้ว! หมายความว่ายังไง! พ่อกับแม่เอาสมบัติไปทำอะไรหมด!” มาริสากรีดร้องเสียงหลง

ทนายทรงพลกวาดสายตามองทั้งสามคน ก่อนจะอ่านประโยคถัดมาที่เปรียบเสมือนฟ้าผ่าฟาดลงมากลางแสกหน้าของลูกเนรคุณทุกคน!

‘…สิบปีก่อน พ่อรู้ว่าบริษัทของลูกๆ กำลังจะล้มละลาย พ่อกับแม่เห็นพวกลูกร้องไห้และเครียดจนแทบจะฆ่าตัวตาย หัวใจของคนเป็นพ่อแม่มันแตกสลายยิ่งกว่า… พ่อกับแม่จึงตัดสินใจขายสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูล นำเงินทั้งหมดไปตั้ง กองทุนมหาเศรษฐีนิรนาม V.I.P. แล้วมอบหมายให้ทนายทรงพลนำเงินหลายร้อยล้านนั้นไปอัดฉีดช่วยชีวิตบริษัทของพวกลูกๆ โดยไม่ให้บอกว่าเงินก้อนนั้นมาจากพ่อกับแม่… เพราะพ่อรู้ว่าพวกลูกหยิ่งยโสและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพ่อแม่ชาวบ้านนอกอย่างเรา…

เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกๆ ใช้สร้างคฤหาสน์ ซื้อรถสปอร์ต และเสวยสุขอยู่ทุกวันนี้… มันคือหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และสมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อกับแม่… วันที่พวกลูกส่งพ่อกับแม่มาอยู่ที่บ้านพักคนชราอนาถา พ่อกับแม่ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาทเดียว เพราะเงินทั้งหมดอยู่ในมือของพวกลูกหมดแล้ว… แต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยนึกโกรธหรือเสียดายเลย… ขอแค่ลูกๆ ของพ่อกับแม่อยู่รอดปลอดภัยและมีความสุข พ่อกับแม่ก็พร้อมจะทนกินข้าวบูดๆ และนอนหนาวตายในห้องแคบๆ อย่างไม่เสียดายชีวิต…

ลาก่อนนะลูกรัก… ไม่ต้องร้องไห้ให้พ่อกับแม่ จงใช้ชีวิตให้มีความสุขต่อไป… รักลูกเสมอ… จาก พ่อและแม่’

ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าเข้าปกคลุมศาลาวัด!

ลมหายใจของเอกภพ ทินกร และมาริสา สะดุดกึก โลกทั้งใบที่พวกเขาสร้างขึ้นมาบนความเย่อหยิ่งพังทลายลงมาทับร่างจนแหลกละเอียด! ขาทั้งสองข้างของพวกเขาอ่อนระทวยจนทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นปูนอย่างแรง

‘มหาเศรษฐีนิรนาม V.I.P.’ ที่พวกเขายกย่องเทิดทูนและกราบไหว้อยู่ทุกวัน… แท้จริงแล้วคือตาแก่และยายแก่ที่พวกเขาเพิ่งรังเกียจและเอาไปทิ้งไว้ให้ตายในบ้านพักคนชรา!

ความจริงที่โหดร้ายที่สุดกรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจ พวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่พวกเขาเหยียบย่ำบนกองเลือดและน้ำตาของพ่อแม่ที่ยอมสละแม้กระทั่งบ้านและสมบัติชิ้นสุดท้าย นำเงินร้อยล้านไปต่อลมหายใจให้พวกเขา ในขณะที่พวกเขากลับปล่อยให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณสูงสุด ต้องนอนตายอย่างโดดเดี่ยวบนเตียงเหล็กขึ้นสนิมโดยไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อยารักษาโรค!

“ม… ไม่จริง… พ่อ! แม่!”

เอกภพเบิกตากว้าง น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาประดุจเขื่อนแตก เขาคลานเข่าเข้าไปเกาะโลงศพ ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร “พ่อครับ! แม่ครับ! เอกขอโทษ! เอกมันเลว! เอกมันระยำ! พ่อกับแม่ขายทุกอย่างเพื่อเอก แต่เอกกลับปล่อยให้พ่อแม่ตกระกำลำบาก ฮือๆๆๆ!”

มาริสาดึงทึ้งผมที่เซตมาอย่างดีของตัวเอง ร้องไห้ฟูมฟายจนเครื่องสำอางเลอะเทอะ “แม่จ๋า! ริสาขอโทษ! ริสามันเป็นลูกเนรคุณ! ริสาใส่เพชรราคาเป็นล้าน แต่ไม่เคยซื้อข้าวดีๆ ให้แม่กินเลย ริสาขอโทษ! แม่ฟื้นขึ้นมาตีด่าริสาสิแม่ ฮือๆๆ!”

ทินกร นายแพทย์ผู้เย่อหยิ่ง ทุบกำปั้นลงกับพื้นจนเลือดออก ร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน “ผมเป็นหมอ… ผมรักษาชีวิตคนมาเป็นหมื่นคน แต่ผมกลับปล่อยให้พ่อแม่ตัวเองต้องตายอย่างอนาถา ผมมันไม่ใช่คน! ผมมันคือสัตว์นรก!”

เสียงร้องไห้โหยหวนและคำด่าทอตัวเองของลูกเนรคุณทั้งสามดังก้องไปทั่วศาลาวัด พวกเขากอดโลงศพ ร้องไห้จนแทบจะขาดใจตายตามไป แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว… น้ำตาแห่งความสำนึกผิดแม้จะไหลเป็นสายเลือด ก็ไม่อาจฟื้นคืนลมหายใจของพ่อแม่ที่แสนดีให้กลับมาได้อีก

ทนายทรงพลมองภาพเหล่านั้นด้วยความเย็นชา ก่อนจะวางพินัยกรรมลงบนโต๊ะ “พินัยกรรมฉบับนี้ระบุไว้ว่า หากพวกคุณรู้ความจริงแล้วรู้สึกผิด พ่อกับแม่ของพวกคุณได้สั่งเสียไว้ว่า… ไม่ต้องคืนสมบัติใดๆ ให้มูลนิธิ จงเก็บเงินเหล่านั้นไว้ดูแลตัวเองให้ดี… เพราะความทรมานจาก ‘ตราบาปในใจ’ ที่พวกคุณทิ้งพ่อแม่ให้ตายคาบ้านพักอนาถา… มันจะเป็นตราบาปที่ติดตัวพวกคุณไปจนวันตาย ซึ่งนั่นเป็นบทลงโทษที่สาสมที่สุดแล้วครับ”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เอกภพ ทินกร และมาริสา แม้จะยังคงมีความมั่งคั่งและเงินทองมากมาย แต่ชีวิตของพวกเขาไม่เคยพบกับความสุขที่แท้จริงอีกเลย ทุกครั้งที่พวกเขานอนหลับตาบนเตียงคิงไซส์ราคาหลักล้าน ภาพของเตียงเหล็กขึ้นสนิมและรอยยิ้มเศร้าๆ ของพ่อแม่จะคอยตามหลอกหลอนพวกเขาไปชั่วชีวิต… เงินหมื่นล้านก็ไม่อาจซื้อ ‘เวลา’ และ ‘ความกตัญญู’ ที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ตลอดกาล.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!