News

รอยแค้นแห่งสายฝนและน้ำตาเศรษฐี: 20 ปีที่ถูกขับไล่เยี่ยงสุนัขข้างถนน

สู่วันหวนคืนของมหาเศรษฐีหมื่นล้านที่จะทำให้ตระกูลใจดำต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด!

พายุฝนโหมกระหน่ำในยามค่ำคืน เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนไปทั่วทั้งมหานคร แต่ทว่าภายในคฤหาสน์หินอ่อนสไตล์ยุโรปอันโอ่อ่าของตระกูล ‘อัครบดินทร์’ กลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับ บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่กำลังคึกคักไปด้วยแขกเหรื่อระดับวีไอพีที่สวมใส่ชุดราตรีและสูทหรูหรา งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ในคืนนี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดย ‘คุณหญิงวรรณา’ ผู้นำตระกูลวัยหกสิบปี และ ‘เกษม’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้เย่อหยิ่ง ทว่าภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมและแชมเปญราคาแพงที่ถูกรินแจกจ่าย ไม่มีใครรู้เลยว่าตระกูลอัครบดินทร์กำลังเผชิญกับสภาวะล้มละลาย หนี้สินนับหมื่นล้านกำลังจะทำให้คฤหาสน์หลังนี้ถูกยึด และความหวังเดียวของพวกเขาคือการประจบสอพลอ ‘มิสเตอร์เอ’ มหาเศรษฐีลึกลับจากอเมริกาที่เพิ่งกว้านซื้อหนี้สินทั้งหมดของตระกูลเอาไว้

ที่หน้าประตูเหล็กดัดสีทองอร่ามของคฤหาสน์ ขบวนรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) สีดำสนิทจำนวนห้าคันแล่นฝ่าสายฝนเข้ามาจอดเทียบอย่างสง่างาม บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำนับสิบคนรีบก้าวลงมากางร่มคันใหญ่ เพื่อต้อนรับบุรุษผู้กุมชะตากรรมของตระกูลอัครบดินทร์

ร่างสูงใหญ่ในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษจากอิตาลี ก้าวลงมาจากรถอย่างเชื่องช้า รองเท้าหนังขัดมันวับเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำที่สะท้อนแสงไฟ ใบหน้าที่หล่อเหลาและคมคายนั้นถูกบดบังด้วยความมืดมิดและร่มสีดำ มีเพียงดวงตาคู่คมที่วาวโรจน์ประดุจพญาพยัคฆ์เท่านั้นที่จดจ้องไปยังคฤหาสน์เบื้องหน้า… ดวงตาที่เก็บซ่อนความแค้นและความเจ็บปวดมานานถึงยี่สิบปีเต็ม!

เขาคือ ‘อนล’ มหาเศรษฐีหมื่นล้านแห่ง ‘โกลบอล เอนเตอร์ไพรส์’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจปัจจุบัน… และเขาคือ ‘เด็กชายอนล’ หลานชายกำพร้าผู้ยากไร้ ที่เคยถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลกเหลวในคฤหาสน์หลังนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน!

ยี่สิบปีที่แล้ว อนลและ ‘แม่พิมพ์’ แม่ผู้บอบบางและป่วยหนักด้วยวัณโรค ต้องมาขออาศัยใบบุญของคุณหญิงวรรณาผู้เป็นป้าแท้ๆ แต่พวกเขากลับถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสรับใช้ อนลในวัยสิบห้าปีต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แลกกับเศษอาหารและที่ซุกหัวนอนในห้องเก็บของชื้นแฉะ จนกระทั่งคืนหนึ่งในฤดูฝนที่หนาวเหน็บ อนลพลาดทำแจกันลายครามใบโปรดของคุณหญิงวรรณาแตก ความโกรธเกรี้ยวของป้าใจร้ายและเกษมผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง ทำให้พวกเขาตัดสินใจไล่อรุณและแม่ที่กำลังป่วยหนักออกไปจากคฤหาสน์กลางดึก

‘ไสหัวออกไปให้พ้นจากบ้านของฉัน! พวกกาฝาก! ชาตินี้พวกแกมันก็เป็นได้แค่ขยะข้างถนน ไปตายที่ไหนก็ไป!’

คำตวาดของคุณหญิงวรรณาและการเตะเสยเข้าที่ยอดอกของเกษมยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ แม่พิมพ์ต้องอุ้มร่างที่บอบช้ำของลูกชายเดินตากฝนที่หนาวเหน็บจนปอดบวม และสิ้นใจตายคาอ้อมกอดของอนลในคืนนั้นที่ป้ายรถเมล์เก่าๆ… น้ำตาหยดสุดท้ายของแม่และลมหายใจที่รวยริน ได้เปลี่ยนให้อนลกลายเป็นคนไร้หัวใจ เขาปากกัดตีนถีบ ทำงานทุกอย่าง แลกเลือดและหยาดเหงื่อ ไต่เต้าจากกองขยะสู่จุดสูงสุดของโลก เพื่อรอคอยเพียงวันเดียว… วันที่จะได้กลับมาเหยียบหน้าพวกสายเลือดทรยศให้จมดิน!

เมื่ออนลก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ บรรยากาศที่เคยจอแจก็พลันเงียบสงัดลง ทุกสายตาจับจ้องมาที่บุรุษผู้มาใหม่ รัศมีแห่งความน่าเกรงขามและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาทุกคนต้องกลั้นหายใจ คุณหญิงวรรณาและเกษมรีบวางแก้วแชมเปญและเดินแหวกฝูงชนเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงที่สุดในชีวิต โดยที่พวกเขาจำไม่ได้เลยว่า มหาเศรษฐีตรงหน้าคือเด็กชายที่พวกเขาเคยไล่ไปตาย

“ยินดีต้อนรับครับมิสเตอร์เอ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติมาคฤหาสน์อัครบดินทร์ของเรา ผมเกษมครับ และนี่คุณแม่ของผม” เกษมโค้งคำนับจนแทบจะติดพื้น

คุณหญิงวรรณายิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอย “เชิญด้านในเลยค่ะท่าน คฤหาสน์หลังนี้ยินดีต้อนรับท่านเสมอ หวังว่าท่านจะเมตตาต่อรองเรื่องหนี้สินของตระกูลเรานะคะ”

อนลยืนนิ่งสนิท ไม่ตอบรับ ไม่จับมือ ไม่แม้แต่จะยิ้มตอบ เขากวาดสายตาอันเย็นเยียบมองไปรอบๆ คฤหาสน์ที่ยังคงตกแต่งเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากด้วยความสมเพช

“เมตตางั้นเหรอ…” เสียงของอนลทุ้มต่ำและเยือกเย็นจนบาดลึกเข้าไปในกระดูก “คำว่า ‘เมตตา’ ไม่เคยมีอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้นี่ครับคุณหญิง… โดยเฉพาะในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว”

คำพูดที่ดูไร้บริบทของอนลทำให้คุณหญิงวรรณาและเกษมชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มเจื่อนลง “ท… ท่านหมายความว่ายังไงคะ ดิฉันไม่เข้าใจ”

อนลค่อยๆ ปลดกระดุมสูท ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกส่งให้บอดี้การ์ด ก่อนจะก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้า ‘ตู้โชว์กระจก’ ที่เคยตั้งแจกันลายครามใบนั้น เขายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว… แผลที่เกิดจากรองเท้าหนังของเกษมที่เตะอัดเข้าที่หน้าเขาในวัยเด็ก

“จำแผลนี้ได้ไหมเกษม… แผลที่แกฝากไว้บนหน้าของ ‘ไอ้กาฝาก’ ก่อนที่แกจะไล่มันกับแม่ที่กำลังป่วยหนักไปตายข้างถนนไงล่ะ”

สิ้นประโยคนั้น… ราวกับมีอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางห้องโถงใหญ่!

ดวงตาของคุณหญิงวรรณาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยจนต้องเกาะแขนลูกชายไว้แน่น เกษมหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นงันงก สายตาของพวกเขาจดจ้องไปที่ใบหน้าของมหาเศรษฐีลึกลับ สลับกับความทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ โครงหน้าคมคาย แววตาที่ดุดัน…

“อ… อนล!! ไ… ไอ้หลานเนรคุณ! เป็นไปไม่ได้! แกมันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ!” คุณหญิงวรรณากรีดร้องเสียงหลง ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่หน้าอนล

“ใช่! ฉันคืออนล!” อนลตวาดลั่น เสียงของเขาก้องกังวานประดุจพญาราชสีห์ ทำเอาแขกเหรื่อไฮโซทั้งงานแตกตื่นและซุบซิบนินทากันอย่างอื้ออึง “ไอ้เด็กกำพร้าที่พวกแกด่าว่าเป็นขยะข้างถนน! ไอ้เด็กที่พวกแกไล่ให้ไปตายในคืนพายุฝนจนแม่ของฉันต้องสิ้นใจ! ฉันรอดตายมาจากนรก ข้ามศพความเจ็บปวดมานับไม่ถ้วน ก็เพื่อกลับมาซื้อคฤหาสน์ที่พวกแกภูมิใจนักหนา และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหลุมฝังศพความหยิ่งยโสของพวกแกยังไงล่ะ!”

“ม… ไม่จริง! แกกำลังโกหก! บอดี้การ์ด! ลากตัวไอ้ขอทานนี่ออกไปเดี๋ยวนี้!” เกษมตะโกนสั่งการอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะรักษาหน้าตาของตระกูล

แต่ทว่า… ไม่มีบอดี้การ์ดคนไหนขยับตัว ทนายความระดับแนวหน้าของประเทศที่ยืนอยู่ข้างอนล ก้าวออกมาพร้อมกับชู ‘เอกสารโฉนดที่ดินและสัญญากู้ยืมเงิน’ ขึ้นสูง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน

“ต้องขออภัยด้วยครับคุณเกษม” ทนายความเอ่ยเสียงเรียบ “ตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว หนี้สินจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาทของตระกูลอัครบดินทร์ ได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นของท่านประธานอนลโดยสมบูรณ์ และเนื่องจากพวกคุณผิดนัดชำระมาเกินกำหนด คฤหาสน์หลังนี้ ที่ดินทุกตารางนิ้ว รวมถึงบริษัททั้งหมดของพวกคุณ ได้ตกเป็นทรัพย์สินของท่านประธานอนลแล้วตามกฎหมาย… ตอนนี้ พวกคุณต่างหากที่เป็น ‘ผู้บุกรุก’ และต้องไสหัวออกไปจากที่นี่!”

ความจริงที่ฟาดลงมาดั่งค้อนปอนด์ทำให้คุณหญิงวรรณาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหินอ่อนอย่างหมดสภาพ เครื่องเพชรที่สวมใส่บัดนี้ไร้ซึ่งความหมาย เกษมเข่าอ่อนล้มพับลงไปกองกับพื้น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและความอัปยศอดสูไหลทะลักออกมาจากดวงตาของสองแม่ลูกผู้หยิ่งยโส

“อ… อนล… หลานรัก… ป้าขอโทษ! ป้าผิดไปแล้ว!” คุณหญิงวรรณาผู้ที่เคยมองอนลเป็นเพียงเศษขยะ บัดนี้ต้องคลานเข่าเข้ามากอดรองเท้าหนังของหลานชาย ร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าเวทนา “ตอนนั้นป้ามันตาบอด ป้าไม่ได้ตั้งใจจะให้แม่ของหลานตายนะ! ยกโทษให้ป้าเถอะนะ ป้าเป็นพี่สาวของแม่หลานนะ ปล่อยป้าไปเถอะ อย่าไล่ป้าออกจากบ้านเลย ป้าแก่แล้ว ป้าไม่มีที่ไปแล้ว!”

เกษมเองก็คลานเข้ามากราบเท้าอนล น้ำตาหูน้ำตาตาไหลอาบหน้า “ก… แก… ไม่สิ คุณอนล! ผมขอโทษ! ผมมันเลวเองที่เตะคุณวันนั้น คุณอยากกระทืบผมคืนยังไงก็ได้ แต่อย่ายึดสมบัติไปเลยนะ ผมยอมเป็นทาสรับใช้คุณก็ได้!”

อนลก้มมองภาพสองแม่ลูกที่กำลังกราบเท้าเขาร้องไห้ขอชีวิตด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความเมตตาใดๆ หยาดน้ำตาของพวกเขามันช่างจอมปลอมและไร้ค่าเมื่อเทียบกับน้ำตาสายเลือดที่แม่ของเขาต้องหลั่งออกมาในคืนนั้น

อนลย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าคุณหญิงวรรณา เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท และหยิบเอา ‘เศษกระเบื้องลายครามชิ้นเล็กๆ’ ที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังออกมา… มันคือเศษแจกันชิ้นเดียวกับที่คุณหญิงวรรณาใช้เป็นข้ออ้างในการไล่เขาและแม่ไปตาย อนลเก็บรักษามันไว้แนบหัวใจตลอดยี่สิบปีเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ!

“ป้าเห็นเศษกระเบื้องโง่ๆ ชิ้นนี้ไหม…” อนลกระซิบเสียงเหี้ยม สายตาของเขาแดงก่ำไปด้วยน้ำตาแห่งความคับแค้นที่ถูกปลดปล่อย “ป้าตีค่าเศษกระเบื้องชิ้นนี้ สูงกว่าชีวิตของน้องสาวแท้ๆ ของป้าเอง… ป้าขอให้ผมมีเมตตาในวันที่ป้าไม่เหลืออะไร แต่ตอนที่แม่ผมไอออกมาเป็นเลือดและกราบเท้าขอร้องป้าไม่ให้ไล่เราออกไปตากฝน… ป้ากลับใช้เท้าเขี่ยแม่ผมทิ้งเหมือนหมาขี้เรื้อน!”

เสียงตวาดของอนลดังกึกก้องไปถึงขั้วหัวใจของทุกคนในงาน แขกเหรื่อและนักธุรกิจไฮโซหลายคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้าและยกมือขึ้นปิดปากร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจกับความโหดร้ายที่เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญ

“ยี่สิบปีที่แล้ว… พวกป้าไล่ผมกับแม่ออกไปในชุดที่ซอมซ่อที่สุด ไม่มีแม้แต่ร่มสักคัน… วันนี้ ผมก็จะคืนสนองให้พวกป้าในแบบเดียวกัน!”

อนลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปสั่งการบอดี้การ์ดด้วยเสียงที่เด็ดขาด “จับตัวพวกมันโยนออกไปนอกประตูรั้วคฤหาสน์เดี๋ยวนี้! ถอดเครื่องเพชร ถอดเสื้อสูทแบรนด์เนมของพวกมันออกให้หมด! ให้พวกมันใส่แค่ชุดชั้นในกับเสื้อผ้าบางๆ เดินออกไปตากพายุฝนข้างนอกเหมือนที่มันเคยทำกับแม่ของฉัน! และห้ามใครให้ความช่วยเหลือเด็ดขาด ใครกล้าช่วยพวกมัน จะถือว่าเป็นศัตรูกับโกลบอล เอนเตอร์ไพรส์!”

“ไม่!! อนล! อย่าทำแบบนี้!! กรี๊ดดดดดด!”

คุณหญิงวรรณากรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ เกษมดิ้นรนต่อสู้แต่ก็สู้แรงบอดี้การ์ดร่างยักษ์ไม่ไหว พวกเขาถูกจับถอดเสื้อคลุมและเครื่องประดับจนเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตบางๆ และถูกลากตัวออกไปตามทางเดินหินอ่อน ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความสมเพชและรังเกียจจากแขกทั้งงาน ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยสายเลือดทรยศคู่นี้

เมื่อร่างของสองแม่ลูกถูกเหวี่ยงออกไปกระแทกกับพื้นถนนหน้าคฤหาสน์ พายุฝนที่โหมกระหน่ำก็สาดซัดเข้าใส่ร่างของพวกเขาอย่างโหดร้าย ความเหน็บหนาว ความหวาดกลัว และความอัปยศอดสู กัดกินหัวใจของพวกเขาจนแหลกสลาย คุณหญิงวรรณาและเกษมนั่งกอดกันร้องไห้โฮอยู่ท่ามกลางสายฝนและโคลนตม ต้องกลายสภาพเป็นขอทานข้างถนนในชั่วข้ามคืน… สัมผัสถึงความทรมานทุกหยาดหยดที่อรุณและแม่พิมพ์เคยได้รับเมื่อยี่สิบปีก่อนอย่างสาสมที่สุด!

ภายในคฤหาสน์ที่บัดนี้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาอย่างสมบูรณ์ อนลยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองดูจุดจบของคนที่ทำร้ายแม่ของเขา น้ำตาลูกผู้ชายที่เหือดแห้งไปนานนับสิบปี ค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มที่กร้านโลก… มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความแค้นอีกต่อไป แต่มันคือน้ำตาแห่งการปลดปล่อย

เขาล้วงมือเข้าไปหยิบรูปถ่ายเก่าๆ สีซีดจางของแม่ขึ้นมาแนบจุมพิตอย่างทะนุถนอมที่สุด

“แม่ครับ… อนลทำสำเร็จแล้วนะ อนลทวงความยุติธรรมให้แม่ได้แล้ว… แม่มองดูอนลจากบนฟ้านะครับ ต่อจากนี้ไป จะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกพวกเราได้อีกแล้ว… อนลรักแม่นะครับ”

พายุฝนภายนอกยังคงโหมกระหน่ำ แต่พายุในหัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มได้สงบลงแล้วตลอดกาล การแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การฆ่าให้ตาย แต่คือการแย่งชิงความเย่อหยิ่งและทำลายพวกมันให้มีชีวิตอยู่เยี่ยงสุนัขข้างถนน เพื่อให้พวกมันต้องจดจำความผิดบาปนี้ไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!