News

ชุดแต่งงานผ้าไหมสีงาช้างที่สั่งตัดเย็บอย่างประณีตจากฝรั่งเศส

 ปักประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้แท้นับหมื่นเม็ดทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟแชนเดอเลียร์ในคฤหาสน์หลังงามของตระกูล ‘ศิริพัฒนากุล’ น้ำหนักเกือบสิบกิโลกรัมของชุดไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหนักอึ้งเท่ากับความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ในอก วันนี้คือวันวิวาห์ของฉัน ‘ลิตา’ ทายาทเพียงคนเดียวของอาณาจักรธุรกิจนำเข้าส่งออกระดับประเทศ กับ ‘ภวินท์’ ชายหนุ่มผู้บริหารดาวรุ่งที่ฉันคบหาดูใจมานานถึงห้าปี

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แขกเหรื่อระดับวีไอพี นักการเมือง และนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทยต่างมารวมตัวกันที่โรงแรมหรูใจกลางมหานครเพื่อรอคอยงานฉลองในช่วงค่ำ ตามกำหนดการ ภวินท์จะต้องมารับฉันที่คฤหาสน์ของครอบครัวด้วยรถโรลส์รอยซ์ (Rolls-Royce) สีขาวที่ประดับด้วยดอกกุหลาบนำเข้า เพื่อเดินทางไปยังสถานที่จัดงานพร้อมกัน มันควรจะเป็นการนั่งรถที่แสนโรแมนติก เป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อภวินท์ก้าวลงจากรถด้วยชุดทักซิโด้สีดำสนิท เขาส่งยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉันพองโต รอยยิ้มที่ฉันหลงรักมาตลอดห้าปี เขาประคองฉันขึ้นไปนั่งเบาะหลังของรถหรูอย่างทะนุถนอม กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ช่างหอมหวาน บานประตูรถกำลังจะปิดลงเพื่อพานำเราสองคนมุ่งหน้าสู่งานวิวาห์ในฝัน

แต่แล้ว… เสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบพร้อมกับเสียงเคาะกระจกรถก็ทำลายความเงียบสงบนั้นลง

ภวินท์ลดกระจกลงด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง เมื่อผู้หญิงที่ยืนหอบหายใจอยู่ข้างประตูรถคือ ‘รสลิน’ อดีตคนรักเก่าของเขาที่เลิกรากันไปเมื่อเจ็ดปีก่อน รสลินปรากฏตัวในชุดเดรสยาวสีขาวลูกไม้… สีที่สงวนไว้สำหรับเจ้าสาวเท่านั้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่ดูจงใจบีบคั้นให้ดูน่าสงสาร

“วินคะ… โรสขอโทษที่มารบกวนวันสำคัญของคุณ” เสียงของรสลินสั่นเครือ แววตาของเธอจดจ้องไปที่ภวินท์โดยทำเหมือนฉันที่นั่งอยู่ในชุดเจ้าสาวฟูฟ่องเป็นเพียงธาตุอากาศ “รถของโรสเสียอยู่หน้าปากซอย โรสไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเงินติดตัวเลย โรสกำลังจะไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมใกล้ๆ ที่จัดงานของคุณพอดี… โรสขอติดรถไปด้วยคนได้ไหมคะ โรสไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้วจริงๆ”

ฉันนั่งนิ่ง ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด นี่คือวันแต่งงานของฉัน และผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงที่มักจะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อวนเวียนเข้ามาในชีวิตของภวินท์ตลอดห้าปีที่เราคบกัน กลับกล้าโผล่มาในชุดสีขาวและขอติดรถเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปงานแต่ง! มันคือการล้ำเส้นที่ไร้มารยาทและหยามเกียรติกันอย่างโจ่งแจ้งที่สุด

ฉันหันไปมองหน้าภวินท์ คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าผู้ชายที่กำลังจะเป็นสามีของฉันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะจัดการปกป้องศักดิ์ศรีของฉัน ปฏิเสธคำขออันไร้สาระนี้ และให้บอดี้การ์ดหรือคนขับรถคันอื่นไปส่งเธอแทน

ทว่า… สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของผู้ชายที่ฉันฝากชีวิตไว้ กลับเป็นคมมีดที่กรีดลึกลงกลางหัวใจของฉันจนแหลกละเอียด

ภวินท์มองรสลินด้วยแววตาเห็นใจ ก่อนจะหันมามองฉันแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก

“ลิตา… ขยับไปหน่อยสิ เว้นที่ให้โรสเขานั่งแทรกเข้ามาหน่อย เบาะหลังกว้างพอที่โรสจะนั่งเบียดเข้าไปได้ ให้เขาติดรถไปด้วยเถอะนะ โรสเขากำลังเดือดร้อน”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมภายในรถโรลส์รอยซ์ทันที โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน อากาศรอบตัวดูเหมือนจะถูกสูบออกไปจนหมด ฉันเบิกตากว้าง จ้องมองใบหน้าของผู้ชายที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วยราวกับเขาเป็นคนแปลกหน้าที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน

เขาสั่งให้ ‘เจ้าสาว’ ในชุดแต่งงานฟูฟ่อง ขยับที่นั่งใน ‘รถส่งตัวเจ้าสาว’ เพื่อให้ ‘แฟนเก่า’ ของเขาเข้ามานั่งเบียดในวันแต่งงานของเรา!

ความทรงจำตลอดห้าปีหลั่งไหลเข้ามาในหัว รสลินมักจะมีปัญหาเสมอเวลาที่เรามีความสุข เธอป่วยกระทันหัน เธอรถเสีย เธออกหัก และภวินท์ก็มักจะอ้างคำว่า ‘เพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อน’ เพื่อวิ่งไปช่วยเธอเสมอ ฉันยอมปิดตาข้างหนึ่งมาตลอดเพราะคิดว่าเมื่อเราแต่งงานกัน เขาจะรู้จักคำว่าครอบครัวและขอบเขต แต่ประโยคเมื่อครู่ได้ปลุกฉันให้ตื่นจากความฝันอันโง่เขลาอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยจัดลำดับความสำคัญของฉันไว้เหนืออดีตของเขาเลย และเขาจะไม่มีวันทำมัน

รสลินยืนส่งสายตาที่ซ่อนความเย้ยหยันอยู่ลึกๆ มาให้ฉัน เธอทำท่าจะก้าวขาขึ้นมาบนรถตามคำอนุญาตของเจ้าบ่าว

“เดี๋ยว”

เสียงของฉันเย็นเยียบและเด็ดขาดจนภวินท์และรสลินชะงัก ฉันไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย และไม่ได้โวยวายเหมือนนางร้ายในละครหลังข่าว ความโกรธที่พุ่งทะลุขีดจำกัดได้หลอมรวมกลายเป็นความเยือกเย็นที่น่าสะพรึงกลัว ฉันค่อยๆ รวบชายกระโปรงชุดแต่งงานที่หนักอึ้งและมีราคาแพงลิบลิ่วของตัวเองขึ้น

“ลิตา… คุณจะทำอะไร จะขยับให้โรสใช่ไหม” ภวินท์ถามด้วยใบหน้าซื่อบื้อ

ฉันปรายตามองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรักและความผูกพันใดๆ อีกต่อไป “ไม่ต้องเบียดหรอกภวินท์ เบาะหลังนี้กว้างพอสำหรับคุณกับแฟนเก่าของคุณ… เชิญนั่งกันให้สบายเลย”

พูดจบ ฉันก็เอื้อมมือไปเปิดประตูรถฝั่งของตัวเอง ก้าวเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงคริสเตียน ลูบูแตง (Christian Louboutin) ประดับคริสตัล ลงไปเหยียบพื้นถนนคอนกรีตหน้าคฤหาสน์อย่างมั่นคง

“ลิตา! คุณบ้าไปแล้วเหรอ! คุณลงไปทำไม งานแต่งเราใกล้จะเริ่มแล้วนะ แขกผู้ใหญ่รออยู่เต็มงาน!” ภวินท์เริ่มลุกลี้ลุกลาน เขาพยายามจะเปิดประตูตามลงมา แต่ฉันหันกลับไปตวัดสายตามองเขาจนเขาสะดุ้ง

“แขกผู้ใหญ่รอ ‘อดีต’ งานแต่งงานของเราต่างหากล่ะภวินท์” ฉันเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและดังกังวานจนบอดี้การ์ดรอบคฤหาสน์หันมามอง “ผู้ชายที่เห็นความสะดวกสบายของแฟนเก่า สำคัญกว่าศักดิ์ศรีและหน้าตาของเจ้าสาวในวันแต่งงาน… ไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำครอบครัว หรือแม้แต่จะยืนเคียงข้างฉัน งานแต่งงานวันนี้ ‘ยกเลิก’ เชิญคุณพารักแท้ของคุณไปส่งให้ถึงที่หมายเถอะ ส่วนฉัน… จะกลับเข้าบ้านของฉัน”

“ลิตา! คุณจะทำเป็นเด็กเรียกร้องความสนใจไปถึงไหน! ก็แค่ให้โรสติดรถไปด้วย แค่นี้ทำไมต้องใจแคบยกเลิกงานแต่งด้วย!” ภวินท์ตะคอกกลับด้วยความโกรธ หลงลืมไปสิ้นว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในอาณาเขตของตระกูลศิริพัฒนากุล

ฉันเหยียดยิ้ม สมเพชในความหน้าด้านและโง่เขลาของผู้ชายตรงหน้า “คนใจแคบคือคนที่ยัดเยียดแฟนเก่าเข้ามาในรถเจ้าสาวต่างหาก จำไว้นะภวินท์ ฉันไม่ได้ยกเลิกงานแต่งเพราะฉันใจแคบ แต่ฉันยกเลิกเพราะฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองมีค่ามากเกินกว่าจะลดตัวไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายที่แยกแยะความถูกต้องกับความมักง่ายไม่ออก… ลาก่อน”

ฉันสะบัดชายกระโปรง หันหลังเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์หลังงามของพ่อแม่อย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวของฉันมั่นคงและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ทิ้งให้ภวินท์ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างรถโรลส์รอยซ์ โดยมีรสลินยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ เมื่อรู้ว่าแผนการเรียกร้องความสนใจของเธอ ได้พังทลายงานวิวาห์ระดับประเทศลงไปแล้วจริงๆ

เมื่อฉันก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ คุณพ่อและคุณแม่ที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปงาน มองฉันด้วยความตกตะลึง

“ลิตา! ทำไมลูกยังอยู่ที่นี่ แล้วทำไมถึงเดินกลับเข้ามา งานเกิดอะไรขึ้นลูก!” คุณพ่อซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารเครือศิริพัฒนากุลรีบวิ่งเข้ามาประคองฉัน

ฉันสูดลมหายใจลึก น้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาเพียงหยดเดียว ก่อนที่ฉันจะปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว “คุณพ่อคะ… สั่งเลขาฯ ให้โทรแจ้งผู้จัดการโรงแรม ประกาศยกเลิกงานแต่งงานคืนนี้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ แล้วให้บอดี้การ์ดไปไล่ภวินท์กับผู้หญิงของเขาออกจากหน้าบ้านเราให้พ้น… ลิตาจะไม่แต่งงานกับผู้ชายคนนี้แล้วค่ะ”

เพียงแค่ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูบ้านให้ฟัง คุณพ่อที่รักและหวงแหนฉันยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ท่านไม่ได้ต่อว่าฉันที่ตัดสินใจยกเลิกงานแต่งระดับพันล้าน แต่ท่านกลับโทรศัพท์สายตรงถึงผู้จัดการโรงแรม และสั่งให้ทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัทออกแถลงการณ์ยกเลิกงานแต่งงานทันที โดยไม่ไว้หน้าตระกูลของเจ้าบ่าวแม้แต่น้อย

ค่ำคืนนั้น ข่าวการยกเลิกงานวิวาห์สายฟ้าแลบแพร่กระจายไปทั่วแวดวงสังคมไฮโซราวกับไฟลามทุ่ง ภวินท์และครอบครัวของเขาถูกปล่อยให้ไปยืนเก้ออยู่ที่หน้าห้องบอลรูมของโรงแรม ท่ามกลางสายตาดูแคลนและเสียงซุบซิบนินทาของแขกเหรื่อระดับวีไอพีที่รับทราบเหตุผลเบื้องลึกจากการปล่อยข่าวของฝั่งครอบครัวฉัน

แต่ความหายนะของภวินท์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เขาคงลืมไปว่า ความสำเร็จตลอดสามปีที่ผ่านมาในการไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บริหารดาวรุ่งของเขา ล้วนมาจากเส้นสายและคอนเนกชันของตระกูล ‘ศิริพัฒนากุล’ ที่คอยปูทางและอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนให้

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น… โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่สามโครงการที่บริษัทของภวินท์กำลังจะเซ็นสัญญากับพาร์ทเนอร์ต่างชาติ ถูกระงับกะทันหัน หุ้นส่วนหลายรายที่เกรงใจบารมีของคุณพ่อฉัน ต่างพากันถอนหุ้นและยกเลิกการร่วมทุน ธนาคารระงับการปล่อยกู้ก้อนใหม่ ภายในเวลาไม่ถึงเจ็ดวัน บริษัทของภวินท์ตกอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเสี่ยงต่อการล้มละลาย

ภวินท์พยายามมาคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องฉันหน้าคฤหาสน์อยู่หลายวัน พร่ำบอกว่าเขาสำนึกผิดแล้ว เขากับรสลินไม่ได้มีอะไรเกินเลย เขาเพียงแค่สงสารเธอ และตอนนี้เขาก็ไล่รสลินออกจากชีวิตไปแล้วเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อฉัน… แต่คำขอโทษของเขามันช้าเกินไปและไร้ค่าสำหรับฉัน ทันทีที่เขาสูญเสียอำนาจและเงินทอง รสลินที่เคยบีบน้ำตาทำตัวน่าสงสาร ก็เผยธาตุแท้ด้วยการตีจากเขาไปหาผู้ชายคนใหม่ที่รวยกว่าอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ภวินท์ต้องเผชิญกับความพินาศย่อยยับเพียงลำพัง

หกเดือนต่อมา ฉันนั่งจิบแชมเปญชั้นเลิศอยู่บนดาดฟ้าเพนต์เฮาส์หรูของตัวเอง มองดูข่าวหน้าหนึ่งในแท็บเล็ตที่พาดหัวข่าวการประกาศฟ้องล้มละลายของอดีตนักธุรกิจดาวรุ่ง ภวินท์ถูกฟ้องร้องจนสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องขายบ้านและรถเพื่อใช้หนี้ กลับกลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีใครในวงการสังคมอยากเสวนาด้วย

ฉันปิดหน้าจอแท็บเล็ตลงด้วยรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเสียดาย มีเพียงความโล่งใจอย่างถึงที่สุด… โชคดีเหลือเกินที่ในวันนั้น ฉันเลือกที่จะก้าวลงจากรถและเดินกลับเข้าบ้าน แทนที่จะยอมลดทอนคุณค่าของตัวเองเพื่อรักษาภาพลักษณ์จอมปลอมของผู้ชายที่รักฉันไม่มากพอ.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!