หยาดเหงื่อสิบปีที่สูญเปล่า: เมื่อผมส่งเงินเดือนทั้งหมดกลับบ้านหวัง

ให้ภรรยาสุขสบาย แต่การกลับมาโดยไม่บอกล่วงหน้า กลับทำให้ผมต้องใจสลาย… เมื่อเห็นเธอกำลังคุ้ยเศษอาหารในกองขยะ!
ความร้อนระอุของแสงแดดกลางทะเลทรายในแถบตะวันออกกลาง ไม่เคยทำให้หัวใจของ ‘ภาคิน’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีต้องย่อท้อ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีเต็มที่เขาจากบ้านเกิดเมืองนอนมาทำงานเป็นวิศวกรคุมแท่นขุดเจาะน้ำมัน เขาต้องทนกับสภาพอากาศที่โหดร้าย ทำงานล่วงเวลาหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายแทบแหลกสลาย สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเขาคือรูปถ่ายใบเก่าที่เริ่มซีดจางของ ‘นลิน’ ภรรยาผู้แสนดี และ ‘น้องข้าวหอม’ ลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเดินทางจากมา
ทุกๆ สิ้นเดือน ภาคินจะโอนเงินเดือนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเขา ซึ่งเป็นเงินจำนวนหลายแสนบาท กลับไปที่ประเทศไทย เขาโอนเข้าบัญชีของ ‘คุณนายศรีจันทร์’ ผู้เป็นแม่แท้ๆ และ ‘วิภา’ น้องสาวของเขา โดยกำชับอย่างหนักแน่นเสมอว่าให้แม่ช่วยดูแลนลินและลูกให้ดีที่สุด ให้พวกเธอได้กินของดีๆ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ และไม่ต้องทำงานหนัก ภาคินยอมใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก กินเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมปังแข็งๆ เพื่อให้ครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังได้เสวยสุข เขาเชื่อใจสายเลือดของตนเองอย่างหมดหัวใจ โดยไม่เคยรู้เลยว่า… ความไว้ใจนั้นกำลังจะกลายเป็นฝันร้ายที่กรีดลึกถึงกระดูกดำ
เจ็ดปีผ่านไป ความอดทนของภาคินสัมฤทธิ์ผล เขาได้รับเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าวิศวกรระดับสูงของบริษัทข้ามชาติ พร้อมกับเงินโบนัสก้อนโตมูลค่าหลายสิบล้านบาท ภาคินตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเสียที เขาเก็บกระเป๋าอย่างเงียบๆ ซื้อสร้อยคอเพชรเส้นสวยเพื่อเป็นของขวัญให้ภรรยา และของเล่นมากมายให้ลูกสาว เขาตั้งใจจะกลับไปเซอร์ไพรส์ทุกคนโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า หวังจะได้เห็นรอยยิ้มที่เบิกบานของนลินเมื่อเปิดประตูบ้านออกมารับเขา
เมื่อเครื่องบินแตะพื้นดินประเทศไทย ภาคินสูดอากาศที่คุ้นเคยเข้าปอดด้วยความปีติ เขาไม่ได้ตรงกลับไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่เขาส่งเงินมาสร้างทันที แต่เขาเลือกที่จะแวะไปที่ตลาดสดใกล้ๆ หมู่บ้าน เพื่อจะซื้ออาหารทะเลสดๆ ไปทำมื้อค่ำฉลองการกลับมา ทว่า… ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามเย็น บรรยากาศรอบตัวเริ่มมืดสลัว ภาคินเดินผ่านตรอกแคบๆ ด้านหลังตลาด ซึ่งเป็นจุดทิ้งขยะของบรรดาร้านอาหาร สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับภาพที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
ข้างถังขยะใบใหญ่ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจาย มีผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างผอมโซจนเห็นหนังหุ้มกระดูก สวมเสื้อยืดสีหมองคล้ำที่เต็มไปด้วยรอยขาดและคราบสกปรก เธอกำลังใช้มือที่สั่นเทาคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารในถุงดำ หญิงคนนั้นหยิบเศษไก่ทอดที่เหลือแต่กระดูกและมีคราบน้ำแกงบูดๆ ขึ้นมาเช็ดกับเสื้อ ก่อนจะยัดมันใส่ถุงพลาสติกใบเล็กที่เธอหอบไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ท่ามกลางสายฝนที่สาดกระเซ็นและฝูงสุนัขจรจัดที่คอยเห่าขู่
ภาคินรู้สึกเวทนา เขาล้วงกระเป๋าตั้งใจจะหยิบแบงก์พันไปให้หญิงขอทานคนนั้น แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้จนแสงจากเสาไฟริมทางสาดส่องกระทบใบหน้าของเธอที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและโคลนดิน… หัวใจของภาคินก็เหมือนถูกค้อนปอนด์นับพันทุบลงมาอย่างรุนแรงจนแหลกละเอียด!
ที่ข้อมือซ้ายของหญิงคนนั้น มี ‘สร้อยข้อมือเชือกถักสีแดง’ ที่ซีดจางและเปื่อยยุ่ย… สร้อยข้อมือเส้นเดียวกับที่เขาเป็นคนถักและสวมให้ภรรยากับมือในวันแต่งงาน!
“น… นลิน…”
เสียงของภาคินสั่นพร่าราวกับคนขาดใจ เขาเรียกชื่อนั้นออกไปเบาๆ หญิงขอทานสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับมามองตามเสียง ดวงตาที่ลึกโบ๋และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นหน้าเขา วินาทีที่สายตาสองคู่ประสานกัน นลินปล่อยถุงเศษอาหารร่วงหล่นลงพื้น เธอพยายามจะยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าที่โทรมและสกปรกของตัวเอง ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำตาแห่งความอัปยศอดสูไหลทะลักออกมา เธอพยายามจะหันหลังวิ่งหนี แต่ความอ่อนล้าทำให้เธอสะดุดล้มลงกับพื้นโคลน
“นลิน! นลินจริงๆ ด้วย! นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” ภาคินถลันเข้าไปกอดร่างที่ผอมบางและเหม็นสาบของภรรยาเอาไว้แน่น เขาไม่รังเกียจกลิ่นขยะหรือความสกปรกแม้แต่น้อย มีเพียงความเจ็บปวดที่บาดลึกจนน้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม “ทำไมคุณถึงมาอยู่ในสภาพนี้! เงินตั้งหลายสิบล้านที่ผมส่งมาให้ทุกเดือนมันหายไปไหนหมด! ทำไมคุณต้องมากินเศษอาหารในถังขยะ!”
นลินร้องไห้โฮ ซุกหน้าลงกับแผงอกของสามีที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอดเจ็ดปี “พี่คิน… ฮือออ พี่คินกลับมาแล้ว นลินไม่ได้ฝันไปใช่ไหม…”
หลังจากสงบสติอารมณ์ ภาคินรีบถอดเสื้อแจ็กเก็ตของตนเองคลุมร่างที่หนาวสั่นของภรรยา เขาพานลินไปที่ห้องเช่ารูหนูในสลัมแออัดที่เธออาศัยอยู่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ภาคินก็ต้องช็อกซ้ำสอง เมื่อเห็น ‘น้องข้าวหอม’ ลูกสาววัยเจ็ดขวบที่ควรจะเติบโตมาอย่างสมบูรณ์ กำลังนอนขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง ร่างกายของเด็กน้อยผอมแห้งและกำลังจับไข้ตัวร้อนจี๋
นลินกอดลูกสาวไว้แน่น ก่อนจะเล่าความจริงที่ถูกซ่อนไว้ตลอดเจ็ดปีให้ภาคินฟังทั้งน้ำตา…
“หลังจากที่พี่ไปทำงานได้แค่สามเดือน… คุณแม่กับวิภาก็เปลี่ยนไปค่ะ พวกเขาบังคับยึดสมุดบัญชีที่พี่โอนเงินมาให้ไปหมด คุณแม่บอกว่าพี่สั่งให้ท่านเป็นคนจัดการเงิน แล้วพวกเขาก็เริ่มด่าทอ จิกหัวใช้นลินเหมือนทาสในบ้าน นลินทนได้ทุกอย่างเพื่อรอพี่กลับมา… แต่พอน้องข้าวหอมอายุได้สองขวบ ลูกป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล นลินไปกราบเท้าขอเงินคุณแม่เพื่อมารักษาลูก แต่ท่านกลับเตะนลินกระเด็น แล้วบอกว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของพี่คิน! ท่านใส่ร้ายว่านลินคบชู้ แล้วไล่นลินกับลูกออกจากบ้านในคืนที่ฝนตกหนักแบบนี้แหละค่ะ…”
ภาคินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เลือดซึมออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว “แล้วทำไมคุณไม่โทรหาผม! ทำไมไม่บอกผม!”
“นลินพยายามแล้วค่ะพี่คิน แต่วิภายึดโทรศัพท์ของนลินไปหมด นลินไปยืมโทรศัพท์คนอื่นโทรหาบริษัทพี่ เขาก็บอกว่าพี่ฝากเบอร์ของวิภาไว้เป็นเบอร์ติดต่อฉุกเฉินเบอร์เดียว นลินเขียนจดหมายไปหาพี่ วิภาก็ใช้อิทธิพลคนไปดักเก็บจดหมายหมด… แถมพวกเขายังขู่ว่า ถ้านลินพยายามติดต่อพี่ หรือไปวุ่นวายที่บ้านอีก พวกเขาจะส่งคนมาทำร้ายน้องข้าวหอม… นลินกลัว นลินไม่มีทางสู้ นลินเลยต้องพาลูกมาซ่อนตัวอยู่ที่สลัมแห่งนี้ รับจ้างล้างจาน ทำงานก่อสร้างหาเงินประทังชีวิต… แต่วันนี้ลูกป่วยหนัก นลินเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปซื้อยาให้ลูกจนหมด นลินไม่มีเงินซื้อข้าว เลยต้อง… ต้องไปหาเศษอาหารหลังตลาดมาให้ลูกกิน…”
ฟังจบ ภาคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับ เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ทำงานหาเงินเพื่อให้เมียและลูกสุขสบาย แต่เขาโง่เง่าเองที่ฝากเนื้อไว้กับเสือหิวอย่างแม่และน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง! หยาดเหงื่อแรงกายเจ็ดปีของเขาถูกปลิงดูดเลือดในคราบคนสายเลือดเดียวกันสูบไปเสวยสุข ปล่อยให้ดวงใจของเขาต้องมานั่งกินขยะคลุกโคลน!
ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชนดั่งไฟนรก ภาคินอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอก จูบซับน้ำตาให้ภรรยา และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็นและเด็ดขาดที่สุด “นลิน… เก็บของที่มีค่าที่สุดของพวกเราไปให้หมด เราจะไม่กลับมาเหยียบที่นรกนี่อีกต่อไป… คืนนี้ พี่จะทวงทุกอย่างของพวกเราคืน และคนที่มันทำกับเธอแบบนี้ มันจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่พังพินาศยิ่งกว่าเศษขยะ!”
คืนนั้น ภาคินพานลินและลูกสาวไปเช่าห้องสวีทสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เขาเรียกแพทย์ส่วนตัวมารักษาลูกสาว สั่งอาหารชั้นเลิศมาให้ภรรยาทานจนอิ่ม และซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมชุดใหม่ให้พวกเธอ จากนั้น ภาคินต่อสายตรงหาทนายความมือหนึ่งที่บริษัทจัดหาให้ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด
หลักฐานที่ทนายนำมาให้ดูยิ่งทำให้ภาคินเดือดพล่าน คุณนายศรีจันทร์และวิภา เอาเงินรายเดือนเดือนละห้าแสนบาทของเขาไปปรนเปรอตัวเอง ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม จัดปาร์ตี้ไฮโซ และที่เลวร้ายที่สุดคือ พวกเธอร่วมมือกันทำเอกสารเท็จ ส่งจดหมายไปหาภาคินที่ต่างประเทศ สวมรอยเป็นนลินว่าขอหย่าและหนีตามชู้ไป ซึ่งจดหมายเหล่านั้นถูกตีกลับเพราะภาคินย้ายแท่นขุดเจาะตลอดเวลา ทำให้เขาไม่เคยได้รับรู้เลย
…
สามวันต่อมา
ณ คฤหาสน์สุดหรูหราที่สร้างขึ้นจากเงินหยาดเหงื่อของภาคิน วันนี้มีการจัดงานปาร์ตี้จิบน้ำชายามบ่ายของสมาคมคุณหญิงคุณนาย คุณนายศรีจันทร์สวมชุดไหมฝรั่งเศสประดับเพชรระยิบระยับ นั่งจิบชาดาร์จีลิงอยู่หัวโต๊ะ โดยมีวิภาลูกสาวสุดที่รักที่กำลังโอ้อวดกระเป๋าแอร์เมสใบใหม่ราคาหลายล้านบาทให้เพื่อนๆ ไฮโซฟัง
“โฮะๆๆ ลูกชายดิฉันน่ะเก่งค่ะคุณพี่ ทำงานอยู่เมืองนอก ส่งเงินมาให้ดิฉันเดือนละเป็นล้านๆ ดิฉันใช้ยังไงก็ไม่หมดหรอกค่ะ นี่ก็เพิ่งสั่งซื้อรถสปอร์ตคันใหม่ไว้อีกคัน” ศรีจันทร์หัวเราะร่วนอย่างเย่อหยิ่ง
“แล้วลูกสะใภ้ล่ะคะคุณพี่ ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย?” ไฮโซคนหนึ่งถามขึ้น
วิภาเบ้ปากทันที “โอ๊ย! นังนลินน่ะเหรอคะ มันทนความรวยของเราไม่ไหว หอบเสื้อผ้าหนีตามผู้ชายไปตั้งหลายปีแล้วค่ะ ป่านนี้คงไปนอนขอทานอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วมั้งคะ พวกเหลือบไรก็แบบนี้แหละค่ะ”
ทันใดนั้นเอง… ประตูรั้วอัลลอยด์บานยักษ์หน้าคฤหาสน์ก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
รถตู้สีดำกันกระสุนสามคันแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขคฤหาสน์ บอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำนับสิบคนกระโดดลงจากรถ ก่อนจะตั้งแถวโค้งคำนับเมื่อประตูรถคันกลางเปิดออก
ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถคือ ‘ภาคิน’ แต่เขาไม่ได้อยู่ในชุดสูทหรูหรา เขาจงใจสวมเสื้อยืดสีซีด กางเกงยีนส์เก่าๆ และรองเท้าผ้าใบขาดๆ สภาพเหมือนกรรมกรที่เพิ่งถูกเลิกจ้างกลับมา
บรรดาไฮโซวงแตกแตกตื่น ศรีจันทร์และวิภาเบิกตากว้างเมื่อเห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอกันมาเจ็ดปี!
“ภ… ภาคิน! ลูก! ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกแม่!” ศรีจันทร์รีบวิ่งเข้าไปหา แต่เมื่อเห็นสภาพซอมซ่อของลูกชาย เธอก็ชะงักฝีเท้าทันที แววตาของเธอเปลี่ยนจากความดีใจเป็นความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด “ทำไมสภาพลูกเป็นแบบนี้ล่ะ! อย่าบอกนะว่าลูกตกงาน! บริษัทไล่ออกเหรอ! แล้วเงินล่ะ ลูกหอบเงินกลับมาหรือเปล่า!”
วิภารีบเดินมาสมทบ “นั่นสิพี่คิน! สภาพเหมือนขอทานเลย พี่รีบไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้เลยนะ แขกคุณแม่เต็มบ้านไปหมด พี่มาทำตัวซอมซ่อแบบนี้ พวกเราอายเขาตายเลย!”
ภาคินยืนนิ่ง มองใบหน้าของแม่และน้องสาวที่ขับเน้นแต่ความโลภและหน้าไหว้หลังหลอก เขาแสยะยิ้มเย็นเยียบ “อายเหรอครับ? อายที่ผมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ… แต่ไม่อายเลยใช่ไหม ที่เอาเงินหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของผม ไปซื้อของฟุ่มเฟือยมาประดับตัว ในขณะที่ไล่เมียกับลูกของผมไปกินขยะ!”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางวง ศรีจันทร์และวิภาหน้าซีดเผือด
“ก… แกพูดอะไรภาคิน! นังนลินมันหนีตามชู้ไปเองนะ! มันทิ้งแกไปแล้ว!” ศรีจันทร์พยายามโกหกหน้าตาย
“หยุดตอแหลได้แล้วครับคุณแม่!” ภาคินตวาดลั่นจนทุกคนในคฤหาสน์สะดุ้งสุดตัว “ผมรู้ความจริงหมดแล้ว! ผมไปเจอนลินมาแล้ว! คุณแม่กับวิภาฮุบเงินผม ไล่เมียผมออกไปตอนดึกๆ แล้วยังขู่จะฆ่าลูกผมอีก! จิตใจพวกคุณทำด้วยอะไร! พวกคุณมันไม่ใช่คนในครอบครัวผมอีกต่อไปแล้ว พวกคุณมันก็แค่ ‘ปรสิต’ ที่เกาะผมกิน!”
“พี่คิน! พี่จะมาเชื่ออีนังเมียชั้นต่ำมากกว่าแม่กับน้องแท้ๆ ได้ยังไง! นังนลินมันตอแหล! พี่อย่าลืมนะว่าบ้านหลังนี้ เงินทุกบาทที่พี่โอนมา มันเป็นชื่อของแม่กับวิภาหมดแล้ว พี่ไม่มีสิทธิ์มาด่าพวกเราในบ้านของเรานะ!” วิภาเถียงกลับอย่างไม่ลดละ ชูคออวดดีเพราะคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องกฎหมาย
“อ้อ… งั้นเหรอครับ?” ภาคินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาน่ากลัวจนวิภาก้าวถอยหลัง
ภาคินดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ประตูรถตู้คันหลังสุดก็เปิดออก ทนายความมือหนึ่งระดับประเทศเดินลงมาพร้อมกับแฟ้มเอกสารหนาเตอะ ตามด้วยร่างของ ‘นลิน’ ที่บัดนี้ไม่ได้เป็นขอทานคุ้ยขยะอีกต่อไป เธอสวมชุดเดรสแบรนด์เนมหรูหรา สวมสร้อยเพชรน้ำงามที่ภาคินซื้อให้ เปล่งประกายออร่าของคุณนายแห่งวิศวกรระดับสูง โดยจูงมือน้องข้าวหอมที่สวมชุดกระโปรงฟูฟ่องน่ารักเดินตามลงมาด้วย
ศรีจันทร์และวิภาตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า เมื่อเห็นอดีตลูกสะใภ้ที่พวกตนเหยียบย่ำ กลับมาในสภาพที่งดงามและรวยยิ่งกว่าพวกตนหลายเท่า!
ทนายความเปิดแฟ้มเอกสารและประกาศด้วยเสียงอันดัง “ในฐานะตัวแทนตามกฎหมายของคุณภาคิน ผมขอแจ้งให้ทราบว่า บัญชีธนาคารที่คุณศรีจันทร์และคุณวิภาใช้จ่ายอยู่นั้น ได้ถูกอายัดทั้งหมดแล้วเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ด้วยข้อหา ‘ฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์’ เนื่องจากคุณภาคินมีหลักฐานการโอนเงินและคำสั่งชัดเจนว่าให้จัดสรรเพื่อภรรยา แต่พวกคุณกลับนำไปใช้ส่วนตัวและปลอมแปลงเอกสาร”
“ม… ไม่จริง! บ้านหลังนี้เป็นชื่อฉัน! พวกแกไม่มีสิทธิ์มาไล่ฉัน!” ศรีจันทร์กรีดร้อง
ทนายความยิ้มมุมปาก “บ้านหลังนี้ และโฉนดที่ดินผืนนี้ ถูกซื้อผ่านกองทุนทรัสต์ในต่างประเทศตั้งแต่เจ็ดปีที่แล้ว โดยระบุชื่อ ‘เด็กหญิงข้าวหอม’ เป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว และมีคุณภาคินเป็นผู้จัดการมรดก พวกคุณสองคนมีสถานะเป็นเพียง ‘ผู้อยู่อาศัยชั่วคราว’ เท่านั้นครับ… และตอนนี้ เจ้าของบ้านตัวจริง ต้องการให้พวกคุณย้ายออกไป ภายในสิบนาทีนี้ครับ”
“กรี๊ดดดดด!! ไม่จริงงงง!! ไอ้ลูกเนรคุณ! แกจะไล่แม่แท้ๆ ของแกไปอยู่ข้างถนนเหรอ! ฉันเบ่งแกออกมานะ!” ศรีจันทร์ลงไปนอนดิ้นพราดๆ กับพื้น กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
วิภาคุกเข่าคลานเข้ามาเกาะขาภาคิน ร้องไห้น้ำตาหูน้ำตาตาไหล “พี่คิน! วิภาขอโทษ! วิภาผิดไปแล้ว พี่อย่าไล่วิภาไปเลยนะ วิภาไม่มีที่ไป วิภาทำอะไรไม่เป็นเลย พี่จะให้วิภาไปกินขยะเหมือนอีนังนลินเหรอฮะพี่!”
ภาคินก้มลงมองน้องสาวและแม่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของวิภาอย่างแรง
“ตอนที่พวกคุณไล่เมียกับลูกของผมไป… พวกคุณเคยคิดถึงคำว่าครอบครัวไหม? ตอนที่นลินต้องคุ้ยขยะหาข้าวบูดๆ ให้ลูกผมกิน… พวกคุณกำลังนอนจิบไวน์อยู่บนเตียงนุ่มๆ ใช่ไหม? ในเมื่อพวกคุณรังเกียจขยะนัก วันนี้ผมก็จะให้พวกคุณไปสัมผัสชีวิตแบบนั้นบ้าง!”
ภาคินหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ด “โยนเสื้อผ้าเก่าๆ ของพวกมันสองคนออกไปนอกรั้ว แล้วโยนตัวพวกมันตามออกไป ใครขัดขืน… อนุญาตให้ใช้กำลังได้! และถ้าพวกมันยังกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก… ส่งตารางงานไปให้พวกมันอยู่ในคุกข้อหาฉ้อโกงซะ!”
สิ้นคำสั่ง บอดี้การ์ดร่างยักษ์นับสิบคนก็กรูกันเข้าไปลากตัวศรีจันทร์และวิภาที่กำลังกรีดร้องโหยหวนออกมาจากคฤหาสน์ บรรดาเพื่อนไฮโซต่างพากันวิ่งหนีกลับบ้านด้วยความอับอายขายหน้า เสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมถูกยึดไว้ทั้งหมด พวกเธอถูกจับโยนออกไปนอกประตูรั้วอัลลอยด์ ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นถนนที่เปียกชื้น มีเพียงชุดที่สวมติดตัวเท่านั้นที่เหลืออยู่
ประตูรั้วอัลลอยด์ค่อยๆ เลื่อนปิดลง ปิดตายเส้นทางแห่งความโลภและการเอาเปรียบอย่างสมบูรณ์
ภาคินหันกลับมามองนลินและน้องข้าวหอม เขาดึงทั้งสองคนเข้ามากอดแนบอกอย่างอบอุ่นที่สุด น้ำตาแห่งความโล่งใจและชัยชนะไหลริน
“ทุกอย่างจบแล้วนะนลิน… จากนี้ไป บ้านหลังนี้คือของเธอกับลูก จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายครอบครัวของเราได้อีก พี่จะชดเชยเวลาเจ็ดปีที่หายไป จะรักและดูแลพวกเธอให้ดีที่สุด”
รอยแผลเป็นในอดีตอาจจะต้องใช้เวลาเยียวยา แต่ ณ คฤหาสน์แห่งนี้ จะไม่มีเสียงร้องไห้แห่งความหิวโหยอีกต่อไป มีเพียงความรักที่แท้จริงที่ผ่านการทดสอบอันแสนโหดร้ายมาได้ ส่วนคนที่เนรคุณและโหดร้าย ย่อมได้รับผลกรรมที่สาสม… ต้องไปคุ้ยเศษขยะเพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อให้ได้รู้ซึ้งถึงรสชาติของน้ำตาและความหิวโหยที่พวกตนเคยยัดเยียดให้คนอื่นตลอดไป.



