News

มรดกไร้ราคาคาดตาสว่าง: เมื่อพินัยกรรมมอบเพียงบ้านไม้ผุพังให้ฉัน

 แต่ความลับใต้รอยแยกกลับทำให้พวกญาติจอมงกต้องคุกเข่าหลั่งน้ำตาเลือด!

บรรยากาศภายในห้องโถงของคฤหาสน์หลังใหญ่ตระกูล ‘วิจิตรธรรม’ เต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยความตึงเครียดและความโลภที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ วันนี้เป็นวันเปิดพินัยกรรมของ ‘คุณหญิงมณี’ อดีตนายหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลที่เพิ่งล่วงลับไปได้เพียงเจ็ดวัน ทนายความประจำตระกูลสวมสูทสีดำสนิทนั่งอยู่หัวโต๊ะ ตรงหน้าเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกประทับตราครั่งอย่างแน่นหนา ขณะที่รอบโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยบรรดาญาติพี่น้องที่แต่งตัวด้วยชุดสีดำราคาแพงระยับ แต่แววตาของพวกเขาไม่ได้มีความโศกเศร้าหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซองพินัยกรรมราวกับแร้งที่รอคอยการแบ่งปันซากเนื้อ

ฉัน… ‘นิดา’ หลานสาวคนกำพร้าที่คุณย่ามณีเก็บมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังแบเบาะ นั่งห่อไหล่อยู่ที่มุมเงียบๆ ของโต๊ะอาหาร น้ำตาของฉันยังคงรินไหลออกมาอย่างเงียบเชียบเมื่อนึกถึงรอยยิ้มและอ้อมกอดอันอบอุ่นของคุณย่า สำหรับฉันแล้ว เงินทองหรือมรดกพันล้านไม่ได้มีความหมายอะไรเลย สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือขอให้คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ แต่สำหรับ ‘รตี’ ลูกพี่ลูกน้องสาวผู้เย่อหยิ่ง และ ‘ป้าสมศรี’ ผู้มีศักดิ์เป็นป้าแท้ๆ ของฉัน พวกเธอกำลังนั่งกระดิกเท้าและยิ้มมุมปากอย่างรอคอย

“เอาล่ะครับ ผมจะเริ่มอ่านพินัยกรรมของคุณหญิงมณี ณ บัดนี้” ทนายความเอ่ยทำลายความเงียบ ก่อนจะค่อยๆ กรีดซองเอกสารและดึงกระดาษออกมาอ่านด้วยน้ำเสียงกังวาน

พินัยกรรมระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า หุ้นส่วนทั้งหมดของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่าห้าร้อยล้านบาท ตกเป็นของรตี คฤหาสน์หลังใหญ่ที่กรุงเทพฯ และเงินสดในบัญชีอีกสองร้อยล้านบาท ตกเป็นของป้าสมศรี บรรดาญาติคนอื่นๆ ก็ได้รับที่ดินและเครื่องเพชรไปตามสัดส่วนที่น่าพอใจ รตีและป้าสมศรียิ้มกว้างจนแทบจะหุบไม่ลง พวกเธอสวมกอดกันอย่างตื่นเต้นจนลืมไปเสียสนิทว่ากำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์

“และสำหรับ นางสาวนิดา…” ทนายความหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามองมาที่ฉันด้วยความเห็นใจ “คุณหญิงมณีระบุว่า ขอส่งมอบ ‘บ้านไม้ริมน้ำ’ ที่จังหวัดอยุธยา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวนิดาแต่เพียงผู้เดียวครับ”

สิ้นเสียงของทนายความ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังลั่นขึ้นกลางห้องโถง รตีปิดปากหัวเราะจนตัวงอ ก่อนจะหันมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและดูแคลน บ้านไม้ริมน้ำที่อยุธยา คือบ้านเก่าแก่ที่คุณย่าเคยอาศัยอยู่ตอนเด็กๆ มันถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี สภาพทรุดโทรม ผุพัง และไม่มีใครในตระกูลนี้อยากจะเฉียดกรายเข้าไปใกล้เพราะมองว่ามันเป็นเพียงเศษไม้ที่รอวันพังทลาย

รตีเดินกรีดกรายเข้ามายืนค้ำหัวฉัน เธอโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสะใจสุดขีด “บ้านเก่าของตระกูลตกเป็นของแกแล้วนะนิดา รับๆ ไปเถอะ… ยังไงซะ ของที่ไม่มีค่าอะไรเลยแบบนั้น มันก็เหมาะสมกับคนชั้นต่ำอย่างแกดี”

ฉันเงยหน้ามองรตีด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ไม่ใช่เพราะโกรธแค้นเรื่องมรดก แต่โกรธที่พวกเธอเหยียบย่ำความทรงจำของคุณย่าต่างหาก “สำหรับพี่รตี มันอาจจะเป็นของไร้ค่า แต่สำหรับนิดา บ้านหลังนั้นคือความทรงจำที่มีค่าที่สุดของคุณย่า นิดายินดีรับมันไว้ค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกจากคฤหาสน์ที่แสนเย็นชาแห่งนี้ไป โดยไม่หันหลังกลับมามองเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังไล่หลังมาอีกเลย

สองวันต่อมา ฉันเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าใบเล็กๆ แล้วนั่งรถตู้โดยสารมุ่งหน้าสู่จังหวัดอยุธยา เมื่อมาถึงบ้านไม้ริมน้ำ สภาพของมันทรุดโทรมกว่าที่ฉันคิดไว้มาก หลังคากระเบื้องบางส่วนแตกหัก พื้นไม้กระดานมีรอยผุกร่อน และฝุ่นหยากไย่เกาะหนาเตอะไปทั่วทุกมุมบ้าน แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อฉันเปิดประตูเข้าไป กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้สักเก่าและกลิ่นอายความรักของคุณย่าก็ยังคงอบอวลอยู่ ฉันใช้เวลาตลอดทั้งสัปดาห์ในการปัดกวาดเช็ดถู ซ่อมแซมส่วนที่พอจะซ่อมได้ด้วยตัวเอง ฉันตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตที่นี่อย่างสงบสุข ปลูกผักสวนครัว และสานต่อเจตนารมณ์ของคุณย่าที่เคยสอนให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ลมพายุพัดจนหลังคาบ้านสั่นคลอน ทันใดนั้น น้ำฝนก็รั่วซึมลงมาจากเพดานห้องนอนชั้นบน ฉันรีบวิ่งขึ้นไปพร้อมกับกะละมังเพื่อรองน้ำ แต่เมื่อมองขึ้นไป ฉันพบว่าฝ้าเพดานไม้แผ่นหนึ่งหลุดร่วงลงมา เผยให้เห็นช่องว่างลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้หลังคา

ด้วยความสงสัย ฉันจึงลากบันไดไม้เก่าๆ มาพาดและปีนขึ้นไปดู ภายในช่องใต้หลังคานั้นมืดทึบและเต็มไปด้วยฝุ่น แต่เมื่อใช้ไฟฉายส่องเข้าไป ฉันกลับพบหีบเหล็กโบราณใบใหญ่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ฉันพยายามออกแรงดึงหีบใบนั้นลงมาอย่างยากลำบาก มันหนักมากจนฉันแทบจะทำหลุดมือ เมื่อนำมันลงมาวางบนพื้นห้องได้สำเร็จ ฉันสังเกตเห็นว่าแม่กุญแจที่ล็อกอยู่เป็นแบบใช้รหัสผ่าน ฉันนึกถึงวันเกิดของคุณย่า จึงลองหมุนตัวเลข ‘0909’ ทันทีที่ตัวเลขตรงกัน เสียงคลิกก็ดังขึ้น กุญแจถูกปลดล็อก

ฉันค่อยๆ เปิดฝาหีบเหล็กออกอย่างระมัดระวัง และทันทีที่ฝาหีบเปิดอ้าออกจนสุด แสงสว่างจ้าของสิ่งที่อยู่ภายในก็สะท้อนเข้าตาจนฉันต้องหรี่ตาลง ร่างกายของฉันชาหนึบ หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก!

ภายในหีบเหล็กใบนั้น ไม่ได้มีแค่เศษกระดาษหรือของเก่าไร้ค่า แต่มันอัดแน่นไปด้วย ‘ทองคำแท่งบริสุทธิ์’ น้ำหนักแท่งละหนึ่งกิโลกรัม เรียงซ้อนกันเป็นตับนับร้อยแท่ง! ถัดจากกองทองคำ มีกล่องกำมะหยี่สีแดงอีกหลายกล่อง เมื่อฉันเปิดดู ก็พบกับชุดเครื่องเพชรโบราณ ทับทิมสยามเม็ดโต และมรกตน้ำงามที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งเป็นสมบัติเก่าแก่ของตระกูลที่คุณย่าเคยบอกว่าสูญหายไปนานแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันช็อกที่สุด คือซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ชั้นล่างสุด เมื่อเปิดออกดู มันคือโฉนดที่ดินจำนวนนับสิบฉบับ ซึ่งระบุชื่อ ‘นางสาวนิดา’ เป็นผู้ครอบครอง และที่ดินเหล่านั้นไม่ใช่ที่ดินรกร้าง แต่เป็นที่ดินทำเลทองใจกลางย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่กำลังจะมีการสร้างโครงการรถไฟฟ้าพาดผ่าน มูลค่ารวมของมันทะลุหลักหลายพันล้านบาท!

ข้างๆ โฉนดที่ดิน มีจดหมายซองเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันสั่นเทาของคุณย่ามณี ฉันหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านด้วยมือที่สั่นสะท้าน น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้า

“นิดา หลานรักของย่า… ถ้าหลานได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าหลานไม่ได้รังเกียจบ้านไม้ผุพังหลังนี้ และได้เข้ามาดูแลมันด้วยความรัก ย่ารู้ดีว่ารตีและสมศรีเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก พวกเขารักย่าแค่เพราะเงิน ย่าจึงจงใจยกบริษัทและเงินสดให้พวกเขาไป เพราะย่ารู้ว่าด้วยนิสัยโลภมากและบริหารงานไม่เป็น อีกไม่นานพวกเขาก็จะผลาญมันจนหมดเกลี้ยง สมบัติที่แท้จริงของตระกูลเรา ย่าได้ซ่อนมันไว้ที่นี่ ซ่อนไว้ในที่ที่คนโลภจะไม่มีวันมองเห็น… ทองคำ เครื่องเพชร และที่ดินทั้งหมดนี้ ย่ายกให้หลาน ผู้เดียวที่มีหัวใจบริสุทธิ์และคู่ควรกับมัน จงใช้มันสร้างชีวิตที่ดีนะลูกรัก… จาก ย่ามณี”

ฉันกอดจดหมายของคุณย่าไว้แนบอก ร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดเสียง ไม่ใช่เพราะความดีใจที่ได้กลายเป็นมหาเศรษฐี แต่ตื้นตันใจในความรักและความวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของคุณย่า ท่านปกป้องฉันจากความวุ่นวาย และมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ฉันในเวลาที่เหมาะสมที่สุด

หกเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว คำทำนายของคุณย่ากลายเป็นจริงอย่างน่าขนลุก รตีที่บ้าอำนาจและใช้เงินบริษัทไปกับการช้อปปิ้งของแบรนด์เนมและจัดปาร์ตี้หรูหราทุกคืน ทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับจนถูกฟ้องล้มละลาย ส่วนป้าสมศรีก็ถูกแก๊งต้มตุ๋นหลอกให้นำเงินสดและนำคฤหาสน์ไปจำนองเพื่อลงทุนในแชร์ลูกโซ่จนหมดเนื้อหมดตัว คฤหาสน์หลังใหญ่ถูกธนาคารยึด ทั้งสองคนเปลี่ยนสถานะจากคุณนายไฮโซ กลายเป็นบุคคลล้มละลายที่ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน

ในขณะเดียวกัน ข่าวใหญ่ระดับประเทศก็พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เมื่อมีการเปิดเผยว่า โครงการห้างสรรพสินค้าและศูนย์การแพทย์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ กำลังจะถูกสร้างขึ้นบนที่ดินทำเลทอง โดยมีประธานกรรมการบริหารและเจ้าของที่ดินคือ ‘นางสาวนิดา’ เศรษฐีนีหน้าใหม่ผู้ใจบุญ ซึ่งนำเงินจากสมบัติโบราณมาต่อยอดธุรกิจและตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้า

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังยืนคุมงานก่อสร้างปรับปรุงบ้านไม้ริมน้ำที่อยุธยา ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะและมูลนิธิของตระกูล รถแท็กซี่เก่าๆ คันหนึ่งก็แล่นมาจอดที่หน้าประตูรั้ว รตีในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ซีดๆ และป้าสมศรีที่หน้าตาหมองคล้ำ รีบลงจากรถและวิ่งถลันเข้ามาหาฉันทันที

“นิดา! นิดาหลานรัก! ป้ามาหาแล้วลูก!” ป้าสมศรีพยายามจะเข้ามากอดฉัน แต่บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสองคนรีบก้าวเข้ามาขวางไว้ทันที

“พวกคุณมีธุระอะไรที่นี่คะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มองภาพของสองแม่ลูกที่เคยด่าทอฉันด้วยสายตาว่างเปล่า

รตีทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น น้ำตานองหน้า “นิดา… พี่ขอโทษ! พี่ผิดไปแล้วที่เคยดูถูกเธอ ตอนนี้พี่กับแม่ไม่เหลืออะไรเลย บ้านก็ถูกยึด บริษัทก็เจ๊ง เราไม่มีข้าวกินมาสองวันแล้ว… นิดาช่วยพี่ด้วยนะ เราเป็นสายเลือดเดียวกันนะนิดา เธอจะใจดำทิ้งพี่กับแม่ลงคอเชียวเหรอ แบ่งเงินที่เธอได้จากคุณย่ามาให้พวกเราบ้างเถอะนะ ถือว่าทำทาน!”

ฉันก้มลงมองรตีที่กำลังพนมมือไหว้อย่างน่าสมเพช รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉัน ก่อนที่ฉันจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่รตีเคยพูดกับฉันเมื่อหกเดือนก่อน คืนสนองให้เธออย่างเจ็บแสบที่สุด

“พี่รตีจำได้ไหมคะ วันที่เปิดพินัยกรรม พี่เคยบอกนิดาว่า บ้านเก่าๆ หลังนี้มันไม่มีค่าอะไรเลย… ยังไงซะ ของที่ไม่มีค่า มันก็เหมาะสมกับคนอย่างนิดาดี…” ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความช็อกของรตี “และวันนี้ นิดาก็เพิ่งรู้ซึ้งค่ะ ว่าสมบัติที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ มันมีค่ามากเกินกว่าจะนำมาแบ่งปันให้กับ ‘คนที่ไม่มีค่าอะไรเลย’ อย่างพวกพี่”

ป้าสมศรีหน้าซีดเผือด “น… นิดา แกกล้าพูดแบบนี้กับป้าเหรอ แกมันนังเด็กเนรคุณ!”

“คนที่เนรคุณคือพวกป้าต่างหากค่ะ!” ฉันสวนกลับเสียงกร้าว “คุณย่าให้เงิน ให้บริษัท ให้ชีวิตที่สุขสบาย แต่พวกป้ากลับผลาญมันจนหมดด้วยความโลภและความโง่เขลา ตอนที่นิดามีแค่บ้านผุพัง พวกป้าเคยคิดจะเหลียวแลนิดาไหม? ไม่เคยเลย! กลับเยาะเย้ยถากถางสารพัด แล้ววันนี้จะมาเรียกร้องสายเลือดอะไรกันคะ!”

ฉันหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ด “เชิญพวกเขากลับไปเถอะค่ะ และอย่าให้มาด้อมๆ มองๆ แถวนี้อีก ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า”

“ไม่นะนิดา! อย่าทำแบบนี้! พี่ขอร้องล่ะ พี่จะยอมเป็นคนรับใช้เธอ จะให้พี่ขัดห้องน้ำ ล้างพื้น พี่ก็ยอม!” รตีกรีดร้องเสียงหลง พยายามจะพุ่งเข้ามาเกาะขาฉัน แต่ก็ถูกบอดี้การ์ดหิ้วปีกออกไปอย่างไม่ไยดี ป้าสมศรีร้องไห้ฟูมฟาย ทรุดตัวลงทุบตีพื้นดินด้วยความเจ็บใจและเสียดายอย่างสุดซึ้ง

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของพวกเธอค่อยๆ ห่างออกไปและจางหายไปกับสายลม ฉันหันกลับไปมองบ้านไม้ริมน้ำที่บัดนี้ได้รับการบูรณะอย่างงดงามและแข็งแรง ไม้สักทุกแผ่นถูกขัดเงาจนสวยงาม ดอกกุหลาบที่คุณย่าชอบกำลังเบ่งบานสะพรั่งเต็มสวน ฉันยกมือขึ้นกุมจี้ทับทิมที่ห้อยคอไว้ พลางส่งยิ้มขึ้นไปบนท้องฟ้าอันสดใส ความโลภได้ทำลายล้างผู้ที่ถูกครอบงำจนย่อยยับ แต่ความกตัญญูและความดีงาม ได้เปลี่ยนเศษไม้ที่ผุพัง ให้กลายเป็นวิมานที่แข็งแกร่งและสว่างไสวที่สุดในชีวิตของฉันตลอดกาล.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!