คราบน้ำโคลนบนชุดครุย สู่เที่ยวบินเหนือเมฆา:

เมื่อทายาทอภิมหาเศรษฐีฉีกหน้ากากในวันรับปริญญา!
แสงแดดยามสายของวันแห่งความสำเร็จสาดส่องลงมายังลานกว้างของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังระดับประเทศ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดอกไม้ช่อโต และเสียงหัวเราะของเหล่าบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังถ่ายรูปกับครอบครัวอย่างมีความสุข ทว่าสำหรับ ‘น้ำแข็ง’ หญิงสาวในชุดครุยที่ยืนอยู่มุมหนึ่งใต้ต้นจามจุรี วันนี้กลับเป็นเพียงอีกวันที่เธอต้องเผชิญกับเงาของความอิจฉาริษยาที่ตามหลอกหลอนมาตลอดสี่ปีเต็ม
น้ำแข็งเป็นเด็กสาวที่ดูธรรมดา เธอใส่แว่นตากรอบหนา สวมรองเท้าคัทชูราคาถูกที่ส้นเริ่มสึก และไม่เคยใช้กระเป๋าแบรนด์เนมเลยสักใบในชีวิตมหาวิทยาลัย ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เธอถูกตราหน้าว่าเป็น ‘เด็กทุนผู้ยากไร้’ และเป็นเป้าหมายหลักของการกลั่นแกล้ง โดยเฉพาะจาก ‘พลอยใส’ ดาวคณะผู้เย่อหยิ่ง ลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบริษัท พี-เทค คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่
ความเกลียดชังของพลอยใสที่มีต่อน้ำแข็งไม่ได้มาจากเรื่องฐานะเพียงอย่างเดียว แต่เพราะน้ำแข็งสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ ในขณะที่พลอยใสต้องใช้เงินยัดใต้โต๊ะและจ้างคนทำโปรเจกต์แทบตายกว่าจะเรียนจบ รัศมีของความฉลาดที่น้ำแข็งมี เป็นสิ่งที่เงินของพลอยใสซื้อไม่ได้
“อ้าว! นึกว่าใคร ยัยขอทานนี่เอง”
เสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นเคยดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบ พลอยใสในชุดครุยที่ถูกสั่งตัดพิเศษด้วยผ้าไหมอิตาลี เดินกรีดกรายเข้ามาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนลูกคุณหนู ในมือของพลอยใสถือแก้วกาแฟเย็นที่ละลายจนเจือจาง และที่น่าตกใจคือ เธอยังลากถังน้ำถูพื้นสีดำสกปรกที่แย่งมาจากแม่บ้านตึกมาด้วย
“พลอยใส… เธอจะทำอะไร” น้ำแข็งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ก็แค่อยากจะแสดงความยินดีกับ ‘เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง’ ของแกไงล่ะ!” พลอยใสแสยะยิ้มร้ายกาจ แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต “คนอย่างแก เก่งให้ตายก็เป็นได้แค่ขี้ข้าบริษัทพ่อฉัน! วันนี้แกคิดว่าจะได้ใส่ชุดครุยถ่ายรูปสวยๆ งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
พูดจบ พลอยใสก็ยกถังน้ำถูพื้นที่เต็มไปด้วยคราบโคลนสีดำและเศษฝุ่น สาดโครมเข้าใส่ร่างของน้ำแข็งอย่างสุดแรง!
ซ่า!!!
น้ำโคลนสกปรกสีดำขลับสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนตั้งแต่เส้นผม ใบหน้า ลงมาจนถึงชุดครุยสีขาวบริสุทธิ์ของน้ำแข็ง กลิ่นเหม็นคาวของน้ำถูพื้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บัณฑิตและผู้ปกครองนับร้อยคนที่อยู่แถวนั้นต่างหันมามองเป็นตาเดียว เสียงฮือฮาและเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปของคนรอบข้างดังระงมขึ้นทันที
“ว้าย! ตายแล้ว ดูสภาพมันสิ เหมือนหมาตกท่อไม่มีผิด!” พลอยใสหัวเราะลั่นอย่างสะใจ กลุ่มเพื่อนของเธอก็ประสานเสียงหัวเราะเยาะเย้ย “นี่แหละสภาพที่แท้จริงของแก น้ำแข็ง! จำเอาไว้ว่าแกมันก็แค่ขยะ ต่อให้เรียนเก่งแค่ไหน แกก็ไม่มีวันขึ้นมายืนเทียบชั้นกับคนอย่างฉันได้!”
‘มีนา’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของน้ำแข็งที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากซื้อน้ำ รีบถลาเข้ามาเอาตัวบังน้ำแข็งไว้ “พลอยใส! เธอทำบ้าอะไร! มันจะมากเกินไปแล้วนะ ฉันจะไปฟ้องอธิการบดี!”
“เอาสิ! ไปฟ้องเลย!” พลอยใสลอยหน้าลอยตา “พ่อฉันเพิ่งบริจาคเงินสิบล้านสร้างตึกใหม่ให้มหาลัย แกคิดว่าอธิการบดีจะเข้าข้างพวกขยะสลัมอย่างพวกแก หรือจะเข้าข้างฉันล่ะ? วันนี้นังน้ำแข็งต้องอับอายจนไม่มีหน้าไปรับปริญญา!”
น้ำแข็งยืนนิ่ง น้ำโคลนหยดแหมะลงจากปลายผมของเธอ ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ… เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้อง และไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ภายใต้กรอบแว่นที่เปื้อนคราบน้ำโคลน ดวงตาที่เคยสงบเสงี่ยมกลับทอประกายเย็นเยียบและทรงอำนาจอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เธอค่อยๆ ถอดแว่นตาที่เปื้อนโคลนทิ้งลงพื้น แล้วเหยียบมันจนแตกละเอียด
“พลอยใส…” น้ำแข็งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกขนลุก “ฉันอุตส่าห์อดทนเล่นบทเด็กธรรมดามาตั้งสี่ปี เพื่ออยากจะรู้ว่าชีวิตของคนที่ต้องดิ้นรนมันเป็นยังไง และเพื่อตามหาเพื่อนแท้อย่างมีนา… แต่ดูเหมือนว่าความเมตตาของฉัน จะทำให้คนชั้นต่ำอย่างเธอเหิมเกริมสินะ”
“แกกล้าเรียกฉันว่าคนชั้นต่ำเหรอ! นังบ้า! แกสติแตกไปแล้วหรือไง!” พลอยใสชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัด
ทว่า ยังไม่ทันที่พลอยใสจะได้สาดคำผรุสวาทใดๆ ต่อ บรรยากาศรอบลานกว้างก็พลันเปลี่ยนไป!
ลมพายุรุนแรงก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แรงลมพัดจนเต็นท์จัดงานสั่นไหว ต้นไม้ใหญ่เอนลู่ ดอกไม้และหมวกบัณฑิตปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ เสียงคำรามกึกก้องที่ดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงพูดคุยของทุกคนจนหมดสิ้น ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตะลึง!
เฮลิคอปเตอร์รุ่นซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ แบล็กฮอว์ก สีดำขลับเงางามจำนวนสามลำ ปรากฏขึ้นเหนือน่านฟ้าของมหาวิทยาลัย ลำตรงกลางมีขนาดใหญ่ที่สุดและสลักตราสัญลักษณ์มังกรทองสวมมงกุฎ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของ ‘เจริญทรัพย์ แกรนด์ เอมไพร์’ (C.G. Empire) เครือข่ายธุรกิจอภิมหาอำนาจที่ควบคุมเศรษฐกิจกว่าครึ่งค่อนทวีปเอเชีย!
“น… นั่นมันตราของ C.G. Empire นี่! พวกเขามาทำอะไรที่นี่!” พ่อของพลอยใสที่เพิ่งเดินตามมาสมทบเบิกตากว้างด้วยความช็อก เพราะบริษัท พี-เทค ของเขา เป็นเพียงมดปลวกที่ต้องพึ่งพาสัมปทานเศษเล็กเศษน้อยจาก C.G. Empire เพื่อความอยู่รอด
เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ ร่อนลงจอดบนสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยที่อยู่ติดกับลานกว้าง แรงลมมหาศาลพัดจนทรงผมที่เซ็ตมาอย่างดีของพลอยใสพังยับเยิน
ทันทีที่ใบพัดเริ่มหมุนช้าลง ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทนับสิบคนก็วิ่งกรูกันลงมาตั้งแถวเป็นกำแพงมนุษย์อย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกสง่างามและน่าเกรงขาม จะก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลำกลาง เขาคือ ‘คุณภาคภูมิ’ มือขวาคนสนิทและหัวหน้าพ่อบ้านประจำตระกูลเจริญทรัพย์ ผู้ซึ่งมีอิทธิพลระดับที่นักการเมืองยังต้องก้มหัวให้
คุณภาคภูมิเดินตรงแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พ่อของพลอยใสเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มประจบประแจง หวังจะทักทายคนใหญ่คนโต
“ท… ท่านภาคภูมิครับ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่าน—”
“หลีกไป!” คุณภาคภูมิตวาดเสียงกร้าวและผลักพ่อของพลอยใสกระเด็นพ้นทาง ก่อนจะเดินตรงดิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า ‘น้ำแข็ง’ หญิงสาวที่ตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำถูพื้น
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงจนตาค้างของคนนับพัน คุณภาคภูมิและบอดี้การ์ดนับสิบชีวิต คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงกัน!
“กราบประทานอภัยที่กระผมมาสายครับ… ‘คุณหนูทิตยา’ ท่านประธานใหญ่กำลังรอคุณหนูอยู่ที่คฤหาสน์เพื่อเฉลิมฉลองการสำเร็จการศึกษาครับ”
คำว่า ‘คุณหนูทิตยา’ เปรียบเสมือนระเบิดปรมาณูที่ถูกทิ้งลงกลางวง ทุกคนในที่นั้นอ้าปากค้างจนแทบจะหยุดหายใจ พลอยใสหน้าซีดเผือดราวกับศพ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น
“ค… คุณหนู? นังน้ำแข็งเนี่ยนะ… ทายาทของเจริญทรัพย์ แกรนด์ เอมไพร์? ม… ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!” พลอยใสละล่ำละลัก น้ำเสียงสั่นเครือราวกับคนเสียสติ
น้ำแข็ง หรือชื่อที่แท้จริงคือ ทิตยา เจริญทรัพย์ ทายาทอันดับหนึ่งของอภิมหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลที่สุด ปรายตามองพลอยใสด้วยสายตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าขั้วโลก สาวใช้สองคนที่วิ่งตามลงมาจากเฮลิคอปเตอร์รีบนำผ้าขนหนูไหมทองคำมาซับคราบสกปรก และสวมเสื้อคลุมโค้ทแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นทับลงบนร่างของเธออย่างทะนุถนอม
ทิตยาหันไปหาคุณภาคภูมิ แววตาของเธอไม่มีความปรานีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“ลุงภาคภูมิคะ บริษัท พี-เทค คอร์ปอเรชั่น… เป็นคู่สัญญาของเราใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับคุณหนู พวกเขาเป็นผู้รับเหมาช่วงระดับล่างสุดที่เรารับไว้พิจารณาต่อสัญญาในปีหน้าครับ” คุณภาคภูมิตอบอย่างนอบน้อม
ทิตยาเหยียดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะตวัดสายตามองไปที่พลอยใสและพ่อของเธอที่กำลังนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น
“ยกเลิกสัญญาทั้งหมดกับ พี-เทค คอร์ปอเรชั่น ซะ ตัดขาดการทำธุรกิจทุกช่องทาง และส่งคำสั่งแบนบริษัทนี้ไปยังพันธมิตรของเราทั่วเอเชีย… อ้อ แล้วฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสิบล้านบาท ข้อหาที่ลูกสาวของเขาบังอาจเอาเศษโคลนสกปรกมาสาดใส่ทายาทของเจริญทรัพย์ แกรนด์ เอมไพร์ด้วยนะคะ”
สิ้นคำสั่งที่เฉียบขาดราวกับประกาศิตสวรรค์ พ่อของพลอยใสก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร เขารีบคุกเข่าคลานเข้าไปกราบแทบเท้าของทิตยา
“คุณหนูครับ! ผมกราบขอร้องล่ะครับ! นังลูกคนนี้มันโง่เขลาเบาปัญญา ได้โปรดอย่าทำลายบริษัทของผมเลยนะครับ บริษัทนี้คือชีวิตของผม! พลอยใส! แกมาก้มกราบเท้าขอโทษคุณหนูเดี๋ยวนี้เลยนะนังลูกทรพี!”
พลอยใสที่บัดนี้รู้ซึ้งแล้วว่าตัวเองได้ล่วงเกินตัวตนที่ยิ่งใหญ่เพียงใด เธอคลานเข่าเข้ามาร้องไห้ฟูมฟาย น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า “น้ำแข็ง… ไม่สิ คุณทิตยา! ฉันขอโทษ! ฉันมันตาบอด ฉันมันโง่เองที่ไปรังแกคุณ ได้โปรดให้อภัยฉันเถอะนะ อย่าทำลายครอบครัวฉันเลย ฉันยอมเป็นขี้ข้าคุณ ยอมเช็ดรองเท้าให้คุณก็ได้!”
ทิตยาก้มมองผู้หญิงที่เคยกดขี่เธอมาตลอดสี่ปีด้วยสายตาว่างเปล่า
“ตอนที่เธอสาดน้ำสกปรกใส่ฉัน เธอให้โอกาสฉันได้หลบหรือเปล่าล่ะ พลอยใส? การกระทำทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย และนี่คือบิลเรียกเก็บเงินของครอบครัวเธอ… จงรับมันไปซะ”
ทิตยาหันหลังกลับ ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงร้องไห้แทบขาดใจของสองพ่อลูกที่เพิ่งสูญเสียอาณาจักรธุรกิจของตัวเองไปในพริบตา เธอเดินเข้าไปหา ‘มีนา’ เพื่อนรักที่ยังคงยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ทิตยาสวมกอดเพื่อนสนิทอย่างอบอุ่น
“มีนา… ขอบใจนะที่ปกป้องฉันมาตลอด พรุ่งนี้เตรียมเอกสารมาเริ่มงานในตำแหน่งผู้ช่วยส่วนตัวของฉันที่สำนักงานใหญ่ได้เลย เงินเดือนเริ่มต้นสองแสนบาท… นี่คือรางวัลสำหรับเพื่อนแท้เพียงคนเดียวของฉัน”
มีนาน้ำตาไหลพราก พยักหน้ารับด้วยความตื้นตันใจ
จากนั้น ทิตยาก็เดินก้าวขึ้นเฮลิคอปเตอร์สุดหรู ท่ามกลางการค้อมศีรษะทำความเคารพของบอดี้การ์ด เสียงใบพัดเริ่มหมุนกึกก้องขึ้นอีกครั้ง เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าที่สดใส ทิ้งคราบน้ำโคลนแห่งความทรงจำอันเลวร้าย และเศษซากแห่งความหยิ่งผยองของพลอยใสไว้เบื้องล่างอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทิตยามองออกไปนอกหน้าต่าง เธอยิ้มบางๆ ให้กับอิสรภาพและการกลับคืนสู่บัลลังก์ที่แท้จริงของเธอ… บัลลังก์ที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องอีกต่อไป.



