คำโกหกสีเลือดและงานแต่งที่พังพินาศ: เมื่อพี่ชายและแม่ประกาศว่าฉัน

‘ตายแล้ว’ เพราะอายที่มีน้องสาวเป็นแค่คนทำความสะอาด สู่ 94 สายเรียกเข้าที่โทรมาอ้อนวอนในวันวิวาห์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง!
ครั้งแรกที่ครอบครัวลงมือ ‘ฆาตกรรม’ ฉัน… ฉันยังคงมีลมหายใจอยู่ มันไม่ใช่การฆาตกรรมด้วยอาวุธหรือยาพิษ แต่มันคือการฆาตกรรมด้วยคำพูดที่กรีดลึกลงไปในวิญญาณ พี่ชายของฉัน ‘ดนัย’ เป็นคนลงมือทำมันผ่านสายโทรศัพท์ เพียงสามสัปดาห์ก่อนที่งานแต่งงานอันหรูหราของเขาจะเริ่มต้นขึ้น
“อันนา… งานแต่งของพี่เดือนหน้า เธอไม่ต้องมานะ” น้ำเสียงของดนัยราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเลหรือความรู้สึกผิดใดๆ
ฉันที่กำลังยืนถือสายโทรศัพท์อยู่ในอพาร์ตเมนต์ชะงักไป หัวใจที่กำลังเบิกบานเพราะเพิ่งเลือกซื้อชุดเดรสสีชมพูอ่อนเพื่อใส่ไปร่วมแสดงความยินดีกับพี่ชาย หล่นวูบลงไปกองกับพื้น “ทำไมล่ะพี่ดนัย? อันนาทำอะไรผิดเหรอ หรือว่าที่นั่งในงานไม่พอ? ให้อันนาไปยืนอยู่หลังห้องก็ได้นะ อันนาแค่อยากไปเห็นพี่ในวันสำคัญ…”
ดนัยแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ มันเป็นเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยิน “อย่าทำตัวให้มันยุ่งยากเลยอันนา แขกฝั่งบ้าน ‘พิมพ์รตา’ (ว่าที่เจ้าสาว) มีแต่พวกผู้ลากมากดี ไฮโซนามสกุลดังทั้งนั้น พี่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าพี่มีน้องสาวเป็นแค่ ‘คนทำความสะอาด’ มันน่าสมเพช เธอเข้าใจไหม? ถ้าพวกเขารู้ว่าครอบครัวเรามีคนระดับล่างแบบเธอ ฐานะและหน้าตาทางสังคมของพี่จะป่นปี้หมด”
คำพูดของเขาเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้า ฉันอ้าปากค้าง พยายามจะเปล่งเสียง แต่ก้อนสะอื้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ฉันคือคนที่ยอมลาออกจากโรงเรียนตอนอายุสิบหก ทำงานรับจ้างล้างจาน กวาดถนน และรับจ้างทำความสะอาดบ้านคนรวย เพื่อส่งเสียให้ดนัยและ ‘ดาริน’ น้องสาวคนเล็ก ได้เรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ตอนนี้ ความเสียสละของฉันกลับกลายเป็น ‘ความน่าสมเพช’ ในสายตาของพวกเขา
ก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไร เสียงของแม่ก็แทรกเข้ามาในสาย น้ำเสียงของท่านเยือกเย็นและเด็ดขาดราวกับศาลที่กำลังอ่านคำพิพากษาประหารชีวิต “อันนา… ฟังแม่นะ ลูกไม่ต้องมางานแต่ง แล้วก็ไม่ต้องติดต่อพวกเรามาอีก แม่กับดนัยตกลงกันแล้วว่า เราจะบอกครอบครัวฝั่งเจ้าสาวว่า… ‘ลูกตายไปแล้ว’ ตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยอุบัติเหตุ”
“แม่…” น้ำตาของฉันทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจกลั้น “แม่พูดอะไรออกมา แม่จะแช่งให้อันนาตายเพียงเพราะอันนาทำงานต้อยต่ำงั้นเหรอ?”
“มันคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” แม่ตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย “น้องสาวของลูก ดาริน ก็กำลังคบหากับลูกชายนักการเมือง ถ้าขืนมีคนรู้ว่าพี่สาวคนโตเป็นแค่อีแจ๋วรับจ้างถูพื้น อนาคตของน้องๆ ลูกจะพังหมด ถือซะว่านี่คือการทดแทนบุญคุณครั้งสุดท้ายที่ลูกจะทำให้แม่ก็แล้วกัน… ลาก่อนนะ ขอให้โชคดีในสลัมของลูก”
ติ๊ด…
สายถูกตัดไป ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นห้องเย็นเฉียบ ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ฉันร้องไห้ให้กับความโง่เขลาของตัวเอง ร้องไห้ให้กับสายเลือดที่แล้งน้ำใจ และร้องไห้ให้กับความตายของ ‘อันนา’ ที่ถูกครอบครัวตัวเองฝังกลบทั้งเป็น
แต่เมื่อน้ำตาหยดสุดท้ายเหือดแห้งไป ความเสียใจก็ถูกแทนที่ด้วยความสว่างวาบในสติปัญญา ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้ากระจกและเช็ดคราบน้ำตาออกจนหมดจด ใช่… ฉันเคยเป็นคนทำความสะอาด ฉันเริ่มต้นจากการขัดโถส้วม ถูพื้น และเก็บขยะ แต่สิ่งที่ครอบครัวของฉันไม่เคยรู้เลย (เพราะพวกเขาไม่เคยสนใจจะถามหรือมาเยี่ยมฉันเลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา) คือการที่ฉันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
จากคนทำความสะอาดตัวเล็กๆ ฉันใช้ความอดทนและไหวพริบ สร้างบริษัททำความสะอาดครบวงจร ขยายกิจการไปสู่การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และในปัจจุบัน ฉันคือ ‘อันนา ภัทรจินดา’ ซีอีโอและเจ้าของบริษัท ‘เอลิเซียม พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป’ อาณาจักรที่ครอบครองโรงแรมและสถานที่จัดงานระดับซูเปอร์ลักชัวรีหลายแห่งทั่วประเทศ
และที่ตลกร้ายที่สุดก็คือ… ‘เดอะ แกรนด์ ชาโตว์’ (The Grand Chateau) คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรปริมทะเลสาบที่ดนัยเช่าเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของเขาในราคาที่ถูกแสนถูกราวกับได้เปล่านั้น… มันคือโรงแรมของฉันเอง
ตอนที่ผู้จัดการโรงแรมรายงานว่าพี่ชายของฉันมาติดต่อขอเช่าสถานที่ แต่มีงบประมาณจำกัด ฉันเป็นคนแอบสั่งการลงไปเองว่าให้ลดราคาให้เขา 90% และอัปเกรดแพ็กเกจทุกอย่างให้เป็นระดับวีไอพีสูงสุด ฟรีค่าอาหาร ฟรีค่าตกแต่ง มูลค่ารวมกว่า 15 ล้านบาท ฉันทำไปเพราะรักและอยากให้พี่ชายมีวันวิวาห์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยบอกผู้จัดการว่าห้ามเปิดเผยชื่อของฉันเด็ดขาด
แต่ในเมื่อตอนนี้… ฉัน ‘ตาย’ ไปแล้วตามคำประกาศิตของแม่และพี่ชาย คนตายก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ในการเซ็นอนุมัติส่วนลดใดๆ ทั้งสิ้น
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนหาเบอร์ผู้จัดการทั่วไปของ เดอะ แกรนด์ ชาโตว์ แล้วกดโทรออก
“สวัสดีครับ ท่านประธาน” น้ำเสียงปลายสายเต็มไปด้วยความเคารพ
“คุณกิตติคะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและทรงอำนาจที่สุด “เกี่ยวกับงานแต่งงานของคุณดนัยและคุณพิมพ์รตาที่จะจัดขึ้นในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า… ฉันขอสั่งยกเลิก ‘ส่วนลดพิเศษ’ และ ‘แพ็กเกจฟรี’ ทั้งหมดที่เราเคยให้เขาทุกรายการ”
“เอ่อ… หมายความว่าให้คิดราคาเต็มทั้งหมดเลยใช่ไหมครับท่าน?”
“ใช่ค่ะ คิดราคาเต็มทุกบาททุกสตางค์ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ดอกไม้นำเข้า แชมเปญระดับพรีเมียม และคอร์สอาหารมิชลินสตาร์ รวมบิลทั้งหมดแล้วนำไปเก็บเงินกับเจ้าบ่าวในวันงาน ก่อนที่พิธีการจะเริ่มขึ้น… และถ้าเขาไม่มีจ่าย คุณกิตติรู้ใช่ไหมคะว่าจะต้องทำยังไง?”
“รับทราบครับท่านประธาน ผมจะดำเนินการให้เด็ดขาดที่สุดครับ”
สามสัปดาห์ต่อมา… วันแห่งการเฉลิมฉลองที่ครอบครัวของฉันวาดฝันไว้ก็มาถึง
ฉันไม่ได้ไปปรากฏตัวที่นั่น ฉันเลือกที่จะนั่งจิบชาเอิร์ลเกรย์ร้อนๆ อยู่ริมระเบียงเพนต์เฮาส์สุดหรูของตัวเอง ทอดสายตามองวิวเส้นขอบฟ้าของเมืองหลวง ปล่อยให้เวลาเดินหน้าไปสู่จุดจบที่พวกเขาเป็นคนเขียนบทขึ้นมาเอง
ณ เดอะ แกรนด์ ชาโตว์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอลังการ แขกเหรื่อระดับวีไอพี รัฐมนตรี และนักธุรกิจชั้นนำต่างทยอยเดินพรมแดงเข้าสู่งาน ดนัยในชุดสูททักซิโด้สีขาว ยืนยิ้มแป้นต้อนรับแขกเคียงข้างพิมพ์รตา เจ้าสาวทายาทตระกูลเศรษฐีเก่า แม่และดาริน น้องสาวของฉัน สวมเครื่องเพชรระยิบระยับ (ที่แอบไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเพื่อยกระดับตัวเอง) ยืนเชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิใจ
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมความหรูหราของสถานที่อยู่นั้น คุณกิตติ ผู้จัดการทั่วไปในชุดสูทเนี้ยบ ก็เดินตรงเข้าไปหาดนัยและแม่ของฉัน พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำในมือ บอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนเดินตามหลังเขามาอย่างเงียบเชียบ
“ขอประทานโทษที่มารบกวนเวลาอันมีค่าครับ คุณดนัย” คุณกิตติเอ่ยด้วยรอยยิ้มการค้าที่ไปไม่ถึงดวงตา “ทางเรานำบิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดของงานในวันนี้มาให้คุณชำระครับ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของโรงแรม พิธีการจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยอดทั้งหมดถูกเคลียร์เรียบร้อยแล้วครับ”
ดนัยขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ “บิลอะไรกันคุณ? ผมจ่ายค่ามัดจำไปแล้วล้านห้า ส่วนที่เหลือทางผู้บริหารของคุณบอกว่าให้เป็นอภินันทนาการพิเศษไม่ใช่หรือไง? คุณไปเช็กดูใหม่สิ!”
“กระผมเช็กอย่างละเอียดแล้วครับคุณดนัย” คุณกิตติเปิดแฟ้มเอกสาร หันหน้าบิลไปทางดนัย “เดิมที ท่านประธานของเราได้อนุมัติส่วนลดพิเศษให้คุณจริงครับ… แต่ทว่า เมื่อวานนี้ ทางเราได้รับการยืนยันจากบันทึกที่คุณระบุไว้กับทางครอบครัวเจ้าสาวว่า… ‘คุณอันนา’ ผู้มีพระคุณของคุณ ได้เสียชีวิตไปแล้ว”
ดนัยและแม่หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ท่านประธานของเราคือ ‘คุณอันนา ภัทรจินดา’ ครับ” คุณกิตติประกาศเสียงดังฟังชัด จนครอบครัวของเจ้าสาวและแขกเหรื่อรอบข้างเริ่มหันมามอง “ในเมื่อท่านประธานผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติส่วนลด ได้ ‘เสียชีวิต’ ลงแล้วตามคำยืนยันของคุณ… ลายเซ็นและสิทธิพิเศษทั้งหมดจึงถือเป็นโมฆะครับ ดังนั้น ยอดชำระสุทธิสำหรับงานแต่งงานระดับซูเปอร์วีไอพีในวันนี้ คือ 22,500,000 บาท ครับ กรุณาชำระด้วยบัตรเครดิตหรือโอนเงินสดผ่านแอปพลิเคชันธนาคารเดี๋ยวนี้เลยครับ”
“ส… ยี่สิบสองล้าน! บ้าไปแล้ว! อันนา… อันนาเป็นเจ้าของที่นี่งั้นเหรอ!” ดนัยตะกุกตะกัก ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นสะท้าน
พิมพ์รตาและพ่อแม่ของเธอเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยสีหน้าถมึงทึง “ดนัย นี่มันเรื่องอะไรกัน! ทำไมถึงมีบิลเรียกเก็บเงินยี่สิบกว่าล้าน แล้วที่บอกว่าอันนาน้องสาวของเธอตายไปแล้ว… ตกลงมันยังไงกันแน่! ครอบครัวเธอหลอกลวงพวกเรางั้นเหรอ!” พ่อของเจ้าสาวตวาดเสียงกร้าว
“ค… คุณลุงครับ ฟังผมก่อน คือว่า…” ดนัยพยายามจะอธิบาย แต่ก็พูดไม่ออก แม่และดารินเริ่มยืนตัวสั่น ทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกสายตาของกลุ่มไฮโซมองมาด้วยความเหยียดหยามที่แท้จริง
“ถ้าพวกคุณไม่มีเงินชำระภายในสิบนาทีนี้ ทางเราจำต้องขอเชิญแขกทุกท่านออกจากพื้นที่ และจะทำการล็อกประตูลานจัดงานทันทีครับ พร้อมทั้งส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทั้งหมด” คุณกิตติยื่นคำขาดอย่างเยือกเย็น
โลกทั้งใบของครอบครัวฉันพังทลายลงในพริบตา ความจริงที่ว่าพวกเขากำลังจะถูกฟ้องร้องด้วยหนี้สินกว่ายี่สิบล้าน และความจริงที่ว่าพวกเขาโกหกครอบครัวเจ้าสาวเรื่องการตายของฉันเพื่อปกปิดความต้อยต่ำ ถูกเปิดเผยออกมากลางแสงไฟสว่างจ้า พิมพ์รตาร้องไห้โฮ ปาช่อดอกไม้ใส่หน้าดนัยและประกาศยกเลิกงานแต่งงานทันที พ่อแม่เจ้าสาวสั่งให้บอดี้การ์ดของตนลากตัวลูกสาวกลับบ้าน ทิ้งให้ดนัย แม่ และดาริน ยืนรับความอับอายท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของแขกทั้งงาน
กลับมาที่ระเบียงเพนต์เฮาส์ของฉัน…
หน้าจอโทรศัพท์ของฉันสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงเรียกเข้าที่แผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง ฉันปรายตามองหน้าจอ… ชื่อของ ‘ดนัย’ ปรากฏขึ้น ตามด้วยชื่อของ ‘แม่’ และ ‘ดาริน’ สลับกันไปมาไม่หยุดหย่อน
ฉันนั่งจิบชา มองสายเรียกเข้าเหล่านั้นอย่างใจเย็น ไม่มีการรับสาย ไม่มีการกดตัดสาย ปล่อยให้มันดังไปเรื่อยๆ
[สายที่ไม่ได้รับ 24 สาย]… [สายที่ไม่ได้รับ 58 สาย]… [สายที่ไม่ได้รับ 94 สาย]
ข้อความเสียงเริ่มถูกส่งเข้ามา ฉันกดฟังข้อความล่าสุด มันคือเสียงร้องไห้ฟูมฟายของดนัยที่ผสมปนเปกับเสียงสะอื้นของแม่
“อันนา! รับสายพี่เถอะ! พี่ขอร้องล่ะ! พวกเขากำลังจะไล่เราออกจากงาน พิมพ์รตาทิ้งพี่ไปแล้ว อันนาช่วยพี่ด้วย จ่ายเงินให้พี่เถอะนะ พี่กราบล่ะ! เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ อันนา… ได้โปรด… อย่าทำแบบนี้!”
ข้อความเสียงของดารินตามมาติดๆ “พี่อันนา หนูขอโทษ! หนูผิดไปแล้ว แม่กำลังจะเป็นลม พี่อย่าฆ่าพวกเราทั้งเป็นแบบนี้เลยนะ รับสายเถอะ!”
ฉันฟังข้อความเหล่านั้นจนจบ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก มันไม่ใช่รอยยิ้มของความสะใจ แต่เป็นรอยยิ้มของการหลุดพ้น ฉันเคยมอบชีวิต เลือดเนื้อ และหยาดเหงื่อทั้งหมดเพื่อพวกเขากับคำว่า ‘ครอบครัว’ แต่พวกเขาเลือกที่จะโยนฉันทิ้งลงหลุมศพเพียงเพราะหน้าตาทางสังคม
ฉันกดปุ่มปิดเครื่องโทรศัพท์ วางมันลงบนโต๊ะกระจก แล้วทอดสายตามองดูพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน แสงสีทองสาดส่องเข้ามาอาบไล้ใบหน้า
ครอบครัวที่เคยมีอยู่… ได้ตายจากฉันไปแล้วจริงๆ ในวันนั้น วันที่พวกเขาประกาศความตายของฉันผ่านสายโทรศัพท์ และนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตที่เหลืออยู่ของ ‘อันนา ภัทรจินดา’ จะมีไว้เพื่อตัวเองเท่านั้น… ลาก่อน ครอบครัวที่แสนจะเลือดเย็น.



