ลมหายใจมรณะตอนตีสองสิบสาม: สายเรียกเข้าจากลูกชายที่กระชากหน้ากากฆาตกรของ

‘สามีผู้แสนดี’ สู่การหนีตายและการทวงคืนความยุติธรรมที่สาสม!
ตัวเลขดิจิทัลบนนาฬิกาหัวเตียงเรืองแสงสีแดงท่ามกลางความมืดมิด บ่งบอกเวลา 02:13 น.
‘ลลิตา’ หญิงสาววัยสี่สิบปี เจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรู กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซส์หนานุ่ม คฤหาสน์ของเธอตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่สุด แต่ความสงบสุขในค่ำคืนนี้กลับถูกทำลายลงด้วยแรงสั่นสะเทือนเบาๆ จากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
หน้าจอสว่างวาบ ปรากฏชื่อ ‘น้องแทน’ ลูกชายวัยสิบสี่ปีของเธอ ลลิตาขมวดคิ้วด้วยความงัวเงียและแปลกใจ ปกติเวลานี้แทนควรจะหลับสนิทอยู่ในห้องนอนของตัวเองที่อยู่อีกปีกหนึ่งของคฤหาสน์ เธอเอื้อมมือไปกดรับสายด้วยความเป็นห่วง
“แทน… มีอะไรลูก ปวดท้องเหรอ…” ลลิตากระซิบถามด้วยความงัวเงีย
แต่สิ่งที่ตอบกลับมา ไม่ใช่เสียงงอแงของเด็กที่ตื่นกลางดึก แต่มันคือเสียงกระซิบที่สั่นพร่า หวาดกลัว และเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ…
“แม่ครับ… ปิดไฟในห้องให้หมด ไปซ่อนในที่ที่มิดชิดที่สุด… และได้โปรด อย่าบอกพ่อเด็ดขาดว่าผมโทรหาแม่”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งเย็นเฉียบที่สาดโครมเข้าใส่ร่างของลลิตา ความงัวเงียปลิวหายไปในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณความเป็นแม่และสัญชาตญาณเอาตัวรอดทำงานพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ลลิตาผุดลุกขึ้นนั่ง เธอหันไปมองพื้นที่ว่างเปล่าข้างลำตัว… ‘เอกราช’ สามีที่แสนดีและอบอุ่นของเธอ ไม่ได้นอนอยู่บนเตียง! ก่อนหน้านี้เขาบอกเธอว่าจะลงไปดูเอกสารที่ห้องทำงานชั้นล่างชั่วคราว
“แทน… ลูกอยู่ไหน เกิดอะไรขึ้น พ่อทำไม…” ลลิตากระซิบตอบ เสียงของเธอเริ่มสั่น ขณะที่มือก็เอื้อมไปปิดโคมไฟดวงเล็กที่หัวเตียงจนทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด
“ผมซ่อนตัวอยู่ในช่องระบายอากาศเหนือโรงรถครับแม่…” เสียงของเด็กชายวัยสิบสี่สั่นสะท้านจนน่าสงสาร “ผมหิวน้ำ เลยกะจะลงไปเปิดตู้เย็นที่ครัวชั้นล่าง แต่ผมเห็นไฟในโรงรถเปิดอยู่ ผมเลยแอบดู… แม่ครับ… พ่อไม่ได้อยู่คนเดียว พ่ออยู่กับผู้ชายชุดดำสองคน พวกมันมีปืน… และพ่อเพิ่งยื่นพิมพ์เขียวบ้านของเราให้พวกมัน…”
ลลิตาเอามือปิดปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงอุทาน หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบไปทั้งอก
“ผมแอบอัดคลิปเสียงไว้… พ่อบอกพวกมันว่า ให้จัดฉากว่าเป็นการปล้นที่ผิดพลาด… พ่อบอกว่าให้จัดการแม่ให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอย และ… และพ่อบอกว่า ถ้าผมตื่นลงมาเห็น ก็ให้จัดการผมไปด้วยเลย…” น้องแทนสะอื้นไห้อย่างไร้เสียง “แม่ครับ… พ่อกำลังจะฆ่าพวกเรา…”
หยาดน้ำตาแห่งความรวดร้าวไหลอาบแก้มของลลิตา โลกทั้งใบที่เธอสร้างมากับมือพังทลายลงตรงหน้า เอกราช… ผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยมาสิบห้าปี ผู้ชายที่เธอมอบตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทของพ่อเธอให้ดูแล ผู้ชายที่มักจะยิ้มแย้มและซื้อดอกไม้มาให้เธอทุกวันครบรอบ… แท้จริงแล้วคือปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของสามีผู้แสนดี!
จู่ๆ จิ๊กซอว์ทุกชิ้นก็ประกอบเข้าหากัน ลลิตาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเดือนก่อน เอกราชพยายามคะยั้นคะยอให้เธอเซ็นกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่ากว่าห้าร้อยล้านบาท โดยระบุชื่อเขาเป็นผู้รับผลประโยชน์เพียงผู้เดียว และช่วงนี้เขามักจะแอบคุยโทรศัพท์ลับๆ ล่อๆ และมีเงินก้อนใหญ่หายไปจากบัญชีบริษัท… เขาไม่ได้แค่ยักยอกเงิน แต่เขากำลังจะฆ่าล้างครอบครัวเพื่อฮุบสมบัติทั้งหมดและเสวยสุขบนกองเลือดของเธอและลูก!
ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ลุกโชนดั่งไฟนรก ลลิตาไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เธอเป็นนักธุรกิจหญิงเหล็ก และตอนนี้เธอคือ ‘แม่’ ที่ต้องปกป้องลูกชายของตัวเองให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเดรัจฉาน
“แทน ฟังแม่นะลูก…” ลลิตากระซิบเสียงเฉียบขาดและหนักแน่น “หนูอยู่ในช่องระบายอากาศนั่นแหละ ห้ามขยับ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด หนูใช้โทรศัพท์โทรแจ้งตำรวจ ส่งโลเคชั่นบ้านเราไปให้เขา และส่งคลิปเสียงที่หนูอัดไว้เข้าอีเมลของแม่เดี๋ยวนี้… แม่จะจัดการพ่อของลูกเอง”
“แต่แม่ครับ พวกมันมีปืนนะ!”
“แม่ก็มี… ลูกลืมไปแล้วเหรอว่าตาของลูกเคยสอนแม่ยิงปืนตั้งแต่เด็ก… ซ่อนตัวให้ดีที่สุดนะคนเก่ง แม่รักลูกนะ”
ลลิตากดวางสาย เธอใช้ความมืดให้เป็นประโยชน์ ค่อยๆ ย่องลงจากเตียงโดยไม่ให้เกิดเสียงดังแม้แต่น้อย หญิงสาวเดินตรงไปที่ห้องแต่งตัวแบบวอล์คอินโคลเซต (Walk-in Closet) ขนาดใหญ่ของเธอ เธอเลื่อนตู้เสื้อผ้าที่ติดผนังออก เผยให้เห็นตู้เซฟนิรภัยที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ลลิตากดรหัสผ่านอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ภายในนั้นนอกจากจะมีเครื่องเพชรแล้ว ยังมีปืนพกขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนเต็มแม็กกาซีนที่พ่อของเธอเคยมอบให้ไว้ป้องกันตัว
ลลิตาบรรจุกระสุน ดึงสไลด์ปืนเบาๆ ให้พร้อมยิง เธอถอดชุดนอนผ้าซาตินที่เกะกะออก สวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงรัดรูปสีเข้มเพื่อพรางตัวในความมืด หญิงสาวถือปืนกระชับไว้ในมือ เดินไปหลบอยู่หลังบานประตูไม้บานใหญ่ของห้องนอน รอคอยอย่างใจเย็นราวกับเสือดาวที่ซุ่มรอเหยื่อ
ไม่ถึงห้านาทีต่อมา… เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนมากกว่าหนึ่งคนก็ดังขึ้นที่บันได นอกห้องนอน
“จัดการนังลลิตาก่อน…” เสียงของเอกราชดังแว่วมาเบาๆ แต่มันชัดเจนพอที่จะทำให้หัวใจของลลิตาด้านชา “อย่าให้มันร้องเสียงดังล่ะ แทงที่จุดตายเลย แล้วรื้อค้นข้าวของให้ดูเหมือนโดนโจรปล้น ส่วนลูกชายฉัน ถ้ามันยังไม่ตื่นก็ปล่อยมันไว้ก่อน เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
ความอำมหิตของเอกราชทำให้ลลิตากัดฟันกรอด ผู้ชายคนนี้ไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
แกร๊ก…
ลูกบิดประตูห้องนอนถูกหมุนอย่างช้าๆ ชายชุดดำร่างใหญ่สองคนย่องเข้ามาในห้องที่มืดสนิท ในมือของพวกมันมีมีดพกเล่มยาวสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่าน เอกราชยืนรออยู่หน้าประตูห้อง คอยดูลาดเลาให้มือปืนรับจ้างของเขา
ชายชุดดำทั้งสองตรงดิ่งไปที่เตียงนอน เงื้อง้างมีดในมือหมายจะแทงทะลุผ้าห่มที่โป่งพองอยู่… แต่ทันทีที่คมมีดปักลงไป พวกมันก็พบเพียงหมอนข้างที่ลลิตาจัดฉากเอาไว้!
“เฮ้ย! ไม่มีคนอยู่บเตียง!” ชายชุดดำคนหนึ่งอุทาน
“ก็เพราะฉันอยู่นี่ไงไอ้สวะ!”
เสียงของลลิตาดังกังวานขึ้นจากมุมมืดด้านหลังประตู พร้อมกับแสงไฟสว่างวาบจากไฟฉายยุทธวิธีที่ติดอยู่ใต้ลำกล้องปืน สาดเข้าใส่ใบหน้าของชายชุดดำทั้งสองจนพวกมันตาพร่ามัว
ปัง!! ปัง!!
ลลิตาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์ กระสุนพุ่งเจาะเข้าที่หัวเข่าของชายชุดดำทั้งสองคนอย่างแม่นยำ พวกมันร้องลั่นและทรุดลงไปกองกับพื้น เลือดสีสดสาดกระเซ็นเปื้อนพรมราคาแพง
เอกราชที่ยืนอยู่หน้าประตูเบิกตากว้างด้วยความช็อกสุดขีด เขาไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาของเขามีปืน และไม่เคยรู้ว่าเธอมีความเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ชายผู้เป็นสามีหน้าซีดเผือด รีบหันหลังเตรียมจะวิ่งหนีลงบันได
“ก้าวไปอีกก้าวเดียว กระสุนนัดต่อไปจะเจาะกะโหลกคุณ เอกราช!” ลลิตาตวาดลั่น เลื่อนปากกระบอกปืนเล็งไปที่กลางหลังของสามีทรยศ
เอกราชตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ หันกลับมาหาภรรยาด้วยใบหน้าที่พยายามปั้นแต่งรอยยิ้มจอมปลอม “ล… ลลิตา… ใจเย็นๆ นะที่รัก เข้าใจผิดแล้ว! ไอ้สองคนนี้มันบุกเข้ามาในบ้าน ผมกำลังจะวิ่งขึ้นมาช่วยคุณนะ!”
“ยังจะกล้าตอแหลอีกเหรอ!” ลลิตาเดินก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น “ฉันรู้หมดแล้วเอกราช! เรื่องที่คุณยักยอกเงินบริษัท เรื่องกรมธรรม์ประกันชีวิตห้าร้อยล้าน และเรื่องที่คุณจ้างไอ้สวะสองตัวนี้มาฆ่าฉันกับลูก!”
“คุณ… คุณเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน ใครเป่าหูคุณ…” เอกราชเสียงสั่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
“เสียงของคุณเองไงล่ะ ที่ดังก้องอยู่ในโรงรถเมื่อสิบนาทีก่อน!”
คำพูดของลลิตาทำให้เอกราชขากรรไกรค้าง เขาตระหนักได้ทันทีว่าแผนการของเขาพังพินาศหมดแล้ว แต่ด้วยสันดานของฆาตกร เขาพยายามจะพุ่งตัวเข้ามาแย่งปืนจากมือลลิตา
ปัง!!
กระสุนนัดที่สามพุ่งเฉียดหูของเอกราชไปเพียงมิลลิเมตรเดียว เจาะเข้ากับกรอบรูปแต่งงานที่แขวนอยู่บนผนังจนแตกกระจาย! เอกราชทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เอามือปิดหูด้วยความหวาดกลัวจนปัสสาวะราดกางเกง สภาพของเขาตอนนี้น่าสมเพชยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน
“อย่าคิดจะลองดีกับฉัน เอกราช” ลลิตากดเสียงต่ำ “ความผิดพลาดเดียวในชีวิตของฉัน คือการเอาอสรพิษอย่างคุณเข้ามาในบ้าน แต่ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ คือการประเมินความรักของคนเป็นแม่ต่ำเกินไป… คุณคิดว่าจะฆ่าฉันแล้วฮุบสมบัติไปเสวยสุขงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!”
เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายสิบคันดังกึกก้องมาจากหน้าหมู่บ้าน แสงไฟสีแดงและน้ำเงินสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง น้องแทนโทรแจ้งตำรวจได้สำเร็จและส่งหลักฐานทุกอย่างไปให้เรียบร้อยแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา ตำรวจหน่วยสวาทก็บุกเข้ามาในคฤหาสน์ พวกเขาเข้าควบคุมตัวมือปืนรับจ้างทั้งสองคน และใส่กุญแจมือเอกราชที่กำลังนั่งสั่นงันงกอยู่บนพื้น
ลลิตาลดปืนลง เธอมองอดีตสามีที่ถูกจับกุมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ อีกต่อไป
“คุณลลิตาครับ…” ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามา “เราพบลูกชายของคุณแล้วครับ เขาปลอดภัยดีและกำลังรออยู่ชั้นล่าง นอกจากนี้ คลิปเสียงที่น้องส่งให้เรา ชัดเจนมากพอที่จะตั้งข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และจ้างวานฆ่าครับ”
ลลิตาพยักหน้ารับ เธอเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ทันทีที่เห็นน้องแทนยืนรออยู่ ทั้งแม่และลูกก็โผเข้ากอดกันแน่น ลลิตาร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในคืนนี้ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะความโล่งใจที่ลูกชายของเธอปลอดภัย
เอกราชถูกตำรวจคุมตัวเดินผ่านพวกเขาทั้งสองไป ชายผู้เคยสง่างามและมีหน้ามีตาในสังคม บัดนี้ต้องเดินก้มหน้าด้วยความอัปยศอดสู ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านที่ออกมามุงดูเหตุการณ์ ข่าวการจ้างวานฆ่าภรรยาตัวเองเพื่อฮุบสมบัติ จะต้องถูกตีแผ่ไปทั่วประเทศในเช้าวันพรุ่งนี้ ชื่อเสียง อนาคต และอิสรภาพของเขาจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แบบ
“แม่ครับ… เราปลอดภัยแล้วใช่ไหม” น้องแทนกระซิบถามขณะซบหน้าลงกับอกแม่
ลลิตาลูบผมลูกชายอย่างอ่อนโยน จุมพิตลงบนหน้าผากของเขาด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด “ปลอดภัยแล้วลูก… จากนี้ไป บ้านของเราจะไม่มีปีศาจอีกแล้ว แม่จะจัดการทุกอย่างเอง ลูกไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะ”
ค่ำคืนอันยาวนานและโหดร้ายได้ผ่านพ้นไป แสงแรกของรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในคฤหาสน์ ลลิตายืนมองรถตำรวจที่แล่นออกไปจากบ้าน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับรู้ถึงอิสรภาพและความเข้มแข็งที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ บทเรียนครั้งนี้สอนให้เธอรู้ว่า บางครั้งศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือคนที่นอนอยู่เคียงข้างเรา แต่ไม่ว่าความมืดมิดจะน่ากลัวเพียงใด… ความรักและสติปัญญา จะเป็นแสงสว่างที่นำพาให้ผู้บริสุทธิ์ก้าวข้ามขุมนรก และกระชากหน้ากากคนเลวให้ต้องชดใช้กรรมอย่างสาสมไปตลอดกาล.



