น้ำตาเศรษฐีพันล้าน: การกลับมาของสามีผู้มั่งคั่ง

สู่วินาทีใจสลายเมื่อพบเมียรักและลูกน้อยทนหิวโซในเพิงหมาแหงน และการชำระแค้นสายเลือดทรยศที่ต้องจดจำไปจนวันตาย!
ขบวนรถยนต์หรูหราสีดำขลับแบรนด์ยุโรปจำนวนห้าคัน แล่นเรียงรายเข้าสู่ถนนดินลูกรังของหมู่บ้านชนบทอันห่างไกล ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชาวบ้านที่ออกมายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น รถคันกลางซึ่งเป็นรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) รุ่นสั่งทำพิเศษ จอดสนิทที่หน้าประตูเหล็กดัดสีทองอร่ามของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทรีบก้าวลงมาเปิดประตูรถ พร้อมกับค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม
ร่างสูงใหญ่ของ ‘ภาคิน’ มหาเศรษฐีหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าที่สง่างามและทรงอำนาจ ในชุดสูทสั่งตัดราคาหลักแสน ใบหน้าที่หล่อเหลาและคมคายของเขามีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก แต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายไปด้วยความหวังและความปีติยินดีอย่างเปี่ยมล้น
ห้าปีแล้ว… ห้าปีเต็มที่ภาคินต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ทิ้ง ‘นิดา’ ภรรยาสุดที่รักที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ไว้เบื้องหลัง เพื่อเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานในเหมืองแร่อัญมณีที่แอฟริกา หวังเพียงจะหาเงินมาปลดหนี้สินก้อนโตของครอบครัวและสร้างอนาคตที่สุขสบายให้กับลูกเมีย เขาต้องผ่านความยากลำบาก ต้องเอาชีวิตเข้าแลกกับอันตรายนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งโชคชะตาเข้าข้าง ภาคินค้นพบสายแร่ไพลินขนาดใหญ่ และผันตัวจากคนงานเหมืองกลายเป็นเจ้าของธุรกิจอัญมณีระดับโลกที่มีทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท!
ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา แม้ภาคินจะทำงานหนักจนไม่มีเวลากลับบ้าน แต่เขาไม่เคยละทิ้งหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว เขาส่งเงินกลับมาที่ไทยเดือนละหลายแสนบาท โดยโอนเข้าบัญชีของ ‘พนา’ พี่ชายแท้ๆ ของเขา เนื่องจากตอนนั้นนิดายังไม่มีบัญชีธนาคาร และเขาก็เชื่อใจพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างสนิทใจ ภาคินกำชับให้พนานำเงินไปสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ จ้างแม่บ้านมาคอยดูแลนิดาและลูกน้อยที่เกิดมา เพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างสุขสบายดั่งราชาและราชินี
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะไอ้น้องชาย! โอ้โห… รวยระดับมหาเศรษฐีแล้วเว้ย!”
เสียงทักทายอย่างประจบประแจงดังขึ้น พร้อมกับร่างของพนาและ ‘โสภา’ พี่สะใภ้ ที่วิ่งหน้าตั้งออกมาต้อนรับจากในคฤหาสน์ ทั้งสองคนสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ประดับด้วยสร้อยคอทองคำเส้นโตและแหวนเพชรระยิบระยับ พนาโผเข้ามากอดภาคินด้วยรอยยิ้มจอมปลอม
ภาคินยิ้มตอบบางๆ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ คฤหาสน์ที่โอ่อ่า แต่กลับไม่พบร่องรอยของผู้หญิงที่เขารักที่สุด หัวใจของเขาเริ่มเต้นผิดจังหวะ “พี่พนา… แล้วนิดาล่ะครับ? ลูกของผมด้วย พวกเขาไปไหน ทำไมไม่ออกมาต้อนรับผม?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพนาและโสภาเจื่อนลงทันที ก่อนที่โสภาจะแสร้งทำหน้าเศร้าและบีบน้ำตา “โธ่… ภาคินน้องรัก เอ็งอย่าไปถามถึงนังผู้หญิงแพศยานั่นเลย พอเอ็งไปทำงานต่างประเทศได้ไม่ถึงปี นังนิดามันก็ทนความเหงาไม่ไหว ขโมยเงินที่เอ็งส่งมาให้ไปจนหมด แล้วหอบลูกหนีตามผู้ชายชู้ไปอยู่ที่อื่นแล้ว! พี่กับพี่พนาพยายามตามหาแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็ไม่เจอ ปล่อยมันไปตามเวรตามกรรมเถอะนะ เอ็งรวยขนาดนี้ หาเมียใหม่ที่สวยกว่านังนิดาได้เป็นร้อยคน!”
คำพูดของพี่สะใภ้เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจของภาคิน! โลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ความรู้สึกเจ็บปวดและสับสนตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นิดา… ผู้หญิงที่แสนดีและรักเขาหมดหัวใจ ผู้หญิงที่เคยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อเดียวกันกับเขาในวันที่ยากจนที่สุด จะทิ้งเขาไปจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
“ไม่จริง… นิดาไม่มีทางทำแบบนั้น! ผมไม่เชื่อ!” ภาคินตวาดลั่น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความดุดันจนพนาและโสภาต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดผวา
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด สายตาของภาคินก็เหลือบไปเห็น ‘ป้าชื่น’ หญิงชราซึ่งเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของบ้าน กำลังยืนหลบอยู่หลังเสา ป้าชื่นแอบส่งสายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตามาให้เขา พร้อมกับชี้มืออย่างสั่นเทาไปทาง ‘ป่าสวนยางพารา’ ท้ายคฤหาสน์ ก่อนจะรีบเดินหนีไปเพราะกลัวโสภาจะเห็น
สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนภาคินอย่างรุนแรง เขาไม่รอช้า หันหลังวิ่งฝ่าบอดี้การ์ดและพนา มุ่งหน้าตรงไปยังท้ายสวนยางพาราทันที!
“เฮ้ย! ภาคิน! เอ็งจะไปไหน ทางนั้นมันเป็นป่ารกชัฏนะเว้ย! กลับมานี่ก่อน!” พนาตะโกนเรียกเสียงหลง แต่ก็ไม่กล้าวิ่งตามไป
ภาคินวิ่งกระหืดกระหอบลุยฝ่าดงหญ้ารกและโคลนตม รองเท้าราคาแพงของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินแดง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มและมีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปในสวนยางพาราที่ห่างไกลจากคฤหาสน์มากเท่าไหร่ ความรู้สึกสังหรณ์ใจก็ยิ่งบีบรัดหัวใจของเขาแน่นขึ้นเท่านั้น
และแล้ว… ก้าวเท้าของมหาเศรษฐีหนุ่มก็ต้องหยุดชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป!
เบื้องหน้าของเขา ท่ามกลางดงหญ้ารกชัฏ คือ ‘เพิงหมาแหงน’ หรือกระท่อมไม้ไผ่ที่ทรุดโทรมจนแทบจะพังทลายลงมา หลังคามุงด้วยสังกะสีผุๆ และใบจากที่มีรอยรั่วจนน้ำฝนหยดแหมะลงมาเป็นสาย สภาพของมันเลวร้ายยิ่งกว่าคอกสัตว์ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแม้แต่ประตูปิดกั้นลมหนาว
ผ่านช่องว่างของผนังไม้ไผ่ ภาคินมองเห็นร่างของคนสองคนกำลังนั่งคุดคู้กอดกันกลมอยู่บนแคร่ไม้ที่เปียกชื้น…
ผู้หญิงคนนั้น… ร่างกายผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก สวมเสื้อยืดสีมอๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและขาดวิ่น ผิวพรรณที่เคยผุดผ่องบัดนี้กร้านแดดและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการทำงานหนัก เธอกำลังกอดเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณห้าขวบเอาไว้ในอ้อมอก เด็กน้อยสวมเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ร่างกายผอมบางและกำลังสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็นและหิวโหย
ตรงหน้าของทั้งสองคน มีเพียงจานสังกะสีเก่าๆ ที่ใส่ข้าวสวยบูดๆ ผสมกับน้ำปลาและเศษปลาเค็มชิ้นเล็กๆ
“แม่จ๋า… ตะวันหิว… กินอีกได้ไหมจ๊ะ” เสียงเล็กๆ ของเด็กชายเอ่ยขึ้นด้วยความไร้เดียงสา
หญิงสาวลูบหัวลูกน้อยด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาของเธอหยดลงบนแก้มของลูกชาย “ทนหน่อยนะลูกตะวัน ข้าวเราเหลือแค่นี้แล้ว ลูกกินส่วนของแม่ไปเถอะนะ แม่ไม่หิวเลย… คนเก่งของแม่”
“แม่จ๋า… เมื่อไหร่พ่อจะกลับมาหาเราจ๊ะ ป้าโสภาบอกว่าพ่อทิ้งเราไปมีเมียใหม่แล้ว พ่อจะไม่กลับมาแล้วจริงเหรอจ๊ะ?” เด็กน้อยเงยหน้าถามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา
นิดาสะอื้นไห้ เธอส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายและกอดลูกไว้แน่นขึ้น “ไม่จริงลูก! พ่อของตะวันเป็นคนดีที่สุด พ่อสัญญากับแม่ไว้แล้วว่าจะกลับมาหาเรา พ่อกำลังทำงานหนักเพื่อพวกเรา… ตะวันต้องเชื่อมั่นในตัวพ่อนะลูก พ่อไม่มีวันทิ้งเราไปเด็ดขาด…”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และความรักอันบริสุทธิ์นั้น เปรียบเสมือนดาบหลายร้อยเล่มที่พุ่งทะลวงเข้ากลางขั้วหัวใจของภาคิน!
ความจริงทุกอย่างกระจ่างแจ้งในวินาทีนั้น… พี่ชายแท้ๆ ของเขา ไอ้สายเลือดทรยศ! มันฮุบเงินนับร้อยล้านที่เขาส่งมาให้ไปสร้างคฤหาสน์และเสวยสุขกันสองผัวเมีย แล้วไล่เมียรักและลูกในไส้ของเขาซึ่งเป็นสายเลือดที่แท้จริง ออกมาตกระกำลำบาก กินข้าวคลุกน้ำปลาอยู่ในเพิงหมาแหงนท้ายสวนอย่างเลือดเย็น!
“นิดา… ตะวัน…”
เสียงเรียกที่แหบพร่าและสั่นสะท้านของภาคินดังขึ้นฝ่าเสียงสายฝน
นิดาชะงัก ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำฝน และเมื่อดวงตาที่ฝ้าฟางของเธอปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนร้องไห้อยู่หน้ากระท่อม จานข้าวในมือของเธอก็ร่วงหล่นลงพื้น
“ภ… ภาคิน… พี่ภาคิน!”
นิดาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอคิดว่านี่คือภาพลวงตาก่อนตายด้วยความหิวโหย แต่เมื่อภาคินพุ่งตัวเข้ามาในกระท่อมและคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เฉอะแฉะ ดึงร่างที่ผอมบางและเหม็นสาบของเธอและลูกน้อยเข้าไปกอดไว้แน่นจนแนบกอด ความอบอุ่นที่คุ้นเคยก็ทำให้เธอรู้ว่า… นี่คือความจริง!
“พี่ขอโทษ! พี่ขอโทษนะนิดา! พี่มันโง่เองที่ไว้ใจคนผิด ปล่อยให้นิดากับลูกต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้! พี่ขอโทษ!” ภาคินร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน น้ำตาของมหาเศรษฐีพันล้านทะลักล้น กอดเมียและลูกที่สั่นสะท้านไว้ในอ้อมอกแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
เด็กชายตะวันมองหน้าผู้ชายแปลกหน้าด้วยความงุนงง ก่อนจะยกมือเล็กๆ ขึ้นเช็ดน้ำตาให้ภาคิน “ลุงเป็นใครจ๊ะ… ทำไมมากอดแม่ตะวัน”
ภาคินสะอื้นไห้ เขาจับมือเล็กๆ ของลูกชายมาจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ลุงไม่ใช่ลุงลูก… พ่อเอง ตะวัน… นี่พ่อภาคินของลูกไง พ่อกลับมาหาตะวันกับแม่แล้วนะลูก พ่อจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
สองแม่ลูกปล่อยโฮออกมาพร้อมกัน นิดากอดคอสามีแน่น ร้องไห้จนแทบจะขาดใจ ห้าปีแห่งการรอคอย ห้าปีแห่งการถูกกดขี่ข่มเหง ถูกบังคับให้กรีดยางพาราทั้งวันทั้งคืนเพื่อแลกกับเศษข้าวประทังชีวิต ในที่สุดสวรรค์ก็มีตา ส่งผู้ชายที่เป็นดั่งแสงสว่างเดียวในชีวิตเธอกลับมา
หลังจากปลอบประโลมจนเมียและลูกเริ่มตั้งสติได้ ภาคินถอดเสื้อสูทราคาหลักแสนของตัวเอง นำมาคลุมร่างที่หนาวสั่นของนิดาและตะวัน เขาอุ้มลูกชายวัยห้าขวบขึ้นแนบอกด้วยแขนซ้าย และใช้แขนขวาโอบประคองนิดาเอาไว้อย่างทะนุถนอม
เมื่อภาคินก้าวเท้าเดินออกจากกระท่อมผุพัง แววตาที่เคยอบอุ่นของเขาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมและเย็นเยียบประดุจมัจจุราชที่ก้าวขึ้นมาจากขุมนรก! ไฟแห่งความโกรธแค้นลุกโชนอยู่ในอกจนแทบจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
ที่หน้าคฤหาสน์ พนาและโสภากำลังยืนกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นภาคินอุ้มตะวันและประคองนิดาเดินฝ่าสายฝนกลับมา ทั้งสองคนก็หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาทั้งสองข้างสั่นงันงก
“ภ… ภาคิน… คือฟังพี่อธิบายก่อนนะน้องรัก…” พนาพยายามฝืนยิ้มและก้าวเข้าไปหา
“หุบปาก!!”
เสียงตวาดของภาคินดังกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าผ่า ทำเอาพนาและโสภาสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูด บอดี้การ์ดชุดดำนับสิบคนที่รออยู่ต่างรีบวิ่งเข้ามากางร่มให้เจ้านายและครอบครัว พร้อมกับตั้งแถวล้อมหน้าล้อมหลังอย่างรู้งาน
“แกฮุบเงินของฉันไปสร้างวิมานให้ตัวเองเสวยสุข แล้วไล่เมียกับลูกของฉันไปนอนในคอกหมา! แกให้พวกเขากินข้าวคลุกเศษปลาเน่า ในขณะที่พวกแกกินหูฉลามดื่มไวน์ราคาแพง! นี่หรือคือสิ่งที่พี่ชายร่วมสายเลือดเขาทำกัน!!” ภาคินตะคอกด้วยความเดือดดาลขั้นสุด
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะน้องภาคิน! คือนังนิดามันทำตัวไม่ดีเอง มันเกียจคร้าน พี่เลยต้องดัดนิสัยมัน!” โสภาแถหน้าด้านๆ
ภาคินแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด “งั้นเหรอ… ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะขอดัดนิสัยพวกแกบ้างก็แล้วกัน!”
มหาเศรษฐีหนุ่มหันไปพยักหน้าให้กับ ‘ทนายความประจำตระกูล’ ที่เพิ่งลงมาจากรถ ทนายความก้าวออกมาพร้อมกับแฟ้มเอกสารหนาเตอะในมือ
“ท่านประธานครับ ผมได้รวบรวมหลักฐานการโอนเงินทั้งหมด และตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินเรียบร้อยแล้วครับ โฉนดคฤหาสน์หลังนี้ และที่ดินสวนยางพาราทั้งหมด ถูกซื้อด้วยเงินที่โอนจากบัญชีของท่านประธาน และผมได้แจ้งความข้อหายักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง และพยายามฆ่าโดยการปล่อยปละละเลยให้ทารุณกรรมเรียบร้อยแล้วครับ ตำรวจกำลังเดินทางมาถึงในอีกห้านาที”
คำประกาศของทนายความเปรียบเสมือนการตัดสินประหารชีวิต! พนาและโสภาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้โฮและคลานเข้ามาเกาะขาภาคินอย่างหมดสภาพ
“ภาคิน! น้องรัก! อย่าทำแบบนี้กับพี่เลยนะ พี่ผิดไปแล้ว! พี่ขอโทษ! อย่าส่งพี่เข้าคุกเลยนะ!” พนาร้องไห้คร่ำครวญ
ภาคินเตะสะบัดขาออกอย่างไม่ไยดี เขามองเศษสวะตรงหน้าด้วยสายตาที่รังเกียจที่สุด “แกหมดความเป็นพี่ชายของฉัน ตั้งแต่วินาทีที่แกปล่อยให้ลูกเมียฉันต้องทนหิวตายในกระท่อมนั่นแล้ว! ฉันจะยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเงินของฉันคืนมาให้หมด แม้แต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่พวกแกใส่อยู่บนตัวตอนนี้ ก็ต้องถอดทิ้งไว้ที่นี่! ฉันจะปล่อยให้พวกแกเดินตัวเปล่าไปนอนในคุก และอย่าหวังว่าชาตินี้พวกแกจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก!”
เสียงไซเรนรถตำรวจดังกึกก้องเข้ามาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามารวบตัวพนาและโสภาที่กำลังกรีดร้องโหยหวนและดิ้นรนอย่างน่าสมเพช พวกเขาถูกใส่กุญแจมือและลากตัวขึ้นรถกระบะตำรวจไปรับกรรมที่ก่อไว้อย่างสาสม
เมื่อกวาดล้างความชั่วร้ายออกไปจากชีวิต ภาคินก้มลงจุมพิตหน้าผากของนิดาที่กำลังร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ เขาเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา
“เรากลับบ้านของเรากันเถอะนะนิดา… บ้านที่แท้จริงของเราที่กรุงเทพฯ พี่ซื้อคฤหาสน์ที่สวยที่สุดไว้รอรับนิดากับตะวันแล้ว ต่อจากนี้ไป พี่ขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าพี่จะไม่ยอมให้น้ำตาของความเสียใจหยดลงบนแก้มของนิดาและลูกอีกเป็นอันขาด”
ขบวนรถหรูหราแล่นออกจากหมู่บ้าน ทิ้งอดีตอันแสนเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่อนาคตที่สว่างไสว ภายในรถโรลส์-รอยซ์ที่แสนอบอุ่น ตะวันน้อยนอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ ภาคินจับมือของนิดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ปาฏิหาริย์แห่งความรักและการสู้ชีวิตได้ตอบแทนพวกเขาแล้ว และมหาเศรษฐีพันล้านคนนี้ ก็ได้ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่า… ทรัพย์สินเงินทองหลายหมื่นล้าน ก็ไม่มีค่าเท่ากับ ‘รอยยิ้ม’ และ ‘อ้อมกอด’ ของครอบครัวที่เขารักสุดหัวใจ.



