News

บาปในใจผู้กำกับและการกลับมาของลูกเนรคุณ:

 เมื่อชายผู้ทิ้งครอบครัวไปคว้าดาว ต้องทรุดเข่าหลั่งน้ำตาแทบเท้า เมื่อเห็น ‘ลูกเลี้ยง’ ที่เคยทอดทิ้ง กำลังป้อนข้าวต้มต่อลมหายใจให้ ‘แม่แท้ๆ’ ของเขาเอง!

แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดสาดส่องกระทบใบหน้าของ ‘นที’ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังระดับเอเชีย ผู้เพิ่งคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ทองคำและรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ชีวิตของชายวัยสี่สิบแปดปีคนนี้เต็มไปด้วยเกียรติยศ เงินทอง และชื่อเสียงที่คนค่อนโลกต่างอิจฉา ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ปั้นแต่งอย่างสมบูรณ์แบบบนพรมแดง กลับมีหลุมดำลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ หลุมดำที่เกิดจาก ‘ความเนรคุณ’ ซึ่งเขาก่อขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน

สิบห้าปีที่แล้ว นทีเป็นเพียงผู้ช่วยผู้กำกับไส้แห้งที่ทะเยอทะยานอยากจะโด่งดัง เขาเคยรับเด็กชายกำพร้าวัยเจ็ดขวบชื่อ ‘ภูผา’ มาเป็นลูกบุญธรรมตามคำขอร้องของอดีตภรรยาที่เสียชีวิตไป แต่เมื่อโอกาสทองในการไปศึกษาต่อและทำหนังที่ต่างประเทศหล่นทับ นทีกลับเลือกที่จะทิ้งภูผาวัยเจ็ดขวบไว้กับ ‘ยายศรี’ แม่บังเกิดเกล้าของเขาเองที่ต่างจังหวัด พร้อมกับคำสัญญาจอมปลอมว่า ‘รอก่อนนะแม่ อีกแค่ปีเดียว นทีตั้งตัวได้แล้วจะกลับมารับแม่กับภูผาไปอยู่ตึกหลังใหญ่ๆ ด้วยกัน’

แต่เวลาหนึ่งปีกลับกลายเป็นสิบห้าปี… นทีหลงระเริงไปกับแสงสี เสียงเชียร์ และกามารมณ์ในวงการบันเทิง เขาเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ย้ายที่อยู่ และลบอดีตทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวที่ยากจนทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาไม่เคยส่งเงินกลับบ้าน ไม่เคยส่งจดหมาย และปล่อยให้แม่แก่ๆ กับลูกเลี้ยงต้องเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม

จนกระทั่งวันนี้… วันที่เขาไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ นทีกลับพบว่าความสำเร็จเหล่านั้นมันช่างว่างเปล่า เขาเป็นโรคซึมเศร้าและนอนไม่หลับมาหลายเดือน ภาพของแม่และลูกเลี้ยงมักจะตามมาหลอกหลอนในความฝัน ในที่สุด ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบมานานก็ระเบิดออก นทีตัดสินใจยกเลิกคิวงานทั้งหมด เบิกเงินสดจำนวนสิบล้านบาทใส่กระเป๋าเอกสาร หวังจะใช้ ‘เงิน’ ก้อนใหญ่นี้กลับไปซื้อการให้อภัยและไถ่บาปในอดีต

รถยุโรปคันหรูของนทีแล่นฝ่าถนนลูกรังที่ขรุขระเข้าไปในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ สองข้างทางยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปร เมื่อรถแล่นมาจอดที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง นทีถึงกับต้องสะอึก สภาพบ้านที่เขาเคยเติบโตมาบัดนี้ทรุดโทรมและผุพังจนแทบจะพังครืนลงมาได้ทุกเมื่อ หลังคาสังกะสีเต็มไปด้วยสนิมและรอยรั่ว เสาบ้านเอียงกระเท่เร่ ฝาผนังไม้ไผ่มีรอยฉีกขาดจนลมพัดผ่านได้

นทีสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมราคาแพง คว้ากระเป๋าเงินสิบล้านลงจากรถ เขาจัดคอเสื้อสูทให้เรียบร้อย สูทลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมคำพูดแก้ตัวสารพัดเพื่อจะนำไปอธิบายให้แม่ฟัง เขาคิดเสมอว่า แม่คงจะโกรธแค้น และภูผาคงจะหนีออกจากบ้านไปเป็นเด็กเร่ร่อนนานแล้ว

ทว่า… ในขณะที่นทีกำลังจะก้าวเท้าขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด สายตาของเขาก็ลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มอยู่เข้าไปเห็นภาพบางอย่างเสียก่อน ภาพที่ทำให้โลกทั้งใบของผู้กำกับชื่อดังหยุดหมุน และลมหายใจถูกกระชากหลุดออกจากร่าง!

ภายในห้องโถงแคบๆ ที่มืดสลัวและไร้ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ มีเตียงไม้เก่าๆ ตั้งอยู่มุมห้อง บนเตียงนั้นคือร่างของ ‘ยายศรี’ หญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี ร่างกายของแม่ซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เส้นผมขาวโพลน ดวงตาทั้งสองข้างฝ้าฟางจนกลายเป็นสีขุ่นมัว… แม่ของเขาตาบอดสนิทไปแล้ว!

และที่ข้างเตียงนั้น มีชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปีคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นกระดาน ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีมอๆ ที่มีรอยเย็บปะชุนและกางเกงขาสั้นเปื้อนคราบปูน ร่างกายของเขากำยำและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทำงานหนัก ชายคนนั้นคือ ‘ภูผา’ ลูกบุญธรรมที่เขาเคยทิ้งไปอย่างไม่ไยดีเมื่อสิบห้าปีก่อน!

ภูผาไม่ได้หนีไปไหน เขาไม่ได้ทิ้งยายศรีไปเหมือนที่นทีทำ เด็กหนุ่มที่ไม่มีแม้แต่สายเลือดเดียวกัน กลับรับภาระดูแลแม่ของคนที่ทิ้งเขาไปอย่างทะนุถนอมที่สุด

ในมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยตุ่มพองของภูผา ถือถ้วยพลาสติกเก่าๆ บรรจุ ‘ข้าวต้มวิญญาณหมู’ ที่มีเพียงข้าวเละๆ กลิ่นหอมกรุ่น เขาตักข้าวต้มขึ้นมาทีละช้อน ค่อยๆ เป่าลมเบาๆ ด้วยความใส่ใจ เพื่อไม่ให้ความร้อนลวกปากหญิงชรา ก่อนจะนำช้อนไปจ่อที่ริมฝีปากแห้งผากของยายศรีอย่างอ่อนโยน

“ย่าศรีครับ… กินข้าวต้มร้อนๆ อีกสักนิดนะครับ วันนี้ผมใส่ซีอิ๊วหอมๆ ที่ย่าชอบด้วยนะ” เสียงของภูผาทุ้มต่ำ นุ่มนวล และเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมได้ค่าแรงจากไซต์งานก่อสร้างแล้ว ผมจะไปซื้อปลาทูตัวอ้วนๆ มานึ่งให้ย่ากินนะครับ ย่าต้องกินเยอะๆ จะได้มีแรง”

ยายศรีเคี้ยวข้าวต้มอย่างเชื่องช้า น้ำตาใสๆ เอ่อคลอรอบดวงตาที่ฝ้าฟาง มือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทาของแม่ค่อยๆ เอื้อมออกไปลูบคลำใบหน้าของภูผาอย่างรักใคร่

“ภูผาลูกเอ๊ย… ย่าเป็นภาระให้เอ็งแท้ๆ เอ็งอายุยังน้อย น่าจะได้ไปเรียนหนังสือสูงๆ ไปมีชีวิตที่ดีเหมือนเด็กรุ่นเดียวกัน ไม่น่าต้องมาทนลำบากเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้คนแก่ตาบอดที่ใกล้จะตายแบบย่าเลย… เอ็งทิ้งย่าไปเถอะลูก ไปสร้างอนาคตของเอ็งเถอะ”

ภูผาส่ายหน้าช้าๆ เขากุมมือที่เหี่ยวย่นของหญิงชรามาแนบแก้มของตนเอง “ย่าอย่าพูดแบบนี้สิครับ ถ้าไม่มีข้าวสุกและหลังคาบ้านของย่าที่เมตตาให้ผมซุกหัวนอนในวันนั้น ผมก็คงเป็นเด็กจรจัดตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว… ย่าคือครอบครัวคนเดียวที่ผมมี ผมจะดูแลย่าไปจนลมหายใจสุดท้ายของผมเลยครับ”

“แต่… ย่าอยากอยู่รอนที…” ยายศรีสะอื้นไห้ เสียงสั่นเครือจนบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ที่แอบฟังอยู่หลังประตู “ย่ารู้ว่าลูกนทีเขาทำงานหนัก เขาเป็นคนเก่ง… เขาบอกว่าจะไปแค่ปีเดียว นี่ก็สิบห้าปีแล้ว… เขาคงงานยุ่งมากจริงๆ ใช่ไหมลูกภูผา? ลูกนทีเขาไม่ได้เกลียดแม่ใช่ไหมลูก… แม่แค่อยากได้ยินเสียงเขา อยากลูบหน้าเขาสักครั้งก่อนแม่จะตาย…”

แม้จะถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างอดอยากและตายทั้งเป็น แต่หัวใจของคนเป็นแม่ก็ยังคงหาเหตุผลมาปกป้องลูกชายเนรคุณเสมอ ภูผาที่รู้ความจริงมาตลอดว่านทีกลายเป็นมหาเศรษฐีและลืมพวกเขาสิ้นแล้ว กลับเลือกที่จะกลืนความเจ็บปวดนั้นลงคอ และปั้นรอยยิ้มตอบกลับหญิงชราเพื่อรักษากำลังใจของเธอไว้

“ใช่ครับย่า… พ่อนทีเขาเป็นคนเก่ง เขาทำงานระดับประเทศเลยนะครับ เขาฝากบอกผมเสมอว่าเขารักย่ามาก ถ้าเขาเคลียร์งานเสร็จเมื่อไหร่ เขาจะรีบกลับมากอดย่าแน่นอนครับ… ย่าต้องรีบกินข้าวให้แข็งแรง รอพ่อนทีกลับมานะครับ”

เปรี้ยง!!

บทสนทนาอันแสนบริสุทธิ์และเสียสละของชายหนุ่มผู้ไร้สายเลือด เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้าและค้อนเหล็กนับพันตันที่ทุบทำลายทิฐิ ความหยิ่งยโส และเกียรติยศจอมปลอมของนทีจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง!

ผู้กำกับชื่อดังผู้เคยมองว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกสิ่ง บัดนี้ตระหนักรู้แจ้งแก่ใจแล้วว่า… โล่รางวัลออสการ์หรือเงินสิบล้านในมือของเขา มันไม่มีค่าแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว เมื่อเทียบกับข้าวต้มเพียงหนึ่งถ้วยที่กตัญญูและหล่อเลี้ยงชีวิตแม่ของเขามาตลอดสิบห้าปี!

นทีคือมนุษย์ที่ยากจนความรักและขี้ขลาดที่สุด ในขณะที่เด็กกำพร้าที่เขาเคยรังเกียจและทิ้งขว้าง กลับกลายเป็นมหาเศรษฐีแห่งความดีงามที่ยิ่งใหญ่กว่าใครในโลก!

กระเป๋าเอกสารที่บรรจุเงินสิบล้านบาทร่วงหล่นจากมือของนที กระแทกพื้นกระดานจนเงินสดฟุ้งกระจาย แว่นตากันแดดราคาแพงหลุดร่วงลงสู่พื้นไม้ ขาทั้งสองข้างของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในวงการบันเทิงอ่อนระทวย ไร้เรี่ยวแรงจะยืนหยัดอีกต่อไป

ตุ้บ!!

นทีทรุดตัวลง ‘ลุกเข่ากระแทกพื้น’ อย่างแรงที่หน้าประตูบ้าน!

เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจระเบิดออกมาจากลำคอของผู้ชายวัยสี่สิบแปดปี เขาร้องไห้โฮอย่างไม่อายฟ้าดิน ร้องไห้ให้กับความโง่เขลา ความเห็นแก่ตัว และความเลวทรามของตนเองที่ทอดทิ้งพระในบ้านไปแสวงหาเศษหินเศษกรวดนอกบ้าน

เสียงร้องไห้ที่ดังกึกก้อง ทำให้ภูผาหันขวับมามองที่ประตู ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในอดีต แม้กาลเวลาจะผ่านไปนาน แต่เขาจำได้ดีว่าผู้ชายที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ราวกับหมาจนตรอกอยู่ตรงนี้คือใคร!

“พ… พ่อนที…” ภูผาพึมพำเสียงแผ่ว ช้อนตักข้าวต้มหลุดจากมือ

ยายศรีที่ตาบอดสนิท หูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อของลูกชาย “นที… ลูกนทีของแม่ใช่ไหม! นทีกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหมลูก!” หญิงชราพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความดีใจสุดขีด มือปัดป่ายไปในอากาศอย่างไร้ทิศทาง

นทีละทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมด คลานเข่าไปตามพื้นกระดานไม้ที่เปื้อนฝุ่น เข้าไปหาผู้หญิงที่รักเขาที่สุดในโลก เขาพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดร่างที่ผอมโซและสั่นเทาของแม่เอาไว้แน่น กอดรัดราวกับกลัวว่าแม่จะสลายหายไป ซบหน้าลงกับอกที่เคยให้นมเขาดื่มกิน น้ำตาลูกผู้ชายไหลทะลักอาบเสื้อคอกระเช้าของหญิงชรา

“แม่ครับ… นทีกลับมาแล้ว… นทีคนเลวของแม่กลับมาแล้วครับแม่! อภัยให้ลูกเนรคุณคนนี้ด้วยนะครับแม่… ผมมันเลว ผมมันตาบอด ผมทิ้งแม่ไป… ผมขอโทษ… ผมขอโทษครับแม่!” นทีร้องไห้ฟูมฟาย พร่ำบอกขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยายศรีไม่ได้ทุบตี ไม่ได้ด่าทอ ไม่ได้ต่อว่าลูกชายเลยแม้แต่คำเดียว หญิงชราทำเพียงแค่ใช้มือที่สั่นเทาลูบคลำไปตามใบหน้า เส้นผม และแผ่นหลังของนที น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลพราก “นที… ลูกแม่… เอ็งกลับมาหาแม่จริงๆ ด้วย… แม่ไม่เคยมองว่าเอ็งเลวเลยลูก แม่รอเอ็งเสมอ… แม่ดีใจเหลือเกินที่ได้กอดเอ็งก่อนตาย…”

นทีสะอื้นไห้จนตัวโยน ก่อนจะค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดของแม่ และหันไปหา ‘ภูผา’ ชายหนุ่มที่นั่งมองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า

ผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ก้มหน้าลง ‘กราบแทบเท้า’ ของลูกบุญธรรมวัยยี่สิบสองปีอย่างหมดสิ้นทิฐิ!

“พ่อนที! อย่าทำแบบนี้ครับ!” ภูผาตกใจสุดขีด รีบทรุดตัวลงไปจับไหล่ของนทีให้ลุกขึ้น

“ปล่อยให้พ่อกราบเถอะภูผา…” นทีเงยหน้าขึ้นมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความละอายและสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง “พ่อมันไม่ใช่คน… พ่อทิ้งหนู ทิ้งแม่… แต่หนูกลับทำหน้าที่ลูกที่ประเสริฐที่สุดแทนพ่อ พ่อไม่รู้จะเอาอะไรมาทดแทนบุญคุณที่หนูรักษาชีวิตแม่ของพ่อเอาไว้… หนูคือลูกชายที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ ส่วนพ่อมันก็แค่ไอ้เศษขยะที่หลงทาง… พ่อขอโทษนะลูก พ่อขอโทษจริงๆ ที่ทิ้งหนูไป…”

ภูผาน้ำตาไหลพราก เขาดึงร่างของผู้เป็นพ่อบุญธรรมเข้ามากอดแน่น “พ่อนทีไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับ… แค่พ่อกลับมาหาพวกเรา กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง แค่นี้ผมกับย่าศรีก็มีความสุขที่สุดในโลกแล้วครับ ไม่มีใครโกรธพ่อเลยนะครับ”

คำพูดที่ปราศจากความเคียดแค้นของภูผา ยิ่งเหมือนน้ำทิพย์ชโลมล้างความสกปรกในจิตใจของนทีให้หมดจด ในค่ำคืนนั้น มหาเศรษฐีผู้เคยว้าเหว่ที่สุดในโลก ได้ค้นพบสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่เงินร้อยล้านพันล้านก็ซื้อไม่ได้ นั่นคือ ‘การให้อภัยและความรักอันบริสุทธิ์จากครอบครัว’

ตั้งแต่วันนั้น นทีประกาศวางมือจากวงการบันเทิงชั่วคราว เขาใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่หามาได้ สร้างบ้านหลังใหม่ที่สะดวกสบายที่สุดในพื้นที่เดิม พาแม่ไปรักษาตานำแสงสว่างกลับคืนมา และส่งภูผาไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อสานฝันให้เป็นจริง

ผู้กำกับชื่อดังไม่สนใจแสงสีและพรมแดงอีกต่อไป เขาเลือกที่จะสวมเสื้อยืดธรรมดาๆ นั่งป้อนข้าวต้มให้แม่ และนั่งดูทีวีหัวเราะเฮฮากับลูกชายบุญธรรมในบ้านเกิด… เพราะเขาตระหนักแล้วว่า บทภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดในชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องราวของการปีนป่ายขึ้นไปคว้าดวงดาวบนฟ้า… แต่คือการก้มลงมองและกอดรัดผืนดินที่เปี่ยมไปด้วยความรักของ ‘ครอบครัว’ เอาไว้ให้แน่นที่สุด ตราบจนลมหายใจสุดท้าย.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!