กระเป๋าสานเปื้อนฝุ่นกับบทเรียนราคาแพง: เมื่อสไตลิสต์สาว

ไฮโซเหยียดหยามกระเป๋าทำมือของคุณยายบ้านนอกว่า ‘ไร้รสนิยม’ แต่ต้องหน้าแตกยับเยินและถูกแบนออกจากวงการแฟชั่น เมื่อรู้ว่าคุณยายคือ ‘ปรมาจารย์แห่งศิลปะ’ ที่แบรนด์ระดับโลกยังต้องก้มหัวให้!
ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ภายในศูนย์การค้าสุดหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี กำลังมีการจัดงานแฟชั่นบาซาร์ประจำปีภายใต้คอนเซปต์ ‘มนต์เสน่ห์แห่งเอเชีย’ งานนี้รวบรวมเหล่าดีไซเนอร์ แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ และสไตลิสต์ชื่อดังจากทั่วทุกสารทิศให้มาประชันผลงานกันอย่างคับคั่ง แสงไฟแชนเดอเลียร์สาดส่องกระทบเพชรพลอยและเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่บรรดาแขกเหรื่อสวมใส่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อและบทสนทนาที่โอ้อวดถึงความมั่งคั่ง
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ ‘ซินดี้’ สไตลิสต์สาววัยสามสิบต้นๆ ผู้กำลังมาแรงในวงการแฟชั่น ก้าวเดินด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งราวกับนางพญา เธอสวมชุดเดรสรัดรูปจากคอลเลกชันล่าสุดของแบรนด์ยุโรป สวมแว่นตากันแดดโอเวอร์ไซส์แม้จะอยู่ในร่ม และสวมรองเท้าส้นสูงปรี๊ดสีแดงสด ซินดี้มักจะเชิดหน้าและปรายตามองผลงานของคนอื่นด้วยสายตาเหยียดหยาม สำหรับเธอแล้ว ศิลปะที่แท้จริงต้องมาจากปารีส มิลาน หรือนิวยอร์กเท่านั้น งานคราฟต์หรืองานทำมือของชาวบ้านในสายตาเธอ เป็นได้แค่ ‘ขยะ’ ที่ไม่มีวันเทียบชั้นกับความหรูหราได้
ขณะที่ซินดี้กำลังเดินวิจารณ์ร้านต่างๆ เพื่อทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดียของตัวเอง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับบูธเล็กๆ บูธหนึ่งที่ตั้งอยู่หลบมุมที่สุดของงาน มันเป็นบูธที่ไม่มีป้ายไฟหรูหรา ไม่มีนางแบบมายืนโพสท่า มีเพียงผ้าฝ้ายสีครามปูรองโต๊ะ และบนนั้นมี ‘กระเป๋าสาน’ รูปทรงแปลกตาที่ทำจากเถาวัลย์และเส้นใยธรรมชาติ ประดับด้วยงานปักลวดลายดอกไม้ที่ดูเก่าแก่
หลังโต๊ะตัวนั้น มีร่างของ ‘ยายบัว’ หญิงชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี รูปร่างผอมบาง สวมเสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงสีซีดจาง นั่งส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา ยายบัวเดินทางมาจากหมู่บ้านเล็กๆ บนดอยที่ห่างไกล เพื่อนำผลงานศิลปะที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษมาจัดแสดงตามคำเชิญของผู้จัดงาน
ซินดี้หยุดยืนหน้าบูธของยายบัว เธอผลักแว่นตากันแดดขึ้นไปบนศีรษะ หรี่ตามองกระเป๋าสานเหล่านั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขยะแขยง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดคลิปวิดีโอ
“โอ้โห ทุกคนคะ ดูนี่สิคะ…” ซินดี้พูดใส่กล้องด้วยน้ำเสียงดัดจริตและเย้ยหยัน “ซินดี้ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าผู้จัดงานปล่อยให้ร้านขาย ‘กระบุงใส่หัวหอมกระเทียม’ แบบนี้เข้ามาหลงอยู่ในงานแฟชั่นระดับไฮเอนด์ได้ยังไง ดูความหยาบของงานสิคะ ไม่มีคลาสเอาซะเลย!”
ยายบัวที่นั่งอยู่ได้ยินดังนั้นก็หน้าเสีย แต่ด้วยความใจดีและซื่อบริสุทธิ์ แกจึงพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เอ่อ… คุณหนูจ๊ะ นี่ไม่ใช่กระบุงนะจ๊ะ มันคือกระเป๋าสานลายพิกุลซ้อน เป็นลายโบราณที่ยายใช้เวลาทอและสานด้วยมือทีละเส้น ยายใช้เวลาทำใบนี้ตั้งสามเดือนเลยนะจ๊ะ…”
“สามเดือน? มิน่าล่ะถึงได้ดูคร่ำครึและเชยระเบิดขนาดนี้!” ซินดี้หัวเราะเสียงแหลมปรี๊ด ตัดบทหญิงชราอย่างเสียมารยาทที่สุด “ป้าคะ เก็บของพวกนี้กลับบ้านนอกของป้าไปเถอะค่ะ วางขายใบละร้อยยังไม่มีใครอยากจะซื้อเลย มันทำให้งานแฟชั่นหรูๆ ของพวกเราดูตกต่ำและ ‘ไร้รสนิยม’ ไปหมด คนที่สะพายกระเป๋าแบบนี้ได้ ต้องเป็นพวกคนใช้หรือพวกไม่มีเงินซื้อแบรนด์เนมเท่านั้นแหละค่ะ!”
คำพูดที่ดังและหยาบคายของซินดี้ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มหยุดดูและซุบซิบนินทา ยายบัวหน้าซีดเผือด น้ำตาคลอเบ้า มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาขณะพยายามจะเก็บกระเป๋าของตนเองลงกล่องเพราะความอับอาย
แต่ซินดี้ยังไม่หยุดความร้ายกาจ เธอเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าสานใบที่สวยที่สุดบนโต๊ะ ซึ่งเป็นใบที่ยายบัวรักที่สุด ก่อนจะแกล้งทำหลุดมือตกลงบนพื้นอย่างแรง!
“อุ๊ย! ขอโทษทีค่ะ พอดีว่าของมันดูสกปรก ฉันเลยเผลอปล่อยมือ” ซินดี้แสยะยิ้ม ก่อนจะทำสิ่งที่ไม่คาดฝัน เธอจงใจใช้ส้นรองเท้าส้นเข็มราคาแพงของเธอ ‘เหยียบ’ ลงไปบนกระเป๋าสานใบนั้นอย่างเต็มแรง จนเส้นใยที่สานอย่างประณีตหักดังกร๊อบ!
“โอ๊ย! ยายขอเถอะคุณหนู อย่าเหยียบมันเลย ลูกของยาย…” ยายบัวร้องไห้โฮ ถลันลงไปทรุดตัวกับพื้น พยายามจะดึงกระเป๋าออกจากใต้รองเท้าของสไตลิสต์ใจร้าย
“อย่ามาแตะรองเท้าฉันนะนังแก่! เดี๋ยวเชื้อโรคจะติด!” ซินดี้สะบัดขาออกด้วยความรังเกียจ เชิดหน้ามองหญิงชราที่กำลังกอดกระเป๋าสานเปื้อนรอยรองเท้าด้วยความสะใจ
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ หลายคนรู้สึกสงสารแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามเพราะรู้ว่าซินดี้มีอิทธิพลในวงการและรู้จักคนใหญ่คนโตมากมาย ซินดี้เตรียมจะเดินสะบัดบ๊อบจากไปพร้อมกับชัยชนะที่ได้เหยียบย่ำคนที่มีฐานะต่ำกว่า
แต่ทว่า… ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังก้องขึ้น ฝูงชนแตกฮือและแหวกทางออกเป็นสองฝั่งอย่างรวดเร็ว
ร่างที่ปรากฏขึ้นคือ ‘มาดามจีเซล’ ผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งของโลกแฟชั่น ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) ของแบรนด์แฟชั่นระดับตำนานจากปารีส ผู้ซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยแบบส่วนตัวและแวะมาเยี่ยมชมงานนี้ มาดามจีเซลเดินนำหน้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดและบรรดาผู้บริหารระดับสูงของห้างสรรพสินค้า รวมถึงบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นแนวหน้าของไทย ทุกคนต่างเดินตามเธอด้วยท่าทีนอบน้อม
ซินดี้เห็นมาดามจีเซลก็ตาโตเบิกกว้าง นี่คือโอกาสทองในชีวิตของเธอ! หากเธอสามารถทำความรู้จักและนำเสนอตัวเองกับมาดามจีเซลได้ เธอจะต้องดังระเบิดไปทั่วโลก! ซินดี้รีบปรับสีหน้า เปลี่ยนจากนางมารร้ายกลายเป็นนางฟ้าแสนหวาน เธอรีบวิ่งถลันเข้าไปขวางทางมาดามจีเซล พร้อมกับโค้งคำนับ
“สวัสดีค่ะมาดามจีเซล! ดิฉันซินดี้ เป็นสไตลิสต์ชั้นนำของที่นี่ค่ะ ดิฉันเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์คุณเลยนะคะ บูธแถวนี้มีแต่งานขยะของพวกชาวบ้านค่ะ มาดามอย่าไปเสียเวลาดูเลยนะคะ เชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ ดิฉันจะพาไปดูแบรนด์ที่คู่ควร…”
แต่มาดามจีเซลไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาของซินดี้แม้แต่น้อย ดวงตาสีฟ้าคมกริบของเธอมองข้ามไหล่ของสไตลิสต์สาวไป หยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหญิงชราที่กำลังนั่งกอดกระเป๋าสานเปื้อนฝุ่นอยู่บนพื้น
ทันใดนั้น ร่างกายของมาดามจีเซลก็สั่นสะท้าน เธอผลักซินดี้ให้พ้นทางอย่างแรงจนซินดี้เซถลาเกือบหัวทคะมำ!
มาดามผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการแฟชั่นระดับโลก รีบสาวเท้าเข้าไปหายายบัว ก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนในงานต้องอ้าปากค้างจนตาถลน… มาดามจีเซลทิ้งตัวลง ‘คุกเข่า’ บนพื้นแข็งๆ ต่อหน้ายายบัว!
“โอ้… พระเจ้า… นี่มัน…” มาดามจีเซลยื่นมือที่สั่นเทาไปสัมผัสกระเป๋าสานที่พังเสียหายในอ้อมกอดของยายบัว น้ำตาแห่งความปีติและสะเทือนใจเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของเธอ “ลวดลายพิกุลซ้อนเร้นลับ การย้อมสีครามด้วยเทคนิคโบราณที่ไร้รอยต่อ… ฉันตามหาเทคนิคนี้มาค่อนชีวิต! มาสเตอร์คะ… คุณคือปรมาจารย์ที่สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ใช่ไหมคะ!”
บรรณาธิการแฟชั่นของไทยที่เดินตามมา รีบวิ่งเข้ามาดูใกล้ๆ ก่อนจะอุทานเสียงหลง “นี่มัน! ยายบัว! คุณยายบัวแห่งหมู่บ้านทอผ้าในตำนาน! ผู้ที่เป็นคนทอผ้าไหมเส้นทองคำให้กับราชวงศ์ระดับโลกเมื่อสามสิบปีก่อน! ผมนึกว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วเสียอีก!”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนระเบิดปรมาณูที่ตกลงกลางงาน! ยายบัว หญิงชราแต่งตัวซอมซ่อ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นถึง ‘ศิลปินแห่งชาติระดับตำนาน’ ที่วงการแฟชั่นโลกตามหาตัวแทบพลิกแผ่นดิน! งานทุกชิ้นของท่านคือ ‘โอต์ กูตูร์’ (Haute Couture) ของแท้ที่ประเมินค่าไม่ได้!
ซินดี้หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยจนแทบยืนไม่อยู่ เธอเพิ่งเอาส้นรองเท้าเหยียบลงบนผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ประเมินค่าไม่ได้!
มาดามจีเซลประคองยายบัวให้ลุกขึ้นอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันขวับมามองหน้าซินดี้ด้วยสายตาที่เย็นเยียบและน่ากลัวที่สุด ราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณ
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ? ของพวกนี้คือขยะงั้นเหรอ?” มาดามจีเซลตวาดเสียงดังกึกก้อง “หล่อนมันตาบอด! หล่อนบอกว่าตัวเองเป็นสไตลิสต์ชั้นนำ มีรสนิยม แต่หล่อนกลับมองไม่ออกถึงจิตวิญญาณและศิลปะอันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในงานคราฟต์ระดับโลก! และที่ทุเรศที่สุด…”
มาดามจีเซลเดินเข้าไปใกล้ซินดี้ สายตากวาดมองชุดที่ซินดี้สวมใส่อย่างดูแคลน “แจ็กเก็ตที่หล่อนใส่… เป็นของปลอมเกรดเอจากคอลเลกชันปีที่แล้ว กระดุมเย็บผิดตำแหน่ง และเนื้อผ้าก็หยาบกระด้าง… หล่อนสวมใส่ของปลอมเพื่อหลอกลวงคนอื่น แต่กลับกล้าเอาส้นเท้าต่ำๆ ของหล่อนไปเหยียบย่ำผลงานที่บริสุทธิ์และมีค่าที่สุด! จิตใจของหล่อนต่างหากที่เป็นขยะที่แท้จริง!”
“ม… มาดามคะ… ซ… ซินดี้อธิบายได้นะคะ คือซินดี้ไม่รู้…” ซินดี้ปากคอสั่น ละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวจากคนจอมปลอม!” มาดามจีเซลหันไปหาบรรณาธิการนิตยสารชื่อดังของไทย “ฉันขอประกาศไว้ตรงนี้… หากนิตยสาร แบรนด์เสื้อผ้า หรือเอเจนซี่ไหนในเอเชีย จ้างผู้หญิงคนนี้ทำงานแม้แต่งานเดียว แบรนด์ของฉันจะถอนสปอนเซอร์และแบนการร่วมงานกับพวกคุณทั้งหมดถาวร!”
คำประกาศิตของมาดามจีเซลทำให้เจ้าของเอเจนซี่ที่ดูแลซินดี้ ซึ่งยืนอยู่ในฝูงชนด้วย รีบวิ่งหน้าตั้งออกมาทันที
“แกถูกไล่ออกซินดี้! ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แกพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทฉัน! และฉันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายที่แกทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย! ไสหัวออกไปจากงานนี้เดี๋ยวนี้!” เจ้านายของเธอชี้หน้าด่าอย่างไม่ไว้หน้า
ผู้คนรอบข้างต่างพากันโห่ร้องและปรบมือด้วยความสะใจ บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอความอับอายของสไตลิสต์จอมปลอมที่ถูกฉีกหน้ากาก ซินดี้กรีดร้องด้วยความอับอายขายหน้า น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลอาบแก้ม เธอสูญเสียทุกอย่างภายในพริบตา ทั้งหน้าที่การงาน ชื่อเสียง และอนาคตในวงการแฟชั่นที่เธอใฝ่ฝัน เธอต้องถอดรองเท้าส้นสูงและวิ่งหนีออกไปจากงานด้วยสภาพล้มลุกคลุกคลาน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของทุกคน
หลังจากเหตุการณ์อันวุ่นวายสงบลง มาดามจีเซลได้สั่งให้ทีมงานของเธอเหมาซื้อผลงานทุกชิ้นในบูธของยายบัวด้วยราคาหลักล้าน และเชิญยายบัวให้บินไปร่วมงานแฟชั่นวีคที่ปารีสในฐานะ ‘ศิลปินที่ปรึกษากิตติมศักดิ์’ ของแบรนด์ ผลงานศิลปะบนกระเป๋าสานของหญิงชราจากดอยสูง ได้ผงาดขึ้นสู่รันเวย์ระดับโลกอย่างสง่างาม เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า… รสนิยมและความงามที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่ป้ายราคาหรือแบรนด์เนมที่ฉาบหน้า แต่วัดกันที่ ‘คุณค่าของจิตวิญญาณ’ และ ‘ความเคารพต่อศิลปะ’ ต่างหาก.



