รอยน้ำตาแห่งมหาเศรษฐีนี: หญิงสาวกลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมแม่ที่ตาบอด

แต่ต้องทรุดเข่าอ่อนระทวย… เมื่อพบว่า ‘อดีตสามีพิการ’ ที่เธอเคยทิ้งขว้าง กำลังแอบปรนนิบัติดูแลแม่แทนเธออย่างลับๆ!
เสียงรองเท้าส้นเข็มแบรนด์คริสเตียน ลูบูแตง (Christian Louboutin) กระทบกับพื้นซีเมนต์แตกร้าว ดังก้องไปตามทางเดินแคบๆ สู่บ้านสวนชานเมืองที่แสนเงียบสงบ ‘อรินดา’ อภิมหาเศรษฐีนีวัยสามสิบสองปี เจ้าของอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และแบรนด์เครื่องสำอางระดับหมื่นล้าน ก้าวลงจากรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) สีดำขลับที่จอดเด่นเป็นสง่าขัดกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ วันนี้เธอจงใจกลับมาเยี่ยม ‘แม่นวล’ มารดาบังเกิดเกล้าที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินเมื่อหลายปีก่อน โดยไม่ได้โทรศัพท์มาแจ้งล่วงหน้า เพราะต้องการทำเซอร์ไพรส์ในวันคล้ายวันเกิดของแม่
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา อรินดาใช้ชีวิตอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในวงการธุรกิจ เธอทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน สิ่งเดียวที่เธอทำเพื่อทดแทนบุญคุณมารดา คือการโอนเงินเดือนละหลายแสนบาทมาให้ และจ้างพยาบาลพิเศษระดับวีไอพีมาดูแลแม่นวลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เธอเชื่อเสมอว่า ‘เงิน’ สามารถซื้อความสะดวกสบายและเนรมิตความสุขให้กับทุกคนได้ โดยเฉพาะหลังจากที่เธอผ่านมรสุมชีวิตคู่ที่แสนเลวร้าย และตัดสินใจ ‘หย่าขาด’ จากอดีตสามีที่กลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์อย่าง ‘กฤต’
ภาพความทรงจำอันขมขื่นเมื่อห้าปีก่อนยังคงฝังลึกในใจ กฤตเคยเป็นวิศวกรหนุ่มอนาคตไกลและเป็นสามีที่แสนดี แต่แล้ววันหนึ่ง เขากลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงจนต้อง ‘ตัดขาขวา’ ทิ้ง กลายเป็นคนพิการที่ต้องใช้ไม้ค้ำยันตลอดชีวิต หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น กฤตเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาอารมณ์ร้าย ขว้างปาข้าวของ และที่เลวร้ายที่สุดคือ อรินดาจับได้ว่าเขามีผู้หญิงคนอื่นมาที่บ้านตอนที่เธอออกไปทำงาน ด้วยความโกรธแค้นและเหนื่อยล้าจากการแบกรับภาระครอบครัวเพียงลำพัง อรินดาจึงโยนใบหย่าใส่หน้าเขา ขับไล่กฤตออกจากชีวิต และก้าวเดินสู่ความสำเร็จอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่เคยหันหลังกลับไปมองผู้ชายที่เธอตราหน้าว่าเป็น ‘ปลิงไร้ค่า’ อีกเลย
แต่ทว่า… เมื่ออรินดาผลักประตูรั้วไม้บานเก่าที่คุ้นเคยเข้าไป สิ่งที่เธอคาดหวังว่าจะได้เห็นคือพยาบาลในชุดขาวสะอาดกำลังเข็นรถเข็นพาแม่ของเธอเดินเล่นรับแดดยามเช้า ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของมหาเศรษฐีนีต้องหยุดเต้น และกระเป๋าแอร์เมส เบอร์กิ้น (Hermès Birkin) ราคาหลายล้านร่วงหล่นลงจากมือโดยไม่รู้ตัว!
บนระเบียงไม้หน้าบ้าน ไม่มีพยาบาลพิเศษที่เธอจ่ายเงินจ้างเดือนละแสน มีเพียงร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสามส่วนที่เก่าจนเปื่อย ร่างกายของเขาผอมโซ ผิวคล้ำแดด และที่สำคัญที่สุด… ขาข้างขวาของเขาเป็นเพียงขาเทียมพลาสติกราคาถูกที่พันด้วยเทปกาวจนดูน่าเวทนา!
ชายพิการคนนั้นกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นไม้ ใช้มือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ค่อยๆ บีบนวดท่อนขาที่ลีบเล็กของแม่นวลอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอมที่สุด จากนั้นเขาก็หยิบกะละมังใส่น้ำอุ่น ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดเท้าให้แม่ของเธออย่างระมัดระวังราวกับกำลังเช็ดเครื่องแก้วเจียระไน
อรินดาเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป เลือดในกายเย็นเฉียบ… ชายพิการคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘กฤต’ อดีตสามีที่เธอเกลียดชังและขับไล่ไสส่งไปเมื่อห้าปีก่อน!
“หนูกิตติ… น้ำอุ่นพอดีไหมลูก? ป้าขอบใจหนูมากนะที่มาดูแลป้าทุกวันเลย ถ้าไม่ได้หนู ป้าคงแย่ พยาบาลที่ลูกรินจ้างมา เขาก็เอาแต่เล่นโทรศัพท์ พอป้าบ่นเขาก็ด่า ป้าไม่อยากบอกลูกริน กลัวลูกจะเสียงานเสียการ” เสียงของแม่นวลเอ่ยขึ้นด้วยความอ่อนโยน ดวงตาที่ขุ่นมัวของท่านมองไม่เห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร ท่านรู้เพียงว่าผู้ชายคนนี้คือ ‘หนูกิตติ’ คนงานรับจ้างใบ้ที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้าน และคอยเข้ามาช่วยเหลือท่านเสมอ
กฤตไม่ได้พูดตอบรับใดๆ เพราะเขาจงใจแกล้งทำเป็นคนใบ้เพื่อไม่ให้อดีตแม่ยายจำเสียงของเขาได้ เขาทำเพียงแค่จับมือของแม่นวลมาแตะที่แก้มของตนเองเป็นสัญญาณว่าน้ำอุ่นกำลังดี รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเคารพปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ซูบตอบของเขา แม้หน้าผากจะเต็มไปด้วยเหงื่อจากการต้องแบกสังขารพิการทำงานบ้านทุกอย่าง ทั้งซักผ้า ถูพื้น และทำกับข้าวให้แม่ของอรินดา
อรินดายืนเอามือปิดปาก น้ำตาที่เธอคิดว่าเหือดแห้งไปจากชีวิตแล้ว บัดนี้กลับ 차 (ไหลทะลัก) ออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ขาทั้งสองข้างของเธออ่อนระทวยจนต้องทรุดตัวลงคุกเข่าซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มดอกเข็มข้างกำแพง เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นจนตัวโยน
ภาพที่เห็นเบื้องหน้ามันขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เธอเคยเชื่อมาตลอดห้าปี! อดีตสามีที่เธอคิดว่าเป็นคนเลวทราม เป็นภาระ และนอกใจเธอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่? ทำไมเขาถึงต้องซ่อนตัวในคราบของคนงานใบ้เพื่อมาดูแลแม่ของเธอแทนพยาบาลที่กินเงินเดือนเปล่าๆ?
ด้วยความสงสัยที่อัดแน่นจนแทบระเบิด อรินดาแอบเดินลัดเลาะไปที่หลังบ้าน เธอพบกับป้าสมศรี เพื่อนบ้านที่สนิทกับแม่นวลมาตั้งแต่สมัยสาวๆ ป้าสมศรีกำลังตากผ้าอยู่ เมื่อเห็นมหาเศรษฐีนีอย่างอรินดาก็ตกใจจนตาโต
“คุณริน! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย!” ป้าสมศรีอุทาน
อรินดารีบดึงแขนป้าสมศรีเข้าไปในครัว สวนคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ป้าศรีคะ… ผู้ชายขาขาดที่อยู่หน้าบ้านนั่น… กฤตใช่ไหมคะ? เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วพยาบาลที่รินจ้างไว้ไปไหนหมด!”
ป้าสมศรีถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความเวทนา “โธ่ คุณริน… พยาบาลพวกนั้นมันทิ้งแม่คุณไปตั้งแต่วันแรกที่คุณกลับกรุงเทพฯ แล้วค่ะ พวกมันฮั้วกันรับเงินเดือนคุณ แล้วก็ปล่อยให้แม่คุณอยู่คนเดียวหิวโซ… ก็ได้ตากฤตนั่นแหละค่ะ ที่คอยมาดูแลตลอดห้าปีที่ผ่านมา”
“ห้าปี! นี่กฤตดูแลแม่รินมาตลอดห้าปีเลยเหรอคะ! แล้วทำไมเขาต้องแกล้งเป็นคนใบ้ด้วย!” อรินดาถามทั้งน้ำตา
“ก็เพราะเขากลัวคุณรินจะรู้แล้วมาไล่เขาไปน่ะสิคะ…” ป้าสมศรีเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมา “คุณรินรู้ไหมคะ ว่าทำไมตากฤตถึงขาขาด… อุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อนน่ะ ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดานะคะ แต่วันนั้นแม่นวลเดินข้ามถนนแล้วมีรถบรรทุกเบรกแตกพุ่งเข้ามา ตากฤตกระโดดเข้าไปผลักแม่นวลจนพ้นทาง แต่ตัวเองกลับโดนทับซะเอง! เขาขอร้องให้ทุกคนปิดปากเงียบ ไม่ให้คุณรินรู้ เพราะกลัวคุณจะรู้สึกผิด”
อรินดาเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบด้วยคีมเหล็ก “ด… แต่อุบัติเหตุนั่น… แล้วเรื่องผู้หญิงที่รินจับได้ว่ามาหาเขาที่บ้านล่ะคะ!”
“ผู้หญิงที่ไหนกันคะคุณริน!” ป้าสมศรีส่ายหน้าอย่างแรง “นั่นมันเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ! ตอนที่คุณรินเพิ่งเริ่มทำธุรกิจแล้วขาดทุนหนักจนแทบล้มละลาย ตากฤตแอบไปกู้เงินนอกระบบมาหลายล้านเพื่อโอนเข้าบัญชีบริษัทให้คุณรินหมุนเงินทันไงคะ! พอเขาพิการ หาเงินไม่ได้ พวกทวงหนี้ก็ตามมารังควานขู่ฆ่า… ตากฤตไม่อยากให้พวกหน้าเลือดนั่นไปทำร้ายคุณริน เขาเลยแกล้งทำตัวงี่เง่า แกล้งอาละวาดเพื่อให้คุณรินทนไม่ได้และขอหย่า คุณรินจะได้หลุดพ้นจากหนี้ก้อนนั้นและปลอดภัยไงคะ!”
ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเปลือยต่อหน้าอรินดา เปรียบเสมือนค้อนปอนด์นับพันทุบลงกลางแสกหน้า มหาเศรษฐีนีผู้เย่อหยิ่งเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นห้องครัว เธอร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เงินหมื่นล้าน ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ชีวิตที่หรูหราอู้ฟู่… ทั้งหมดนี้มันสร้างขึ้นมาจาก ‘เลือดและเนื้อ’ ของผู้ชายที่เธอเกลียดชังที่สุด! กฤตยอมสละขาข้างหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตแม่ของเธอ ยอมสละชีวิตคู่และรับสมอ้างว่าเป็นคนเลว เพื่อปกป้องเธอจากหนี้สินและมาเฟีย และแม้ในวันที่เธอทอดทิ้งเขาไปเสวยสุข เขาก็ยังหวนกลับมาเป็นเพียง ‘ไอ้ใบ้พิการ’ เพื่อดูแลดวงตาที่มืดบอดของแม่เธอแทนลูกสาวที่อกตัญญูอย่างเธอ!
“กฤต… รินทำอะไรลงไป… รินมันโง่! รินมันเลวที่สุด!” อรินดากรีดร้องกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เธอพยุงร่างที่สั่นสะท้านของตนเองลุกขึ้น แล้ววิ่งพุ่งพรวดออกไปที่หน้าระเบียงบ้านทันที!
เสียงฝีเท้าที่วิ่งกระหืดกระหอบทำให้นวลและกฤตหันมามอง เมื่อกฤตเห็นหน้าอดีตภรรยาในชุดหรูหรา ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของเขาก็ซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก เขารีบปล่อยมือจากกะละมังน้ำ คว้าไม้ค้ำยันที่พิงอยู่ข้างกำแพง พยายามจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนีไปให้พ้นหน้าเธอตามสัญชาตญาณของการเป็นคนไร้ค่าที่ไม่อยากให้เธอต้องมาอับอาย
แต่เพราะความรีบร้อนและขาเทียมที่ชำรุด ทำให้กฤตเสียหลักล้มลุกคลุกคลานลงไปกองกับพื้นหินกรวดหน้าบ้านอย่างน่าสมเพช!
“กฤต!! อย่าหนีนะ!”
อรินดาวิ่งถลันเข้าไปหาเขา เธอไม่สนใจว่าชุดเดรสชาเนล (Chanel) ราคาหลักแสนจะเปื้อนโคลน หรือเศษหินจะบาดเข่า เธอทิ้งตัวลง ‘คุกเข่า’ ต่อหน้าอดีตสามีที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น สองแขนเรียวบางโผเข้ากอดร่างที่ผอมโซและเหม็นกลิ่นเหงื่อของกฤตไว้แน่น!
“ริน… ปล่อยผม… ผมทำพื้นคุณเปื้อน… ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ รินอย่าโกรธแม่เลยนะ ผมแค่บังเอิญผ่านมา…” กฤตพยายามแกะมือของเธอออก น้ำเสียงของเขาสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจียมตัวจนน่าใจหาย
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วกฤต! รินรู้ความจริงหมดแล้ว! รินรู้ทุกอย่างแล้ว!” อรินดาร้องไห้สะอื้นจนตัวโยน ซบหน้าลงกับแผ่นอกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของเขา “ทำไม… ทำไมกฤตถึงโง่แบบนี้! ทำไมถึงยอมเจ็บตัว ยอมโดนด่า ยอมให้รินเกลียด ทำไมไม่บอกความจริงรินฮะ! กฤตรู้ไหมว่ารินทรมานแค่ไหนที่เข้าใจผิดคิดว่าคนที่รินรักที่สุดหักหลังริน!”
กฤตชะงักงัน ดวงตาที่เคยแห้งผากบัดนี้มีหยาดน้ำตาเอ่อล้น เขาค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบผมของอดีตภรรยาที่เขารักสุดหัวใจ “รินกำลังจะโบยบิน… รินกำลังจะสร้างอาณาจักรของริน ผมมันเป็นแค่วิศวกรพิการ ขาขาด หาเงินไม่ได้… ถ้าผมรั้งรินไว้ รินก็ต้องมานั่งเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้คนพิการแบบผม รินจะต้องจมปลักอยู่กับหนี้สิน… ผมยอมเป็นคนเลวเพื่อให้รินเกลียด รินจะได้บินไปให้ไกลที่สุด… และวันนี้ รินก็ทำสำเร็จแล้ว รินเป็นมหาเศรษฐี รินมีทุกอย่างแล้ว… ปล่อยคนไร้ค่าแบบผมไปเถอะนะ”
“ไม่!! ต่อให้รินมีเงินเป็นแสนล้าน มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าไม่มีกฤตอยู่ข้างๆ!” อรินดาตะโกนสุดเสียง เธอกระชับกอดเขาแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไป “เงินที่รินมี ธุรกิจที่รินสร้าง มันเป็นของกฤตครึ่งหนึ่ง! กขาของกฤตที่เสียไป มันคือชีวิตของแม่ริน! กฤตไม่ใช่คนพิการไร้ค่า แต่กฤตคือฮีโร่ คือลมหายใจของครอบครัวเรา… รินขอโทษ… รินกราบขอโทษกฤตสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ให้อภัยผู้หญิงโง่ๆ คนนี้เถอะนะคะ… ให้รินได้ชดใช้ให้กฤตไปตลอดชีวิตเถอะนะ!”
มหาเศรษฐีนีผู้หยิ่งผยอง ก้มหน้าลงจุมพิตที่ขาเทียมอันซอมซ่อของอดีตสามีอย่างไม่รังเกียจ เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกผิดและเคารพรักอย่างสูงสุด
กฤตไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป เขาดึงร่างของอรินดาเข้ามากอดก่าย ทั้งสองร้องไห้โฮท่ามกลางแสงแดดยามสาย โดยมีแม่นวลที่นั่งอยู่บนระเบียง ค่อยๆ คลำทางเดินลงมา น้ำตาไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น
“กฤตเอ๊ย… รินเอ๊ย… กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเถอะนะลูก แม่รู้มาตลอดแหละว่ากิตติคือตากฤต กลิ่นตัวลูกเขยแม่ ทำไมแม่จะจำไม่ได้… แม่แค่รอวันที่ลูกรินจะตาสว่างและกลับมาหาหัวใจตัวเองให้เจอเท่านั้นเอง”
คำพูดของแม่นวลเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจบาดแผลทั้งหมดของคนทั้งคู่ อรินดาและกฤตรีบเข้าไปประคองแม่นวล กอดกันสามคนแม่ลูกอย่างแนบแน่นที่สุด
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา… คฤหาสน์หรูหราในกรุงเทพฯ ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป อรินดาพากฤตและแม่นวลกลับไปอยู่ด้วยกัน เธอสั่งซื้อขาเทียมเทคโนโลยีชีวภาพระดับโลกที่ทันสมัยที่สุดให้กฤต เพื่อให้เขากลับมาเดินได้อย่างสง่างามอีกครั้ง กฤตผู้มีสมองอันชาญฉลาดได้เข้ามาช่วยบริหารงานเบื้องหลังในฐานะ ‘ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์’ ของบริษัทเคียงคู่กับอรินดา
เรื่องราวของมหาเศรษฐีนีที่คุกเข่าล้างเท้าให้อดีตสามีพิการ กลายเป็นข่าวดังที่สั่นสะเทือนวงการไฮโซ มันเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดที่สอนให้ทุกคนได้รู้ว่า… ท่ามกลางความฟุ้งเฟ้อของเงินตราและอำนาจ สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และสวยงามที่สุดในโลกใบนี้ หาใช่เพชรเม็ดงามหรือคฤหาสน์ร้อยล้าน แต่มันคือ ‘ความเสียสละและความรักที่บริสุทธิ์’ ของคนที่พร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างเรา… แม้ในวันที่เราเลวร้ายที่สุดก็ตาม.



