รอยยิ้มของม่ายสาวกับคฤหาสน์ต้องห้าม:

เมื่อพ่อแม่แอบขายบ้านของสามีผู้ล่วงลับเพื่อบำเรอน้องสาว โดยไม่รู้ว่ากำลังดึงมัจจุราชเข้ามาขย้ำคอ!
ครอบครัวของฉันไม่เคยเป็นสถานที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’ ได้อย่างเต็มปาก ตั้งแต่จำความได้ พ่อกับแม่มักจะทุ่มเทความรักและความเอาใจใส่ทั้งหมดไปที่ ‘รินทร์’ น้องสาวคนเล็กผู้เกิดมาพร้อมกับหน้าตาสะสวยและคำพูดฉอเลาะ ส่วนฉัน ‘เมธาวี’ เป็นเพียงลูกสาวคนโตที่ทำหน้าที่เหมือนเบ๊รับใช้และตู้เอทีเอ็มของบ้านมาตลอด
จนกระทั่งฉันได้แต่งงานกับ ‘ภคิน’ นักธุรกิจหนุ่มผู้มั่งคั่ง ฉันถึงได้ย้ายออกมาสร้างครอบครัวและมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ความสุขก็อยู่ได้เพียงสามปี เมื่อภคินประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทิ้งฉันไว้ให้กลายเป็นหญิงม่าย พร้อมกับ ‘คฤหาสน์หรูริมทะเลสาบ’ มูลค่ากว่าห้าสิบล้านบาทที่เขายกให้ฉันเป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว
หลังจากงานศพของภคินผ่านพ้นไป ฉันตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อหลบหนีจากความโศกเศร้าและ ‘ความวุ่นวายบางอย่าง’ ที่กำลังจะตามมา ฉันตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอก ปิดโทรศัพท์ และปล่อยให้ตัวเองได้พักหายใจ
แต่ทันทีที่ฉันลากกระเป๋าเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย และแวะเข้าไปที่บ้านของพ่อกับแม่เพื่อทักทาย… ภาพที่ฉันเห็นกลับไม่ใช่การต้อนรับที่อบอุ่น แต่เป็นงานปาร์ตี้ฉลองเล็กๆ กลางห้องรับแขก มีขวดแชมเปญราคาแพงเปิดอยู่ และรินทร์กำลังถือ ‘โฉนดที่ดินพร้อมกุญแจบ้าน’ ของพูลวิลล่าหรูหลังใหม่เอี่ยมด้วยรอยยิ้มกว้างจนหน้าบาน
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอยัยเมย์” พ่อทักทายฉันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่มีแม้แต่คำถามว่าฉันเดินทางเหนื่อยไหม หรือสภาพจิตใจดีขึ้นหรือยัง
“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ? รินทร์เพิ่งซื้อบ้านใหม่เหรอ เอาเงินจากไหนตั้งมากมาย?” ฉันถามพลางขมวดคิ้ว เพราะรู้ดีว่าน้องสาวของฉันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำงานที่ไหนก็ไม่เคยทน และพ่อแม่ก็ไม่ได้มีเงินเก็บหลักสิบล้านแน่ๆ
แม่เดินเข้ามาจับไหล่ฉัน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ “ก็เงินจากบ้านของแกไงล่ะ ยัยเมย์… ตอนที่แกไม่อยู่ พ่อเขาก็เลยจัดการเป็นธุระ ‘ขาย’ บ้านที่ภคินทิ้งไว้ให้แกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วเอาเงินสี่สิบล้านนั่นมาซื้อพูลวิลล่าหลังนี้ให้รินทร์ เขาบ่นว่าอยากได้มานานแล้ว แกคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม น้องก็กำลังจะแต่งงาน ต้องมีเรือนหอดีๆ”
ฉันเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบ “ขายบ้านของเมย์? พ่อกับแม่ทำแบบนั้นได้ยังไง! โฉนดมันเป็นชื่อเมย์ และมันถูกล็อกอยู่ในตู้เซฟ!”
พ่อแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “ก็แค่เรียกช่างมาสะเดาะเซฟ แล้วใช้ใบมอบอำนาจเปล่าที่แกเคยเซ็นทิ้งไว้ให้ตอนไปโอนรถปีที่แล้วนั่นแหละ พ่อให้เพื่อนที่กรมที่ดินช่วยจัดการเดินเรื่องให้ แป๊บเดียวก็เสร็จ แกเป็นแม่ม่ายแล้วนะเมย์ เลิกจมปลักอยู่กับอดีตสักที ผู้ชายก็ตายไปแล้ว จะเก็บสะสมบ้านหลังใหญ่โตไว้ให้อยู่เป็นผีเฝ้าบ้านหรือไง สู้เอามาทำประโยชน์ให้น้องแกดีกว่า”
ฉันหันไปมองหน้ารินทร์ น้องสาวที่ฉันสละทุกอย่างให้มาตลอดชีวิต บัดนี้เธอกำลังกอดโฉนดพูลวิลล่าหลังใหม่ไว้แน่น รินทร์เหยียดยิ้มที่มุมปากและพูดกลั้วเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาว่า
“โธ่พี่เมย์ อย่าทำหน้างกไปหน่อยเลยน่า ถือซะว่าทำบุญให้น้อง อย่างน้อยบ้านของพี่ภคินก็มีประโยชน์ขึ้นมาบ้างล่ะนะ ดีกว่าปล่อยให้เป็นบ้านแม่ม่ายร้างๆ จริงไหมคะ?”
คำพูดที่ไร้หัวใจ ความเห็นแก่ตัวที่ฝังรากลึก และการกระทำที่เหยียบย่ำกันถึงขั้นขโมยสมบัติและปลอมแปลงเอกสาร หากเป็นฉันในอดีต ฉันคงทรุดลงไปร้องไห้ฟูมฟายและอาละวาดด้วยความโกรธแค้น
แต่ทว่า… แทนที่จะโกรธ ฉันกลับค่อยๆ ก้มหน้าลง ก่อนที่ไหล่ของฉันจะเริ่มสั่น… ไม่ใช่เพราะร้องไห้ แต่ฉันกำลังหัวเราะ
“ฮ่าๆ… ฮ่าๆๆๆ!”
ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของฉันดังก้องไปทั่วห้องรับแขก ดังกังวานและเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนพ่อ แม่ และรินทร์พากันผงะถอยหลัง
รินทร์หุบรอยยิ้ม คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่พอใจและหวาดระแวง “พี่เป็นบ้าอะไรเนี่ย? มีเรื่องอะไรน่าตลกนักหนาฮะ!”
ฉันค่อยๆ หยุดหัวเราะ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตาซึ่งเกิดจากการหัวเราะหนักเกินไป ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวขึ้นยืนหลังตรง มองหน้าครอบครัวปรสิตของฉันด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบที่สุดในชีวิต ก่อนจะเอ่ยตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กรีดลึกไปถึงกระดูก
“ฉันก็แค่สงสัยว่า… ใครกันนะ ที่โง่พอจะกล้าซื้อบ้านหลังนั้นไป”
“แกหมายความว่ายังไง ยัยเมย์?” พ่อเริ่มเสียงสั่น แววตาของเขาฉายแววตื่นตระหนก
“พ่อขายบ้านหลังนั้นให้ใครคะ?” ฉันถามซ้ำ แววตาของฉันกดดันจนพ่อต้องหลบตา
“ข… ขายให้เสี่ยก้ง… เสี่ยก้ง เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ และบ่อนคาสิโนรายใหญ่ของจังหวัด เขาให้ราคาดีและยอมจ่ายเงินสดโอนเข้าบัญชีพ่อทันทีโดยไม่เรื่องมาก…” พ่อตอบตะกุกตะกัก
ฉันพยักหน้าช้าๆ ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม “เสี่ยก้ง ผู้กว้างขวางที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและไม่เคยยอมเสียเปรียบใครน่ะเหรอคะ… วิเศษไปเลยค่ะพ่อ พ่อเลือกเหยื่อได้ยอดเยี่ยมมาก”
ฉันเดินไปนั่งที่โซฟาเดี่ยวอย่างสบายใจ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดหน้าข่าวหน้าแรกของวันนี้ แล้วโยนมันลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าพวกเขา
“พ่อ แม่ แล้วก็รินทร์… ฟังให้ดีนะคะ” ฉันประสานมือไว้ที่หน้าตัก “ที่ฉันบินไปสวิตเซอร์แลนด์เป็นเดือน ไม่ใช่เพราะฉันเศร้าที่ภคินตาย แต่ฉันไป ‘ซ่อนตัว’ ต่างหากล่ะ”
“ซ่อนตัว? ซ่อนตัวจากอะไร!” แม่ร้องถาม หน้าเริ่มซีดเผือด
“ก็ซ่อนตัวจาก ‘กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)’ และ ‘ปปง.’ ไงล่ะคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ “ภคินไม่ได้เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาหรอกค่ะ เบื้องหลังเขาคือหัวหน้าขบวนการฟอกเงินข้ามชาติและฉ้อโกงประชาชนมูลค่ากว่าห้าพันล้านบาท อุบัติเหตุรถชนนั่นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดต่างหาก”
ฉันมองดูใบหน้าของครอบครัวที่ตอนนี้ซีดเป็นไก่ต้ม ปากคอสั่นจนพูดไม่ออก
“แล้วรู้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้น? คฤหาสน์ริมทะเลสาบหลังนั้น คือทรัพย์สินหลักที่ถูกซื้อด้วย ‘เงินสีเทา’ และอยู่ในรายชื่อ ‘ถูกอายัดและยึดทรัพย์โดยเด็ดขาดจากรัฐ’ เรียบร้อยแล้วตั้งแต่สองเดือนก่อน โฉนดที่พ่อแอบขโมยไปมันเป็นแค่กระดาษเปล่าๆ ที่มีคำสั่งอายัดสลักหลังอยู่ในระบบของกรมที่ดิน! ฉันถึงทิ้งมันไว้ในตู้เซฟแล้วหนีไปต่างประเทศ เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาติดป้ายยึดบ้านยังไงล่ะ!”
“ม… ไม่จริง! พ่อให้เพื่อนที่กรมที่ดินจัดการเปลี่ยนชื่อแล้วโอนให้เสี่ยก้งไปแล้วนะ! มันผ่านไปได้ยังไง!” พ่อตะโกนเสียงหลง มือของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง
“อ๋อ พ่อลืมไปหรือเปล่าคะว่าเพื่อนของพ่อก็คือคนทุจริตที่รับสินบนเพื่อข้ามขั้นตอนอายัดในระบบคอมพิวเตอร์ไปชั่วคราว การทำแบบนั้นมันคือการ ‘ปลอมแปลงเอกสารทางราชการและฉ้อโกง’ อย่างสมบูรณ์แบบ!”
ฉันลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหารินทร์ที่ตอนนี้กอดโฉนดพูลวิลล่าไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว
“ลองคิดดูสิคะรินทร์… พรุ่งนี้เช้า เมื่อเจ้าหน้าที่ ปปง. นำกำลังไปยึดคฤหาสน์หลังนั้น แล้วพบว่าเสี่ยก้งเข้าไปอยู่ เสี่ยก้งที่เพิ่งจ่ายเงินสี่สิบล้านให้พ่อกับแม่ไปฟรีๆ เพื่อซื้อบ้านที่กำลังจะถูกรัฐยึด… คนโหดๆ แบบเสี่ยก้ง เขาจะทำยังไงกับคนที่หลอกเอาเงินเขาไปคะ?”
“กรี๊ดดด! ไม่นะ! พ่อ! ทำยังไงดี เราต้องคืนเงินเสี่ยก้งเดี๋ยวนี้เลยนะ!” รินทร์กรีดร้องอย่างเสียสติ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลอาบแก้ม
“ค… คืนไม่ได้แล้ว… พ่อเอาเงินสี่สิบล้านนั่น ไปซื้อพูลวิลล่าหลังนี้ให้แกด้วยเงินสดไปหมดแล้ว!” พ่อทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น เอามือกุมหัว ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร “ฉิบหายแล้ว… เสี่ยก้งมันต้องฆ่าพวกเราล้างโคตรแน่ๆ!”
“และถึงเสี่ยก้งจะไม่ฆ่าพ่อ…” ฉันเสริมด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เงินสี่สิบล้านที่พ่อเอามาซื้อวิลล่าหลังนี้ มันก็คือ ‘เงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่ถูกอายัด’ ซึ่งมีความผิดฐาน ‘ฟอกเงิน’ พูลวิลล่าของรินทร์ที่กอดอยู่นั่น ก็จะต้องถูก ปปง. ยึดตกเป็นของแผ่นดินในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอยู่ดีค่ะ… สรุปก็คือ พวกคุณจะไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีเงินเหลือสักบาท และกำลังจะถูกทั้งมาเฟียตามล่า ถูกตำรวจออกหมายจับข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกง และฟอกเงิน!”
“ยัยเมย์! แกมันนังลูกเนรคุณ! ทำไมแกไม่บอกพวกเราฮะ! แกตั้งใจจะฆ่าพวกเราใช่ไหม!” แม่พุ่งเข้ามาจะตบหน้าฉัน แต่ฉันเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดายจนแม่ล้มหน้าคะมำลงกับพื้น
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะแม่…” ฉันก้มลงมองแม่ด้วยสายตาสมเพช “ฉันแค่ไม่อยู่บ้าน… เป็นพวกคุณเองต่างหากที่ปล่อยให้ ‘กิเลส’ และ ‘ความเห็นแก่ตัว’ บังตา จนหน้ามืดตามัวไปขโมยของของคนอื่น พวกคุณขุดหลุมฝังศพให้ตัวเอง แล้วกระโดดลงไปเองทั้งนั้น”
ก่อนที่ใครจะทันได้พูดอะไรต่อ เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันก็ดังแหวกอากาศเข้ามาใกล้ พร้อมกับเสียงรถตู้สีดำทึบสามคันที่ขับมาจอดกระชากเบรกที่หน้าประตูรั้วบ้าน กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำนับสิบคนก้าวลงมาจากรถ นำโดยชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าเหี้ยมเกรียม… เสี่ยก้ง!
“ไอ้สมภพ! มึงอยู่ไหน! มึงกล้าหลอกขายบ้านที่ถูก ปปง. ยึดให้กูเหรอ ออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นกูจะเผาบ้านมึงทิ้งพร้อมคนข้างใน!” เสียงตะโกนของเสี่ยก้งดังกึกก้องมาจากหน้าประตูบ้าน ตามมาด้วยเสียงทุบประตูดังปังๆ!
รินทร์ร้องกรี๊ด เอามืออุดหู ทรุดลงไปกองกับพื้นน้ำตาไหลพราก พ่อกับแม่กอดกันกลม ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ พวกเขาหันมามองฉันด้วยแววตาเว้าวอน อ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
“เมย์… เมย์ช่วยพ่อกับแม่ด้วยนะลูก เมย์รู้จักคนใหญ่คนโตเยอะ เมย์ช่วยพวกเราด้วยนะ!” พ่อคลานเข้ามากอดขาฉัน
ฉันก้มลงแกะมือของพ่อออกอย่างนุ่มนวล แต่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
“ตอนที่พ่อขโมยบ้านของเมย์ไปขาย พ่อบอกเองนี่คะว่า ‘เมย์เป็นแม่ม่ายแล้ว เลิกจมปลักอยู่กับอดีตสักที’…” ฉันยิ้มบางๆ หยิบกระเป๋าสะพายใบหรูขึ้นมาคล้องแขน “ตอนนี้เมย์ก็กำลังทำตามที่พ่อสอนอยู่นี่ไงคะ เมย์กำลังจะทิ้งอดีตที่เลวร้ายอย่างครอบครัวนี้ไว้เบื้องหลัง และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแล้วค่ะ”
ฉันหันหลังเดินไปทางประตูหลังบ้าน ซึ่งมีรถแท็กซี่ที่ฉันจอดรอสแตนด์บายไว้ล่วงหน้า ทิ้งให้เสียงกรีดร้องของรินทร์ เสียงร้องไห้ของพ่อแม่ และเสียงพังประตูของลูกน้องเสี่ยก้ง ดังก้องกังวานเป็นบทเพลงแห่งกรรมตามสนอง
ฉันก้าวขึ้นรถ ปิดประตู และสั่งให้คนขับรถออกตัวไปสู่สนามบินอีกครั้ง… บางที การเป็นแม่ม่ายที่ไม่มีสมบัติ(และไม่มีครอบครัวปลิง)ติดตัวเลยสักชิ้น มันก็ทำให้ชีวิตรู้สึกเบาสบายและอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆ.



